วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Introduction to the heart

11/7/12

หัวใจของมนุษย์เราประกอบเป็นโครงร่างของกล้ามเนื้อ
มีขนาดประมาณเท่ากำปั้นของแต่ละคน  ซึ่งมันจะทำหน้าที่ติดต่อกับ
ส่วนต่างๆ ของร่างกาย  โดยมีเครือข่ายของเส้นเลือดทั่วร่างกาย
ซึ่งมีความยาวถึง  60,000  ไมล์

หัวใจของคนเราจะอยู่ตรงกลางของทรวงอก  โดยเยื้องไปทางด้านซ้าย
จากจุดกึ่งกลางของทรวงอกเล็กน้อย  และจะถูกปกป้องโดยกระดูกหน้า
อก (breast bone)ทางด้านหน้า  และกระดูกสันหลังทางด้านหลัง
มีปอด และกระดูดสีข้างอยู่ทั้งสองด้าน- ซ้าย & ขวา

เมื่อมองดูหัวใจของคนเรา  ซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งกึ่งกลางของทรวงอก
จะพบว่า  มองดูทางด้านล่างจะพบว่า  มันจะชีไปทางสะโพกด้านซ้าย

ในช่วงชีวิตวัย 68 ปี... หัวใจจะต้นประมาณ 2.5 ล้านครั้ง
ปริมาณของเลือดที่ปั้มออกจากหัวใจในแต่ละนาที  จะเต้นเร็วขึ้นเมื่อ
และจะเต้นช้าลงเมื่อคนเรานอนหลับ

แม้ว่าหัวใจของเราจะมีขนาดเท่ากำปั้น (หนัก 7- 14 ounce)
มันสามารถปั้มเลือดได้ประมาณ 4 quarts ต่อหนึ่งนาที
ในแต่ละวัน  มนสามารถปั้มเลือดได้ 2,000 แกลลอน
ให้กระจายไปทั่วร่างกาย
( 1 Quart = 4 Cups ...)

ท่านหลับตา  และลองคิดดูว่า ในชั่วอายุขัยของคนเรา
มันจะปั้มเลือดได้จำนวนเท่าใด ?

การปั้มเลือดของหัวใจในคนเรา  จะประกอบด้วยการปีบเลือดให้ออก
จากห้องหัวใจ (chambers)  และตามด้วยการผ่อนคลายของกล้าม
เนื้อหัวใจ  ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว  จะมีเลือดไหลกลับเข้าสู่ห้องหัวใจ

ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับบีบถุงปลาสติกที่บรรจุน้ำ....
ในระหว่างบีบถุงปลาสติค  น้ำจะไหลออก  เวลาคลายกการบีบ 
น้ำจะถูกดูดเข้าสู่ถุงปลาสติคอีกครั้ง

วงจรของการทำงานของหัวใจ (บีบ และคลาย)
จะทำให้เกิดจังหวะการเต้นของหัวใจ (heart beat) ก่อให้เกิดมีชีพจร
โดยสามารถสัมผัสได้ที่บริเวณต่างๆ เช่นที่ข้อมือ,  คอ  และส่วนอื่น ๆ
ซึ่งแพทย์จะตรวจดูการทำงานของหัวใจ  ด้วยการดู ejection fraction
และ  cardiac output

Ejection fraction:
ในกาบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ  ไม่ว่ามันจะบีบตัวแรงเท่าใดก็ตาม
ในแต่ละครั้ง  มันไม่สามารถบีบเลือดให้ออกจากหัวใจห้งอล่างได้หมด
โดยปกติ  หัวใจสามารถปั้มเลือดออกได้เพียง 60 – 65 % ของเลือดที
มีอยู่ในหัวใจห้องล่างเท่านั้น  ซึ่งหมายความว่า  มีเลือดเพียงสองในสาม
เท่านั้น  ที่สามารถบีบตัวออกนอกหัวใจในแต่ละการบีบตัว

เลือดที่บีบออกจากหัวใจในแต่ละการบีบตัว (heart contraction)
เขาเรียกว่า  “ejection fraction”

ค่าของ ejection fraction ถูกนำมาใช้เป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบถึง “การทำงาน”
โดยรวมของหัวใจว่า  หัวใจทำงานได้ดีแค่ใด ?

ในคนปกติที่มีสุขสมบูรณ์  จะมี ejection fraction  เพิ่มขึ้น 5 % ในการออก
กำลังกาย  และเมื่อใดที่หัวใจห้องล่างเกิดเป็นโรคขึ้น  เช่นหัวใจถูกทำลาย
จากการขาดเลือด (heart attack) จะทำให้ ejection fraction ลดลงถึง 30 %

Cardiac output:
ปริมาณของเลือดแดงที่ถูกปั้มออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายในแต่ละครั้งของ
การบีบตัว (one contraction) เราเรียกว่า  stroke volume
ค่าที่ได้จาก stroke volume กับอัตราการเต้นของหัวใจในหนึ่งนาที  สามารถ
บอกให้เราได้ทราบว่า  เลือดที่ถูกปั้มออกในหนึ่งนาทีมีปริมาณเท่าใด...
ซึ่งค่าที่ได้เราเรียวกว่า    cardiac output


วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Heart attack: Signs And Symptoms

11/5/12


ได้มีโอกาสพบเพื่อนเก่าคนหนึ่ง....
เดินกระย่องกระแย่งผ่านมา  พร้อมกับมีไม้เท้าที่มือด้านขวา...
ที่ข้อเท้าด้านซ้าย  มีผ้าพันแผลพันเอาไว้  จึงถือโอกาสถามไปว่า
“ไปทำอะไรมาหรือ?”

“ได้รับการผ่าตัดเส้นเลือดที่ข้อเท้า  เพื่อขยายเส้นเลือดของหัวใจมา”
เพื่อนของเราตอบด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม

“รู้สึกเสียบท้องมานาน  เล่นกอล์ฟทีไร...รู้สึกแน่นท้องทุกที...
จึงไปให้หมอที่ศูนย์หัวใจ ....   แพทย์ได้ทำการตรวจด้วยการฉีดสี...
และพบเส้นเลือดของหัวใจตีบตัน
แพทย์เขาจึงจัดการรักษาด้วยการทำให้เส้นเลือดหายจากการตีบตันให้”

คนเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  สามารถรอดพ้นจากความตายมาได้
เป็นเพราะเขาคนนั้น  ได้รับการวินิจฉัยโรคได้ทันท่วงที  พร้อมกับได้รับการ
รักษาอย่างถุกต้อง และฉับไว

แต่ก็อีกนั้นแหละ มีคนเป็นจำนวนไม่น้อย  เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด
(heart attack)  อาจถูกปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเป็นชั่วโมง ๆ  หรือเป็นวัน
ไม่ไปพบแพทย์เพื่อการรักษา  เพราะเขาไม่รู้ว่าอาการที่เกิดขึ้น 
เป็นเพียงอาการเสียบแน่นท้องเท่านั้น 

นานมาแล้ว  ใครก็ตามที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดตีบตันขึ้นมา
มักจะนำไปสู่ภาวะของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และถูกทำลาย (heart attack)
ม้นอาจทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก (chest pain)
ซึ่งเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า  angina pectoris

อาการเจ็บหน้าอก  หรือ angina pectoris เป็นอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาด
เลือดยังถูกเรียกว่า  myocardial ischemia  ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจ
ได้รับเลือด (ทีมีออกซิเจน) ได้ไม่เพียงพอต่อระดับของการทำงาน

มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีอาการของ angina  รู้สึกแน่นหน้าอก
หรือมีความรู้สึกเหมือนมีของหนักๆ กดทับหน้าอกเอาไว้

มีหลายรายอาการของ angina  จะมีลักษณะแตกต่างออกไป
เช่น  มีอาการแสบท้อง (burning) หรือเจ็บ-แน่นท้องตลอดเวลา (aching)
มีน้อยราย  ที่อาจมีอาการเหมือนถูกของมีคม ....

Angina-  อาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  สามารถเกิดขึ้นเมื่อเลือดไหล
เวียนสู่หัวใจได้เพียงพอต่อการทำงานตามปกติได่
แต่หากเมื่อใด  หัวใจจำเป็นต้องได้รับเลือดมากกว่าปกติ 
เช่น  ขณะออกกำลังกาย  หรือในขณะที่มีความรู้สึกตื่นเต้น....
เขาจะเกิดอาการของ angina ทันที

การวิ่งขึ้นรถเมล์  สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการของ angina ได้ทันที 
ซึ่งพบเห็นในกรณีหลอดเลือดแดงของหัวใจ (coronary artery)
มีการตีบแคบอย่างรุนแรง 
แต่ถ้าเดินขึ้นรถเมล์จะไม่มีอาการใดๆ...

มีบางคนที่เส้นเลือดของหัวใจอยู่ในสภาพปกติ...
เมื่อใช้ยาเสพติด...สามารถทำให้หลอดเลือดดังกล่าวเกิดหดเกร็งอย่าง
ฉับพลัน (spasm) อาจทำให้เกิดอาการของ angina ได้ทั้งที่อยู่ในขณะพัก
อาการของ angina  สามารถเป็นอาการเตือนให้ท่านได้ทราบว่า
ท่านอยู่ในความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจถูกทำลายจากการขาดเลือด
(heart  attack)

เมื่อท่านมี angina เกิดขึ้น...
แพทย์จะสั่งยา nitroglycerin (fast-acting) ให้แก่ท่าน
ซึงอยู่ในรูปแบบเม็ดรับประทาน,  เป็นแผ่นแปะไว้ที่หน้าอก (skin patch)
หรือเป็นครีมสำหรับทา  หรือ  เป็นยาพ่น (aerosol) ใต้ลิ้น...
โดยยาดังกล่าว  จะขยายเส้นเลือดแดง  ทำให้เลือดไหลเวียนได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้น  แพทย์อาจสั่งยาที่ออกฤทธิ์ได้นาน (long-acting nitrates)
หรืออย่างอื่นๆ  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด angina ขึ้นมาอีก  เช่น beta blocker

ตามความรุนแรง  Angina  จะถูกแบ่งเป็นสองชนิดด้วยกัน:
Stable angina  จะทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกในเวลาที่คนไข้สามารถ
บอกได้  เช่น เมื่อออกกำลังกาย

ส่วน unstable angina ซึ่งมีความรุนแรงกว่า  อาการเจ็บหน้าอกจะเพิ่ม
ความรุนแรงในเวลาที่แตกต่างกัน  และไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้

การเกิดภาวะ unstable angina  มันหมายถึงสภาวะที่ง่ายต่อการ
ถูกทำลาย  และกำลังเลวลง  ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่า stable angina

Unstable angina  มักจะปรากฏก่อนที่จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจถูก
ทำลาย (heart attack)

นอกจากอาการต่างๆ ที่กล่าวมา...
คนไข้อาจมีอาการอย่างอื่น  ที่บอกเตือนให้ทราบว่า  หัวใจของท่าน
ได้เรียกร้องความช่วยเหลือจากแพทย์  เช่น  อาการเป็นลม  หรือมี
ความรู้สึกจะเป็นลม  หายใจลำบาก- หายใจสั้น และเร็ว (ชาวบ้านเรียก
ว่า “หายใจไม่ทั่วท้อง)  ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่มีการออกแรงเบา ๆ

การเกิดภาวะ heart attack  และโรคหัวใจ (heart disease) สามารถ
บอกให้ทราบเป็นครั้งแรกด้วยอาการ  อาการสับสน (confusion),
เหงื่อออก (sweating) หรืออาหารไม่ย่อย (indigestion)
ซึ่งเรามักจะพบเห็นในคนสูงอายุที่เป็นโรคเหวาน

โดยสรุป  โรคกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายจากการขาดเลือด (heart attack)
เป็นโรคที่น่ากลัว  หากเราเข้าใจในสิ่งที่ร่างกายบอก  ปฏิบัติการได้ถูกต้อง
ย่อมทำให้เรารอดพ้นจากอันตรายได้



Ischemic Heart Disease: Lab. diagnosis.... 2

11/5/12

Laboratory Diagnosis of Myocardial Infarction
ในการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (heart attack or Myocardial infarction)
แพทย์จะทำการตรวจหาสารชีวภาพ   ที่ปรากฏในกระแสเลือด
ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อของหัวใจถูกทำลายลง (infarction) 
โดยสารชี้บ่งดังกล่าว  จะปรากฏภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย


เวลา (Timing) จะเป็นเรื่องสำคัญ  เพราะมีความสัมพันธ์ระหว่างอาการของคนไข้
กับผลการตรวจคลื่นของหัวใจ (EKG)  และการตรวจสภาพเส้นเลือด 
(angiographic studies)


สารชีวภาพ  ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อหัวใจตาย ได้แก่:

Creatine Kinase-Total:
ค่าของ total CK สามารถตรวจได้ไม่ยาก  ราคาไม่แพง 
ซึ่งมีตรวจในห้องปฏิบัติการณ์ทางการแพทย์ทั่วไป 
การที่มสารชีวิภาพตัวอังกลาวสูง  นอกจากจะพบได้ในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ
ถูกทำลายแล้ว  ยังสามารถพบได้ในภาวะของกล้ามเนื้อลายทั่วไปถูกทำลายด้วย

Creatine Kinase - MB Fraction:
Creatine kinase เป็นเอ็นไซม์  ยังสามารถถูกแบ่งอออกไปได้อีกถึง 3 ตัว:
MM,  MB  และ  BB  fractions


MM fraction  จะปรากฏในกล้ามเนื้อหัวใจ  และกล้ามเนื้อลายทั่วไป
ส่วน MB  fraction  จะพบได้ในกล้ามเนื้อหัวใจเป็นส่วนใหญ่ 
โดยพบเอ็นไซม์ CK- MB  fraction  ในกล้ามเนื้อหัวใจได้ประมาณ 15 % - 40 %
มีเพียง 2 % เท่านั้นที่พบได้ในกล้ามเนื้อลาย 

ส่วนเอ็นไซม์  BB fraction  จะพบได้ในสมอง, กระเพาะปัสสาวะ  และกระเพาะลำไส้
ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อการนำมาวินิฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายเลย


สำหรับ CK-MB ยังมีประโยชน์สำหรับวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ
ซึ่งเกิดตายซ้ำขึ้นอีก (reinfarction) หลังจากที่เคยเกิดมาก่อนแล้ว
หรือพบในภาวะของกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายอย่างรุนแรง

Troponins:
Troponins I และ T เป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างของกล้ามเนื้อหัวใจ
มันจะถูกปล่อยออกสู่กระแสเลือดเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (injury)
จัดเป็นสารที่บ่งชี้ให้ทราบถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายได้ดีกว่า  CK-MB
ถูกนำมาใช้ยืนยันว่า  การที่คนไข้มีระดับ CK  สูงนั้น  เป็นผลเนื่องมาจากกล้ามเนื้อ
หัวใจถูกทำลายมากกว่าที่จะเป็นกล้ามเน้อลาย (skeletal muscle) ถูกทำลาย

Troponins จะเริ่มมีค่าสูงขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (MI) ภายใน 3 – 12  ชม.
ซึ่งจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับการตรวจพบ  CK-MB
อย่างไรก็ตาม  ในระยะแรกๆ ของการทำลายของกล้ามเนื้อหัวใจ
ค่าของ Troponins  อาจไม่มากเท่ากับค่าของ CK-MB


ค่าของ Troponins จะยังคงมีระดับสูงนานถึง 5 – 10  วันสำหรับ troponins I
และจะพบได้นานถึง 2 อาทิตย์สำหรับ troponins T
จากความจริงดังกล่าว  ตัว Troponins จึงเป็นตัวชี้บ่งทางชีวภาพ  ที่ถูกนำมา
ใช้  เพื่อวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (MI)  ในระยะไม่นานมานี้
(มีค่าเหนือกว่า lactate dehydrogenase (LDH) )


อย่างไรก็ตาม  การที่พบค่า Troponins ยังคงมีค่าสูงอย่างต่อเนื่อง...
จะมีผลเสียคือ  ทำให้ยากต่อการวินิจฉัยภาวการณ์เกิดกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย
ว่า  มันเกิดซ้ำขึ้นมาใหม่  หรือเป็นเพราะการทำลายของกล้มเนื้อหัวใจ
ยังดำเนินต่อเนื่อง


ส่วน Troponin T  จะสูญเสียความจำเพาะเจาะจงไป
เพราะการที่ค่างของมันสูง  สามารถพบได้ในรายที่กล้ามเนื้อลายถูกทำลาย
และยังสามารถพบได้ในรายที่เกิดโรคไตวาย (renal failure) ได้

Myoglobin:
Myoglobin เป็นโปรตีนพบได้ในกล้ามเนื้อลาย (skeletal muscle)  
และกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial muscle)  ซึ่งจะทำหน้าที่จับออกซิเจน
เป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบถึงภาวะกล้ามเนื้อถูกทำลาย (muscle injury)
ของทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ  และกล้ามเนื้อลาย

การพบค่า myoglobin ที่เพิ่มสูงขึ้น 
จะบอกให้ทราบถึงขนาดของกล้ามเนื้อ ที่ถูกทำลายไป 
และการไม่พบค่า myoglobin  สามารถช่วยให้เราบอกได้ว่า
กล้ามเนื้อของหัวใจไม่มีการทำลาย  และค่าของ myoglobin ที่เพิ่มขึ้น 
จะเกิดก่อน  CK-MB 


BNP:
B-type natriuretic peptide (BNP) จะถูกปล่อยออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใจ
ห้องล่าง (ventricular myocardium) ที่ถูกทำลาย
นอกจากนั้น  BNP  ยังสามารถถูกปล่อยออกสู่กระแสเลือดโดย systolic &
Diastolic left ventricular dysfunction,  acute coronary syndromes,

นอกจากนั้น  BNP ยังเป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบถึงภาวะของหัวใจล้มเหลว (heart failure)


C- reactive protein (CRP):
C-reactive protein (CRP) เป็นสารโปรตีนจะมีค่าสูงขึ้น  เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นอย่าง
รุนแรง  โดยที่การอักเสบ (inflammation) เป็นส่วนหนึ่งของการเกิด 
atheroma formation

C-reactive protein  อาจสะท้อนให้ทราบถึงขนาดของคราบ
atheromatous  plaque  ที่เกิดขึ้น  
และสามารถทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจในอนาคตได้


 Previous  <<  1  2   >>  Next

http://library.med.utah.edu

Ischemic Heart Dosease

 11/5/12

Myocardial Infarction (MI)
The pathogenesis can include:
กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (infarction)  สามารถเกิดได้โดย:

§  ก้อนเลือดอุดหลอดเลือดของหัวใจ (Occlusive intracoronary thrombus)
เราสามารถพบลิ่มเลือดบนคราบไขมันได้ 75 % 
และลิ่มเลือดที่ปรากฏบนคราบไขมันที่ถูกกัดเซาะ (erosion)  ซึ่งพบได้ 25 %
·   เส้นเลือดหดเกร็ง (Vasospasm)  อาจเกิดร่วมกับหลอดเลือดหัวใจตีบตัน 
หรือมีการจับตัวของเกล็ดเลือด

ในปี 2000 ทั้ง European Society of Cardiology และ American College of Cardiology
มีความเห็นพ้องต้องกันให้คำจำกัดความของ myocardial infarction ขึ้นใหม่
โดยอาศัยพื้นฐานของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตายลงไป (necrosis)
ซึ่งบอกให้ทราบโดยตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ troponins  ถูกปล่อยออกสู่กระแสเลือด


เมื่อมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายขึ้น  จะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดตาม
ซึ่งมีได้แตกต่างกัน  โดยขึ้นกับขนาด  และตำแหน่งของกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายไป,
ตลอดรวมไปถึงโรคที่เกิดก่อนที่กล้ามเนื้อ...จะถูกทำลาย

ภาวะแทรกซ้อนประกอบด้วย:

§  Arrhythmias and conduction defects, with possible "sudden death"
§  Extension of infarction, or re-infarction
§  Congestive heart failure (pulmonary edema)
§  Cardiogenic shock
§  Pericarditis
§  Mural thrombosis, with possible embolization
§  Myocardial wall rupture, with possible tamponade
§  Papillary muscle rupture, with possible valvular insufficiency
§  Ventricular aneurysm formation

การเกิดมีภาวะหัวใจขาดเลือดอย่างรุนแรง (heart attack)... 
สามารถทำให้คนไข้เสียชีวิตได้อย่างฉับพลันได้

ในคนไข้พวกนี้  มีแนวโน้มที่เป็นโรคหลอดเลือดตีบแข็งอย่างรุนแรง
(coronary atherosclerosis)  โดยมีการตีบแคบมากกว่า 75 %
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลเนื่องมาจากก่อนเลือด หรือลิ่มเลือด (thrombosis) ในหลอดเลือดของหัวใจ
หรือมีเลือดออกที่คราบของไขมันในผนังของหลอดเลือด  หรือเป็นเพราะเส้นเลือดแตกเสียเอง
โดยที่กลไกที่ทำให้คนไข้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเต้นของหัวใจผิดปกติ
(arrhythmia)

Ischemic Cardiomyopathy
ภายใต้ภาวะเช่นนี้...คนไข้อาจมีกล้าเนื้อหัวตาย (myocardial infarction) มาก่อน
ซึ่งเป็นผลมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างรุนแรง  และมีเส้นเลือดแขนงใหญ่ ๆ
เข้ามาเกี่ยวข้องหลายเส้น  ยังผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 
และนำไปสู่การตายของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (myocyte loss) ในทีสุด


การตายของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ  ร่วมกับมีพังผืดเกิดในรูปแบบ
interstitial collagen  deposition  เป็นเหตุให้การทำงานได้ไม่ดี  ร่วมกับการขยายต้ว
ของหัวใจ (dilatation) ยังผลให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นไปอีก

นอกจากจะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจโตขึ้น (hypertrophy) ยังอาจมีการชดเชย
ด้วยการเกิดภาวะ hyperplasia ร่วมเข้าไปอีก


จากการชดเชยดังกล่าว  จึงทำให้ขนาดของหัวใจ  มีขนาดโตขึ้นถึง   2 – 3  เท่าตัว
แต่สุดท้าย    หัวใจไม่สามารถชดเฉยสิ่งที่ขาดหายไปได้
จึงเป็นเหตุให้ลงเอยด้วยการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure)  ร่วมกับ
ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ  และ/หรือ เหตุการณ์ขาดเลือดต่าง

Ischemic cardiomyopathy  เป็นสาเหตุทำให้คนเราเสียชีวิตได้ถึง 40 %
ของคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด IHD

1   2     >>  Next