วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Heart diseases: เมื่อแพทย์บอกว่า....ท่านเป็นโรคหัวใจ ?

11/8/12

คนเราทุกคน   ไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งอะไรก็ตาม
หากได้ยินแพทย์บอกว่า...
”มีอะไรบางอย่างผิดปกติในหัวใจของท่าน.”  หรือ ท่านเป็นโรคหัวใจ.”
รับรองได้ว่า  ท่านได้รับอีกโรคหนึ่งข้นทันที  
นั่นคือ  “โรควิตกกังวล...”  มีความรู้สึกมากมายเกิดขึ้น
เป้นต้นว่า....”หัวใจของท่านจะตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มอย่างแน่นอน...?”

หัวใจของคนเราเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องยนต์...
โดยมันจะทำหน้าที่ ปั้มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย 
เพื่อให้เนื้อเยื่อทั้งหลายได้รับอาหาร  และออกซิเจนตลอดเวลา   หยุดไม่ได้เสียด้วย

เมื่อท่านได้ยินจากปากแพทย์ว่า  “หัวใจของท่านมีปัญหา”  เหมือนกับบอกว่า
“เครื่องยนต์กลไกของท่านเกิดมีปัญหาขึ้นแล้ว”

เมื่อพูดถึงเรื่องโรคหัวใจ...
มันจะครอบคลุมเรื่องตางๆ มากมายที่เก่ยวกับหัวใจ
เหมือนกับเครื่องยนต์ทั้งหลาย  ซึ่งไม่เพียงแต่พูดเรื่องปลักไฟที่เสียไปเท่านั้น 
เขายังจะต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับเครื่องยนต์ทั้งหมด 
ตลอดรวมไปถึงการเปลี่ยนเครื่องยนต์เครื่องใหม่โน้น...

หัวใจของคนเรา  ก็เป็นเชนเดียวกับเครื่องยนต์ทุกประการ

เพื่อเป็นการปูพื้นฐานไปสู่การเรียนรู้โรคหัวใจ...
มีโรคหัวใจที่พบได้บ่อย  ซึ่งเราควรรู้ว่า  โรคที่ว่านั้น  มันคืออะไร ?
ว่ากันสั้นๆ  พอเป็นกระสัย


Heart Attack


เราทุกคนจะเริ่มใส่ใจกับภาวะโรคหัวใจถูกทำลาย (heart attaclk)
ก็ต่อเมื่อโรคนั้นมันได้มาปรากฏในตัวของเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
ซึ่งมีศัพท์ทางการแพทย์ที่เราควรทราบไว้
คือ  Heart attack  ยังถูกเรียกว่า  myocardial infarction  หรือ  MI   หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายนั้นเอง

ในระหว่างเกิดมี heart attack  กล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทำลาย  และตายไป

ส่วนใหญ่จะเป็นผลเนื่องมาจากเส้นเลือดเกิดการตีบแข็ง (atherosclerosis)
เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อมีคราบไขมันไปเกาะตามผิวของผนังเส้นเลือด

ถ้าเส้นเลือดของหัวใจ (coronary artery) ตีบแคบ หรือเกิดการอุดตันขึ้น
ย่อมมีผลกระทบต่อการนำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ 
อาจถึงขั้นทำให้กล้ามเนื้อของหัวใจตายได้

ถ้าหากกล้ามเนื้อของหัวใจที่ตายไปเป็นสวนที่สำคัญ  และกินบริเวณกว้าง
ย่อมมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง  เช่น เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว,
เต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ (arrhythmia)
หรืออาจทำให้คนไข้เสียชีวิตได้อย่างฉับพลัน (sudden death) ได้

ในเมื่อท่านเป็นเจ้าของเครื่องยนต์ หรือหัวใจของท่านเอง...
มันยอมเป็นหน้าที่ของท่านเอง (จะกล่าวแบบพ่อขุนรามว่า “ตัวใครตัวมัน”)
ที่ต้องต้องหมั่นดูแลรักษาภาวะหัวใจของท่านเอง
ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาล,  ความดันโลหิต  และระดับไขมันให้อยู่ในระดับ
ปกติให้ได้  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงจากการสูบบุหรี่เสีย
เอาแค่นี้...ก็เพียงพอแล้ว

ในการรักษาภาวะหัวใจถูกทำลาย (heart attack)...
แพทย์จะใช้ยาทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก  ไม่เกิดการจับตัวเป็นก้อน  ด้วย
การสั่งยาที่มีชื่อเรียก blood thinners  ให้แก่ท่าน
หรืออาจทำ minor surgery เพื่อทำการขยายหลอดเลือดด้วยวิธีการที่เรียกว่า...
Angioplasty (ดูรูป)


ในรายที่เป็นมากอาจจำเป็นต้องการผาตัดทำ bypass surgery
เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสู่หัวใจดีขึ้น
นอกจากนั้น  อาจให้ยาลดไขมัน (statins)  เพื่อลดการอักเสบ
และลดระดับไขมันลงสู่ระดับปกติ

Heart Failure
ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือ หัวใจวาย 
ตามภาษาฝรั่ง...ว่า  Heart failure หรอ congestive heart failure
ซึ่งหมายความถึง “หัวใจไม่สามารถปั้มเลือดได้แรง...เท่าที่ควรจะเป็น”
เป็นเหตุให้มีน้ำถูกกักขังในปอด  และขาทั้งสองข้าง

ภาวะดังกล่าว  มักจะทำให้หายได้ด้วยยา  และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
โดยเฉพาะการจำกัดอาหารที่มีลดเค็มลง

เมื่อใดก็ตามที่การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว 
ไม่สามารถทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น   มันจะก่อให้เกิดภาวะมีน้ำท่วมปอด 
ซึ่งอาจลงเอยด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในที่สุด

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว  ที่พบได้บ่อยทีสุด 
คือโรคความดันโลหิตสูง  และโรคกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (heart attack)
นอกเหนือจากนั้น  ยังอาจเกิดจากโรคหัวใจตีบแคบ (stenosis) หรือลิ้นหัวใจรั่ว
หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม

บางครั้ง  แพทย์ไม่สามารถบอกได้ว่า  อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดหัวใจวาย

>>  1   2  Next

Secondary hypertension(continued…)

11/8/12

Symptoms:
ตามคำจำกัดความของคำว่า “ความดันโลหิตสูง”...
หมายความถึงความดันตัวบน (systolic blood pressure) มีค่า140 mm/Hg
หรือสูงกว่า  และความดันตัวล่าง (diastolic pressure)
มีค่า 90 mm Hg หรือสูงกว่า

ในคนที่เป็นความดันโลหิตสูงทุติยะภูมิ  มักจะมีความดันสูงตามที่กล่าว
แต่ยากต่อการควบคุมด้วยการใช้ยาเพียงหนึ่ง หรือสองตัว
จำเป็นต้องใช้ยามากกว่านั้น
นอกจากนั้น  คนไข้ยังมีอาการอย่างอื่นๆที่เกิด จากโรคความดันสูงอีกด้วย

ยกตัวอย่าง  เนื้องอกของต่อมเหนือไต (adrenal gland )
ซึ่งมีชื่อว่า pheochromocytoma  สามารถทำให้เกิดอาการเหงื่อออก,  ใจสั่น, 
เครียด  และน้ำหนักตัวลดลง

ในโรค Cushing’s syndrome  อาจทำให้คนไข้มีน้ำหนักตัวเพิ่ม, เกิดการ
อ่อนแรง,  มีขนเกิดขึ้นตามตัว และถ้าเป็นสตรีจะไม่มีประจำเดือน
และมีผิวหนังเป็นรอย(สีม่วง) เกิดที่บริเวณหน้าท้อง (abdominal striae)

Hyperparathyroidism ที่มีระดับ calcium ในกระแสเลือดสูง  สามารถทำ
ให้เกิดอาการเหนื่อยเพลีย, ปัสสาวะบ่อยขึ้น,  ท้องผูก  และมีนิ้วในไต

ส่วนโรค Hyperaldosteronism  มักจะทำให้เกิดอาการอ่อนแรง
โดยมีสาเหตุมาจากมีระดับของ postassium ลดต่ำลง

ในการวินิจฉัยโรค  แพทย์จะถามถึงอาการต่างๆ ที่ท่านมี  ว่า...
มันสัมพันธ์กับการเกิดความดันโลหิตสูงประเภททุติยะภูมหรือไม่ ?

ในระหว่างการตรวจร่างกาย  แพทย์จะให้ความสนใจต่อภาวะน้ำหนักตัว
ที่เพิ่มขึ้น  หรือน้ำหนักลดอย่างฉับพลัน,  มีน้ำกักขังในเนื้อเยือ (extra fluid)
มีขนขึ้นตามตัว, มีรอยตามผิวหนังหน้าท้องซึ่งเป็นสีม่วง (purple)

นอกจากนั้น  แพทย์อาจตรวจหาก้อนที่อยู่ภายในช่องท้องด้วยการคลำ
หรือใช้เครื่องฟัง (stethoscope) ฟังเสียงของการไหลเวียนของเลือด
(ผิดปกติ) ที่ปรากฏในไตทั้งสองข้าง

ภายหลังการตรวจร่างกาย  แพทย์อาจสั่งตรวจเพิ่มเติมอย่างอื่น
ซึ่งขึ้นกับข้อมูลที่ได้จากการตรวจร่างกาย  เพื่อนำไปสู่สาเหตุที่ทำให้
เกิดความดันโลหิตสูงประเภททุติยะภูม (secondary hypertension) ขึ้น

ตัวอย่างเช่น  หากสงสัยว่าเป็นโรคไต  แพทย์จะสั่งตรวจ  creatinine,
BUN, Urinalysis, ตรวจ ultrasound  ดูขนาดของไตทั้งสอง

หากแพทย์สงสัยเส้นเลือดแดงของไตตีบแคบ (renal artery stenosis)
แพทย์จะสั่งตรวจ magnetic resonance imaging (MRI) ร่วมกับการทำ
Magnetic resonance angiography (MRA)

บางครั้ง  อาจทำการตรวจที่เราเรียกว่า renal arteriogram



สำหรับรายที่สงสัยว่าเป็น  pheochromocytoma….
แพทย์จะสั่งให้ทำการตรวจหาระดับของ catecholamine
(เป็น epinephrine  และ norepinephrine)

สำหรับ Cushing’s syndrome  จะทำการตรวจหาระดับของ cortisol
ในปัสสาวะ  และในเลือด

ในรายที่สงสัยเป็น hyperparathyroidism-
จะมีการตรวจหาระดับฮอร์โมน Parathromone, calcium และ phosphate
ในกระแสลเลือด

ในรายที่สงสัยว่าเป็น Hyperaldosteronism  จะมีสั่งให้ตรวจเลือดหาระดับ
Potassium และ aldosterone

สำหรับคนที่เป็น coarctation ของ aorta จะถูกสงสัยได้
เมื่อตรวจพบความดันโลหิตที่แขน  มีค่าสูงกว่าความดันวัดได้ที่บริเวณขา
(ในเด็กหนุ่ม) และอาจมีความเปลี่ยนแปลงเฉพาะทางเอกเรยของปอด

ความดันโลหิตสูงทุติยภูมิจะหายได้เมื่อ “สาเหตุ” ถูกกำจัดไปได้เท่านั้น
ส่วนใหญ่แล้ว  เราไม่มีทางป้องกันมันได้
ความแตกต่างระหว่างความโลหิตสูงทุติยภูมิ  จะแตกต่างจากความดัน...ที่ไม่
ทราบต้นเหตุ (essential hypertension)  ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการออก
กำลังกายอย่างสม่ำเสมอ,  จำกัดเกลือ,  รับประทานอาหารสุขภาพ  และหมั่น
เช็คน้ำหนักเป็นประจำ...อย่าให้เพิ่ม  และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่



ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูงประเภททุติยภูมิ
จำเป็นต้องขึ้นกับสาเหตุ  ถ้าต้นเหตุเป็นเนื้องอก หรือความผิดปกติของ
เส้นเลือด  การรักษาควรเป็นการผ่าตัด

การตัดสินใจว่าสมควรทำการผ่าตัดหรือไม่  ย่อมขึ้นกับอายุ
และสุขภาพโดยรวมของคนไข้เป็นสำคัญ
ในคนไข้บางราย  การเลือกใช้ยาลดความดันอาจเป็นทางเลือกทีปลอดภัย
ได้มากกว่าการรักษาด้วยการผ่าตัด



ในคนไข้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงทุติยภุมิ  สามารถทำให้หายได้
ด้วยการรักษาโรคที่เป็นตัวต้นเหตุให้หาย

<<  Previous    1  2



http://www.intelihealth.com

Secondary Hypertension

11/8/12

ความดันโลหิตสูงที่เรารู้จักกันดี...
จะเป็นความดันที่เราไม่ทราบว่า  อะไรเป็นต้นเหตุทำให้เกิดมีความดันโลหิตสูง
และเป็นความดันที่เราพบได้บ่อยที่สุด  เขาเรียกว่า essential hypertension
ส่วนที่เหลืออีก 6 %  เป็นความดันที่ทราบสาเหตุ...
และเขาเรียกมันว่า  secondary hypertension
ซึ่งถ้าแปลเป็นภาษาไทยคงแปลได้ว่า  เป็นความดันสูงทุติยภูมิ

ส่วนใหญ่ของต้นเหตุที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ  จะเกิดจาก
ร่างกายสร้างฮอร์โมนออกมามากผิดปกตินั่นเอง
ปัญหาทางร่างกายบางอย่างสามารถทำให้เกิดความดันสูงทุติยะภูมิได้
ซึ่งได้แก่:

Kidney disease:
โรคความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ  สามารถเกิดจากไตที่ถูกทำลาย  หรือจาก
โรคเส้นเลือดแดงของไตเกิดการตีบแคบ  ซึ่งอาจเป็นเส้นเดียว
หรือเป็นทั้งสองเส้น

เส้นเลือดแดงของไต (renal arteries) เป็นเส้นเลือดที่สำคัญ ซึ่งนำเลือดสู่
ไตทั้งสอง  ซึ่งเมือใดที่กระแสไหลเวียนของเลือดลดลง 
จะเป็นให้ไตสร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งขึ้นมา  เรียก Renin

ในกรณีที่มีสาร renin ในกระแสเลือดสูงขึ้น  มันจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสาร
อีกตัวขึ้นมา  เรียก angiotension II
ซึ่งสามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้

Adrenal disease:
  ต่อมเหนือไตจะอยู่บนส่วนบนของไตสองข้าง  ซึ่งทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนหลาย
ตัวด้วยกัน  ซึ่งมีหน้าที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต
บางทีต่อมเหนือไตดังกล่าว  อาจมีต่อมใดต่อมหนึ่ง  หรือทั้งสองต่อม
ผลิตฮอร์โมนออกมามากเกินไป

มีความผิดปกติของต่อมเหนือไต 3 ชนิดที่สามารถทำให้ระดับ
ความดันโลหิตสูงขึ้นได้  เช่น:

§  Pheochromocytoma.  เนื้องอกชนิดนี้ จะผลิตฮอร์โมนสองตัว คือ 
epinephrine(adrenalin)   และ norepinephrine (noradrenalin) ออกมามากเกิน

§  Hyperadlosteonism  (Conn’s syndrome) ต่อมเหนือไตทั้งสอง (adrenalGland)
สร้างฮอร์โมน aldosterone ออกมามากเกินไป   มันเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เก็บรักษา
เกลือไว้ในร่างกายไม่ให้มันถูกขับถ่ายออกมา (salt-retaining)
ในกรณีดังกล่าว  อาจเป็นผลมาจากเนื้องอกของต่อมเหนือไตก็ได้...

§  Hypercortisolism (Cushing’s syndrome)  ฮอร์โมนที่มีชื่อว่า cortisol
สามารถถูกขับออกมาในปริมาณมากเกิน  ซึ่งเกิดจากตัวของมันทำงานมากเกินไป 
หรือเกิดจากมันแปรสภาพเป็นเนื้องอก

§  Hyperparathyroidism. มีฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งชือ parathormone จะถูกสร้าง
โดยต่อมเล็กๆ  จำนวนสี่ต่อมซึ่งอยู่ด้านหลังของต่อมไทรอยด์ 
เรียกต่อม parathyroid gland  ถ้ามันทำงานมากไป 
จะผลิตสาร"พาราฮอร์โมน" ออกมามาก  จะทำให้ระดับของ calcium ในกระแสเลือดสูง 

และในคนที่เป็นโรคต่อมพาราไทรอยด์ทำงานเกิน 
มักมีแนวโน้มทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น 
โดยที่เราไม่ทราบว่ามันเกิดได้อย่างไร ?

นอกจากนั้น  ยังมีสาเหตุอย่างอื่นอีก 
ที่สามารถทำให้เกิดความดันโลหิตสูงประเภททุติยภูมิ (secondary hypertension)
ซึ่งได้แก่

§  Acromegaly.เนื้องอกของต่อมใต้สมอง ซึ่งทำหน้าที่ผลิต growth hormone 
สามาระทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้

§  Adrenocorticorophic hormone (ACTH) tumor ของต่อมใต้สมอง pituitary gland 
ซึ่งผลิตฮอร์โมนออกมามากผิดปกติ  สามารถกระตุ้นต่อมเหนือไตให้ผลิตฮอรโมน cortisol
ออกมามากเกิน  สามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

§  ACTH producing cancer  of the Lung

§  Coarctation of aorta.  เป็นความผิดปกติของเส้นเลือดแดงใหญ่จากหัวใจ 
ทำหน้าที่นำเลือดจากหัวใจสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย

นอกจากนั้น  ยารักษาบางตัวสามารถทำให้ความดันของโลหิตสูงขึ้นได้
เช่น  ยาคุมกำเนิด ( hormone contraceptives)
และกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคไขข้ออักเสบNSAIDs



1   2     Next  >>>

ANGIOPLASTY 2 continued

11/8/12

วิธีการทำ angioplasty


บริเวณของร่างกายที่จะสอดใส่ท่อ catheter เข้าสู่เส้นเลือดแดงใหญ่ 
เช่น แขนหรือขาหนีบ  จะถูกโกนขน และทำความสะอาด
นอกจากนั้น  ท่านยังจะได้รับน้ำเกลือทางเส้นที่บริเวณแขน
เพื่อให้ยาตามที่ต้องการ

แพทย์จะให้ยาช่วยให้ท่านรู้สึกผ่อนคลาย (relax)
ตรงตำแหน่งของแขน หรือขาหนีบ  จะถูกทำความสะอาดให้ปราศจากเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค (antiseptic solution)
จากนั้นแพทย์จะจัดการสอดสายท่อ catheter เข้าเส้นเลือดใหญ่โดยอาศัยเอกซเรย์ 
แพทย์สามารถสอดท่อ catheter เข้าสู่หัวใจ  สู่หลอดเลือดหัวใจ (coronary) ที่ตีบแคบ 

ต่อจากนั้นแพทย์จะทำ balloon angioplasty  ซึ่งกระทำโดยการปล่อยลมทำ
ให้บอลลูนที่ติดตรงบริเวณปลายสุดของท่อ catheter  พองตัวขึ้น
ประมาณ 20 – 30  วินาที  ซึ่งเมื่อตัวบอลลูนขยายโตขึ้น  มันจะดันให้คราบ
ไขมันที่ทำให้เส้นเลือดแคบ  ถูกดันให้อัดเข้ากับผนังของเส้นเลือด 
ทำให้รูของเส้นเลือดเปิดออก   ทำให้เลือดสามารถไหลผ่านได้สะดวกขึ้น



ตามวิธีการดังกล่าว  ภายหลังการทำให้หลอดเลือดขยายออกแล้ว 
เขาจะวางโครงลวดที่เราเรียกว่า stent  เอาไว้ 
เพื่อป้องกันไม่ให้หลอเลือดแคบได้อีก

เพื่อเป็นการยืนว่า  เส้นเลือดแดงที่ถูกทำให้ขายตัวอยู่ในสภาพเรียบ
ร้อย  แพทย์จะทำการฉีดสารทึบแสงเพื่อดูความเรียบร้อยก่อนยุติกระบวน
การณ์ angioplasty 


ภายหลังการทำ angioplasty  แพทย์จะให้ยาป้องกันการจับตัวของเม็ดเลือด (blood thinning)
เพื่อป้องกันไม่ให้มีก้อนเลือดอุดเส้นเลือดขึ้นได้

เมื่อการกระทำทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อย  แพทย์จะถอดท่อ catheter ออก
และส่งคนไข้กับห้อง  หรือกลับสู่ coronary  care units
ซึ่งมีการตรวจวัดการเต้นของหัวใจ,  มีการวัดการเต้นของชีพจร 
และวัดระดับความดันโลหิต

ส่วนใหญ่แล้ว  ท่านจะนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ  3 วัน

มีเพื่อนถามว่า...วิธีการดังกล่าว (angioplasty) น่ากลัวไหม ?
ตามความเห็นของแพทย์ด้วยกัน...รู้สึกว่า  ภายใต้ฝีมือของผู้ชำนาญการแล้ว
เป็นวิธีที่ง่าย....ง่ายเหมือนกับศัลยแพทย์เขาทำการผ่าตัดไส้ติ่งนั่นแหละ

การติดตามผล (Follow up)
ก่อนที่ท่านจะกลับบ้าน
แพทย์จะบอกให้ท่านกลับไปพบแพทย์ตามกำหนด
ท่านอาจได้รับยารักษาต่อ  เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดตีบแคบ
หรือการอุดตันขึ้นมาอีก
สิ่งที่ท่านต้องทราบอีกอย่างคือ....เรื่องการออกกำลังกาย
และกิจวัตรประจำวันของท่าน



อันตรายจากการทำ angioplasty (Risks)
แม้ว่า  การขยายหลอดเลือดของหัวใจ (coronary angioplasty) จะเป็น
วิธีการที่ง่าย  และปลอดภัยก็ตามที  แต่มันก็ยังอันตรายได้เหมือนกัน
เช่น:
§  เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (heart attack) ประมาณ 3 %
§  ในคนไข้ที่ทำ angioplasty  ประมาณ 3 – 5 % ต้องเปลี่ยนเป็น
   ทำ coronary bypass surgery อย่างฉุกเฉิน
§  ทำให้หลอดหัวใจทะลุ  หรือกล้ามเนื้อหัวใจทะลุ
§  เลือดออก  และมีการอักเสบตรงบริเวณสอดสาย cathete
§  เส้นเลือดที่แขน และขาที่สอดใส่ catheter เกิดการอุดตัน
§  แพ้สารทึบแสง

ด้วยปัญหาดังกล่าว  การทำ coronary angioplasty  จะต้องกระทำใน
โรงพยาบาล  ซึ่งมีบุคลากร, ผู้ชำนาญการ และเครื่องมือพร้อมสรรพ 
โดยสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทันที

อัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากกรรมวิธี coronary angioplasty
มีได้ประมาณ 1 – 4 รายต่อคนไข้  1,000 ราย

ข้อควรระวัง:
ภายหลังจากท่านกลับบ้าน  นอกจากสิ่งที่ท่านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งคัดตาม
แพทย์สั่งแล้ว  หากท่านมีอากรต่อไปนี้  ท่านไปพบแพทย์ทันที

§  เกิดอาการเจ็บหน้าอก, หายใจลำบากเหมือนปลาขาดน้ำ (shortness of breath),
เกิดอาการวิงเวียน  หรือ การเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ
§  มีไข้ (fever)
§  บริเวณที่สอดท่อ catheter เกิดอักเสบ (บวมมแดง และเจ็บปวด)
§  ขาด้านที่สอดใส่ท่อ catheter เกิดมีอาการปวด, เย็น, ซีด และอ่อนแรง  คลำชีพจรไม่ได้ 
ซึ่งเป็นอาการแสดงของเส้นเลือดแดงเกิดการอุดตัน

Previous  <<  1  2  


http://www.intelihealth.com/

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Angioplasty

11/7/12

เพื่อนผู้สูงวัย... เล่นกอล์ฟด้วยกัน..
ได้รอดพ้นจากอันตรายอันพึงเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โดยได้รับการรักษา
จากศูนย์หัวใจด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า angioplasty 
จากคำบอกเล่า  เพื่อนของเรามีอาการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 
คือ  จุกเสียดท้องเหมือน “อาหารไม่ย่อย”  
แต่ผลของการตรวจ...  พบว่า เส้นเลือดของหัวใจเกิดตีบแคบ...
จึงเป็นเหตุให้ได้รับการรักษาด้วยวิธีที่เรียกว่า angioplasty

Angioplasty  คืออะไร ?


Angioplasty  เป็นกรรมวิธีที่ใช้เครื่องมือชิ้นเล็ก 
สอดใส่เข้าไปในเส้นเลือดที่ตีบแคบของหัวใจ  

เพื่อทำให้รูของเส้นเลือดกว้างออก
ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนสู่หัวใจได้สะดวกขึ้น

Balloon angioplasty:


ยังถูกเรียกว่า percutaneous transluminal coronary Angioplasty (PTCA) 
ตรงส่วนปลายของท่อเล็กๆ (catheter) มีballoon
ติดไว้ที่ปลายของท่อ

แพทย์จะทำการสอดท่อ catheter ผ่านเส้นเลือดใหญ่
ที่บริเวณแขน หรือขา...ด้วยการอาศัยเอกซเรย์เป็นตัวช่วยนำทาง 
สอดท่อดังกล่าวเข้าสู่หลอดเลือดหัวใจ (coronary arteries)   ที่ตีบแคบ...

ต่อจากนั้น  แพทย์จะปล่อยลมให้บอลลูนที่ปลายท่อ...พองตัวขึ้น 
ทำให้เส้นเลือดที่ตีบแคบขยายตัวกว้างขึ้น



ในระหว่างที่ปล่อยให้บอลลูนโป่งพอง  จะทำให้เส้นเลือดที่ตีบแคบกว้างขึ้น
แพทย์จะสอดใส่โลหะที่เป็นลวด  เมื่อวางไว้ตำแหน่งที่ต้องการ  มันจะกางออก  
ทำหน้าที่เป็นโครงให้เส้นเลือดอยู่ในลักษณะขยายออกตลอดเวลา
gikเรียกอุปกรณ์ดังกล่าวว่า   “stent”

ในการทำให้เส้นเลือดที่ตีบแคบเปิดออกด้วยบอลลูนโดยไม่มีโครงลวด (stent)  
จะทำให้เส้นเลือดจะตีบแคบขึ้นได้ 30 %  ภายในระยะเวลา 6 เดือน

เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นเลือดแดงเกิดการตีบแคบขึ้นอีก 
จึงมีการทำให้โครงลวด (stent) อาบ(coated) ด้วยยา 
ซึ่งสามารลดอัตราการตีบตัวของเส้นเลือดได้
 
ถึงกระนั้นก็ตาม คนไข้ยังต้องได้รับยาป้องกันการจับตัวของเม็ดเลือด (blood thinning )
ต่ออีกหนึ่งปี  หรือมากกว่าหลังจากกรรมวิธีดังกล่าว
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เม็ดเลือดมีการจับตัวเป็นก้อนเลือดขึ้นได้

Atherectomy… ในขณะที่สอดใส่ท่อ (catheter) เข้าสู่หลอดเลือดของหัวใจ 
แพทย์จะใช้เครื่องมืออีกชนิดหนึ่ง  ตัดเอาคราบของไขมันออกจากผิวด้านในของ
เส้นเลือดแดงที่ตีบแคบ  พร้อมกับกำจัดออกจากร่างกาย
ซึ่งสามารถกระทำได้พร้อม ๆ กับการทำ ballooning angioplasty 
หรือทำในขณะใส่โครงลวด (stenting)

Angioplasty  จะถูกนำมาใช้เพื่อขยายหลอดเลือดแดงของหัวใจ 
ซึ่งเกิดการตีบแคบจากคราบของไขมัน...มีคำถามว่า 
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เส้นเลือดแดงดังกล่าวเกิดการตีบแคบจากไขมัน ?

มีคนไข้จำนวนไม่น้อยไปพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บหน้าอก 
หรืออาการอย่างอื่นของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแคบ 
ซึ่งแพทย์จะทำการซักประวัติการเกิดโรค รวมถึงการตรวจร่างกาย 
และทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ , ตรวจคลื่นของหัวใจ (EKG),
stress testing หรือทำการตรวจด้วยภาพการทำงานของหัวใจ   ( echocardiogapy )
จากข้อมูลที่ได้  สามารถนำมาช่วยตัดสินใจว่า 
ท่านได้รับการทำ angioplasty หรือไม่ ?

ถ้าแพทย์เห็นว่า อาการเจ็บหน้าอก   เป็นอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเลวลงเรื่อยๆ   แพทย์จะรีบนำท่านเข้าสู่ห้องฉุกเฉินใส่สาย
Catheter เข้าสู่เส้นเลือดแดงของหัวใจ  เพื่อทำ angioplasty อย่างฉุกเฉินทันที

มีรายงานว่า  คนไข้ส่วนใหญ่ที่ได้รับรับการทำ angioplasty
สามารถลดอาการเจ็บหน้าอกจากหลอดเลือดหัวใจตีบแคบได้นั้น
ประมาณว่า  40 % จำเป็นต้องได้ทำซ้ำอีกครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี

นอกจากนั้น  ยังมีรายอีกว่า  angioplasty  อาจนำมาใช้ขยายเส้นเลือดแดงของ
ต้นขา (femoral artery) หรือ เส้นเลือดแดงบริเวณกระดูกเชิงกราน (iliac art.)

การเตรียมตัว (Preparation):
ก่อนทีท่านจะได้รับการทำ angioplasty
แพทย์จะทำการตรวจสอบประวัติการเป็นโรคของท่าน,
ยาที่ท่านรับทานเป็นประจำ  รวมถึงประวัติอาการแพ้ที่ท่านมี
หากท่านมีประวัติโรคเลือด (bleeding) หรือเตรียมตัวมีท้อง (pregnant)
ท่านต้องบอกให้แพทย์ได้ทราบ...

ก่อนทำ angioplasty  ท่านต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ 
เช่นเริ่มรับประทานยา  หรือหยุดยาก่อนที่จะทำการรักษา...
รวมถึงการงดการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มทุกชนิด

 1  2   >>  Next