วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเรื้อรัง (1) : มีการตรวจเลือดชนิดใดที่ท่านควรรู้ ? (Cheonic Hepatitis : Laboratory Tests You need to know

Aug. 3, 2013

ในการวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ B ...
เราสามารถกระทำได้ด้วยการตรวจเลือด ดูสารก่อให้เกิดภูมิต้านทาน
(antigens ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเชื้ไวรัส)  และดูภูมิต้านทาน
ซึ่งถูกสร้างโดยภูมิคุ้มกัน ที่ตอบสนองต่อการมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ HBV

การตรวจครั้งแรกเพื่อการวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ B  จะตรวจดู HbsAg
(the hepatitis B surface antigen)  และภูมิต้านทานอีกสองตัว:
 anti-HBs (antibodies to the HBV surface antigen)
และ anti-HBc (antibodies to The HBV core antigen)

ตามเป็นจริง  anti-HBc มีสองชนิดที่ถูกสร้างขึ้น:
immunoglobulin M (IgM) Antibodies  และ  IgG 
โดย IgG จะถูกสร้างขึ้นในระยะหลังของการอักเสบ  และมันจะไปแทน
ที IgM antibodies...

เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน...
ลองพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้ดู  อาจทำให้ท่านเข้าใจเรื่องไวรัสตับอักเสบ
ของท่านดีขึ้น:



Hepatitis B Status
HBsAg
Anti-
HBc
(total)
Anti-
HBc
(IgM)
Ant-
HBs
ท่านไม่เคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบมาก่อนเลย  ควรพิจารณาฉีดวัคซีนกันเชื้อไวรัสเสีย
Negative
Negative
Negative
Negative
เคยได้รับการอักเสบจากเชื้อไวรัสมาเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา  และยังอยู่ในภาพมีฤทธิ์อยู่ (acitve)
Positive
Positive
Positive   
Negative
เคยได้รับการอักเสบจากเชื้อไวรัสเมือ 6 เดือนที่ผ่านมา  และอยู่ในระหว่างกำลังหายจากโรค (clearing process)
False positive อาจพบได้
การที่คนไข้ HBV positiveควรทำการตรวจ HBV viral load
Negative
Negative
Positive
Negative
มีการอักเสบมานานเกิน 6 เดือน  และถูกควบคุมโดยระบบภูมิคุ้มกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
Negative
Positive
Negative
Positive
วัคซีนที่ฉีดสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคไวรัสตับอักเสบ
Negative
Negative
Negative
Positive
Chronic HBV
Positive
Negative
Positive
Negative



วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Hepatitis B virus : เมื่อเธอเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ B: (6)

Aug. 24, 2013
(continued)

TIPS TO MAINTAIN LIVER HEALTH:


ในยุคปัจจุบัน โรงพยาบาลใหญ่ๆ ของไทยเราสามารถทำการผ่าตัด

เปลี่ยนตับกันได้ ซึ่งจะกระทำกันในคนไข้ที่เป็นโรคตับแข็งระยะสุดท้าย
และในคนที่เป็นมะเร็งตับในระยะแรกเท่านั้น

ในการผ่าตัดดังกล่าว ไม่ใช้เรื่องที่กระทำกันได้ง่ายเลย เพราะจะต้อง

ผ่านกระบวนการตรวจคัดกรองหลายขั้นตอน เพื่อให้ได้คนไข้ที่เหมาะสม
ต่อการได้รับตับจากการบริจาคเสียก่อน และการที่คนไข้รายใดจะได้รับ
การผ่าตัดเปลี่ยนตับดังกล่าว ดูเหมือนจะยากยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัล
ที่หนึ่งเสียอีก

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เรามาให้ความใส่ใจต่อสุขภาพของตับของเราเอง

น่าจะดีกว่า...เราจะทำเช่นใด จึงจะทำให้ตับของปลอดจากการเป็นโรค
ไวรัสตับอักเสบ ชนิด B ...

จากที่ได้กล่าวมา...

คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเฉียบพลัน ส่วนใหญ่แล้วมันจะค่อยๆ
หายได้เอง ส่วนที่กลายเป็นไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเรื้อรัง ควรไปพบ
แพทย์เพื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไป...

Vaccinations:

ทุก ๆ คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B เรื้อรัง ควรได้รับการฉีดวัคซีนต้าน
ไวรัสตับอักเสบ A ซึ่งเป็นไวรัสที่เราสามารถป้องกันได้ นอกจากนั้น
เราควร...ฉีดวัคซีนกันโรคหวัดใหญ่ influenza ปีละครั้งด้วย

Liver cancer screening:

ในคนสูงอายุทั้งหลาย ควรได้รัการตรวจคัดกรองเกี่ยวกับมะเร็งของ
ตับเป็นประจำด้วย โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคตับแข็ง (cirrhosis),
ในคนทีมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งของตับ ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วย
การตรวจ “อัลตร้าซาวด์” ของตับทุก ๆ 6 เดือน

Diet :

คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B ฃนิดเรื้อรัง ตั้งคำถามว่า...
เราจะกินอาหารประเภทใด ?
คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้...ตอบได้ว่า เราไม่มีอาหารเฉพาะสำหรับคนที
เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ B หรอก...

คำแนะนำที่ดีที่สุด คือให้รัประทานอาหารที่เปนประโยชน์ต่อร่างกาย

และให้ครบทุกหมวดหมู่ (balanced diet)...เท่านั้นเอง

Alcohol :

แอลกอฮอล์ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะมันสามารถทำให้ตับอักเสบ
เลวลงได้ เมื่อกล่าวถึงแอลกอฮอล์ เราหมายถึงเครื่องดื่มทุกชนิดที่เป็น
แอลกอฮอล์ เพราะคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B หากขืนดื่มแอลแอฮอล์
เป็นประจำ หรือแม้จะเป็นจำนวนน้อย ก็สามารถทำให้โรคตับเกิดภาวะ
แทรกซ้อนต่างๆ ได้

Exercise :

บางคนกล่าวว่า...ถ้าท่านเป็นโรคตับอักเสบ ห้ามออกกำลังกาย
แต่ความเป็นจริงมีว่า การออกกำลังกายไม่มีผลกระทบต่อไวรัสตับอัก
เสบ B เลย ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ทำการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
โดยรวมของท่านเอง

Prescription and nonprescription drugs:

เราต้องทราบว่า...
ยาทุกตัวที่คนเรากินเข้าไป จะผ่านเข้าสู่ตับ และถูกทำลายลงตามกระ
บวนการของมัน ดังนั้นให้ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่เราทุกคนที่กินยา
จะต้องตรวจสอบกับแพทย์ผู้ให้เรากินยานั้นๆ ทุกครั้ง
ว่า ยาตัวนั้นมีอันตรายต่อตับใหม ?

โดยทั่วไป ถ้าตับของเราเป็นปกติ ไม่มีแผลเป็น (scarred) เราสามารถ

กินยาส่วนใหญ่ได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะคนที่มีไวรัสตับอักเสบ B

มีข้อยกเว้นอย่างหนึ่ง นั่นคือยา acetaminophen (Tylenol)...

ในคนที่เป็นโรคตับอักเสบ ไม่ควรกินยาเกิน 2000 mg ใน 24 ชั่วโมง
ยาส่วนใหญ่ จะมียา 325 mg ถึง 500 mg.

และท่าน ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ B ไม่ควรกินยากลุ่ม NSAIDs

เช่น ibuprofen, naproxen, และ aspirin

Herbal medications:

เนื่องจากบ้านเมืองของเรามีสมุนไพรเป็นจำนวนไมน้อย
ซึ่งท่านสามารถหาซื้อ...กินได้ตามที่เพื่อนแนะนำ เพื่อรักษาโรคตับอัก
เสบของท่าน แต่ขอให้ทราบไว้ว่า...ขณะนี้ไม่มีสมุนไพรใดได้รับการ
พิสูจน์ว่า สามารถทำให้โรคไวรัสตับอักเสบ B ดีขึ้นได้...
แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือ สมุนไพรบางชนิดเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับได้

ดังนั้น ในขณะนี้ จึงมีข้อห้ามใช้สมุนไพรรักษาโรคตับ โดยเฉพาะไวรัส

ตับอักเสบ B

PREVENT INFECTION OF FAMILY:

เนื่องจากโรคไวรัสตับอักเสบ B ทั้งชนิดเฉีบพลัน และเรื้อรังต่างสามารถแพร่
กระจายไปสู่คนอื่นได้ ดังนั้น ใครก็ตามที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ B ควรปรึก
ษาวิธีลดความเสี่ยงต่อการแพร่เฃื้อให้แก่คนอื่น ๆ ดังต่อไปนี้:

 สำหรับคู่สมรส ให้ใช้ latex condom ทุกครั้งที่มีการร่วมเพศ

 ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับคนอื่น เช่น มีดโกนหนวด, แปลงสีฟัน
หรือสิ่งใดๆ ที่มีเลือดติด
 ให้ปิดแผลทุกชนิดด้วย bandage เสมอ
 ไม่บริจาคเลือดให้แก่คนอื่น ๆ
 ทุกคนในครอบครัว ควรตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ B
 และใครที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรได้รับการป้องกันเชื้อไวรัส
ตับอักเสบด้วยการฉีดวัคซีนกันโรคเสีย
 อย่าแบ่งปันสิ่งของ เครื่องใช้ให้แก่คนอื่น เช่น เข็ม กระบอกฉีดยา
 ทำความสอาดหยดเลือดด้วยยาฆ่าเชื้อทุกครั้งที่มีเลือดออก

คนที่เป็น หรือมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ไม่สามารถแพร่กระจ่ายทาง

 การกอดรัด หรือจูบ เว้นการจูบมาราธอน ?
 ไอ หรือ จาม
 ให้นมบุตร

โดยสรุป...สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับโรคไวรัสตับอักเสบ B ที่นำเสนอให้แค่นี้

น่าจะเพียงพอแก่การนำมาพิจารณาตั้งรับ เพื่อสู้กับไวรัสตับอักเสบ B ได้
ในระดับหนึ่ง...

<< Prev.


http://www.uptodate.com

Hepatitis B virus : เมื่อเลือดของเธอมีไวรัสตับอักเสบ B (5)

Aug. 24, 2013

Hepatitis B Treatment:


โดยทั่วไป    คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน (acute hepatiti B)

ไม่จำเป็นต้องรับการรักษา   เพราะ 95 % ของคนวัยผู้ใหญ่นั้น  พบว่า
ระบบภูมิคุ้มกันของเขา จะควบคุมการอักเสบจากไวรัสตัวดังกล่าวได้
และสามารถกำจัดเชื้อไวรัได้ภายใน 6 เดือน

สำหรับคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเรื้อรัง...

ได้มีการแนะนำให้ใช้ยาต่อต้านเชื้อไวรัส (antiviral medication)
ซึ่งสามารถลดเชื้อ... หรือทำให้ตับฟื้นสู่สภาพเดิม   และป้องกันไม่ให้เกิด
ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว (long term complecation of Hepatitis B)

Antiviral therapy:


มียาหลายตัวที่อยู่ในกลุ่ม antiviral medicines

ซึ่งถูกนำมาใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ B  แต่ไม่ได้หมายความว่า
ทุกคนที่เป็นตรวจพบเชือไวรัสตับอักเสบ B  จะต้องได้รับการรักษาทันที

ในกรณีที่ท่านไม่ได้รับการรักษาด้วยยาทันที...

ท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจดูให้รู้ว่า  เมื่อใดเชื้อไวรัสตับอักเสบ B 
มีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งหมายความว่า 
 ท่านจะต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัส (antiviral treatment) ทันที

และเมื่อท่านเริ่มให้การรักษาด้วยยา “ต้านเชื้อไวรัส”...

ท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจเลือด   เพื่อจะได้ทราบว่า  การรักษาที่ได้รับ
ดีขึ้นหรือไม่   รวมไปถึงอาการแพ้ (side effect)   หรือการดื้อยา (resistance)
และการตรวจสอบดังกล่าว  จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสิ้นสุดการ
รักษา เพื่อตรวจสอบว่า  การอักเสบไม่กลับเป็นขึ้นอีก

ยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ B ที่เราควรทำความเข้าใจ มี 6 ตัว ดังนี้:


 Lamivudine:


Lumivudine (Epivir-HBV®)  เป็นยา  ที่มีประสิทธิภาพในการลดฤทธิ์

เชื้อไวรัสตับอักเสบ B และการอักเสบของตับลง  เป็นนยาที่มีความปลอดภัย
ต่อคนที่เป็นโรคตับล้มเหลว (liver failure)
และลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับล้มเหลว และไม่ให้เกิดมะเร็งตับ

Laminvudine จะใช้ในขนาด 100 mg/day เป็นยารับทาน

ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาตัวนี้   ได้แก่คนไข้ที่เป็นโรคตับอักเสบจากเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบ B มักจะมีแนวโน้มที่จะเกิดดื้อยาได้ โดยเฉพาะ
ในรายที่ใช้ยาเป็นเวลานาน

 Adefovir:


Adefovir (Hepsera®) เป็นยาที่ถูกเลือกใช้รักษาในตอนแรกเริ่มของ

การรักษาคนไข้ที่ตรวจพบไวรัสตับอักเสบ B ซึ่งเชื้อไวรัสมีฤทธิ์ใน
การทำลาย (activity) และมีการอักเสบของตับ

ความแตกต่างของยา adefovir และ lamivudine....

จะพบว่า การต่อต้านของเชื้อไวรัสตับ B ที่มีต่อยา adefovir
มีได้น้อยมาก หรือไม่น่าเกิด เมื่อเที่ยบกับการใช้ lamivudine
นอกจากนี้ ยา adefovir ยังสามารถยับยั้งเชื้อที่ดื้อยา lamivudine
ได้อีกด้วย

การใช้ยาตัวนี้ เป็นยาสำหรับรับทานด้วยขนาด 10 mg/day

โดยใช้ติดต่อกันนาน 1 ปี คนไข้ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ยานาน เพื่อ
ควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบ B

Adefovir เป็นยาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์อ่อน (weak antiviral medicine)

และเชื้อไวรัสจะไม่ดื้อยา ส่วนยาตัวอื่นที่มีใช้ จะมีฤทธิ์แรงกว่ามาก

 Entecavir:


Entecavir (Baraclude®) จัดเป็นยาที่มีฤทธิ์แรงกว่ายา lamivudine

และ adefovir ในคนที่ไม่เคยได้รับยาต่อต้านเชื้อไวรัสมาก่อน
โอกาสที่เชื้อจะดื้อต่อยา entecavir นั้นมีน้อยมาก แต่หากเชื้อตัวนั้น
เคยดื้อต่อยา lamivudine มาก่อน...จะพบว่า เชื้อไวรัสมีแนวโน้มที่จะ
ดื้อต่อยา entecavir ได้ถึง 50 %

ขนาดของยา entecavir คือ 0.5 mg/day สำหรับคนที่ไม่เคยได้รับ

ยารักษามาก่อน และให้ 1.0 mg/day สำหรับรายที่ดื้อต่อการใช้ยา
Lamivudine

คนไข้ทุกรายที่เป็นไวรัสตัอกเสบ B จะต้องใช้ยาในระยะยาว เพื่อควบ

คุมเชื้อไวรัสตับอักเสบ B

 Tenofovir:


Tenofovir (Viread®) เป็นยาที่มีฤทธิ์แรงกว่า adefovir เป็นยาที่ใช้

ได้ผลดีต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบ B  โดยที่เชื้อดังกล่าวไม่ดื้อต่อยาตัวนี้
เป็นยารับทานขนาด 300 mg ต่อวัน  สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสตับอักเสบ B
ซึ่งดื้อต่อยา lamivudine, telbivudine  หรือ entecavir
แต่จะไม่มีผลต่อรายที่ดื้อต่อยา adefovir เลย

 Telbivudine:


Telbivudine (Tyzeka®) ...ยาตัวนี้จะมีฤทิ์มากกว่า lamivudine

และ adefovir การใช้ยาตัวนี้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ B มีโอกาสดื้อยาได้เสมอ 
และในรายที่ดื้อต่อการใช้ยา lamivudine มักจะดื้อต่อการใช้ยา telbivudine เช่นกัน

ยาตัวนี้ ใช้รับทานด้วยขนาด 600 mg ต่อวัน

โดยโอกาสเกิดดื้อยาได้น้อยมาก

 Interferon-alpha:


Interferon-alpha เป็นยาที่เหมาะสำหรับนำมาใช่รักษาคนที่เป็น

โรคไวรัสตับอักเสบ B   ผู้ซึ่งถูกตรวจพบว่า  เชื้อไวรัสอยู่ในระดับที่
จะก่อให้เกิดอันตราย (virus activity),  มีการอักเสบของตับ,   และ
ไม่เกิดภาวะตับแข็ง (no cirrhosis)

เราจะพบว่า ทั้ง conventional interferon และ pegylated interferon

ต่างได้รับการยอมรับจากองกค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา

สาร Interferon-alpha  อาจเป็นยาที่เหมาะสมกับคนหนุ่ม 

โดยเป็นไวรัสตับอักเสบ B   ซึ่งโรคยังไม่พัฒนึงขั้นสุดท้าย (advaced liver disease)
ซึ่งไม่ปราถนาที่จะรักษาเป็นเวลานาน

แต่สารตัวนี้จะไม่เหมาะที่จะใช้ในรายเป็นโรคตับแข็ง (cirrhosis) 

หรือในรายที่เกิดมีตับอักเสบเกิดซ้ำขึ้นอีกเมื่อมีการผ่าตัดเปลี่ยนตับ

การให้สาร interferon จะให้ในเวลาอันจำกัดเท่านั้น...

สำหรับสาร Pegylated interferon เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยาว
โดยให้อาทิตย์ละหนึ่งครั้ง  ติดต่อกันนานสถึงหนึ่งปี
ซึ่งจะแตกต่างจากการรักษาตับอักเสบด้วยวิธีอื่น ๆ
โดยรับทานเป็นเวลาหลายปีจนกว่าอาการจะดีขึ้น

ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานด้านการดื้อยาของเชื้อไวรัสต่อสาร interferon

และผลเสียที่เกิดจากการใช้ยาตัวนี้ คือ ต้องฉีดเพียงอย่างเดียว
และอาจเกิดผลข่างเคียงได้

<< Prev    Next >>

Hepatitis B virus : เมื่อเลือดของเธอมีไวรัสตับอักเสบ B (4)

Aug. 24, 2013
(continued)


การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ B:
ในการวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบ B นั้นกระทำได้ด้วยการตรวจเลือด
โดยมีการตรวจหลายอย่าง ซึ่งผลที่ได้จะนำมาวินิจฉัย หรือตรวจสอบดูว่า
ท่านมีการอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ B หรือไม่

การตรวจเลือดสำหรับตรวจหาไวรัสตับอักเสบ มีดังต่อไปนี้:


 Hepatitis B surface antigen (HBsAg)

HBsAg เป็นโปรตีนที่อยู่บนผิวของเชื้อไวรัสตับอักเสบ B โดยเราจะ
พบโปรตีนตัวดังกล่าวจะปรากฏในกระแสเลือดภายใน 1 – 10 อาทิตย์
หลังจากที่คนเรามีเชื้อไวรัสตัวดังกล่าวในกระแสเลือด
และจะปรากฏก่อนที่จะมีอาการของการอักเสบ

เมื่อคนไข้ฟื้นตัว (recover) จากการอักเสบ โปรตีน (HBsAg) จะหาย

ไปจากกระแสเลือดภายในเวลา 4 – 6 เดือน แต่ถ้าพบว่า
โปรตีน HBsAg ยังปรากฏในกระแสเลือด แสดงให้เห็นว่า
การอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ได้แปรสภาพเป็นการอักเสบ
ชนิดรื้อรังไปเสียแล้ว

 Hepatitis B surgface antibody (ตัวย่อ anti-HBs):

Anti-HBs จะทำหน้าที่ช่วยระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อไวรัสตับอักเสบ B
โดยโปรตีนตัวนี้ (anti-HBs) จะปรากฏในคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนต้าน
เชื้อไวรัสตับอักเสบ B มาก่อน และคนที่มีภูมิต้านทานตัวนี้ มักจะทำ
ให้เข้ารอดพ้นจากการเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ B
 Hepatiti B core antibody (ตัวย่อ...anti-HBc):
เป็นภูมิต้านทานที่ปรากฏในร่างกาย ซึ่งจะปรากฏตลอดช่วงที่มีการ
อักเสบจาเชื้อไวรัส B และจะยังคงปรากฏในกระแสเลือดภายหลังที่
คนไข้ได้หายจากการอักเสบไปแล้ว

ข้อสังเกตุ ภูมิต้านทานชนดนี้ (anti-HBc) จะไม่เกิดในคนที่ผ่านการ

ฉีดวัคซีนต้านไวรัสตับอักเสบ B มาก่อน

 Hepatitis B e antigen (HBeAg):

การตรวจพบสารตัวนี้ บ่งบอกให้ทราบว่า ในร่างกายของท่านมีเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบ B ซึ่งกำลังมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัส และ
การที่มี HBeAg ในเลือด ยังบอกให้ทราบถึงภาวะที่ท่านสามารถ
แพร่กระจายเชือโรคได้สูง

 Hepatitis B e antibody (anti-Hbe)

การตรวจพบสารตัวนี้ มักจะบอกให้เราทราบว่า การแบ่งตัว หรือการ
ทำสำเนาตัวของเชื้อไวรัสได้ลดลง แต่ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปยังมี
การแบ่งตัวในปริมาณสูง ซึ่งสามารถพบได้ในกระแสเลือด

 Hepatitis B DNA (HBVDNA):

HBV DNA เป็นสารพันธุกรรม (genetic material) ซึ่งมีในเชื้อไวรัส
ตับ B และมันจะหายไปเมื่อคนที่มีเชื้อไวรัสตัวดังกล่าวได้ฟื้นตัวสู่
สภาพปกติ (recover)

การตราจค่า HBV DNA เป็นการตรวจดูความเข้มค้นของเชื้อไวรัส

ที่ไหลเวียนในกระแสโลหิต ซึ่งแพทย์จะใช้ระดับของ HBV DNA
เป็นตัวพิจารณาตัดสินว่า จะให้การรักษาด้วยยา antiviral
medication หรือไม่ และยังใช้เป็นตัวติดตามผลของการรักษาว่า
การรักษาที่คนไข้ได้รับไปนั้นดีหรือไม่ ?

 Other tests:

นอกจากการตรวจที่กล่าวมา ยังมีการตรวจอย่างอื่น ซึ่งสามารถ
สะท้อนให้เราได้ทราบงถึงสภาพ (health) ของตับ โดยที่ไม่บ่งชี้
ถึงไวรัสตับอักเสบ B แต่อย่างใด

การตรวจดั้งกล่าว คือการตรวจดูเอ็นไซม์ของตับ (ALT และ AST),

Bilirubin, alkaline phosphatase, albumin, prothrombin time
และ platelet count

การเจาะเอาชิ้นเนื้อจากตับมาตรวจ (liver bipsy) จะไม่ทำเป็นเป็น

งานประจำในคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B

การตรวจดังกล่าว จะกระทำเพื่อตรวจดูการทำลายของเนื้อตับ

ในคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B เรื้อรัง โดยนำผลมาช่วยพิจารณา
ตัดสินใจว่า คนไข้รายนั้นๆ ควรได้รับการรักษาหรือไม่ และเพื่อ
ตรวจดูว่า ตับของคนไข้เป็นโรคตับแข็ง หรือมีมะเร็งหรือไม่ ?
ความกังวลใจของคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ที่มักจะถามเสมอ ๆ คือ
“เขามีโอกาสกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรงจากเชื้อไวรัสตัวดัวกล่าวหรือไม่?

การที่คนเราจะเกิดภาวะไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเรื้อรังได้นั้น ส่วนใหญ่

จะขึ้นกับ “อายุ” ขณะเกิดมีการอักเสบด้วยเชื้อไวรัสตัวดังกล่าว
การเกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง...พบว่า 90 % จะเกิดในเด็กที่ได้รับเชื้อ และ
เกิดอักเสบตั้งแต่แรกเกิด, 20 – 50 % จะเกิดในเด็กที่ได้รับการอักเสบ
ในช่วงอายุ 1 – 5 ขวบ ส่วนทีเกิดข้นในผู้ใหญ่นั้น มีพบได้เพียง 5 %

ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง B นั้น จะขึ้นกับการแบ่งตัว

ของเชื้อไวรัสว่า มีการแบ่งตัวได้รวดเร็วแค่ใหน และระบบภูมคุ้มกัน
ของท่านทำงานได้ดีแค่ใด...

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ทานมีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวได้

เร็วขึ้น นั่นคือ การดื่มของเมา (alcohol), มีไวรัสตับอักเสบ C เรื้อรัง
และเป็นโรค HIV.

<< Prev. Next >>

Hepatitis B virus : เมื่อเลือดของเธอมีไวรัสตับอักเสบ B (3)

Aug. 24, 2013
 (continued)

Hepatitis B Symptoms:
อาการของคนเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ B  มีได้แตกต่างกัน
ภายหลังจากเกิดการอักเสบจากเชื้อดังกล่าวเป็นครั้งแรก  มีลักษณะคล้าย
คนเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้,  ปวดท้อง, เมื่อยล้า,  ไม่อยากกินข้าว, 
คลื่นไส้,  บางรายอาจมีตัวเหลือง และตาเหลือง

ในรายทีมีการอักเสบรุนแรง  คนไข้อาจเกิดภาวะตับวาย
ซึ่งมีลักษณะสำคัญ เช่น  ตัวเหลือง ตาเหลือง, มีน้ำคั่งในร่างกาย,
และมีอาการสับสน  อย่างไรก็ตาม  มีคนไข้จำนวนไม่น้อยไม่มีอาการใด ๆ
โดยเฉพาะการอักเสบเกิดในเด็กเล็ก และในเด็ก...

และการคนมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ไม่มีอาการแสดงใด ๆ
ไม่ได้หมายความว่า  เชื้อไวรัสตับอักเสบ B  อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา

ในคนไข้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเรื้อรัง  ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการจนกว่า
โรคตับจะผ่านเข้าสู่ระยะสุดท้าย (late stage)  และอาการที่พบได้บ่อยที่สุด 
คือความรู้สึกเหนือยเพลีย  คนไข้ทุกรายที่เป็นไวรัสตับอักเสบ B เรื้อรัง
จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคตับแข็ง (cirrhosis)
และมะเร็งของตับ (CA liver)

Acute hepatitis B :
เมื่อท่านเกิดมีการอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ B เป็นครั้งแรก เขาเรียก
ว่า  ท่านเกิดตับอักเสบเฉียบพลัน  ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะหายเป็นปกติ
อย่างไรก็ตาม  มีประมาณ 5 % (1 ใน 20 )  ของเชื้อไวรัสจะไปอยู่ใน
ตับ  ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เชื้อไวรัสมีการแบ่งตัว หรือกอปปี้ตัวเอง

คนมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ในกระแสเลือด โดยไม่มีการอักเสบของตับ 
จะถูกเรียกว่า เป็นพาหะ ( carriers )  และถ้าตับถูกทำลาย (liver damage)
จากการมีอักเสบต่อเนื่องเป็นเวลานาน  และจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า
ตับอักเสบเรื้อรัง (chronic hepatitis)

Chronic hepatitis B:
คนที่เป็นโรคเรื้อรังจากไวรัสตับอักเสบ B  มักจะเกิดในคนที่มีเชื้อไวรัสตั้ง
แต่แรกเกิด  โดยจะพบเห็นในประชาชนใน  southeast Asia,  China,
และ sub-Saharan Africa  เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ B ชนิดเรื้อรัง
โดยพบได้ถึง 1 ใน 10



Hepatitis B virus P. 2 : เมื่อเลือดของเธอมีไวรัสตับอักเสบ B


Aug. 24, 2013

How did I become infected with hepatitis B ?


คนเราสามารถได้รับเชื้อไวรัสตับ B (HBV) ได้หลายทางด้วยกัน เป็นต้นว่า:


 Contaminated needles:


การใช้เข็มที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส B สามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปสู่

คนอื่นๆ ได้ ซึ่งเราจะพบเห็นในคนที่ได้รับการสักตามตัว(tattooing),
การฝังเข็ม และเจาะใบหู (เข็มที่เจาะปนเปื้อนเชื้อไวรัสตัวอักเสบ B)

 Sex:


การสัมผัสทางเพศกับคนที่เป็นโรค...เป็นหนทางที่แพร่กระจายเชื้อ

โรคได้บ่อยที่สุด หากท่านมีการอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอักเสบ B
ท่านต้องแน่ใจว่า คู่สมรสของท่านต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน
โรคเป็นท่เรียบร้อย...

 Mother to infant:


มารดาที่เป็นตับอักเสบจากเชื้อไวรัส B สามารถแพร่กระจายเชื้อโรค

สู่ผู้เป็นลูกในขณะคลอด และการผ่าตัดเอาบุตรออกทางหน้าท้อง
(C-section) ก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายได้

ส่วนการให้นมบุตรของคนเป็นโรคดังกล่าว   ผู้เชี่ยวชาญต่างเชื่อว่า

ให้นมบุตรมีความปลอดภัย

สตรีทุกคนที่ตั้งท้องควรทำการตรวจเลือด   เพื่อตรวจดูร่องรอย (marker)

ที่บ่งบอกว่า   เธอไม่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B   โดยตรวจหา HBaAg
(hepatitis B surface antigen)  ถ้าเลือดที่รวจไม่พบ HBsAg   แสดงว่าเธอปกติ

ถ้าสตรีตั้งครรภ์...ตรวจพบ HBsAg  จากกระแสเลือด   แสดงว่าสตรี

คนนั้นมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B...

ในตรีที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ( HBsAg).  หลังคลอด ...

บุตรที่เกิดจากเธอจะต้องฉีดสารที่เรียก hepatitis B immunoglobulin
หรือ HGGB ทันที  โดยสารดังกล่าวสามารถป้องกันทารกจากเชื้อไวรัสตับอักเสบได้
แต่มันจะปกป้องกันในระยะสั้นๆ  2- 3  เดือนเท่านั้นเอง

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ทารกติดเชื้อไวรัส

จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B ให้ทารกคนนั้นทันที...
และฉีดเข็มที่สองในเดือนทีสอง และเข็มสุดท้ายในเดือนที่ 6
ทั้งหมดรวมสามเข็ม

เมื่อเด็กอายุได้ 9 – 18 เดือน....

ควรทำการตรวจเลือดของเด็กดูว่า เด้กติดเชื้อ (HbsAg) หรือไม่ พร้อม
กับเช็คดูว่า เลือดของเด็กมภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสตับอักเสบ B (anti-B )

ถ้าเด็กไม่มีภูมิต้านทานเลย (antibody test negative)...

เด็กควรได้รับวัคซีนเข็มที่สี่ในตอนนั้นเสียเลย
ในบางราย  ก่อนคลอดบุตรในเดือนสุดท้าย  ผู้เป็นมารดาควรได้รับยา
รักษา  เพื่อลดปริมาณของเชื้อไวรัสลงก่อนที่จะคลอดบุตร

 Close contact:


ไวรัสตับอักเสบ B สามารถแพร่กระจายสู่คนใกล้ชิด   โดยจะเกิดขึ้น

ได้โดยสัมผัสกับเลือด  หรือส่วนที่เป็นน้ำที่ออกจากร่างกายของคนเป็น
โรค และเชื้อโรคจะผ่านรอยแตกเล็ก ๆ  บนผิวหนัง,  ในปาก,  หรือตา
เข้าสู่ของคนที่ถูกสัมผัส

เชื้อไวรัสสามารถมีชีวิตนอกร่างกายของมนุษย์เรา   ซึ่งหมายความว่า

การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน หรือใบมีดโกน  สามารถแพร่
กระจายเชื่อไวรัสจากคนสู่คนได้

 Blood transfusion and organ transplantation:

ในปัจจุบัน  โอกาสที่ไวรัสตับอักเสบ B  จะผ่านเข้าสู่คนไข้ในขณะผ่าตัด
เป็นได้ยากมากๆ เพราะจะมีการระมัดระวังอย่างเข็มงวด 
 โอกาสที่จะมีการแพร่เชื้อแทบเป็นศูนย์

 In the Hospital:


ในโรงพยาบาล  เราจะพบว่า  เชื้อไวรัสตับอักเสบ B สามารถแพร่จากคนไข้

รายหนึ่งสู่คนอื่น   หรือจากคนไข้สู่แพทย์  หรือสู่พยาบาล
โดยผ่านเข็มที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสได้ แต่โอกาสที่แพทย์จะแพร่เชื้อสู่คนไข้นั้น
เป็นไปได้น้อยมาก

การป้องกันด้วยการปิดมาสค์ ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสคนไข้

สามารถป้องกันโรคได้

<< Prev. Next >>

Hepatitis B virus : เมื่อเลือดของเธอมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B (1)


Aug. 2 4, 2013

เจ้าหน้าที่พยาบาล หน่วยโรคตับอักเสบท่านหนึ่ง...
ได้อธิบายให้คนไข้ทั่วไปที่กำลังรอตรวจว่า....
ในปัจจุบันนี้ มีคนเป็นวัสตับ B กันมากพอสมควร ในจำนวนสิบกว่าคน
จะมีสักหนึ่งคนที่พบว่า เลือดของตนมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B
ทำให้คนที่รับฟังเกิดคั่นเนื้อคั่นตัวไปตามๆ กัน ต่างเกิดมีความกลัว และ
กังวลใจว่า ตนเองจะเป็นหนึ่งในจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ?



 Got to.....http://www.retroscope.eu/

บางคนมีโอกาสได้ตรวจเลือด เพื่อเช็คดูว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B...?
สำหรับคนที่ผ่านการตรวจเลือดแล้วพบว่า เลือดของตัวเองปลอดเชื้อไวรัส
ต่างดีใจแสดงออกทางสีหน้า ซึ่งบอกให้ทราบทางสีหน้า
แต่บังเอิญหนึ่งในจำนวนดังกล่าว เลือดของเธอ มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B
ความรู้สึกของเธอขณะที่เธอได้ทราบผลได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

มีคนเปรียบสีหน้าของคนกับดอกกุหลาบ...
เวลาที่คนเรามีมีความรู้สึกเป็นปกติทั้งกาย และใจ สีหน้าจะเหมือนดอก
กุหลาบยามถูกน้ำค้าง แต่สำหรับคนที่เป็นโรค โดยเฉพาะคนที่ทราบว่า
เลือดของตนเองมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B เราจะเห็นสีหน้าของเธอ/เขา
เปลี่ยนแปลงไป เสมือนดอกกุลหลายถูกแดดเผาจนเหี่ยวเฉา
เห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย

การที่คนเรา มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ภายในเลือด
ส่วนใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ มันอาจหายไปได้เอง มีเพียงส่วนน้อย
ที่จะเปลี่ยนไวรัสตับอักเสบ B เรื้อรัง หรือแปรสภาพเป็นภาวะที่น่ากลัวได้
แต่หากมีการวางแผนรักษาดี...ย่อมทำให้เชื้อโรคตัวดังกล่าว
อยู่ภายใต้การควบคุมได้

ทำอย่างไร ?

ด้วยการใช้กลยุทธจากตำรา “พิชัยสงครามของซุนวู” ...
เราน่าจะควบคุมโรค หรืออยู่กับโรคโดยไม่ต้องกลัวอีกต่อไป
ภายใตการควบคุมสุขภาพกายของเราให้ดี ซึ่งเป็นการเตรียมกายให้พร้อม
และศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น และวางแผน
อย่างเป็นระบบ...ชัยชนะต่อโรค...มันจะไปใหนเสีย

ไวรัสตับอักเสบ B ...?

มีการประมาณการณ์เอาไว้ว่า ในโลกเราที่เราอาซันอยู่
มีคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B ในกระแสเลือด โดยทำหน้าที่เป็นพาหะ
(carriers) มีจำนวนถึง 300 ล้านคน และในจำนวนดังกล่าว มีการเสีย
ชีวิตจากการเป็นโรคตับอักเสบถึงปีละ 5 แสนคน
นับเป็นตัวเลขที่สูงจนน่ากลัว

โชคยังดี...ที่เรามียาจำนวนหลายตัวสำหรับใช้รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ B
ชนิดเรื้อรัง และไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังมีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคดังกล่าว
อีกด้วย ซึ่งได้รับการยืนยันว่า เป็นวัคซีนที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
ต่อการป้องกันโรคดังกล่าวได้สูงมาก

>> Next : How did I become infected with hepatitis?