June 26,2014
ในการให้ยาแก่คนสูงอายุ...
มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะพลาดไม่ได้ นั้นคือ ต้องทำการตรวจสอบว่า
คนไข้ได้กินยามานานเท่าใดแล้ว และมียาบางตัวเป็นยาที่คนไข้สามารถหา
ได้ง่าย จึงเป็นเหตุให้คนไข้ใช้ยาตัวดังกล่าวนานหลายปี
เพื่อทำให้คนไข้รู้สึกดีขึ้น เขาเรียกภาวะดัีงกล่าวว่า "ต้องพึ่งพายา"
ในการใช้ยา...
ท่านจะต้องเข้าใจในการเริ่มใช้ยาเป็นอย่างดี ว่าจะใช้ยานานเท่าใด โดยเฉพาะ
ในกรณีที่ต้องใช้เป็นครั้งที่สอง ยกตัวอย่าง คนไข้ได้เริ่มใช้ยา dipyridamole
หลังจากที่เขาเกิดภาวะสมองขาดเลือดในระยะสั้น ๆ (TIA) และต่อจากนั้น
ไม่ปรากฏว่า มีเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก
ซึ่งในกรณีเช่นนี้ เราอาจหยุดยาภายหลังจากเวลาได้ผ่านไปนานถึง 2 ปี
ในการให้ยาแก่คนสูงอายุ...
เราจำเป็นต้องตรวจเช็คดูว่า เขายังจำเป็นต้องใช้ยาต่อไปหรือไม่ ?
และหากว่า “ต้องการใช่” ท่านต้องตอบให้ได้ว่า ยาที่ใช้นั้นตรงกับที่ได้คำแนะ
นำวที่ให้ไว้หรือไม่? ในขณะเดียวกัน ก็อย่าลืมตรวจสอบยาที่ผลิตออกมาใหม่ ๆ
ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่า และปลอดภัยกว่า...
<< BACK NEXT >> P. 8: Factors to considering whch medicine can be stopped –
Adherence
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Factors to considering whch medicine can be stopped – Duration of use แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Factors to considering whch medicine can be stopped – Duration of use แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ปัจจัยสำหรับพิจารณาการหยุดยา P6 : Factors to considering whch medicine can be stopped – Appropriateness
June 26, 2014
ในการให้ยาแก่คนสูงอายุ...
มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม นั้นคือความเหมาะสมของการใช้ยา
ผลจากการศึกษา...พบว่า คนสูงอายุใช้ยาไม่เหมาะสมมีประมาณ 21 %
โดยมียาบางตัวไม่ปลอดภัยต่อคนสูงวัย หรือเมื่อใช้แล้ว
มีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (medicine interactions)
มีตัวอย่างของการใช้ยาที่อาจไม่เหมาะสมกับคนสูงอายุ เช่น:
o Amitriptyline (โดยเฉพาะการใช้ขนาดสูงเกิน 50 มิลลิกรัม)
เพราะยาดังกล่าวจะทำให้ประสาทถูกกด เกิดอาการง่วงนอน ทำให้เกิด
ความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย นอกจากนั้นยังพบว่า
ยา amitriptyline เป็นสารที่ออกฤทธิ์ anticholinergic
o Benzodiazepines: เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำให้คนไข้สูงอายุเกิดอาการง่วง
ได้มาก ๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มกระดูกแตกหักได้
o Dextropropoxyphene: เป็นยาแก้ปวดชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดอาการสับสน
และเกิดอาการง่วงนอนได้อย่างมาก
จากหลักฐานรายงานเอาไว้ว่า คุณค่าของยา dextropropoxyphene ไม่ได้
เหนือกว่ายา พาราเซท,มอลเลย.. ด้วยเหตุผลดังกล่าว บางประเทศจึงได้
กำจัดยาตัวนี้ออกจากท้องตลาดไป (New Zealsnd)
“มีทางเดียวที่เราไม่ต้องหยุดยา คือไม่เรื่มใช้ยาตั้งแต่แรก”
ในการสั่งยาให้แก่คนสูงอายุหลายขนาน อาจกระทำได้ด้วยความลำบาก
โดยเฉพาะการพิจารณายาใหม่ให้แก่เขา
เรามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ยาที่ให้นั้นเหมาะสมหรือไม่
โดยพิจารณาจากคำถามดังต่อไปนี้:
การใช้ยามีข้อชี้บ่งหรือไม่ ?
ยาที่ใช้นั้นมีประสิทธิภาพสำหรับโรคของคนไข้จริงหรือ ?
ยาหลายตัวที่ใช้มีโอกาสทำปฏิกิริยาต่อกันหรือไม่ ?
มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ซ้ำกัน โดยการได้รับยาจากแพทย์คนอื่นหรือไม่ ?
ระยะเวลาของการใช้ยาเป็นที่ทราบกันทั้งแพทย์ และคนไข้หรือไม่ ?
เมื่อคนไข้จะใช้ (กิน) ยา...มีผลข้างเคียงใหม ? ขนาดของยาถูกต้องหรือไม่ ?,
มีคำอธิบายวิธีใช้หรือไม่ ?
ยาที่ใช้เป็นยาที่ราคาถูกที่สุดเมื่อเปรียบกับยาตัวอื่นๆ ซึ่งมีประ
สิทธิภาพเท่ากัน ?
<< BACK NEXT >> P.7: Factors to considering whch medicine can be stopped –
Duration of use
ในการให้ยาแก่คนสูงอายุ...
มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรมองข้าม นั้นคือความเหมาะสมของการใช้ยา
ผลจากการศึกษา...พบว่า คนสูงอายุใช้ยาไม่เหมาะสมมีประมาณ 21 %
โดยมียาบางตัวไม่ปลอดภัยต่อคนสูงวัย หรือเมื่อใช้แล้ว
มีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (medicine interactions)
มีตัวอย่างของการใช้ยาที่อาจไม่เหมาะสมกับคนสูงอายุ เช่น:
o Amitriptyline (โดยเฉพาะการใช้ขนาดสูงเกิน 50 มิลลิกรัม)
เพราะยาดังกล่าวจะทำให้ประสาทถูกกด เกิดอาการง่วงนอน ทำให้เกิด
ความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย นอกจากนั้นยังพบว่า
ยา amitriptyline เป็นสารที่ออกฤทธิ์ anticholinergic
o Benzodiazepines: เป็นยาอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำให้คนไข้สูงอายุเกิดอาการง่วง
ได้มาก ๆ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มกระดูกแตกหักได้
o Dextropropoxyphene: เป็นยาแก้ปวดชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดอาการสับสน
และเกิดอาการง่วงนอนได้อย่างมาก
จากหลักฐานรายงานเอาไว้ว่า คุณค่าของยา dextropropoxyphene ไม่ได้
เหนือกว่ายา พาราเซท,มอลเลย.. ด้วยเหตุผลดังกล่าว บางประเทศจึงได้
กำจัดยาตัวนี้ออกจากท้องตลาดไป (New Zealsnd)
“มีทางเดียวที่เราไม่ต้องหยุดยา คือไม่เรื่มใช้ยาตั้งแต่แรก”
ในการสั่งยาให้แก่คนสูงอายุหลายขนาน อาจกระทำได้ด้วยความลำบาก
โดยเฉพาะการพิจารณายาใหม่ให้แก่เขา
เรามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่า ยาที่ให้นั้นเหมาะสมหรือไม่
โดยพิจารณาจากคำถามดังต่อไปนี้:
การใช้ยามีข้อชี้บ่งหรือไม่ ?
ยาที่ใช้นั้นมีประสิทธิภาพสำหรับโรคของคนไข้จริงหรือ ?
ยาหลายตัวที่ใช้มีโอกาสทำปฏิกิริยาต่อกันหรือไม่ ?
มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ซ้ำกัน โดยการได้รับยาจากแพทย์คนอื่นหรือไม่ ?
ระยะเวลาของการใช้ยาเป็นที่ทราบกันทั้งแพทย์ และคนไข้หรือไม่ ?
เมื่อคนไข้จะใช้ (กิน) ยา...มีผลข้างเคียงใหม ? ขนาดของยาถูกต้องหรือไม่ ?,
มีคำอธิบายวิธีใช้หรือไม่ ?
ยาที่ใช้เป็นยาที่ราคาถูกที่สุดเมื่อเปรียบกับยาตัวอื่นๆ ซึ่งมีประ
สิทธิภาพเท่ากัน ?
<< BACK NEXT >> P.7: Factors to considering whch medicine can be stopped –
Duration of use
วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ปัจจัยสำหรับพิจารณาการหยุดยา P5 : Factors to considering whch medicine can be stopped – Clinical indication
June 26, 2014
ในคนสูงอายุผู้มีหลายโรค มีโอกาสได้พบแพทย์หลายคน และได้กินยา
หลายขนานนั้น ปรากฏว่า มีคนไข้เป็นจำนวนหนึ่งต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่เคยได้รับการตรวจสอบว่า เขาควรกินยาต่อไปหรือไม่ ?
แนวทางสำหรับผู้สูงอายุควรพิจาณา และนำไปปฏิบัติ...
เขาควรได้รับการตรวจเช็คดูให้แน่ว่า ยาที่กำลังกินอยู่นั้นยังมีประโยชน์
หรือไม่ ด้วยการทบทวนดูว่า มีข้อบ่งชี้ในการใช้ย่าในตอนเริ่มต้นเป็นอย่างไร?
บรรลุตามเป้าหมายแล้วหรือไม่ ? หรือมีอาการของคนไข้ได้เปลี่ยนแปลงไป
จากเดิม ?
ยกตัวอย่าง:
o คนไข้เลิกกินยากลุ่ม NSAIDs ไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องกันยาป้องกัน
กระเพาะ (gastroprotective agent) อีกต่อไป
o คนไข้ผู้ซึ่งได้รับการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว อาจไม่จำเป็นต้อง
ใช้ยาขับปัสสาวะ หรือสามารถลดขนาดของยาลงได้
o คนไข้ซึ่งประสบความสำเร็จในด้านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (lifestyle modifications)
เช่น รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ, ลดน้ำหนักตัว, และหยุดสูบบุหรี่....
อาจทำให้เขาไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาโรคความดัน (antihypertensive) อีกต่อไป
o คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า โรคที่กำลังเป็นนั้นเป็นระยะสุดท้าย (terminal illness)
เป็นเหตุให้มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน... จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาป้องกันโรคในระยะยาวอีกต่อ
ไป เช่น ยาป้องกันโรคกระดุกพรุน (bisphosphonates) หรือยาลดไขมันในเลือด
(statins) เป็นต้น
<< BACK NEXT >> P. 6: Factors to considering whch medicine can be stopped –
Appropriateness
ปัจจัยสำหรับพิจารณาหยุดยา P4 : Factors to considering whch medicine can be stopped – The wish of the patient
June 26, 2014
มีปัจจัยหลายอย่างถูกนำมาพิจารณาในการเลิกใช้ยารักษา เช่น:
เป็นความประสงค์ของตัวคนไข้ (The wish of the patient)
ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา และประโยชน์ที่พึงได้รับ (The clinical
Indication and benefit)
ความเหมาะสม (appropriateness)
ระยะเวลาของการใช้ยา ( Duration of use)
การปฏิบัติตาม (Adherence)
การให้ยาทุกครั้งที่คนไข้มีอาการ (The prescribing cascade)
ความประสงค์ของคนไข้ (The wish of the patient):
ส่วนใหญ่แล้ว หากไม่จำเป็น...ไม่ใครอยากกินยากันหรอก
หรืออย่างน้อยๆ เราจะกินยาก็ต่อเมื่อมี่ความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
สำหรับคนไข้ที่กินยามาก่อนมักจะถามแพทย์ผู้รักษาด้วยคำถามเดิม ๆ
จะหยุดกินยาได้หรือไม่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของแพทยจะต้องตัดสินใจว่าว่า
มียาตัวใดที่คนไข้สูงอายุควรหยุด หรือเลิกกินได้บ้าง
เพื่อให้คนไข้สูงอายุได้ใช้ยาถูกต้อง...
ได้มีคำแนะนำที่ควรถือเป็นหลักในการปฏิบัติ นั้นคือ ให้คนไข้นำยาทุก
ตัวตัว , อาหารเสริมทุกชนิด รวมทั้งสมุนไพรที่เขากำลังรับทานมาให้หมอ
หรือเภสัชกรรมตรวจสอบทุกครั้งที่มีการนัดแพบแพทย์ เพราะจากการกระ
ทำดังกล่าว แพทย์สามารถพิจารณาได้ว่า มียาตัวใด หรือาหารเสริม
ขนิดใหนที่คนสููงอายุควรหยุด
<<BACK NEXT P5: Factors to considering whch medicine can be stopped – Clinicalindication
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)