Jan. 3, 2014
เมื่อกล้ามเนื้อเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นเอง โดยไร้การควบคุม
มีการหดเกร็งกล้ามเนื้อในท่าเหยียด...ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในท่าแปลก ๆ
เป็นต้นว่า ...ร่างของคนไข้จะมีการเคลื่อนไหวด้วยการบิดเป็นเกลียว
ไม่แต่เพียงเท่านั้น เรายังพบว่า คนพวกนี้จะมีอาการงุ่มง่าม
ร่างกายจะสั่นไม่หยุดนิ่งเป็นที่น่าสังเวชใจของผู้ที่ได้พบเห็น
มีคนไข้บางรายที่เป็นโรคดังกล่าว...
เราจะพบว่า ทั้งร่างกายจะมีการเคลื่อนไหวเช่นที่กล่าวมา
บางรายกลับปรากฏว่า มีบางบางส่วนเท่านั้นที่เกิดมีการเคลื่อนไหวเช่นนั้น
อาการของโรคดิสโทเนีย...
จะปรากฏให้เห็นเมื่อมีการทำงานบางอย่าง เป็นต้นว่า งานเขียนหนังสือ...
เมื่อมีการเขียนหนังสือเมื่อใด จะก่อให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่ใช้ใน
การเขียนทันที เราเรียกว่า writer’s cramp ซึ่งอาจเป็นโรคทางพันธุกรรมได้
คนเราอาจเกิดมีอาการของโรคดิสไทเนีบขึ้นเมื่อ เขากินยาบางอย่าง
และมีโรคบางโรค เป็นต้นว่า มะเร็งของปอดบางชนิด อาจมีอาการ
เหมือนกับโรคดิสโทเนียได้
นักวิทยาศาสตร์ได้พบพันธุกรรมอย่างน้อยหนึ่งชนิด ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
คนที่เป็นโรค “ดิสโทเนีย” อย่างน้อยหนึงชนิด
คนเป็นโรคดิสโทเนีย” บางรายตอบสนองต่อการยา “dopamine”
ส่วนรายอื่น ๆ อาจได้รับประโยชน์จากยาระงับประสาท (sedative-type med.)
หรือสนองตอบต่อการรักษาด้วยการผ่าตัด
ในคนที่เป็นโรค “ดิสโทเนีย”...
แม้ว่าโรคดังกล่าว จะเป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาทก็ตามที แต่พบว่า
ความสามารถในกระบวนการรับรู้ (cognitive abilities) หรือความเฉลียว
ฉลาดของเขาจะเป็นปกติทุกประการ ไม่ถูกกระทบโดยโรคดังกล่าวเลย
NEXT >>Dystonia P. 2 : Classification
วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557
การใช้ยาในคนสูงวัย P. 4 (Medication in Elderly) : Advice for specific groups of medicines
Jan4,2014
ในคนสูงอายุ...
มียาอยู่สามสี่ขนานที่พบว่ามีการใช้กันบ่อย ซึ่งได้แก่ :
Diuretics :
ยาขับปัสสาวะ หรือ diuretics เป็นยาที่คนสูงอายุใช้ (กิน) เพื่อรักษาโรค
ความดันโลหิตสูง นอกจากนั้น ยาตัวนี้ยังถูกนำมาใช้รักษาโรคอย่างอื่นได้อีก
เช่น โรคหัวใจล้มหลว, และโรคตับแข็ง โดยหวังผลในการขับเอา
น้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย
ยาขับปัสสาวะถูกผลิตขึ้นมา เพื่อดึงน้ำออกจากร่างกาย
ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านต้องเดินเข้าห้องน้ำ เพื่อปัสสาวะบ่อยขึ้น
และด้วยเหตุผลนี้เอง ท่านจึงต้องมั่นใจว่า ท่านสามารถเข้าสู่ห้องได้อย่างปลอดภัย
และท่านควรกินยาตัวนี้ในช่วงเช้า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องเข้าห้องน้ำ
ในตอนกลางคืนนั้นเอง
ผลข้างเคียงของการใช้ยาตัวนี้ สามารถทำให้ความดันโลหิตลดตำ่ลงในขณะ
ที่ท่านลุกยืนจากท่านอนได้ และทำให้ท่านรู้สึกมีอาการวิงเวียนได้
ถ้าท่านเกิดมีอการเช่นนี้...
ท่านจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของท่าน ด้วยการค่อยๆ ลุกขึ้นยืน...ห้ามลุกเร็ว
ท่านก็จะรอดพ้นจากอาการวิงเวียนได้ และในกรณีที่เกิดมีอาการดังกล่าว
ให้ท่านนั่งลง หรือนอนราบจนกว่าอาการจะดีขึ้น
เรียนรู้ที่จะหัดลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ และหาเกิดมีอาการวิง
เวียน ท่านต้องนั่งลง หรือนอนราบจนกว่าอาการของท่านจะดีขึ้น
การใช้ยาขั้บปัสสาวะ เพื่อขับน้ำออกจากร่างกาย...ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องชดเชย
น้ำที่เสียด้วยการดื่มน้ำเพิ่มขึ้น ให้ท่านดื่มน้ำเพื่อดับกระหายเท่านั้น
ยาขับปัสสาวะบางชนิดจะทำให้ร่างกายสูญเสียโปแตสเตียม และโซเดียมไป
ดังนั้น เมื่อมีการใช้ยาขับปัสสาวะตัวดังกล่าว...
ท่านควรได้รับการตรวจ ดูระดับของเกลือแร่ตัวดังกล่าวเป็นระยะ ๆ ด้วย
หากมีระดับผิดปกติ...แพทย์จะได้แก้ไข
Sleeping Pills:
ในกรณีที่ท่านมีปัญหาเรื่องการนอน (นอนไม่หลับ) มีคำแนะนำที่ท่าน
ควรพิจารณดังต่อไปนี้:
1. ให้นอนเป็นเวลา อย่าหลับในตอนกลางวัน
2. ตั้งเวลาในการตื่นนอนตอนเช้า
3. จงแน่ใจว่า ที่นอนของท่านเหมาะแ่ก่กาารนอนหลับพักผ่อน ซึ่งเมื่อท่านล้มตัว
ลงนอนแล้ว ท่านรู้สึกสบายที่สุด ไม่หนาว หรือร้อนเกินไป...
อุณหภูมิต้องพอดี่
การใช้ยานอนหลับ ควรเป็นการใช้ระยะสั้นๆ เท่านั้น ...
ทั้งนี้เพราะจานอนหลับจะสูญเสียสมรรถะภาพตามเวลาที่ผ่านไป
เพราะร่างกายจะเคยชินต่อการใช้ยาดังกล่าว
ผลข้างเคียงจากการใช้ยานอนหลับ คือ สูญเสียความสมดุล และอาจทำให้รู้สึกง่วง
ในวันถัดไป และอาการดังกล่าวมักจะพบได้บ่อยในคนสูงอายุ
และเป็นต้นเหตุให้เกิดการหกล้ม และกระดุกแตกหักได้
ข้อควรระมัดระวัง...
เมื่อท่านกินยานอนหลับ ให้หลีกเลี่ยงจากการขับรถยนต์
ในการใช้ยาขับปัสสาวะ ไม่ควรหยุดยาอย่างกระทันหัน...ควรหยุดอย่างช้า
หรือหยุดตามที่แพทย์สั่ง
ยาแก้ปวด (Painkillers):
อาการปวด และข้อแข็งเกร็ง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุ....
การลดน้ำหนักตัว ให้ความอบอุ่น และการออกกำลังกายอาจช่วยได้
ถ้าอาการไม่หาย...
ท่านอาจไปพบแพทย์ หรือรับทานอาจกินยาแก้ปวด เช่น พาราเซท...
ก็น่าจะพอต่อการบรรเทาอาการปวดได้
ท่านอาจใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้น เช่น non-steroidal antiinflammatory (NSAIDs)
เช่น Brufen, Naproseyn และยาอื่นๆ
ซึ่งยาเหล่านี้ สามารถทำให้กิดมีเลือดออกในทางเดินของกระเพาะ และลำไส้ได้
ในคนสูงอายุ เมื่อกินยาดังกล่าว...
เขาจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่นปัญหาเกี่ยวกับ
หัวใจ และไต...
เมื่อท่านกินยากลุ่ม NSAIDs ท่านควรกินยาเพียงขนานเดียว อย่าได้
กินยากลุ่มเดียวกันเกินหนึงขนานเป็นอันขาด
ยกตัวอย่าง ถ้าแพทย์สั่งยา NSAID ให้แก่ท่าน ท่าไม่ควรกินยา aspirin
Ibuprofen, diclofenac หรือยา NSAID ตัวอื่นๆ เพิ่มขึ้น ถือเป็นการกินยาซ้ำซ้อน....
รังแต่จะก่อให้เกิดอันตรายเท่านั้น....อย่าทำ!
หากกินยารักษาอาการปวดแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้ผล...
ท่านต้องบอกให้แพทย์ได้ทราบ
<< PREV
http://www.netdoctor.co.uk/health_advice/facts/medicationelderly.htm
ในคนสูงอายุ...
มียาอยู่สามสี่ขนานที่พบว่ามีการใช้กันบ่อย ซึ่งได้แก่ :
Diuretics :
ยาขับปัสสาวะ หรือ diuretics เป็นยาที่คนสูงอายุใช้ (กิน) เพื่อรักษาโรค
ความดันโลหิตสูง นอกจากนั้น ยาตัวนี้ยังถูกนำมาใช้รักษาโรคอย่างอื่นได้อีก
เช่น โรคหัวใจล้มหลว, และโรคตับแข็ง โดยหวังผลในการขับเอา
น้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย
ยาขับปัสสาวะถูกผลิตขึ้นมา เพื่อดึงน้ำออกจากร่างกาย
ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านต้องเดินเข้าห้องน้ำ เพื่อปัสสาวะบ่อยขึ้น
และด้วยเหตุผลนี้เอง ท่านจึงต้องมั่นใจว่า ท่านสามารถเข้าสู่ห้องได้อย่างปลอดภัย
และท่านควรกินยาตัวนี้ในช่วงเช้า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องเข้าห้องน้ำ
ในตอนกลางคืนนั้นเอง
ผลข้างเคียงของการใช้ยาตัวนี้ สามารถทำให้ความดันโลหิตลดตำ่ลงในขณะ
ที่ท่านลุกยืนจากท่านอนได้ และทำให้ท่านรู้สึกมีอาการวิงเวียนได้
ถ้าท่านเกิดมีอการเช่นนี้...
ท่านจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของท่าน ด้วยการค่อยๆ ลุกขึ้นยืน...ห้ามลุกเร็ว
ท่านก็จะรอดพ้นจากอาการวิงเวียนได้ และในกรณีที่เกิดมีอาการดังกล่าว
ให้ท่านนั่งลง หรือนอนราบจนกว่าอาการจะดีขึ้น
เรียนรู้ที่จะหัดลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ และหาเกิดมีอาการวิง
เวียน ท่านต้องนั่งลง หรือนอนราบจนกว่าอาการของท่านจะดีขึ้น
การใช้ยาขั้บปัสสาวะ เพื่อขับน้ำออกจากร่างกาย...ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องชดเชย
น้ำที่เสียด้วยการดื่มน้ำเพิ่มขึ้น ให้ท่านดื่มน้ำเพื่อดับกระหายเท่านั้น
ยาขับปัสสาวะบางชนิดจะทำให้ร่างกายสูญเสียโปแตสเตียม และโซเดียมไป
ดังนั้น เมื่อมีการใช้ยาขับปัสสาวะตัวดังกล่าว...
ท่านควรได้รับการตรวจ ดูระดับของเกลือแร่ตัวดังกล่าวเป็นระยะ ๆ ด้วย
หากมีระดับผิดปกติ...แพทย์จะได้แก้ไข
Sleeping Pills:
ในกรณีที่ท่านมีปัญหาเรื่องการนอน (นอนไม่หลับ) มีคำแนะนำที่ท่าน
ควรพิจารณดังต่อไปนี้:
1. ให้นอนเป็นเวลา อย่าหลับในตอนกลางวัน
2. ตั้งเวลาในการตื่นนอนตอนเช้า
3. จงแน่ใจว่า ที่นอนของท่านเหมาะแ่ก่กาารนอนหลับพักผ่อน ซึ่งเมื่อท่านล้มตัว
ลงนอนแล้ว ท่านรู้สึกสบายที่สุด ไม่หนาว หรือร้อนเกินไป...
อุณหภูมิต้องพอดี่
การใช้ยานอนหลับ ควรเป็นการใช้ระยะสั้นๆ เท่านั้น ...
ทั้งนี้เพราะจานอนหลับจะสูญเสียสมรรถะภาพตามเวลาที่ผ่านไป
เพราะร่างกายจะเคยชินต่อการใช้ยาดังกล่าว
ผลข้างเคียงจากการใช้ยานอนหลับ คือ สูญเสียความสมดุล และอาจทำให้รู้สึกง่วง
ในวันถัดไป และอาการดังกล่าวมักจะพบได้บ่อยในคนสูงอายุ
และเป็นต้นเหตุให้เกิดการหกล้ม และกระดุกแตกหักได้
ข้อควรระมัดระวัง...
เมื่อท่านกินยานอนหลับ ให้หลีกเลี่ยงจากการขับรถยนต์
ในการใช้ยาขับปัสสาวะ ไม่ควรหยุดยาอย่างกระทันหัน...ควรหยุดอย่างช้า
หรือหยุดตามที่แพทย์สั่ง
ยาแก้ปวด (Painkillers):
อาการปวด และข้อแข็งเกร็ง เป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุ....
การลดน้ำหนักตัว ให้ความอบอุ่น และการออกกำลังกายอาจช่วยได้
ถ้าอาการไม่หาย...
ท่านอาจไปพบแพทย์ หรือรับทานอาจกินยาแก้ปวด เช่น พาราเซท...
ก็น่าจะพอต่อการบรรเทาอาการปวดได้
ท่านอาจใช้ยาที่มีฤทธิ์แรงขึ้น เช่น non-steroidal antiinflammatory (NSAIDs)
เช่น Brufen, Naproseyn และยาอื่นๆ
ซึ่งยาเหล่านี้ สามารถทำให้กิดมีเลือดออกในทางเดินของกระเพาะ และลำไส้ได้
ในคนสูงอายุ เมื่อกินยาดังกล่าว...
เขาจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่นปัญหาเกี่ยวกับ
หัวใจ และไต...
เมื่อท่านกินยากลุ่ม NSAIDs ท่านควรกินยาเพียงขนานเดียว อย่าได้
กินยากลุ่มเดียวกันเกินหนึงขนานเป็นอันขาด
ยกตัวอย่าง ถ้าแพทย์สั่งยา NSAID ให้แก่ท่าน ท่าไม่ควรกินยา aspirin
Ibuprofen, diclofenac หรือยา NSAID ตัวอื่นๆ เพิ่มขึ้น ถือเป็นการกินยาซ้ำซ้อน....
รังแต่จะก่อให้เกิดอันตรายเท่านั้น....อย่าทำ!
หากกินยารักษาอาการปวดแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้ผล...
ท่านต้องบอกให้แพทย์ได้ทราบ
<< PREV
http://www.netdoctor.co.uk/health_advice/facts/medicationelderly.htm
การใช้ยาในคนสูงวัย P. 3 (Medication in Elderly) : How can ageing cause problems using medicines?
Jan,4,2014
Declining liver and kidney function:
เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น...
เราจะพบว่า ตับซึ่งทำหน้าที่ทำให้ยาแตกสลายตามปกติ และไตทำหน้าที่
ขับสารพิษต่างๆ ให้ออกจากร่างกายนั้น ต่างทำงานลดลงตามอายุ่ที่แก่ขึ้น
เหมือนกับอุปกรณ์เครื่องยนต์กลไกที่เราใช้เป็นเวลานาน
ย่อมมีการเสื่อมทรุดลงเป็นธรรมดา
ซึ่งหมายความว่า ขนาดของยาที่คนสูงอายุกินเข้าไปนั้น อาจ
มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด
ผลข้างเคียงดังกล่าว การให้ยาในคนสูงอายุ จึงจำเป็นต้องให้ยาในขนาดต่ำ ๆ
ก่อน หลังจากนั้น ค่อยๆ เพิ่มขนาดในตอนหลังตามความจำเป็น
Brain and nervous system:
เมื่อคนย่างสู่วัยชรา...
พบว่า สมอง และประสาทส่วนกลางจะมีความวัยต่อยา
ยกตัวอย่าง คนสูงอายุจะมีความวัยต่อผลข้างเคียงของยาแก้ปวดกลุ่ม
“opioid painkillers” เช่น morphine และยานอนหลับเช่น “diazepam” ซึ่งแพทย์
อาจส้งยากลุ่มดังกล่าวในขนาดต่ำ และใช้ระยะสันๆ เท่านั้น
Eyesight:
คนสูงอายุอาจมีปัญหาเรื่องสายตา ไม่สามารถมองเห็นตัวหนังสือบนฉลากยา
ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการกินยาได้ ในกรณีเช่นนี้ สามารแก้ไขได้ด้วยการเขียน
ข้อความด้วยตัวอักษรที่มีขนาดโตหน่อย...เพื่อช่วยให้คนสูงอายุ
สามารถมองเห็นได้ง่าย
Bones and joints
ข้ออักเสบก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้คนสูงอายุไม่สามารถหยิบยาได้ตามปกติได้
เป็นต้นว่า ไม่สามารถหยิบยาจากตู้ยาที่อยู่ในที่สูงเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหยิบฉวยได้
Swallowing
มีคนสูงอายุจำนวนไม่น้อยมีปัญหาในการกลืนเม็ดยา...
ในกรณีเช่นนี้ เขาสามารถแก้ไขได้ด้วยการกินยาพร้อมกับดื่มน้ำให้มากๆ
นอกจากนั้น...ท่านอาจขอให้แพทย์สั่งยาน้ำแทนยาเม็ดซึ่งง่ายต่อการกลืนได้
<< PREV NEXT >> P. 4 : Advice for specific group
of medicines
Declining liver and kidney function:
เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น...
เราจะพบว่า ตับซึ่งทำหน้าที่ทำให้ยาแตกสลายตามปกติ และไตทำหน้าที่
ขับสารพิษต่างๆ ให้ออกจากร่างกายนั้น ต่างทำงานลดลงตามอายุ่ที่แก่ขึ้น
เหมือนกับอุปกรณ์เครื่องยนต์กลไกที่เราใช้เป็นเวลานาน
ย่อมมีการเสื่อมทรุดลงเป็นธรรมดา
ซึ่งหมายความว่า ขนาดของยาที่คนสูงอายุกินเข้าไปนั้น อาจ
มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด
ผลข้างเคียงดังกล่าว การให้ยาในคนสูงอายุ จึงจำเป็นต้องให้ยาในขนาดต่ำ ๆ
ก่อน หลังจากนั้น ค่อยๆ เพิ่มขนาดในตอนหลังตามความจำเป็น
Brain and nervous system:
เมื่อคนย่างสู่วัยชรา...
พบว่า สมอง และประสาทส่วนกลางจะมีความวัยต่อยา
ยกตัวอย่าง คนสูงอายุจะมีความวัยต่อผลข้างเคียงของยาแก้ปวดกลุ่ม
“opioid painkillers” เช่น morphine และยานอนหลับเช่น “diazepam” ซึ่งแพทย์
อาจส้งยากลุ่มดังกล่าวในขนาดต่ำ และใช้ระยะสันๆ เท่านั้น
Eyesight:
คนสูงอายุอาจมีปัญหาเรื่องสายตา ไม่สามารถมองเห็นตัวหนังสือบนฉลากยา
ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการกินยาได้ ในกรณีเช่นนี้ สามารแก้ไขได้ด้วยการเขียน
ข้อความด้วยตัวอักษรที่มีขนาดโตหน่อย...เพื่อช่วยให้คนสูงอายุ
สามารถมองเห็นได้ง่าย
Bones and joints
ข้ออักเสบก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้คนสูงอายุไม่สามารถหยิบยาได้ตามปกติได้
เป็นต้นว่า ไม่สามารถหยิบยาจากตู้ยาที่อยู่ในที่สูงเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหยิบฉวยได้
Swallowing
มีคนสูงอายุจำนวนไม่น้อยมีปัญหาในการกลืนเม็ดยา...
ในกรณีเช่นนี้ เขาสามารถแก้ไขได้ด้วยการกินยาพร้อมกับดื่มน้ำให้มากๆ
นอกจากนั้น...ท่านอาจขอให้แพทย์สั่งยาน้ำแทนยาเม็ดซึ่งง่ายต่อการกลืนได้
<< PREV NEXT >> P. 4 : Advice for specific group
of medicines
การใช้ยาในคนสูงวัย P. 2 (Medication in Elderly) : General advice
Jan 4,2014
ในการใช้ยารักษาโรคในคนสูงวัย...
แม้ว่า แพทย์ หรือทีมผู้ดูแลรักษาจะพยายามอย่างดีที่สุด เพื่อ
ให้การรักษาบรรลุตามเป้าหมาย แต่มันเป็นความรับผิดชอบของท่านเอง
ว่า นอกจากจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว ท่านจำเป็นต้องเรียนรู้
เกี่ยวกับยาทุกชนิดที่ท่านต้องใช้ (กิน) ว่าเป็นยาอะไร ? ออกฤทธิ์อย่างไร ?
ทำไมต้องใช็้ ? หากเกิดผลข้างเคียงขึ้นท่านควรทำอย่างไร ?...
General advice:
เมื่อท่านไปพบแพทย์ตามนัด...
อย่าลืมถามแพทย์ หรือเภสัชกรในเรื่องยาทุกตัวที่ที่ท่านต้องใช้
โดยท่านจะต้องทราบชื่อยาทุกชนิด และรู้ด้วยว่า ยาแต่ละตัวใช้เพื่ออะไร
นอกจากนั้น ท่านต้องทราบด้วยว่า ท่านต้องกินยาบ่อยแค่ไหน ?
จะต้องกินยานานเท่าใด...
ชื่อของยาที่ท่านกินเพื่อรักษาโรคของเท่านนั้น...มักจะมีชื่อมากกว่า
หนึ่งชื่อ:
o Generic name เช่น atenolol เป็นชื่อของยาที่ออกฤทธิ์(acitve ingredient)
o Brand name เช่น Tenomin เป็นชื่อทางการคาที่ออกโดยบริษัทผลิตยา
atenolol นั่นเอง
ซึ่งหมายความว่า ยาชนิดเดียวกัน อาจมีชื่อมากกว่าหนึ่งชื่อได้
ดังนั้น ถ้าท่านได้รับยาตัวใหม่ ที่แตกต่างจากยาตัวเดิมที่ท่านเคยใช้
ท่านจะต้องถามเภสชกรให้ทราบ...อย่าปล่อยให้มีความสงสัยเป็นอันขาด
Taking medicines:
ท่านจะต้องกินยาตามที่แพทย์แนะนำ และต้องแน่ใจว่า ท่านควรทำอย่างไร
ในกรณีที่่่ท่านลืมกินยา หรือกินยามากเกินไป
และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความผิดพลาด ท่านต้องกินยาในที่สว่าง
และก่อนกินยา ท่านต้องอ่านฉลากยาทุกครั้ง
และอย่าลืมเช็ควันหมดอายุของยาด้วย
Storage
อย่าใส่ยาในขวดเก็บยาเดียวกัน ยาทุกชนิดจพะต้องแยกกันโดยเด็ดขาด
เพราะหากท่านเปลี่ยนที่บรรจุยาใหม่...ท่านจะไม่ทราบเลย
ว่า ยานั้นเป็นยาอะไร ? และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ยาหมดอะยุเมื่อไหร่ ?
Side effects:
ท่านอย่าลืมถามแพทย์ หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่จะเกิดจากยา
ว่า ยาที่ท่านใช้นนั้น มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
มียาบางตัวก่อให้เกิดผลข้างเคียง...ไม่กี่วันก้หายเองโดยไม่ต้องทำอะไร
ส่วนยาตัวอื่น ๆ จะเกิดผลข้างเคียงทุกครั้งที่ท่านกินยาตัวนั้นๆ
ซึ่งมันบ่งบอกให้ทราบว่า ท่านจำเป็นต้องหยุดยา หรือลดขนาดของยาลง
ถ้าหากมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น...ถึงขั้นรุนแรง
ท่านอาจต้องพูดกับแพทย์ หรือเภสัชกรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน ถ้าท่านคิดว่า ยาไม่มีประสิทธิภาพ ท่านจะต้องพูดกับแพทย์
หรือแจ้งให้เภสัชกรได้ทราบ
และยาลืมบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษรไว้ด้วยว่า
“ท่านแพ้ยาตัวใหน”
Herbal medicines:
หากท่านกินสมุนไพรด้วย อย่าลืมบอกให้เภสัชกรได้ทราบ เพราะสมุนไพรที่
ท่านกินร่วมกับยารักษา เมื่ออยู่ในร่างกาย มันสามารถทำปฏิกิริยาทางเคมีได้
ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
In the longer-term
ในการไปพบแพทย์ในแต่ละครั้ง...
ท่านอาจได้รับเพียงคำแนะนำเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับยาก็ได้
ถ้าบังเอิญท่านต้องถูกรับไว้ในโรงพยาบาล...
ท่านจะต้องแน่ใจว่า ทำไมจึงมีการเปลี่ยนแปลงการรักษาจากทีเคย
และบางทีท่านอาจไม่ได้รับทานยาใด ๆ ซึ่งเหตุการรณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องที่ท่าน
จำเป็นต้องทราบเหตุผลทุกอย่าง...
<< PREV NEXT >> P. 3 :: How can aging cause problems in using medicines ?
ในการใช้ยารักษาโรคในคนสูงวัย...
แม้ว่า แพทย์ หรือทีมผู้ดูแลรักษาจะพยายามอย่างดีที่สุด เพื่อ
ให้การรักษาบรรลุตามเป้าหมาย แต่มันเป็นความรับผิดชอบของท่านเอง
ว่า นอกจากจะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว ท่านจำเป็นต้องเรียนรู้
เกี่ยวกับยาทุกชนิดที่ท่านต้องใช้ (กิน) ว่าเป็นยาอะไร ? ออกฤทธิ์อย่างไร ?
ทำไมต้องใช็้ ? หากเกิดผลข้างเคียงขึ้นท่านควรทำอย่างไร ?...
General advice:
เมื่อท่านไปพบแพทย์ตามนัด...
อย่าลืมถามแพทย์ หรือเภสัชกรในเรื่องยาทุกตัวที่ที่ท่านต้องใช้
โดยท่านจะต้องทราบชื่อยาทุกชนิด และรู้ด้วยว่า ยาแต่ละตัวใช้เพื่ออะไร
นอกจากนั้น ท่านต้องทราบด้วยว่า ท่านต้องกินยาบ่อยแค่ไหน ?
จะต้องกินยานานเท่าใด...
ชื่อของยาที่ท่านกินเพื่อรักษาโรคของเท่านนั้น...มักจะมีชื่อมากกว่า
หนึ่งชื่อ:
o Generic name เช่น atenolol เป็นชื่อของยาที่ออกฤทธิ์(acitve ingredient)
o Brand name เช่น Tenomin เป็นชื่อทางการคาที่ออกโดยบริษัทผลิตยา
atenolol นั่นเอง
ซึ่งหมายความว่า ยาชนิดเดียวกัน อาจมีชื่อมากกว่าหนึ่งชื่อได้
ดังนั้น ถ้าท่านได้รับยาตัวใหม่ ที่แตกต่างจากยาตัวเดิมที่ท่านเคยใช้
ท่านจะต้องถามเภสชกรให้ทราบ...อย่าปล่อยให้มีความสงสัยเป็นอันขาด
Taking medicines:
ท่านจะต้องกินยาตามที่แพทย์แนะนำ และต้องแน่ใจว่า ท่านควรทำอย่างไร
ในกรณีที่่่ท่านลืมกินยา หรือกินยามากเกินไป
และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความผิดพลาด ท่านต้องกินยาในที่สว่าง
และก่อนกินยา ท่านต้องอ่านฉลากยาทุกครั้ง
และอย่าลืมเช็ควันหมดอายุของยาด้วย
Storage
อย่าใส่ยาในขวดเก็บยาเดียวกัน ยาทุกชนิดจพะต้องแยกกันโดยเด็ดขาด
เพราะหากท่านเปลี่ยนที่บรรจุยาใหม่...ท่านจะไม่ทราบเลย
ว่า ยานั้นเป็นยาอะไร ? และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ยาหมดอะยุเมื่อไหร่ ?
Side effects:
ท่านอย่าลืมถามแพทย์ หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่จะเกิดจากยา
ว่า ยาที่ท่านใช้นนั้น มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง
มียาบางตัวก่อให้เกิดผลข้างเคียง...ไม่กี่วันก้หายเองโดยไม่ต้องทำอะไร
ส่วนยาตัวอื่น ๆ จะเกิดผลข้างเคียงทุกครั้งที่ท่านกินยาตัวนั้นๆ
ซึ่งมันบ่งบอกให้ทราบว่า ท่านจำเป็นต้องหยุดยา หรือลดขนาดของยาลง
ถ้าหากมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น...ถึงขั้นรุนแรง
ท่านอาจต้องพูดกับแพทย์ หรือเภสัชกรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน ถ้าท่านคิดว่า ยาไม่มีประสิทธิภาพ ท่านจะต้องพูดกับแพทย์
หรือแจ้งให้เภสัชกรได้ทราบ
และยาลืมบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษรไว้ด้วยว่า
“ท่านแพ้ยาตัวใหน”
Herbal medicines:
หากท่านกินสมุนไพรด้วย อย่าลืมบอกให้เภสัชกรได้ทราบ เพราะสมุนไพรที่
ท่านกินร่วมกับยารักษา เมื่ออยู่ในร่างกาย มันสามารถทำปฏิกิริยาทางเคมีได้
ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
In the longer-term
ในการไปพบแพทย์ในแต่ละครั้ง...
ท่านอาจได้รับเพียงคำแนะนำเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับยาก็ได้
ถ้าบังเอิญท่านต้องถูกรับไว้ในโรงพยาบาล...
ท่านจะต้องแน่ใจว่า ทำไมจึงมีการเปลี่ยนแปลงการรักษาจากทีเคย
และบางทีท่านอาจไม่ได้รับทานยาใด ๆ ซึ่งเหตุการรณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องที่ท่าน
จำเป็นต้องทราบเหตุผลทุกอย่าง...
<< PREV NEXT >> P. 3 :: How can aging cause problems in using medicines ?
การใช้ยาในคนสูงวัย P. 1 : Medication in Elderly People)
Jan 1, 2013
เมื่อคนเราแก่ตัวขึ้น...
ปรากฏว่า คนแก่ทั้งหลายมักจะใช้ยากันคนละหลายขนาน
เพื่อจัดการกับโรคของเเขา
ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความชราภาพ
ยาที่คนสูงอายุทั้งหลายใช้ (กิน) มีเป้าหมาย
เพื่อทำให้อาการของโรคเบาลง
หรือทำให้โรคต่างๆ ที่เขาเป็นนั้นได้หายซะที
ประเด็นมีว่า...ยาที่คนสูงอายุกินกันนั้น จะใช้ได้ผลอย่างมี
ประสิทธิภาพและปลอดภัยก็ต่อเมื่อมีการใช้ (กิน)
สามารถกระทำได้อย่างถูกต้องเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในคนสูงอายุเท่าที่เห็นในคลีนิคผู้สูงอายุ พบว่า...
พวกเขาสามารถมีความเสี่ยงต่อการใช้ยาได้หลายทางด้วยกัน และ
ที่ควรทราบมีดังต่อไปนี้:
การใช้ยา (Medicine Usage)
มีรายงานว่า ในคนที่มีอายุมากกว่า 75 จะใช้ยา (กิน) รักษาโรคอย่างน้อย
หนึ่งขนาน และประมาณ 36 % ของคนสูงอายุกลุ่มดังกล่าวจะกินยา
เพื่อรักษาตัวเองจำนวนหย่างน้อย 4 ขนาน
สำหรีบท่านผู้สูงวัยทั้งหลาย ประเด็นที่ท่านควรทราบมีดังนี้ :
เมื่อคนเรามีอายุย่างสู่วัยชะรา ร่างกายที่ที่เปลี่ยนแปลงไปมี
แนวโน้มที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ (กิน)ยาได้สูงขึ้น
ในเมื่อท่านผู้สูงวัย....มีโรคประจำตัวหลายโรค ท่านจึงกจำเป็นต้องกินยา
หลายขนานพร้อมๆ กัน และเมื่อมียาหลายขนานภายในร่างกายของท่าน
โอกาสที่จะเกิดมีผลข้างเคียงจากยาย่อมมีเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา
ซึ่อาจเป็นผลจากการมีปฏิกิริยาระหว่างยา (drugs interaction)
หรือเป็นผลจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง
มีโรคหลายอย่างที่พบเห็นในคนสูงอายุ ซึ่งอาจเป็นเหตุขัดขวางไม่ให้คน
สูงอายุสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้ เป็นต้นว่า โรคข้ออักเสบ
เป็นเหตุให้เดินเหินไม่สดวก, สายตาพล่ามัว มองตัวหนังสือไม่ออก
หรือมีความจำเสื่อม....เหล่านี้ ต่างมีส่วนทำให้คนสูงอายุไม่สามารถ
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้
สามารถเป็นเหตุ
ทำให้คนสูงอายุไม่สามารถปฏิบัติคำแนะนำของแพทย์ได้ถูก
ต้อง เป็นต้นว่า เป็นโรคไขข้อ เป็นเหตุให้การเดินเหินไม่สดวก,
มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา, มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ (ขี้ลืม) เป็นต้น
NEXT >> : การใช้ยาในคนสูงวัย P. 2: General advice
เมื่อคนเราแก่ตัวขึ้น...
ปรากฏว่า คนแก่ทั้งหลายมักจะใช้ยากันคนละหลายขนาน
เพื่อจัดการกับโรคของเเขา
ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความชราภาพ
ยาที่คนสูงอายุทั้งหลายใช้ (กิน) มีเป้าหมาย
เพื่อทำให้อาการของโรคเบาลง
หรือทำให้โรคต่างๆ ที่เขาเป็นนั้นได้หายซะที
ประเด็นมีว่า...ยาที่คนสูงอายุกินกันนั้น จะใช้ได้ผลอย่างมี
ประสิทธิภาพและปลอดภัยก็ต่อเมื่อมีการใช้ (กิน)
สามารถกระทำได้อย่างถูกต้องเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในคนสูงอายุเท่าที่เห็นในคลีนิคผู้สูงอายุ พบว่า...
พวกเขาสามารถมีความเสี่ยงต่อการใช้ยาได้หลายทางด้วยกัน และ
ที่ควรทราบมีดังต่อไปนี้:
การใช้ยา (Medicine Usage)
มีรายงานว่า ในคนที่มีอายุมากกว่า 75 จะใช้ยา (กิน) รักษาโรคอย่างน้อย
หนึ่งขนาน และประมาณ 36 % ของคนสูงอายุกลุ่มดังกล่าวจะกินยา
เพื่อรักษาตัวเองจำนวนหย่างน้อย 4 ขนาน
สำหรีบท่านผู้สูงวัยทั้งหลาย ประเด็นที่ท่านควรทราบมีดังนี้ :
เมื่อคนเรามีอายุย่างสู่วัยชะรา ร่างกายที่ที่เปลี่ยนแปลงไปมี
แนวโน้มที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ (กิน)ยาได้สูงขึ้น
ในเมื่อท่านผู้สูงวัย....มีโรคประจำตัวหลายโรค ท่านจึงกจำเป็นต้องกินยา
หลายขนานพร้อมๆ กัน และเมื่อมียาหลายขนานภายในร่างกายของท่าน
โอกาสที่จะเกิดมีผลข้างเคียงจากยาย่อมมีเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา
ซึ่อาจเป็นผลจากการมีปฏิกิริยาระหว่างยา (drugs interaction)
หรือเป็นผลจากการใช้ยาไม่ถูกต้อง
มีโรคหลายอย่างที่พบเห็นในคนสูงอายุ ซึ่งอาจเป็นเหตุขัดขวางไม่ให้คน
สูงอายุสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้ เป็นต้นว่า โรคข้ออักเสบ
เป็นเหตุให้เดินเหินไม่สดวก, สายตาพล่ามัว มองตัวหนังสือไม่ออก
หรือมีความจำเสื่อม....เหล่านี้ ต่างมีส่วนทำให้คนสูงอายุไม่สามารถ
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ได้
สามารถเป็นเหตุ
ทำให้คนสูงอายุไม่สามารถปฏิบัติคำแนะนำของแพทย์ได้ถูก
ต้อง เป็นต้นว่า เป็นโรคไขข้อ เป็นเหตุให้การเดินเหินไม่สดวก,
มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา, มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ (ขี้ลืม) เป็นต้น
NEXT >> : การใช้ยาในคนสูงวัย P. 2: General advice
วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557
สำหรับท่านที่เป็นโรคพาร์กินสัน P 9 : Treatment for slow the progression of Parkinson’s disease
Dec. 30, 2013
เป็นที่น่าสนใจว่า การรักษาสามารถช่วยชะลอการพัฒนาของโรค
พาร์กินสันลงได้ โดยยืนอยู่บนความคิดที่ว่า เราสามารถป้องกันไม่
ให้เซลล์สมองที่ทำหน้าที่ผลิตสาร “dopamine” ให้ตายช้าลง
และไม่ให้ขาดสาร dopamine
ในปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เรายังไม่สามารถปกป้องเซลล์
ประสาท (neuroprotective) ได้เลย โดยมีการรักษาหลายอย่าง
ได้รับการศึกษา เช่น MAO B inhibitors, dopamine agonists,
Coenzyme Q10, และ vitamin E และ.....
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถ
สรุปได้ว่า ยังไม่มียาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะชะลอการพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงโรค “พาร์กินสัน” ได้ โดยมีการทดลองในคนไข้
หลายอย่าง ซึ่งพอที่จะสรุปได้ดังต่อไปนี้ ...
ในคนไข้ส่วนใหญ่...ยารักษาโรคพาร์กินสัน จะเริ่มใช้เมื่ออาการ
ที่เกิดขึ้นมี่ความรุนแรงพอที่จะกระทบกับวิถีชีวิตประจำวัน
และตัดสินใจใช้ยา (antiparkinson mediciations) ควรกระทำ
ร่วมกันระหว่างคนไข้ (patient), ผู้ให้การรักษา (caregivers),
สามชิคในครอบครัว, รวมถึงแพทย์ผู้ให้การรักษา
ในปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษาใดได้รั้บการพิสูจน์ว่า สามารถชะลอล
หยุด, หรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินของโรคพาร์กินสันได้
อย่างไรก็ตาม ยาต่างๆ ที่นำมาใช้ในการรักษา ส่วนใหญ่สามารถ
ควบคุมอาการของโรคได้
เราสามารถใช้ยา levodopa หรือ dompamine agonist สำหรับ
รักษาโรคพาร์กินสันในระยะแรก ๆ ได้ โดยมีเป้าหมายอย่างหนึ่ง
คือ พยายามใชยาในขนาดที่ต่ำทีสามารถได้ผล
มีเหตุอันควรที่จะใช้ยา dompamine agonist เป็นยาเริ่มแรกสำหรับ
คนไข้โรคพาร์กินสันที่มีอายุต่ำกว่า 65 และใช้ยา levodopa สำหรับ
คนที่มีอายุ 65 หรือสงขึ้น
อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นที่ควรพิจารณา คือ การรักษาควรทำให้เป็น
เฉพาะรายไป levodopa เป็นตัวเลือกที่ถูกนำมาใช้ในการรักษา
อาการของโรคพาร์กินสันที่มีความรุนแรงถึงขั้นกระทบกับวิถีชีวิต
ยา Levodopa เป็นยาที่ถูกใช้วันละสามครั้ง และขนาดของยาอาจลด
ปริมาณลงอย่างช้าในเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป โดยขึ้นกับการตอบสนอง
ของคนไข้แต่ละราย
Dopamine agonist medications ได้แก่ bromocriptine (Parlodel®),
Praipexole (Mirapex®), ropinirole (Requip®),
rotigotine (Neupro®) และ apomorphine (Apokyn®)
มียาสำหรับรักษาดรคพาร์กินสันตัวอื่น ๆ อาจถูกนำมาใช้ร่วมกับยา
กลุ่มนี้ (DAs) ได้ถ้าจำเป็น
Selegiline (Symmetrel®) และ Rasagiline (Azilect®) และ
MAO B inhibitors อาจใช้ลดอาการเบาๆ ที่เกิดจากโรครพาร์กินสัน
ในช่วงต้นๆ ของโรคได้
ส่วน Anticholinergic drugs เป็นยาที่ถูกสงวนเอาไว้สำหรับคนที่
มีอายุต่ำ ซึ่งมีอาการสั่น (tremor) เป็นหลัก
<< PREV
http://www.uptodate.com/contents/parkinson-disease-treatment-
options-medications-beyond-the-basics?source=see_link
เป็นที่น่าสนใจว่า การรักษาสามารถช่วยชะลอการพัฒนาของโรค
พาร์กินสันลงได้ โดยยืนอยู่บนความคิดที่ว่า เราสามารถป้องกันไม่
ให้เซลล์สมองที่ทำหน้าที่ผลิตสาร “dopamine” ให้ตายช้าลง
และไม่ให้ขาดสาร dopamine
ในปัจจุบันได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เรายังไม่สามารถปกป้องเซลล์
ประสาท (neuroprotective) ได้เลย โดยมีการรักษาหลายอย่าง
ได้รับการศึกษา เช่น MAO B inhibitors, dopamine agonists,
Coenzyme Q10, และ vitamin E และ.....
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถ
สรุปได้ว่า ยังไม่มียาที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะชะลอการพัฒนา
การเปลี่ยนแปลงโรค “พาร์กินสัน” ได้ โดยมีการทดลองในคนไข้
หลายอย่าง ซึ่งพอที่จะสรุปได้ดังต่อไปนี้ ...
ในคนไข้ส่วนใหญ่...ยารักษาโรคพาร์กินสัน จะเริ่มใช้เมื่ออาการ
ที่เกิดขึ้นมี่ความรุนแรงพอที่จะกระทบกับวิถีชีวิตประจำวัน
และตัดสินใจใช้ยา (antiparkinson mediciations) ควรกระทำ
ร่วมกันระหว่างคนไข้ (patient), ผู้ให้การรักษา (caregivers),
สามชิคในครอบครัว, รวมถึงแพทย์ผู้ให้การรักษา
ในปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษาใดได้รั้บการพิสูจน์ว่า สามารถชะลอล
หยุด, หรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินของโรคพาร์กินสันได้
อย่างไรก็ตาม ยาต่างๆ ที่นำมาใช้ในการรักษา ส่วนใหญ่สามารถ
ควบคุมอาการของโรคได้
เราสามารถใช้ยา levodopa หรือ dompamine agonist สำหรับ
รักษาโรคพาร์กินสันในระยะแรก ๆ ได้ โดยมีเป้าหมายอย่างหนึ่ง
คือ พยายามใชยาในขนาดที่ต่ำทีสามารถได้ผล
มีเหตุอันควรที่จะใช้ยา dompamine agonist เป็นยาเริ่มแรกสำหรับ
คนไข้โรคพาร์กินสันที่มีอายุต่ำกว่า 65 และใช้ยา levodopa สำหรับ
คนที่มีอายุ 65 หรือสงขึ้น
อย่างไรก็ตามมีข้อยกเว้นที่ควรพิจารณา คือ การรักษาควรทำให้เป็น
เฉพาะรายไป levodopa เป็นตัวเลือกที่ถูกนำมาใช้ในการรักษา
อาการของโรคพาร์กินสันที่มีความรุนแรงถึงขั้นกระทบกับวิถีชีวิต
ยา Levodopa เป็นยาที่ถูกใช้วันละสามครั้ง และขนาดของยาอาจลด
ปริมาณลงอย่างช้าในเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป โดยขึ้นกับการตอบสนอง
ของคนไข้แต่ละราย
Dopamine agonist medications ได้แก่ bromocriptine (Parlodel®),
Praipexole (Mirapex®), ropinirole (Requip®),
rotigotine (Neupro®) และ apomorphine (Apokyn®)
มียาสำหรับรักษาดรคพาร์กินสันตัวอื่น ๆ อาจถูกนำมาใช้ร่วมกับยา
กลุ่มนี้ (DAs) ได้ถ้าจำเป็น
Selegiline (Symmetrel®) และ Rasagiline (Azilect®) และ
MAO B inhibitors อาจใช้ลดอาการเบาๆ ที่เกิดจากโรครพาร์กินสัน
ในช่วงต้นๆ ของโรคได้
ส่วน Anticholinergic drugs เป็นยาที่ถูกสงวนเอาไว้สำหรับคนที่
มีอายุต่ำ ซึ่งมีอาการสั่น (tremor) เป็นหลัก
<< PREV
http://www.uptodate.com/contents/parkinson-disease-treatment-
options-medications-beyond-the-basics?source=see_link
สำหรับท่านที่เป็นโรคพาร์กินสัน P. 8 : TREATMENT FOR NON-MOTOR SYMPTOMS
Dec. 30, 2013
อาการต่างๆ ของคนเป็นโรคสมองเสื่อม ซึ่งควรต้องได้รบการดูแลรักษา
ได้แก่: Depression, sleep disorders, dementia, psychosis
และHallucination โดยมีแนวทางในการรักษาดั้งต่อไปนี้:
Depression:
ภาวะซึมเศร้า หรือ depression เป็นปัญหาของสุขภาพจิตที่พบ
ได้บ่อยในคนที่เป็นโรค “พาร์กินสัน” และยาที่มีประสิทธิภาพใน
การรักษาภาวระ depression ได้แก่ ยาในกลุ่ม SSRIs
(Selective Serotonin reuptake inhibitors)
มียาอีกกลุ่มหนึ่งแม้ว่าจะไม่คต่อยได้ใช้ คือ tricyclic antidepressants
เช่น nortriptyline เป็นยาที่มีประสิทิภาพเช่นกัน
Sleep disorders:
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของคนเป็นโรคพาร์กินสัน คืออาการง่วงนอน
ในตอนกลางวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป้นผลมาจากปัญหาในการนอนไม่หลับ
ในตอนกลางคืน
ในการรักษาพภาวะเช่นนี้ ประกอบด้วยการทำให้สร้างเสริมนิสัยการ
นอนให้ดีขึ้น ทราบปัญหา และให้การรักษาปัญหาที่สาเหตุที่ทำให้
นอนไม่หลับ เช่น อาการปวด หรือมีอาการปัสสาวะบ่อย, และการ
ใช้สารกระตุ้น (stimulant) เช่น กาแฟ หรือยา modafinil จะทำให้
ลดอาการง่วงนอนลง
Dementia :
มีปัญหาเรื่องความจำ และความคิดอ่านสูญเสียไป (dementia)
เป็นปัญหาสำหรับคนที่เป็นโรค พาร์กินสัน” โดยเฉพาะจะพบเห็นใน
คนสุงอายุ ซึ่งโรคได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่ระยะสุดท้าย
กลุ่มยาที่นำมาใช้รักษาภาวะดังกล่าว คือ cholinesterase inhibitors
ซึ่งเป็นยาที่ถูกใช้รักษาโรค “อัลไซเมอร์” อาจรักษาอาการทางสมอง
ตามที่กล่าวมาได้ ยาที่ใช้ได้แก่: rivastigmine (Exelon®), donepezil
(Aricept®), galantamine (Razadyne®) และ memantine
(Namenda®)
Psychosis and hallucinations:
ในการรักษาภาวะวิกลจริต หรือภาวะประสาทหลอน ในคนที่เป็นโรค
พาร์กินสัน ส่วนใหญ่กระทำได้ด้วยการหยุดการใช้ยา หรือลดขนาดยา
ที่ใช้ในการรักษาอาการทางการเคลื่อนไหว (motor symptoms) ของ
คนเป็นโรคพาร์กินสัน
ใบบางครั้งในการลดขนาดของยาลงเพียงเล้กน้อย สามารถทำให้
อาการทางจิตประสาท เช่น วิตกกังวล และอาการประสาทหลอนลง
ได้บ้าง โดยไม่ทำให้อารสั่น (tremors) และอาการทางการเคลื่อน
ไหว้ในโรคพาร์กินสัน
หากปรากฏว่า เมื่อลดขาดยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น...
ยาที่ถูกนำนำมาใช้ คือ antipsychotic medication ถูกนำมาใช้ ได้
แก่ quetiapine (Seroquel®) หรือ clozapine (Clozaril®) โดยใช้
ในขนาดต่ำๆ
อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้ยา clozapine...
จำเป็นต้องทำการตรวจเลือด (blood count) เพราะยาดังกล่าวสามารถ
ทำให้ระดับเม็ดเลือดขาวลดลงได้
<< PREV NEXT >> P 9: Treatment for slow the progression
of parkinson disease
อาการต่างๆ ของคนเป็นโรคสมองเสื่อม ซึ่งควรต้องได้รบการดูแลรักษา
ได้แก่: Depression, sleep disorders, dementia, psychosis
และHallucination โดยมีแนวทางในการรักษาดั้งต่อไปนี้:
Depression:
ภาวะซึมเศร้า หรือ depression เป็นปัญหาของสุขภาพจิตที่พบ
ได้บ่อยในคนที่เป็นโรค “พาร์กินสัน” และยาที่มีประสิทธิภาพใน
การรักษาภาวระ depression ได้แก่ ยาในกลุ่ม SSRIs
(Selective Serotonin reuptake inhibitors)
มียาอีกกลุ่มหนึ่งแม้ว่าจะไม่คต่อยได้ใช้ คือ tricyclic antidepressants
เช่น nortriptyline เป็นยาที่มีประสิทิภาพเช่นกัน
Sleep disorders:
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของคนเป็นโรคพาร์กินสัน คืออาการง่วงนอน
ในตอนกลางวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป้นผลมาจากปัญหาในการนอนไม่หลับ
ในตอนกลางคืน
ในการรักษาพภาวะเช่นนี้ ประกอบด้วยการทำให้สร้างเสริมนิสัยการ
นอนให้ดีขึ้น ทราบปัญหา และให้การรักษาปัญหาที่สาเหตุที่ทำให้
นอนไม่หลับ เช่น อาการปวด หรือมีอาการปัสสาวะบ่อย, และการ
ใช้สารกระตุ้น (stimulant) เช่น กาแฟ หรือยา modafinil จะทำให้
ลดอาการง่วงนอนลง
Dementia :
มีปัญหาเรื่องความจำ และความคิดอ่านสูญเสียไป (dementia)
เป็นปัญหาสำหรับคนที่เป็นโรค พาร์กินสัน” โดยเฉพาะจะพบเห็นใน
คนสุงอายุ ซึ่งโรคได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่ระยะสุดท้าย
กลุ่มยาที่นำมาใช้รักษาภาวะดังกล่าว คือ cholinesterase inhibitors
ซึ่งเป็นยาที่ถูกใช้รักษาโรค “อัลไซเมอร์” อาจรักษาอาการทางสมอง
ตามที่กล่าวมาได้ ยาที่ใช้ได้แก่: rivastigmine (Exelon®), donepezil
(Aricept®), galantamine (Razadyne®) และ memantine
(Namenda®)
Psychosis and hallucinations:
ในการรักษาภาวะวิกลจริต หรือภาวะประสาทหลอน ในคนที่เป็นโรค
พาร์กินสัน ส่วนใหญ่กระทำได้ด้วยการหยุดการใช้ยา หรือลดขนาดยา
ที่ใช้ในการรักษาอาการทางการเคลื่อนไหว (motor symptoms) ของ
คนเป็นโรคพาร์กินสัน
ใบบางครั้งในการลดขนาดของยาลงเพียงเล้กน้อย สามารถทำให้
อาการทางจิตประสาท เช่น วิตกกังวล และอาการประสาทหลอนลง
ได้บ้าง โดยไม่ทำให้อารสั่น (tremors) และอาการทางการเคลื่อน
ไหว้ในโรคพาร์กินสัน
หากปรากฏว่า เมื่อลดขาดยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น...
ยาที่ถูกนำนำมาใช้ คือ antipsychotic medication ถูกนำมาใช้ ได้
แก่ quetiapine (Seroquel®) หรือ clozapine (Clozaril®) โดยใช้
ในขนาดต่ำๆ
อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้ยา clozapine...
จำเป็นต้องทำการตรวจเลือด (blood count) เพราะยาดังกล่าวสามารถ
ทำให้ระดับเม็ดเลือดขาวลดลงได้
<< PREV NEXT >> P 9: Treatment for slow the progression
of parkinson disease
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)