วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

เมื่อตัดสินใจรักษาด้วยอินซูลินฉีด P. 5 : Initiating insulin : Multiple Options

Sept 10,2014

ในการรักษาโรคเบาหวานประเภทสอง (T2DM) ด้วยการฉีดซูลิน
(insulin therapy) เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ได้ตามเป้า...
มีแนวทางให้เราเลือกใช้หลายวิธีด้วยกัน ดังนี้


วิธีที่ 1 : ฉีดอินซูลินเพียง 1 ครั้ง (One injection): มีให้เลือกใช้อย่างใด
อย่างหนึ่ง...

o ใช้ Intermediate-acting insulin หรือ Long-acting analog ให้ก่อนนอ
   (At bedtime) หรือ

o ใช้ Premixed formulation ก่อนอาหารเย็น (before dinner)

วิธีที่ 2: ฉีดอินซูลิน 2 คร้ง (2-injections): เป็นการรักษาด้วยการให้ฉีด
อินซูลินสองครั้ง โดยให้ออกฤทธิ์จัดการกับน้ำตาลที่เกิดจากอาหารมื้อเช้า 
(breakfast)  และก่อนอาหารมื้อเย็น (dinner) โดยการใช้อินซูลิน:

o ใช้ premixed formulation ฉีดเช้าเย็น (ก่อนอาหารเช้า และก่อนอาหารเย็น)
หรือ

o ใช้ short-acting หรือ rapid-acting + NPH,  หรือ Long-acting Analog
ฉีดเช้า/เย็น  (โดยให้ก่อนอาหารเช้า  และอาหารเย็น)

วิธีที่ 3: เป็นการฉีดอินซูลิน 3 ครั้ง ( 3-injctions) : เป็นการรักษาด้วย
การฉีดอินซูลิน 3 ครั้ง โดยเพิ่มอินซูลินสำหรับอาหารมื้อกลางวัน  ดังนี้:

o  ให่้ premixed insulin สำหรับอาหารเที่ยง (lunchtime) ร่วมกับการฉีด 
premixed formulation อีก  2 ครั้งสำหรับในมื้อเช้า (breakfast) และมื้อย็น
(dinner) หรือ

o ให้ short-acting หรือ rapid-acting insulin สำหรับอาหารมื้อเที่ยง  
เป็นการเพิ่มการให้ (ฉีด) อินซูลินด้วย  premixed insulin สำหรับอาหารมื้อเช้า
 และอาหารมื้อเย็น  หรือ

o ให้  intermediate insulin หรือ  long-acting insulin ก่อนนอน  ร่วม
กับการใช้ short-acting  หรือ rapid-acting analog สำหรับอาหารมื้อเช้า 
และอาหารมื้อเย็น 

วิธีที่ 4: ฉีดอินซูลินหลายครั้ง (multiple injections): เป็นวิธีรักษาโรคเบาหวาน
ด้วยการฉีดอินซูลินหลายครั้ง   ในการฉีดแต่ละครั้ง  เป็นการใช้อินซูลินเพื่อจัดการ
กับน้ำตาลที่ได้จากอาหารที่รับประทานในแต่ละครั้ง (มื้อ)  ดังนี้:

o ฉีด short-acting หรือ rapid-acting insulin analog สำหรับอาหารในแต่ละมื้อ 
โดยร่วมกับการฉีด intermediate- หรือ long-acting insulin ก่อนนอน  หรือ

o เป็นการฉีดแบบ insulin pump

ในการรักษาด้วยอินซูลินฉีดทั้งสี่วิธี...
แต่ละวิธีที่กล่าวมา  ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนไป  เป็นหน้าที่ของแพทย์ฺจะต้อง
เลือกใช้ให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละรายไป  โดยขึ้นกับปริมาณอิซูลินที่เหลือ
จากการสร้างของตับอ่อน (resudual endogensous insulin), และผลของการ
ควบคุมน้ำตาล,  รวมไปถึงการออกกลังกายของตัวคนไข้รายนั้น 

ในการรักษาโรคเบาหวานด้วยการฉีดอินซูลินเพียง 1 ครั้ง  ด้วยการใช้ 
Intermediate- acting insulin หรือ  long-acting insulin analog ฉีดก่อนนอน   
เป็นวิธีที่ใช้เสริม basal insulin ที่ได้จากตับอ่อน (endogenous basal secretion), 
เสริมยาเม็ดลดน้ำตาล,  และช่วยแก้ไขระดับน้ำตาลในช่วงท้องว่างที่มีค่าสูงขึ้น

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กล่าว...
เราจะใช้  basal insulin analog (glargine)  10 units /วัน ก่อนนอน  พร้อมกับ
มีการตรวจดูระดับน้ำตาลในตอนเช้า (FPG) ทุกวัน  และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย  
เราสามารถเพิ่มขนาด (dose) ของอินซูลินตามความต้องการ  โดยอาศัยข้อมูล
จากการตรวจ FPG ของ 2 วันก่อน

นอกจากวิธีดังกล่าว...
เราสามารถใช้  premixed insulin หรือ insulin analog เพื่อจัดการ
กับน้ำตาลที่ได้จากอาหารเย็น โดยการให้อินซูลินในเวลาอาหารเย็น  โดยฤทธิ์
ของอินซูลินที่ฉีด ก่อนอาหารเย็น (dinner) นอกจากจะทำหน้าที่เป็น basal insulin
ยังออกฤทธิ์จัดการกับน้ำตาลที่ได้จากอาหารเย็น (post-dinner coverage) ด้วย

ถ้าผลของการรักษาในวิธีแรกไม่สามารถทำให้ระดับน้ำตาลลดลงสู่เป้าหมาย
เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการรักษา  โดยใช้วิธีฉีดอินซูลิน 2 ครั้ง   ด้วยการใช้ 
premixed formulation  ซึ่งประกอบด้วย rapid- และ intermediate-acting insulins 
หรือใช้  Insulin analogs ก่อนอาหารเช้า และก่อนอาหารเย็น 

ถ้าผลของการรักษาตาวิธีที่สอง ยังไม่บรรลุเป้าหมาย...
เราต้องขยับเป็นการรักษาด้วยด้วยการฉีดยาเข็มที่สาม ด้วยการให้ short-
Acting insulin หรือ rapid-acting insulin analog สำหรับอาหารเทียงวัน
(lunchtime) เพิ่ม  เป็นการฉีดอินซูลิน 3 ครั้ง

มีคนไข้บางรายเกิดมีระดับน้ำตาลลดต่ำในตอนกลางคืน (nocturnal hypo-glycemia)  
หรือมีรับน้ำตาลขึ้นสูงในตอนเช้า (morning hyperglycemia)
อาจจำเป็นต้องให้อินซูลิน 3 ครั้ง (3 injecions)

นอกจากนั้น เราสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดระดับน้ำตาลลดต่ำในตอนกลางคืน
nocturnal hyperglycemia)  โดยการลดยาฉีดในตอนก่อนนอน 
(ทั้ง intermediate- หรือ long-acting insulin)


<< BACK    NEXT   >> P. 6: Initiating insulin : continued 



วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

เมื่อตัดสินใจรักษาด้วยอินซูลินฉีด:P.4: Initiating Insulin: Basic Recommendations

Sept.10,2014

เมื่อเริ่มใช้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล   แม้ว่าจะไม่สูตรตายตัว
สำหรับการดังกล่าว...  แต่มีกฏเกณฑ์พื้นฐาน สำหรับใช้เป็นแนวทางใน
การปฏิบัต  ดังต่อไปนี้:

 ถ้าผลการตรวจน้ำตาลในขณะท้องว่าง (FPG) มีระดับสูง ให้เริ่มให้
อินซูลินออกฤทธิ์ยาว (long-acting insulin) ได้เลย

 ถ้าระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร (postpandrial glucose) สูง 
ให้ใช้อินซุูลินออกฤทธ์เร็ว (prandial หรือ bolus) และ

 ถ้าผลของน้ำตาลในเลือด ทั้ง FPG และ PPG มีค่าสูงทั้งสองค่า
ท่านสามารถเลือกวิธีการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้:

o Oral agent ร่วมกับ basal insulin
o Premixed insulin analogs
o Basal/bolus as multiple daily injection (MDI) หรือ
  Insulin pump

<< BACK   NEXT P> : P.5:Multiple Options

เมื่อตัดสินใจรักษาด้วยอินซูลินฉีด : P.3: The Challenges of Insulin Therapy

Sept.10, 2014

ในการรักษาโรคเบาหวานด้วย “อินซูลิน”...
ใช่ว่าจะไม่มีความปัญหา   บ่อยครั้งที่แพทย์จะพบกับการต่อต้านจากคนไข้
โดยไม่ยอมรับการรักษาด้วย “อินซูลิน” ฉีด  เพราะมีคยไข้จำนวนหนึ่ง
ไม่เข้าใจว่า   ทำไมจึงต้องฉีดอินซูลิน ?

หลายคนไม่ต้องการรับการรักษาด้วยการฉีดยา ...
โดยมีปัจจัยด้านจิตใจหลายอยาง  เป็นต้นว่า  กลัวเข็มฉีดยา, ยากต่อการ
ปฏิบัติ  และกระทบชีวิตประจำวัน,   และอื่นๆ เป็นเหตุให้คนไข้บางรายไม่
ยอมรับการฉีดยา  ซึ่งเป็นเรืองที่คนไข้ไม่เข้าใจในความสำคัญของการรักษา
ด้วยยาฉีดอินซูบิน

สิ่งที่คนไข้โรคเบาหวานต้องเข้าใจ...
ถ้าเราไม่สามารถควยคุมระดับน้ำตาลให้ลดลงสู่เป้าหมายได้  ผลเสียอันเกิด
จากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จะเกิดขึ้นกับคนไข้เอง  โดยระดับน้ำตาลที่อยู่ใน
กระแสเลือดในระดับสูงนั้นแหละ  จะเป็นพิษต่ออวัยวะที่สำคัญ ๆ  จนถูกทำ
ลายไป  เป็นต้นว่า  ทำให้เกิดตาบอด, สมองเสื่อม, เส้นประสาทถูกทำลาย, 
ไตวาย  และอื่น ๆ

ประเด็นที่คนไข้ต้องทราบ...คือ
เป็นหน้าที่รับผิดชอบของคนไข้เอง  จะต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการลดระดับ
น้ำตาลในกระแสเลือดของเขาให้ลงสู่เป้าหมายใหได้...โดยไม่คำนึงว่า  จะ
ต้องรักษาด้วยวิธีใด  กินยาเม้ดลดน้ำตาล หรือฉีดยาอินซูลิน  หรือทั้งกินหรือ
ฉีด  หรือฉีดอินซูลินแต่เพียงอย่างเดียว  หาไม่แล้ว  สิ่งไม่ดีทั้งหลายจะเกิด
ขึ้นกับตัวคนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว  หาใช้ของคนอื่นไม่

สำหรับแพทย์ผู้ให้การรักษาโรคเบาหวาน...
มีผู้ให้การรักษาบางท่าน  ต่อต้านการรักษาด้วยวิธีการฉีด “อินซูลิน” เพราะ
เขากลัวว่าจะเกิดภาวะระดับน้ำตาลลดต่ำ - hypoglycemia และกังวลใจใน
เรื่องความปลอดภัยของคนไข้  จนเป็นเหตุให้คนไข้ไม่ได้รับการรักษาได้
อย่างเหมาะสม

สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน...
การฉีดอินซูลินเพื่อหวังผลในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด  จะเพิ่มความ
เสี่ยงต่อการเพิ่มน้ำหนักตัว รวมไปถึงการตัดสินใจเริ่มใช้อินซูลิน
ซึ่งไม่น่ากลัวเท่ากับภาวะแทรกซ้อนอันเกิดจากการควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้
วิธีแก้การมีน้ำหนักเกิด...กระทำได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างสมำ่เสมอ

ทั้งหมดที่กล่าวมา คืออุปสรรคต่อการฉีดอินซูลิน  เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลใน
คนไข้ทีเป็นโรคเบาหวานประเภทสอง (T2DM)
ซึ่งเป็นเรื่องทั้งแพทย์ และคนไข้) จะต้องเอาชนะให้ได้


<<BACK    NEXT >> P.4 : Basic Recommendations

่ท่านจะเริ่มรักษาด้วยอินซูลินเมื่อใด ? :P.1- Initiating insulin in T2DM

Sept. 10,2014

ในคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทสอง (T2DM)...
เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรัง  โดยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง
อย่างต่อเนื่อง   สุดท้ายจะลงเอยด้วยการรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน  
เพื่อควบคุมให้ระดับน้ำตาลลดลงสูระดับปกติ (euglycemia)



จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า...
การควบคุมระดับน้ำตาลให้ลดลงสู่เป้าหมาย  ด้วยกระบวนการเชิงรุกสามารถ
ลดความเสียงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะมียาใหม่ๆ  ถูกผลิตออกมาเพื่อการรักษาเบาหวาน
เป็นการเฉพาะก็ตาม  แต่ผู้ใช้ยาจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ  
ให้เหมาะกับคนไข้แต่ละรายไป  โดยไม่มีสูตรตายตัว

มีการเสนอแนวทาง และขั้นตอนการรักษา ซึ่งสามารถช่วยให้ผู้รับผิดชอบใน
การรักษา   ได้พิจารณาว่า คนเป็นโรคเบาหวานประเภทสองรายใด
ควรเริ่มต้นใช้ “อินซูลิน” และควรเริ่มใช้เมื่อใด...?

ในคนไข้ที่มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงมากๆ...
เราควรเริ่มให้ “อินซูลิน” ทันที  เพื่อลดระดับน้ำตาลลง  จะมัวอ้อยอิ่งไม่ได้
ซึ่งได้แก่คนไข้ที่มีข้อมูลดังต่อไปนี้:

 Fasting plasma glucose (FPG) levels >250 mg/dL;
 Random plasma glucose consistently >300 mg/dL;
 Glycated hemoglobin (A1C) >10%;
 Ketonuria; or
 Symptomatic diabetes with polyuria, polydipsia, and weight loss

ข้อมูลทีเสนอมานั้น  เป็นเครื่องชี้ว่า  คนไข้เป็นโรคเบาหวาน  ซึ่งไม่สามารถ

ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้
หรืออาจมาพบแพทย์  โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบมาก่อนว่า  
ตนเป็นโรคเบาหวาน

ในกรณีที่คนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาเม็ดลดระดับน้ำตาล (oral medicines) 
ร่วมกันหลายตัว  ยังปรากฏว่า   ไม่สามารถลดรtดับน้ำตาลในกระแสเลือดล
งสู่เป้าหมายได้... เขาควรได้รับการพิจารณารักษาด้วยการเริ่มให้อินซูลินฉีดฃ
ทันที


NEXT >> P.2- Initiating insulin in T2DM: Therapeutic goal

เมื่อตัดสินใจรักษาด้วยอินซูลินฉีดญ P.2: Initiating insulin in T2DM: Therapeutic goal

Sept. 10,2014
continued

ในคนเป็นโรคเบาหวาน ผู้ได้รับการรักษาด้วยยาเม็ดลดน้ำตาล 
(oral anti-Diabetic agents) ร่วมกัน แล้วปรากฏว่าไม่สามารถลดน้ำตาล
ลงสู่เป้าหมายตามที่ต้องการได้  ควรพิจารณาเริ่มให้อินซูลินทันที

ในคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทสอง...
ส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาด้วยยาเม้็ดลดระดับน้ำตาล (oral medicines)
จากนั้น  คนไข้ควรได้รับตรวจเช็คระดั้บ A1C ทุก  2 – 3 เดือน 
ถ้าปรากฏว่า   เราไม่สามารถสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้  คนไข้จะได้
รับการพิจารณาเพิ่มยาเม็ดลดน้ำตาลเป็น 2 ขนานร่วมกัน  พร้อมกับทำ
การตรวจดูระดับ A1C ทุก 2 -3 เดือน  ถ้าผลปรากฏว่า เราไม่สามารถลด
ระดับน้ำตาล และ / หรือ A1C ไม่ลดลงตามเป้าหมาย...
ในกรณีเช่นนี้  เราควรต้องเพิ่มอินซูลิน  เป็นยาตัวที่สามให้แก่คนไข้

เป้าหมายของการรักษาด้วยอินซูลิน  จะเหมือนกับเป้าหมายของการรักษา
เบาหวานด้วยวิธีอย่างอื่น   นั้นคือ ลดระดับน้ำตาลสู่ระดับที่ต้องการ 
โดยไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลลดต่ำ hypoglycemia หรือทำให้น้ำหนักตัว
เพิ่มมากขึ้น หรือไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของคนไข้

ด้วยเป้าหมายตามที่กล่าว...
แพทย์ผู้รักษาจำเป็นต้องรู้สภาพของคนไข้แต่ละรายว่า :

o คนไข้คือใคร?
o การดำเนินชีวิตในแต่ละวันเป็นอย่างไร ?
o รับประทานอาหารสม่ำเสมอหรือไม่ ? ชอบรับประทานอาหารประเภท
   ใดเป็นการพิเศษ?
o อายุมากน้อยแค่ใหน?
o รtดับความสามารถทางสมองอยุู่ระดับใด ?
o มีข้อจำกัดทางร่างกายอย่างใดหรือไม่  เป็นต้นว่า มีปัญหาด้านการเคลื่อน
   ไหว เช่น เป็นโรคไข้ข้ออักเสบ หรือโรคปวดประสาท?

เมื่อนำเอาประเด็นต่างๆ มาร่วมพิจารณาในการรักษา ย่อมทำให้เราสามารถ
เลือกวิธีที่เหมาะสมให้แก่คนไข้ได้

เป้าหมายของการรักษาก็มีความสำคัญเช่นกัน...

The American Diabetes Association (ADA) ได้แนะเป้าหมายของการ
รักษาเอาไว้ที่ A1C อยู่ที่ระดับ 7%  หรือต่ำกว่า 
ส่วน The American Association of Clinical Endocrinologists ได้กำหนด A1C 
ไว้ที่ 6.5%  หรือต่ำกว่า

เราจะเห็นว่า คำแนะนำของสองหน่วยงาน...มีความแตกต่างกัน และอาจเป็นเหตุ
ให้เกิดความสับสนได้่    และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงควรกำหนดเป้าหมาย
สำหรับเป็นแนวทางในการปฏิบัติเอาไว้ว่า ...
ให้ กำหนดเป้าหมาย  โดยให้ค่า  A1C  ไกล้เคียงกับค่าปกติ  โดยไม่ก่อให้เกิด
ภาวะ hypoglycemia

มีประเด็นที่ควรได้รับพิจารณา.... 
เมื่อคนไข้มาพบแพทย์ด้วย A1C มีค่า  10% หรือสูงกว่า    เขาสมควรได้รับการ
รักษาด้วย insulin ทันที  เพื่อลดระดับน้ำตาลให้ลงสู่ระดับที่ต้องการ 


ข้อมูลที่ได้จากระดับน้ำตาลในช่วงอดอาหาร (fasting blood sugar),
ระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร (postpandrial blood glucose), และระดับ A1C 
สามารถนำมาพิจารณาในการใช้อินซูลินชนิด basal insulin  หรือ หากจำเป็น อาจ
พิจารณาใช้อินซูลินร่วมกันระหว่าง basal insulin  กับ bolus insulin

สุดท้าย ดีกรีของการไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ก็เป็นอีกประเด็นที่นำ
มาใช้ในการพิจารณาเพิ่มขนาด (dose) ของอินซูลิน


<< BACK    NEXT >> P.3: The Challenges of Insulin Therapy

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

Vitamin B-12 and Depression : What is the relation ?

Sept. 8,2014

ความจริงมีว่า...
Vitamin B-12 และ B vitamins ตัวอื่นๆ ต่างมีบทบาทสำคัญต่อการ
สร้างสารเคมีหลายตัว ซึ่งมีผลต่ออารมณ์ และการทำงานของสมองบาง
อย่าง   

การที่ร่างกายของคนเราขาด vitamin B-12, B vitamins ตัวอื่น ๆ 
เช่น vitamin B-6 และ folate อาจสัมพันธ์กับภาวซึมเศร้าได้

การที่ร่างกายของคนเรามีระดับ vitamins ต่ำ สามารถพบได้ในคนที่
รับประทานอาหารที่ไร้คุณภาพ  หรือเป็นเพระาการดูดซึม vitamin ไม่ดี
พอ  โดยเฉพาะพบได้ในคนสูงอายุ, พวกมังสวิรัติ  และคนที่เป็นโรค
ของลำไส้ เช่น Celiac disease, หรือ Crohn’s disease

ในกรณีที่เกิดมีความสงสัยว่า ท่านขาด  vitamin B12...
แพทย์อาจแนะนำให้ทำการตรวจเลือด  เพื่อดูระดับ vitamin B-12  เพื่อ
ยืนว่า ท่านอยู่ในสภาพ Vitamin Deficiency จริง

การที่จะมั่นใจได้ว่า  เราได้รับ Vitamin B-12 และ Vitamins ชนิดอื่นได้
ในในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการหรือไม่   ท่านต้องรับประทาน
อาหารที่มีคุณภาพ  ได้รับสารอาหารครบทุกหมู่  และเราทราบว่า
Vitamin B12 จะพบได้ในอาหารประเภทปลา, เนื้อสัตว์, สัตว์ปีก, ไข่
และนมที่มีไขมันต่ำ หรือนมที่ไร้ไขมัน...

อย่างไรก็ตาม...
อย่าลืมว่า Vitmin B-12 ในปริมาณสูง (high doses) สามารถทำปฏิกิริยา
กับยารักษาตัวอื่นๆ ได้   ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะใช้ Vitamin B-12 เสริม 
ท่านควรปรกษาแพทย์ก่อน

โดยเฉพาะยารักษาโรคต่างๆ ตามรายการข้างล่าง  ถ้าท่านรับประทานพวก
vitamin B12 ร่วมด้วยเมื่อใด  มันสามารถทำให้ระดับไวตามินตัวดังกล่าว
ใน่างกายของท่านลดลงได้  เช่น:

o Anticonvulsants เช่น Dilantoin, phonbarbital,primidone
o Chemotherapy medication เช่น methotrexate
o Colchicine รักษาโรคเก้าท์
o Bile acid sequestrants สำหรับลดไขมันในเลือด
o H2 blockers ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เช่น Tagamet,
o cimetidine
o Metformin รักษาโรคเบาหวาน
o Proton pump และ
o Antibiotic เช่น tetracycline ไม่ควรใช้ร่วมกับ vitamin B12
เพราะจะทำให้การดูดซึมของ B12 เสียไป

www.mayoclinic.org
www.umm.edu

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

เรื่องที่เกี่ยวกับกับการรักษาด้วยอินซูลิน (P.4): Bolus insulin dose:

Aug. 25, 23014

• 50 – 60 % ของ total insulin dose จะใช้ทำหน้าที่จัดการกับ

“คาร์โบฮัยเดรต” (อาหาร) และใช้แก้ไข (correction) น้ำตาลใน
กระแสเลือดที่สูงขึ้น...Insulin ที่ทำหน้าที่นี้ เรียก
bolus insulin replacement

Bolus insulin เป็นอินซูลินที่ทำหน้าที่จัดการกับ “คาร์โบฮัยเดรต” ซึ่งได้จาก

อาหารที่เรารับประทาน โดยการคำนวณจากค่า Insulin-to-Carbohydrate ratio
(I – to –C ratio)   ซึ่งหมายถึง “คาร์โบฮัเดรต” เป็นจำนวณกรัม ที่ถูกจัดการ
โดยอินซูลิน 1 unit

โดยทั่วไป อินซูลิน 1 unit จะจัดการกับคาร์โบฮัยเดรตจำนวน 12 – 15 กรัม

โดยมีค่าเฉลี่ย 4 – 40 กรัม   โดยขึ้นกับความไว (sensitivity) ของคนไข้แต่ละ
รายที่มีต่ออินซูลิน  ซึ่งความไวของอินซูลินมีความแตกต่างกันตามเวลาของ
แต่ละวัน, จากคนสู่คน, และสามารถกระทบโดยกิจกรรม และความเครียด

โดยทั่วไป  เพื่อจัดการกับน้ำตาลในกระแสเลือดที่สูงขึ้น...

1 unit of insulin สามารถลดระดับน้ำตาลลงได้ 50 mg/dL
( มีค่าเฉลี่ย 15 – 100 mg/dL หรือมากกว่า โดยขึ้นกับความไวต่ออินซูลิน
และปัจจัยแวดล้อมอย่างอื่น

ตัวอย่าง

การการคำนวณค่า “อินซูลิน” ที่ต้องใช้เพื่อจัดการกับ คาร์โบฮัยเดรต ที่เรารับ
ประทาน (corbohydrate coverage), ขนาดของอินซูลินที่ใช้เพื่อแก้ไขระดับ
น้ำตาลที่สูงขึ้น (for high blood sugar correction), และปริมาณของอินซูลิน
ที่ต้องใช้ทั้งโดยรวม (toltal mealtime insulin dose)

ตวอย่างที่ 1

สมมุติ ท่านต้องการรับประทาน”คาร์โบฮัยเดรต” 60 กรัม ในอาหารกลางวัน

จำนวนอินซูลินที่ต้องใช้ (insulin dose) :

CHO ratio = 1 : 10 (อินซุลิน 1 units สามารถจัดการกับ CHO ได้ 10 กรัม)

จากสูตรที่ได้ ท่านจะต้องใช้อินซูลินเพื่อจัดการ (cover) คาร์โบฮัยเดรตได้

60 ÷ 10 = 6 units

ตัวอย่างที่ 2:

ใช้อินซูลิน เพื่อแก้ไขระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น (high blood sugar correction dose)

ขนาดของอินซูลินที่ต้องการใช้เพื่อแก้ไข้ระดับน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นจากระดับปกติ

กระทำได้โดยใช้สูตร:

(ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น – ระดับน้ำตาลระดับปกติในกระแสเลือด) ÷ correction

Factor

(correction factor = หมายถึงอินซูลิน 1 unit สามารถจัดการกับ “คาริ์โบฮัย

เดรต” ได้ 50 กรัม

สมมุติระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น คือ 220 mg/dL และระดับน้ำตาลที่ต้อการให้ลด

ลง คือ 120 mg/dL

จากสูตรที่ได้ เราสามารถคำนวณหาค่า “อินซูลิน” เพื่อใช้จัดการกับระดับน้ำตาล

ที่เพิ่มขึ้นได้จากสูตร:

Correction dose = Difference between actual and target blood glucose (100mg/dl)

÷ correction factor

(220 – 120) ÷ 50 = 2 units


นั้นหมายความมว่า เพื่อจดการกับระดับน้ำตาลที่สูงขึ้น (220 mg/dL) ให้ลดลง

สู่ระดับเป้าหมาย (120 mg/dL) เราต้องใช้อินซูลิน 2 units

ตัวอย่างที่ 3: Total mealtime insulin dose

Total mealtime insuline dose จะมีค่า = อินซูลินสำหรับ carbohydrate
Coverage + อินซูลินที่ใช้เพื่อ high sugar correction dose

ค่าที่ได้จากตัวอย่างที่ 1 & 2 ...

Total mealtime insulin dose = 6 + 2 units of rapid insulin ซึ่งทำหน้าที่
เป็น bolus insulin dose

<<BACK

http://dtc.ucsf.edu