วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

Bleeding Disorders

Feb.28,2013

เมื่อมีบาดแผลเกิดขึ้น...
ร่างกายของเราหยุดเลือดได้เอง  ด้วยการสร้างก้อนเลือดอุดตรงรอยที่
มีเลือดออก  แต่มีบางคนไม่เป็นเช่นนั้น.... เลือดไม่หยุอไหล หรือหยุดได้ช้ากว่าปกติ
เราเรียกว่าภาวะดังกล่าวว่า“ภาวะเลือดออกผิดปกติ”  หรือ “Bleeding disorder

Bleeding disorders เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มของโรค
ซึ่งก่อให้เกิดภาวะเลือดไม่หยุดไหลได้เหมือนคนทั่วไป

โดยปกติ เกล็ดเลือดจะจับตัวกันเป็นก้อน  ทำการอุดตรงบริเวณรอยฉีกขาดของเส้นเลือด

ภายในกระแสเลือดของคนเรา  มีโปรตีนหลายชนิดมีชื่อเรียกว่า clotting factors
ซึ่งมันจะทำปฏิกิริยาต่อกัน  สร้างเป็นก้อนเรียก “fibrin clot”
ทำหน้าที่ทำให้เกล็ดเลือดรวมกลุ่มอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ
เพื่อทำให้รอยแผลหายเป็นปกติ

นอกจากจะทำให้เลือดหยุดไหล  และทำให้แผลหายเป็นปกติ...
หากเกล็ดเลือดมีการสร้างก้อนเลือดมากไป  เป็นเหตุให้เกิดการอุดตันกระแสเลือดไม่ให้
นำออกซิเจน และอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย  สามารถทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจ
และสองถูกทำลาย (heart attack & stroke) ได้

เราจะเห็นว่า  ธรรมชาติของคนเรา  มีปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์  ดังที่กล่าว  เมื่อมีเลือดออก
จากการฉีกขาดของเส้นเลือด  เกลดเลือดก็จะจับตัวเป็นก้อนเพื่ออุดรอยฉีกขาด
ทำให้เลือดหยุดไหล  แต่มีบางกรณี มันไม่สามารถที่จะจับตัวกันเป็นก้อนได้
เป็นเหตุให้เลือดไม่หยดไหล...ทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้  .ึ่งมีโรคหลายอย่างที่ควรรู้
เช่น  Hemophilia และ  von Willeband disease

Hemophilia….

Hemophilia เป็นโรคเลือดชนิดที่เกี่ยวกับความบกพร่องในการหยุดเลือด
(Bleeding disorder) เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก   พบได้มากสุดในเพศชาย
และส่วนใหญ่จะเป็นโรค von Willebrand  Disease ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย
ซึ่งเกิดขึ้นทั้งชาย และหญิงของคนอเมริกัน

อะไรคือปัจจัยเสี่ยง (Risk factors)

โรคที่มีความผิดปกติในการหยุดเลือด (bleeding disorders)
ทั้ง Hemophilia และ von Willebrand disease ต่างเป็นผลมาจาก
ร่างกายขาดปัจจัยทำให้เลือดจับตัว (clotting factors) บางอย่างไป

โรคทั้งสองต่างมีความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นในช่วง
หลังของชีวิต  โดยร่างกายมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นต่อสู้กับปัจจัยในการ
จับตัวของเกล็ดเลือด (clotting factors) ที่มีตามธรรมชาติ

ในกรณีที่สมาชิกในครอบครัวของท่านมีประวัติเป็นโรคเลือด (bleeding disorders)
และหากท่านกำลังตั้งครรภ์...อย่าลืมบอกแพทย์  เพื่อทำการตรวจสอบความผิดปกติ
ในตัวของท่าน หากพบว่ามีความผิดปกติ  จะได้รักษาได้ทัน

อาการต่างๆ ของความผิดปกติของหยุดเลือด (bleeding disorders)
ได้แก่:

§  เกิดฟกช้ำได้ง่าย (easily bruising)
§  มีเลือดออกตามไรฟัน (Bleeding gums)
§  เลือดกำเดาออกโดยไม่ทราบสาเหตุ (unexplained nosebleeding)
§  มีประจำเดือนมากเกินปกติ (heavy menstrual bleeding)

โรค Hemophilia
What Is Hemophilia and How Is It Treated?

โรค Hemophilia เป็นโรคเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งพบได้น้อยมาก
อาการที่เกิดจะปรากฏได้แตกต่างกัน  โดยมีตั้งแต่อาการน้อยไปถึงรายที่มีอการรุนแรง
โดยขึ้นกับว่า  มี clotting factors ในเลือดมีมากน้อยแค่ใด

Hemophilia จะแบ่งเป็นสองชนิด Type A & Type B  โดยอาศัยข้อมูลที่ว่า
ปัจจัยที่ทำให้เลือดจับตัว (clotting factors) ตัวใดเสียไป:

Hemophilia Type A…เกี่ยวข้องกับ Clotting factor VIII
Hemophilia Type B    เกี่ยวของกบ Clotting factor IX

โรค Hemophilia เป็นผลมาจากความผิดปกติในพันธุกรรม ซึ่งพบได้ใน Chromosome X
สุภาพสตรีจะมี Chromosome X สองตัว...สามารถถ่ายทอดโรคสูผู้เป็นลูกได้
แต่ลูกของเขาจะไม่มีอาการ  จนกว่า chromosome X ทั้งสองจะ
มีความผิดปกติ....ซึ่งพบได้น้อยมาก

สำหรับชายจะมี chromosome X และ Y อย่างละหนึ่งตัว...
และมีส่วนเกี่ยวข้องการทำให้โรค hemophilia ได้  ถ้า chromosome X มีความ
ผิดปกติของโรค hemophilia  แต่ที่ผู้ชายจะไม่ถ่ายทอดสู่ผู้เป็นลูก

ถ้าคนไข้ไม่มี clotting factor  เลือดจะไม่หยุดไหลได้ตามปกติ
ดังนั้น เราจะพบเห็นคนที่ได้รับบาดเจ็บ  หรือมีรอยมีดบาดจะเพิ่ม
ความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกได้อย่างมาก

นอกเหนือจากนั้น  คนที่เป็นโรค hemophilia อาจเกิดมีเลือดออก
ภายในร่างกาย (internal bleeding) ซึ่งสามารถทำอันตรายให้เกิดขึ้นกับข้อ,
อวัยวะ, และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ได้

ในสมัยก่อน...
คนที่เป็นโรคเลือด hemophilia จะได้รับการรักษาด้วยการได้รับเลือด
ที่มี clotting factors VIII  จากผู้บริจาคเลือด
แต่พอในปี 1980s ปรากฏว่า เลือดที่มีปัจจัยการจับตัวเป็นก้อนเลือด(clotting factors)
จะเป็นตัวนำของไวรัสโรคตับ และโรคเอดซ์ (HIV)

แต่ในปัจจุบันเรามีการรักษาด้วย factor-replacement therapy
ซึ่งมีความปลอดภัยกว่าสมัยก่อน

โรค von Willebrand Disease :

โรค von Willebrand disease เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
โดยที่ร่างกายขาด von Willebrand factors
ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง  ทำหน้าที่ช่วยทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน
และยังมีปัจจัยอีกตัว คือ factor VIII ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดโรคดังกล่าว

โรค  von Willebrand disease มีความรุนแรงน้อยกว่า hemophilia
และสามารถเกิดขึ้นกับชาย และหญิง  ซึ่งแบ่งออกเป็นสามชนิด
ด้วยกัน  (Type 1, 2 และ 3) โดยอาศัย von Willebrand factor
และ factor VIII  activity เป็นตัวกำหนด

Von Willebrand disease Type 1 เป็นชนิดที่เบาที่สุด และ Type 3
จะรุนแรงที่สุด  และพบน้อยที่สุดอีกด้วย

ถ้าเราสามารถวินิจฉัยโรค von Willebrand ได้เร็ว
ย่อมทำให้คนไข้สามารถมีชีวิตได้เหมือนคนปกติได้
และในกรณีเป็นน้อย (mild form) อาจไม่จำเป็นต้องทำการรักษา
แต่ต้องระวังเรื่องยา  ซึ่งสามารถทำให้เกิดมีเลือดออกได้
เช่น  aspirin และ ibruprofen

ในรายที่มีความรุนแรง...
คนที่เป็นvon Willebrand อาจให้การรักษาด้วยยาต่างๆ (drugs) ซึ่ง
สามารถเพิ่ม  von Willebrand factor หรือให้เลือดที่มีปัจจัยดังกล่าวได้

http://www.hematology.org

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

Blood Cancers

Feb.28,2013

เมื่อกล่าวถึงมะเร็งแล้ว....
มันสามารถเกิดขึ้นกับร่างกายของคนเราได้ทุกส่วน และทุกอวัยวะ
ไม่มีเว้น...

มะเร็งของเลือดสามารถกระทบกับการสร้าง และการทำงานของเม็ดเลือดแดง
โดยมะเร็งของเลือดส่วนใหญ่จะเริ่มเกิดขึ้นที่ไขกระดูก
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เลือดถูกกสร้างขึ้น

 Stem cells เป็นเซลลก่อกำเนิดทีมีอยู่ในไขกระดูก

เมื่อมันเจริญขึ้น  และเปลี่ยนแปลงไปเป็นเม็ดเลือดสามชนิดด้วยกัน:
ได้แก่ เม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด

มะเร็งของเลือดส่วนใหญ่  จะพบว่า
ขบวนการพัฒนาของเม็ดเลือดตามปกติจะถูกยับยั้ง  โดยการเจริญเติบโตที่ผิด
ปกติของเม็ดเลือด  ซึ่งเราเรียกว่า cancerous cells
ซึ่งเซลล์ผิดปกติเหล่านี้  สามารถปัองกันเม็ดเลือดไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ
เช่น  ไม่สามารถต่อสู้กับการอักเสบติดเชื้อ
หรือ ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดมีเลือดออกอย่างรุนแรงได้


Cancer Cells vs. Healthy Cells

มะเรงของเลือดมาเราควรทราบ  มีสามชนิดด้วยกัน:
ได้แก่  Leukemia, Lymphoma  และ  Myeloma

Leukemia

Leukemia เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบในกระแสเลือด และในไขกระดูก
ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีการเจริญของเม็ดเลือดขาวอย่างรวดเร็ว
โดยเม็ดเลือดขาวเป็นชนิดผิดปกติ

แม้ว่าจะมีเม็ดเลือดขาวเป็นจำนวนมากก็ตาม  แต่มันไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้
ขณะเดียวกัน  มันยังทำให้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดได้ตามปกติ


Lymphoma:

Lymphoma เป็นมะเร็งของเม็ดเลือด  ที่สามารถกระทบต่อระบบน้ำเหลือง (Lymphatic system)
ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่กำจัดเอาน้ำส่วนเกินของร่างกาย และทำหน้าที่ผลิตเซลล์ของระบบคุ้มกัน

Lymphocytes เป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในกลุ่มเม็ดเลือดขาว
มีหน้าที่ในการต่อสู้กับการอักเสบติดเชื้อ
ความผิดปกติของเซลล์ Lymp[hocytes จะกลายเป็น Lymphoma Cells
ซึ่งมันจะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว และรวมตัวอยู่ในต่อมนำเหลือง  หรืออวัยวะอื่น ๆ
เมื่อเวลาผ่านไป  เซลล์มะเร็งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของของคนเรา

Myeloma

Myeloma เป็นมะเร็งของเลือดชนิดสุดท้ายที่เราควรรู้...
เป็นมะเร็งของเลือด  ชนิดที่มีชื่อว่า plasma cells

Plasma cells  เป็นเม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้นกัน
เพื่อต่อสู้ หรือจัดการกับการอักเสบติดเชื้อ  หรือต่อสู้กับภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย

Myeloma cells สามารถป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน
ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ  และมีแนวโน้มที่จะเกิดการอักเสบติดเชื้อ
ได้อย่างง่ายดาย

นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งของเลือดที่สั้นที่สุด



http://www.hematology.org



http://www.hematology.org/Patients/Blood-Disorders/Blood-Cancers/5229.aspx

Anemia of Inflammation and Chronic Disease 2

Feb. 27,2013
สาเหตุ (Causes)

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางชนิด AI/ACD มีมากมายด้วยเหตุผลต่างกัน  เช่น Infectious and inflammatory diseases:

คนที่เกิดอักเสบติดเชื้อ (infections)  หรือเป็นการอักเสบชนิดไร้เชื้อ(inflammatory conditions) จะได้รับการตอบสนองจากระบบภูมิคุ้มกัน  โดยเซลล์ของระบบดังกล่าวจะปล่อยโปรตีนตัวหนึ่งออกมา ชื่อ cytokines 

ซึ่งโปรตีนตัวนี้จะทำให้ร่างกายหายจากโรค 
พร้อมๆ กับช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อโรค 
นอกจากนั้น  ยังกระทบกับการทำงานตามปกติของร่างกายได้อีกด้วย


ในคนที่เป็นโรคโลหิตจางกลุ่ม AI/ACD ....
พบว่า สารโปรตีนcytokines ที่เกิดจากเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน  จะมีผลกระทบกับดูดซึมของาตุเหล็กจากลำไส้  และทำให้ร่างกายไม่สามารถนำเอาธาตุเหล็กที่สะสมไว้ไปใช้เพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดงได้.

นอกจากนั้น  cytokines  ยังกระทบกับการสร้าง และการทำงานของฮอร์โมน erythropoietin (EPO) 
ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ถูกสร้างโดยไต  เพื่อทำหน้าที่กระ
ตุ้นไขกระดูก (bone marrow) ให้ทำการสร้าเม็ดเลือดแดง (RBCs)

การอักเสบติดเชื้อ ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตจางกลุ่ม AI/ACD
เช่น วัฒโรค, เอดซ์ (HIV), กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (endocarditis), กระดูกอักเสบ (osteomyelitis)  
และแม้กระทั้งการอักเสบอบ่างเฉียบพลัน ก็ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางกลุ่ม AI/ACD ได้

กลุ่มการอักเสบไร้เชื้อ (inflammatory diseases) เช่น  Lupus, diabetes,
Rheumatoid arthritis, heart failure, degenerative arthritis และ  Inflammatory bowel diseae (IBD)
เช่น Crohn’s disease  สามารถทำให้ร่างงกายขาดธาตุเหล็ก  
โดยการดูดซึมเอาธาตุเหล็กในลำไส้เสียไป  และเกิดจากการตกเลือดในกระเพาะ และลำไส้

Kidney disease:
คนเป็นโรคไตสามารถเกิดโรคโลหิตจากได้ด้วยสาเหตุหลายอย่าง
ประการแรก....โรคไตไม่สามารถสร้างฮอร์โมน EPO ได้เพียงพอ 
นอกจากนั้นมันยังทำให้เกิดการดูดซึมเอาธาตุเหล็กได้ไม่ดี 
ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดในกลุ่ม AI/ACD และคนเป็นโรคไตระยะสุดท้าย
(end-stage kidney disease) เกือบทุกคนจะเป็นโรคโลหิตจาง

Cancer:
ภาวะโลหิตจางจากกลุ่ม AI/ACD สามารถเกิดขึ้นในคนที่เป็นมะเร็งบางชนิด 
เช่น  Hodgkin’s disease, non-hodgkin’s lymphoma และมะเร็งของเต้านม.
โดยมะเร็งเหล่านี้  สามารถทำให้ร่างกายปล่อยสาร kytolines จากภูมิคุ้มกัน
ได้เช่นเดียวกับโรคเรื้อรัง และโรคติตเชื้อ

นอกจากนั้น ภาวะโลหิตจางกลุ่ม AI/ACD เมื่อได้รับการรักษาด้วยสารต้านมะเร็ง (chemotherapy) 
และ การฉายแสง (radiation)  ซึ่งสามารถทำลายไขกระดูกได้  
จึงเป็นเหตุให้การสร้างเม็ดเลือดแดงเสียไป

อาการของคนเป็น AI/ACD…?
โดยทั่วไป  คนที่เป็นโรค AI/ACD อาการที่เกิดจะเริ่มขึ้นอย่างช้า ๆ อย่างต่อเนื่อง
และเนื่องจากโรคที่เกิดจะไม่รุนแรง (mild)  อาจทำให้เกิดอาการน้อยมาก
หรือไม่แสดงอาการแต่อย่างใด  หรืออาการของโรคอาจบดบังโดยโรคที่เป็น
ต้นเหตุทำให้เกิดภาวะ AI/ACD ก็ได้

การวินิจฉัยภาวะ AI/ACD…
ในระหว่างที่คนไข้ไปพบแพทย์เพื่อรักษาโรคเรื้อรัง  ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิด
ภาวะ AI/ACD นั้น  การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการณ์ (CBC) สามารถตรวจ
พบภาวะเลือดจางได้โดยบังเอิญ  ด้วยการตรวจระดับของ Hematocrit (Hct)
ซึ่งบอกให้เราทราบถึงจำนวนของเม็ดเลือดแดงในเลือด 
นอกจากนั้น  การตรวจเลือดยังสามารถตรวจวัดระดับของ hemoglobin

การตรวจระดับ hematocrit และ hemoglobin ซึ่งต่างมีค่าต่ำ  
จะบ่งบอกให้ทราบว่าเกิดภาวะโลหิตจาง  
นอกจากนั้น  การตรวจเลือดยังสามารถตรวจระดับของธาตุเหล็กในเลือดได้
แต่การวัดระดับของธาตุเหล็ก (iron level) ในในคนที่เป็นโรค AI/ACD
จะมีค่าอยู่ระดับปกติ....นั่นคือจุดสำคัญสำหรับแยกจากภาวะเลือดจาง
จากภาวะอย่างอื่น (iron deficiency anemia)

เราจะรักษาภาวะโลหิตจางจากภาวะ AI/ACD ได้อย่างไร ?
ในการรักษาภาวะโลหิตจางจากโรค AI/ACD จะไม่แยกจากการรักษาโรคที่เป็น
ต้นเหตุทำให้เกิดภาวะโลหิตจางเลย...  

โดยทั่วไป  แพทย์จะพุ่งประเด็นการรักษาไปยังโรคที่เป็นต้นเหตุให้เกิดโลหิตจาง  

เมื่อการรักษาโรคที่เป็นเหตุประสบความสำเร็จ (หาย)
ภาวะโลหิตจางจะดีขึ้นเองโดยไม่ต้องทำอะไร

ยกตัวอย่าง  การให้ยาปฏิชีวนะรักษาอักเสบติดเชื้อ  และยาต้านการอักเสบ
(anti-inflammatory drugs) สำหรับรักษาโรค “รูมาตอยดื” ประความสำเร็จ
จำทำให้ภาวะโลหิตจาง (AI/ACD) หายไป

สำหรับคนที่เป็นโรคมะเร็ง (cancer) และโรคไต(kidney disease)…
ผู้ซึ่งมีระดับของฮอร์โมน EPO ในกระแสเลือดต่ำ อาจจะได้รับยากระตุ้นไข
กระดูกให้ทำการสร้างเม็ดเลือด

ในคนไข้ที่เป็นโรคไต  และโรค AI/ACD อาจแนะนำให้รับประทาน B12  และ folic acid  
และหากพบว่ามีระดับของธาตุเหล็กต่ำ  คนไข้อาจได้รับธาตุเหล็กจากอาหารเสริมด้วย

โดยสรุป...

Ø  โลหิตจางจัดเป็นโรคชนิดหนึ่ง  ซึ่งภายในเลือดจะมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่า
ปกติ  ซึ่งมันจะทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดกลับสู่ร่างกาย
ไปเลี้ยงเนื้อเยื้อ และอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายได้ไม่เพียงพอ

Ø  โลหิตจางของการอักเสบ และจากโรคเรื้อรัง (AI/ACD)  มัก
จะเกิดจากภาวะเรื้อรังต่างๆ , อักเสบติดเชื้อ, อักเสบไร้เชื้อ ,
และมะเร็ง

Ø  โลหิตจาง AI/ACD ส่วนมากจะไม่รุนแรง  และอาจไม่แสดง
อาการใด ๆ  อาจแค่ทำให้เกิดมีอาการเมื่อยล้า, ไม่มีแรง,  กล้ามเนื้ออ่อนแรง,  
หายใจไม่อิ่ม และเหนื่อยเร็วเมือออกกำลัง

Ø  โลหิตจาง AI/ACD สามารถวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือด

Ø  ในการรักษาคนเป็นโลหิตจาง AI/ACD จะไม่แยกการรักษาจาก
 โรคที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิด AI/ACD  โดยทั่วไปแพทย์จะมุ่งการรักษา
ไปที่โรคที่เป็นต้นเหตุ  เมื่อต้นเหตุหาย  ภาวะโลหิตจางส่วนใหญ่
จะดีขึ้น  หรือจะได้รับการรักษาในตอนหลัง


http://hematologic.niddk.nih.gov/

Anemia of Inflammation and Chronic Disease 1

Feb 27, 2013 
What is anemia?

ได้เห็นเพื่อนนักสวิงลูกกอล์ฟ...
มีข้อสังเกตอย่างหนึ่ง  นั่นคือพวกเขาจะสนใจใน “ไม้” ตีลูกกอล์ฟ  โดย
เราจะพบว่าพวกเขาจะศึกษาแต่ละไม้ทุกแง่ทุกมุม  รู้เป็นอย่างดีว่า 
เมื่อลูกกอล์ฟที่ตีไปแล้ว  วางอยู่ในลักษณะ หรือตำแหน่งใดๆ
เขาสามารถเลือกใช้ไม่กอล์ฟ (ซึ่งมีทั้งหมด 14 ไม้ด้วยกัน) ว่า
จะใช้ไม่อันใดจึงจะเหมาะสม สามารถแก้ปัญหาได้....
แต่บังเอิญไม่ที่มีเกิดขำรุดเสียหาย...ย่อมทำให้ผลการเล่นกอล์ฟเสียหายไปด้วย

นั่นเป็นเรืองการเรียนรู้เรื่องอาวุธ (ไม้กอล์ฟ) นอกกาย

ลองหันมาพิจารณาดูเม็ดเลือดที่อยู่ในร่างกายของเรา
ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจน และอาหารไปให้เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
หากเกิดมีความผิดปกติเกิดขึ้น  ผลจะเป็นอย่างไร ?

จะขอเริ่มต้นด้วยเรื่อง “โลหิตจางจากการอักเสบ และโรคเรื้อรัง
(Anemia of inflammation & chronic disease)


เลือดจางเป็นภาวะ หรืเป็นโรคอย่างหนึ่ง 
ซึ่งมีระดับเม็ดเลือดแดง (RBCs) ต่ำกว่าปกติ

ในเม็ดเลือดแดงจะมีโปรตีนอย่างหนึ่ง มีชื่อเรียก hemoglobin  
มันเป็นโปรตีนที่มีธาตุเหล็กในปริมาณสูง 

และเป็นเพราะธาตุเหล็กนี้เอง  ที่เป็นตัวทำให้เม็ด
เลือดของคนเรามีสีแดง พร้อมๆ กับทำให้เม็ดเลือดแดง
สามารถนำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงเนื้อเยื้อต่างๆ ทั่วร่างกาย

เนื่องจากคนที่เป็นโรคโลหิตจาง  จะพบปริมาณของเม็ดเลือดแดงจำนวนน้อยลง 
และทำให้ระดับ hemoglobin มีจำนวนน้อยลงไดด้วย

คนเป็นโรคเลือดจาง...
อาจรู้สึกอ่อนล้า เพราะเขาไม่มีเลือดเพียงพอต่อการนำเอาออกซิเจนไปให้
อวัยวะ และเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ  หากจะเปรียบกับการรับประทานอาหาร
ก็มีลักษณะเหมือนกับการรับประทานอาหารไม่อิ่มนั่นแหละ

ถ้าภาวะเลือดจางมีความรุนแรง  และเป็นมานาน...
จะทำให้คนเป็นโรคดังกล่าว  เกิดอาการหายใจไม่อิ่ม (shortness of breath),
ออกกำลังกายได้ไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยหอบ,
 สุดท้ายจะทำให้หัวใจ และอวัยวะที่สำคัญเกิดการล้มเหลวลงได้

ภาวะโลหิตจางจากการอักเสบ และโรคเรื้อรัง (AI/ACD)


AI/ACD เป็นคำย่อของ anemia of inflammation และ chronic disease
เป็นโรคโลหิตจางที่พบเห็นไในคนที่ไม่สบาย 
 ซึ่งเกิดจากโรค  หรือจากการอักเสบติดเชื้อมา
เป็นเวลานาน

มะเร็ง และการอักเสบไร้เชื้อ (inflammatory disorders) ซึ่งมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้
ทำงานเพิ่มขึ้น  สามารถทำให้เกิดภาวะ AI/ACDได้ด้วย

และมีคนบางคนที่เป็นโรคดังกล่าวได้  อาจไม่มีอาการใด ๆ เลย

ภาวะโลหิตจางที่เกิดจากโรค AI/ACD  อาจทำให้เราเกิดความสับสน 
กับโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ง่ายมาก 
เพราะโรคทั้งสองกลุ่มต่างมีระดับของธาตุเหล็กในเลือดต่ำทั้งคู่

เป็นที่ทราบว่า ธาตุเหล็กที่ไหลเวียนในกระแสเลือด 
เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง  และการขาดธาตุเหล็กทำให้ธาติเหล็ก
ที่สะสมในเนื้อเยื่อหายไป  ซึ่งจะนำไปสู่การทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ 

แต่... ในภาวะโลหิตจางจาก AI/ACD  
เราจะพบว่า  ธาตเหล็กที่สะสมในเนื้อเยื่อจะอยู่ในสภาพปกติ หรือสูง 
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  การที่เลือดแดงลดต่ำลงในคนที่เป็นโรค AI/ACD เกิด
ได้ทั้งที่ระดับของ iron อยู่ระดับปรกติ  ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะภาวะอักเสบไร้การ
ติดเชื้อ (inflammatory) และเป็นโรคเรื้อรัง (chronic disease) จะกระทบกับร่างกาย
ไม่ให้ใช้ธาตุเหล็กที่สะสมได้ (มีธาตุเหล็ก...ก็นำไปใช้เพื่อสร้างเม็ดเลือดไม่ได้)
และยังมีผลต่อการดูดซึมเอาธาตุเหล็กจากลำไส้อีกด้วย

การรักษาโรคเรื้อรังบางอย่าง อาจทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงแย่ลงได้
และอาจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดภาวะเลือดจางชนิด AI/ACDได้
ภาวะโลหิตจาในกลุ่ม AI/ACD จะพบได้บ่อย  รองจาก iron deficiency anemia  
แต่เมื่อมันไม่ค่อยจะรุนแรง  และที่สำคัญ 
หากเราสามารถรักษาต้นตอได้  ภาวะเลือดจางดังกล่าวสมารถหายได้...

เราสามารถพบโลหิตจางในกลุ่ม AI/ACD ได้ในคนทุกอายุ โดยเฉพาะใน
คนสูงอายุ  ซึ่งมักจะมีโรคเรื้อรังกันสูงมาก
นอกจากนั้น  เรายังพบในคนไขที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล
โดยเฉพาะเป็นโรคเรื้อรัง


วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

โลหิตจาง (Anemia) 1


เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับเลือดของเรา...

มันจะมีผลกระทบกับสุขภาพของเราได้

ด้วยเหตุผลนี้เอง  เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเลือดของเรา

มนุษย์เราอาจเกิดโรคเลือดชนิดใดชนิดหนึ่ง  รวมถึงมะเร็งของเม็ดเลือดได้
ซึ่งมีมากมาย...ให้เป็นเรื่องของแพทย์ที่เกี่ยวข้องเขารู้กัน
สำหรับเราในฐานคนทั่วไป  การเรียนรู้เฉพาะที่พบได้บ่อย
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อุสุขภาพของเราได้

จะขอเริ่มต้นด้วย Anemia

Anemia หรือภาวะโลหิตจาง...
ซึ่งเป็นโรคที่เราพบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มความผิดปกติของเลือดของมนุษย
บทบาทของเม็ดเลือดแดง...ต่อภาวะโลหิตจาง

ในเม็ดเลือดแดง (RBCs) จะมีโปรตีนชื่อ Hemoglobin ซึงมีธาตเหล็กใน
ปริมาณสูงมาก  ซึ่งจะทำหน้าที่จับออกซิเจนที่บริเวณปอด  จากนั้นมันจะ
นำออกซิเจนไปให้เนื้อเยื้อต่างๆ ทั่วร่างกาย

ภาวะโลหิตจางจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของมนุษย์เรามีเม็ดเลือดแดงไม่เพียง
พอ หรือมีจำนวนเม็ดเลือดเพียงพอ  แต่ทำงานได้ไมเหมาะสม...
อย่างใดอย่างหนึ่ง  ซึ่งเราสามารถทำการวินิจฉัยได้เมื่อ  ผลการตรวจเลือด
พบว่า  ค่าของ hemoglobin มีค่าน้อยกว่า 13.5 gm/dL ในชาย
หรือมีค่าน้อยกว่า 12 gm/dL ในตรี สำหรับในเด็กมีค่าที่แตกต่างตามอายุ

เมื่อคนเราเกิดภาวะโลหิตจาง...
ร่างายของเราจะขาดออกซิเจน  จึงเป็นเหตุให้เราเกิดมีอาการอย่างหนึ่ง
หรือมีอาการหลายอย่าง  เช่น:

§  อ่อนแรง (Weakness)
§  รู้สึกหายใจไม่อิ่ม (shortness of breath)
§  รู้สึกวิงเวียน (dizziness)
§  หัวใจเต้นเร็ว และไม่สำม่ำเสมอ (Fast or irregular heartbeat)
§  มีเสียงดังในหู (pounding or whooshing in the ears)
§  ปวดศีรษะ (Headache)
§  มือ-เท้าเย็น (cold hands or feet)
§  ผิวหนังซีด...(pale or yellow skin) และ
§  เจ็บหน้าอก (chest pain)

ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเลือดจาง ….?


มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจางกัน
ได้แก่ รับประทานอาหารไร้คุณภาพ, มีความบกพร่องในทางเดินอาหาร,
เกิดการอักเสบติดเชื้อ, และมีโรคอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สตรีมีประจำเดือน
ตั้งครรภ์  และเกิดมีโรคทางกายต่างๆ  ต่างมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
โลหิตจางได้ทั้งนั้น

เมื่ออายุคนเราแก่ตัวขึ้น  ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจางยิ่งมากขึ้น
และในคนที่ออกกำลังกายอย่างหนัก  เช่น จอกกิ่ง หรือเล่นบาสเกตบอลล์
อาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแตกสลาย เป็นเหตุให้เกิดโรคโลหิตจากงได้

ถ้าหากท่านมีโรคเรื้อรังอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้  ท่านอาจมีความเสี่ยง
ต่อการเกิดโรคโลหิตจางได้เพิ่มขึ้นได้อย่างมาก เช่น:

§  โรคไขข้อ “รูมาตอยด์” หรือโรคในระบบพภูมิคุ้มกันอย่างอื่นๆ
§  โรคไต
§  โรคมะเร็ง
§  โรคตับ
§  โรคต่อมไทรอยด์
§  โรคอักเสบของลำไส้ เชน Crohn disease หรือ ulcerative colitis

ตามเป็นจริงมีว่า  อาการของโรคโลหิตจางอาจไม่เป็นที่สังเกตได้  
จึงทำให้หลายคนที่เป็นโรคโลหิตจางไม่รู้ว่า  ตนเองเป็นโรคโลหิตจาง 
จนกระทั้งมีการตรวจเลือด...