July 3, 2014
สำหรับท่านที่เป็นโรคไขข้อ...
ไม่ว่าท่านจะเป็นโรคไขข้อชนิดข้อเสื่อม (osteoparthritis) หรือโรค
รูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) ทั้งสองทำให้เกิดมีอาการปวดข้อ(joint pain)
และข้อแข็งตึง สูญเสียความยืดหยุ่น (joint stiffness) เป็นเหตุให้หลายคน เกิด
ความสงสัยว่า ตนเองเป็นโรคไขข้อชนิดใดกันแน่ ?
อย่างไรก็ตาม แต่ละโรคมีลักษรณะแตกต่างกัน
ซึ่งทำให้เราสามารถบอกได้ว่า ข้ออักเสบที่เกิดขึ้นกับท่านนั้น เป็นโรค
ข้ออักเสบชนิดใด
โรคข้อเสื่อม (s\osteoarthritis) :
เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการเสื่อมสลายที่เกิดขึ้นกับข้อบางข้อเป็นการเฉพาะ
อันเนื่องมาจากการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อน และกระดูกภายในข้อ
โรคข่ออักเสบรูมาตอยด็ (Rheumatoid arthritis):
เป็นโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบทั่วไป โดยทำให้เกิดมีอาการบวมรอบๆข้อ
และสามารถทำลายอวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น หัวใจ และปอดได้
พื่อเป็นการดูความแตกต่างระหว่างโรคทั้งสอง ลองพิจารณาความ
แตกต่างระหว่างโรคทั้งสองกันต่อไป
Next >> List outlines the main differences between OA and RA
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ P1 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ P1 แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557
จะหยุดยาอย่างไร... ไม่ให้เป็นภัยกับตัว P.1 : Practical guide for stopping medicine in older people
June 12, 2014
เป็นที่ทราบกันว่า คนสูงอายุที่จำเป็นต้องใช้ยารักษา...
ส่วนใหญ่พวกเขาจะใช้ยาหลายตัว (ขนาน) ด้วยกัน เรียกภาวะดังกล่าว
ว่า “polypharmacy” และจากการใช้ยาหลายตัวดังกล่าว จะเพิ่มความ
เสี่ยงต่อการเกิดผลอันไม่พึงประสงค์ (side effects)
และเกิดปฏิกิริยาระหว่าง ยาที่ใช้รักษาได้

เพื่อหลีกเลี่ยงผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาหลายขนาน...
ผู้ป่วยแต่ละคนจำเป็นต้องตรวจสอบยาตนเองต้องใช้เพื่อการรักษาโรค
ของตัวเอง ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้การรักษาง่ายขึ้นเท่านั้น ยังสามารถลด
อันตรายอันอาจเกิดจากการใช้ยาเหล่านั้นได้
คนสูงอายุส่วนใหญ่ จะมีหลายโรค และมีโอกาสพบกับเภสัชกรผู้จ่ายยา
หรือแพทย์หลายคน จึงทำให้คนสูงอายุมีโอกาสซำ้ซ้อน เป็นเหตุให้ม่ีการ
ใช้ยาหลายขนาน
เมื่อมีการใช้ยาหลายขนาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง
และเกิดปฏิกิริยาระหว่างตัวยาทีใช้ในการรักษา และเนื่องจากการเปลี่ยน
แปลงสรีระวิทยาในคนสูงอายุ จึงทำให้การตอบสนองต่อยาเปลี่ยนแปลง
ไปจากคนหนุ่มเขา
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้การเริ่มให้ยา และหยุดยาในคนสูงอายุ
กระทำได้ด้วยความยากลำบากมากกว่าคนทั่วไป และผลที่เกิดจากการให้
ยามีโอกาสได้รับอันตรายมากกว่าประโยชน์ที่พึงได้รับ
NEXT >> P 2: How do you decide which medicines can be stopped ?
เป็นที่ทราบกันว่า คนสูงอายุที่จำเป็นต้องใช้ยารักษา...
ส่วนใหญ่พวกเขาจะใช้ยาหลายตัว (ขนาน) ด้วยกัน เรียกภาวะดังกล่าว
ว่า “polypharmacy” และจากการใช้ยาหลายตัวดังกล่าว จะเพิ่มความ
เสี่ยงต่อการเกิดผลอันไม่พึงประสงค์ (side effects)
และเกิดปฏิกิริยาระหว่าง ยาที่ใช้รักษาได้
เพื่อหลีกเลี่ยงผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาหลายขนาน...
ผู้ป่วยแต่ละคนจำเป็นต้องตรวจสอบยาตนเองต้องใช้เพื่อการรักษาโรค
ของตัวเอง ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้การรักษาง่ายขึ้นเท่านั้น ยังสามารถลด
อันตรายอันอาจเกิดจากการใช้ยาเหล่านั้นได้
คนสูงอายุส่วนใหญ่ จะมีหลายโรค และมีโอกาสพบกับเภสัชกรผู้จ่ายยา
หรือแพทย์หลายคน จึงทำให้คนสูงอายุมีโอกาสซำ้ซ้อน เป็นเหตุให้ม่ีการ
ใช้ยาหลายขนาน
เมื่อมีการใช้ยาหลายขนาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง
และเกิดปฏิกิริยาระหว่างตัวยาทีใช้ในการรักษา และเนื่องจากการเปลี่ยน
แปลงสรีระวิทยาในคนสูงอายุ จึงทำให้การตอบสนองต่อยาเปลี่ยนแปลง
ไปจากคนหนุ่มเขา
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้การเริ่มให้ยา และหยุดยาในคนสูงอายุ
กระทำได้ด้วยความยากลำบากมากกว่าคนทั่วไป และผลที่เกิดจากการให้
ยามีโอกาสได้รับอันตรายมากกว่าประโยชน์ที่พึงได้รับ
NEXT >> P 2: How do you decide which medicines can be stopped ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)