วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

สำหรับท่านที่เป็นโรคพาร์กินสัน P. 7 : AMANTADINE

Dec. 29, 2013

Amantadine (Symmetrel®) เป็นยาต้านไวรัส (antiviral drug)
ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อชัรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ (influenza) แต่พบว่า
ทำให้อาการ tremor, akinesia และ rigidity เพียงเล็กน้อยดีขึ้นได้
แต่อาการที่ดีขึ้นจะเป็นชัวระยะสั้น ๆ เท่านั้น

หากใช้ร่วมกับ levodopa ยา amantadine อาจช่วยลดอาการที่เกิด
จากการใช้ยา levodopa (motor fluctuation & dyskinesia) ใน
คนไข้ทีเป็นโรคพาร์กินสันระยะสุดท้ายได้
ส่วนใหญ่จะใช้รับทานวั้นละ 3 ครั้ง

ผลข้างเคียง (side effects):
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยได้แก่ ภาพหลอน และอาการสับสน,
และอาการบวมที่บริเวณข้อเท้า

<< PREV        NEXT >> P. 8 : TREATMENT FOR NON-MOTOR
                                                 SYMPTOMS

สำหรับท่านที่เป็นโรคพารืกินสัน P. 6: ANTICHOLINERGICS

Dec. 29,2013

ยากลุ่ม anticholinergic ถูกนำมาใช้ลดอาการสั่น (tremor) ของ
คนที่เป็นโรคพาร์กินสันที่มีอายุต่ำกว่า 70 ผู้ไม่มีอาการภาวะการเสีย
การเคลื่อนไหว หรือมีความลำบากในการเดิน

Anticholinergic อาจให้เพียงตัวเดียว หรือให้ร่วมกับ levodopa หรือ
ให้ร่วมกับ dopamine agonist ในรายที่เป็นมาก ๆ ซึ่งมีอาการสั่นอยู่
ตลอดเวลา

ยาในกลุ่ม anticholinergic drugs สำหรับให้เลือกใช้รักษาโรค PD
ได้แก่: trihexypenidyl, benztropine, orphenadrine, procyclidine,
และ berpiden ดดยที่ยาทุกตัวที่กล่าวมา เชื่อว่ามีผลดีพอๆ กัน

ขนาดของยาที่ใช้ในแต่ละครั้ง (Dosing):
Trihexyphenidyl (Artane) และ benztropine ถูกใช้รับทานวันละสอง
ถึงสามครั้ง

ผลข้างเคียง (Side effects)
ผลข้างเคียงของยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ทำให้ปากแห้ง, สายตาพล่ามัว, ท้อง
ผูก, คลื่นไส้, ปัสสาวะไม่หมด, หัวใจเต้นเร็ว, มีปัญด้านการขับเหงือ เป็น
เหตุให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนออกได้

นอกเหนือไปจากนี้...
โดยเฉพาะในคนสูงอายุ สามารถทำให้ความคิดไม่สดใส รวมถึงด้านความ
จำเสื่อม, สับสน และเกิดภาพหลอน

<< PREV    NEXT >>  P.7 : Amantadine

สำหรับท่านที่เป็นโรคพาร์กินสัน P. 5: COMT INHIBITORS

Dec. 29, 2013

COMT inhibitors หรือ catechol-O-methyl transferase inhibitors
มีหลายตัว เช่น talacapone (Tasmar®) และ entacapone (Comtan®)
เป็นยาที่ออกฤทธิ์ ทำให้ผลอันเกิดจากฤทธิ์ของ levodopa ยาวนานขึ้น
เริ่มต้นการรักษาโรคด้วยยาในกลุ่ม COMT ถูกนำมาใช้ในรายที่ได้ทีไม่
ตอบสนองต่อการใช้ยา levodopa

ขนาดของยาที่ใชในแต่ละครั้ง (Dosing)
Tacapone เป็นยาใช้รับประทานวันละสามครั้ง
ส่วน entacapone จะถูกใช้กับยา levodopa...

ผลข้างเคียง (Side effects)
ผลข้างเคียงของยา entacapone และ tolcapone ได้แก่ dyskinesia,
Hallucinations, confusion, nausea, diarrhea, orange discoloration
Of the urine และ ความดันโลหิตลดต่ำเมื่อลุกยืน

นอกจากนั้น Tolcapone อาจทำให้เอ็นไซม์ของตับเพิ่มขึ้น...
ดังนั้น การตรวจเลือดอาจจำเป็นต้องตรวจดูระดับเอ็นไซม์ตัวดังกล่าว

<< PREV       NEXT >> P. 6 : ANTICHOLINERGICS

สำหรับท่านที่เป็นโรคพารกินสัน P. 4 : DOPAMINE AGONISTS

Dec. 29, 2013

Dopamine agonists (DAs) เป็นอาวุธชิ้นที่สาม หรือยาตัวที่สาม 
ที่แพทย์เรานำไปใช้ในการรักษาคนไข้ที่เป็นโรคพาร์กินสัน
โดยยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยตรงด้วยการกระตุ้น dopamine receptors
ที่อยู่ภายในสมอง ซึ่งยาในกลุ่มนี้มียาหลายขนานด้วยกัน เช่น


o Bromocriptine (Parlodel®)
o Pramipexole (Mirapex®)
o Ronpinirole (Requip®)
o Transdermal rotigotie (Neupro®)
o Apomorphine (Apolyn®) เป็นยาที่ใช้ฉีด

ผลจากการศึกษาในคนพบว่า...
Dopamine agonists จะใช้ได้ผลดีในการควบคุมอาการของคนที่เป็น
โรคพาร์กินสัน แต่ผลที่ได้สู้ผลที่เกิดจาก levodopa ไม่ได้ แถมยังมี
ผลข้างเคียงมากกว่าเสียอีก เช่น ทำให้ง่วง, ขาบวม, และก่อให้เกิด
ภาพหลอน

เราอาจใช้ dopamine agonists เพียงอย่างเดียวตั้งแต่เริ่มแรกเพื่อการ
รักษาคนเป็นโรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะโรคที่เกิดก่อนอายุ 65 โดยการ
ใช้ยาตัวนี้ สามารถชะรอการใช้ยา levodopa ออกไปสักระยะหนึ่ง
ทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงจากการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยา
Levodopa ได้ (motor compliction and dyskinesias)

ยากลุ่มนี้ (DAs) อาจนำมาใช้ควบคุมอาการในช่วงแรกๆ ของคนเป็นโรค
พาร์กินสัน...และมีบางรายอาการของโรคเลวลง จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น
ใช้ยา levodopa ภายในระยะไม่กี่ปี นอกจากนั้น เรายังพบว่า
ผลจากการใช้ยากลุ่ม DAs จะสู้ยาใน levodopa ได้

ดังนั้น เมื่อจะตัดสินใจเลือกใช้ยาตัวใด ต้องพิจารณาถึงผลประโยชน์ที่
จะได้จาก dopamine agonists (ซึ่งมีภาวะแทรกซ้อนน้อยหากชะลอการ
ใช้ยา levodompa) รวมถึงอันตรายที่จะเกิดจากใช้ยา (ซึ่งผลดีน้อยกว่า
ผลข้างเคียง)

ขนาดของยาที่ใช้แต่ละครั้ง (Dosing)
เป็นยาเม็ดใช้รับปทานอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง
Apomorphine เป็นยาเพียงตัวเดียวที่ใช้สำหรับฉีดเข้าเสิ้นเลือดดำ
ส่วนยา Rotigotine (Neupro®) เป็นยากลุ่ม Das ซึ่งใช้วางแปะไว้ที่ผิว
หนัง (skin patch)

ผลข้างเคียง (Side effects)

ผลข้างเคียงของยากลุ่ม DAs ได้แก่ ง่วงนอน, คลื่นไส้, อาเจียน,
ความดันลดต่ำเมื่อลุกยืน, สับสน, ประสาทหลอน และมีอาการบวม
ที่ขา และเท้า ในบางรายผลข้างเคียงจะก่อกวนให้คนไข้ไม่สามารถ
ใช้ยาได้จนถึงขั้นเลิกใช้ยา

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลข้างเคียง กระทำได้ด้วยการใshยาในขนาดต่ำ
แล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดของยาขึ้นยาช้า ๆ .ในภถายหลัง
สามารถลดผลข้างเคียงได้

<< PREV    NEXT >>: P. COMT INHIBITORS

สำหรับท่านที่เป็นโรคพารกินสัน, P. 3 : MAO B INHIBITORS

Dec. 29, 2013
อาวุธชิ้นที่สองที่ถูกนำมาใช้รักษาโรคพาร์กินสัน คือ
Monoamine oxidase B (MAO B) inhibitors ซึ่งมีหลายตัวด้วยกัน
เช่น Selegiline (Eldepryl®), Emesam®, Zelapar®), และ
Rasagiline (Azilect®)

ยากลุ่ม MAO B จะทำงานด้วยการออกฤทธิ์ยับยั้งสารโปรตีน ซึ่งทำ
หน้าที่ทำให้สาร dopamine ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้
ยา MAO B จัดเป็นสารที่ออกฤทธ์ได้นาน และลดอาการต่างๆ ของ
โรคพาร์กินสันได้ในระดับพอประมาณ

ยากลุ่ม MAO B อาจช่วยปกป้องเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่สร้างสาร
Dopamine อย่างไรก็ตามผลประโยชน์ที่พึงได้จากยากลุ่นี้ปรากฏว่า
มีน้อยมาก และในบางรายคนอาจไม่สังเกตุว่ามีอะไรดีขึ้นเลย

เราสามารถใช้ยา MAO B inhibitors เพียงอย่างเดียว
หรือใช้ร่วมกับสาร levodopa หรือยารักษาโรคพาร์กินสัน
(antiparkinson drugs)

ขนาดของยาที่ใช้แต่ละครั้ง (Dosing)
Selegiline เป็นยาเม็ดใช้รับทานวันละคร้ง โดยให้ตอนเช้า และตอนบ่าย
โดยใช้วันละครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการนอนไม่หลับ
Zelapar® ใช้อมเป็นยาละลายใต้ลิ้น ใช้วันละครั้ง

ผลข้างเคียง (Side effects)
ผลข้างเคียงที่เกิดจากยา MAO B inhibitors ได้แก่ คลื่นไส้, ปวดศีรษะ,
นอนไม่ค่อยหลับ...หลับยาก
ในคนสูงอายุที่เป็นโรคพาร์กินสัน...
หากใช้ยา selegiline มักจะทำให้เกิดอาการสับสน จึงทำให้ยาดงกล่าว
ไม่แนะนำให้ใฃ้ในกลุ่มสูงอายุ

การใฃ้ยาต้านอาการซึกเศร้า (antidepressants) ร่วมกับยา MAO B
Inhibitors พร้อมกัน สามารถทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้อย่างมาก ๆ
โดชคดีที่เราไม่ค่อยใช้ยาตัวนี้

ในการใช้ nonspecific MAO inhibitors บางครั้งถูกนำไปใช้รักษาภาวะ
Depression นั้น สิ่งที่ต้องระวัง คือ ห้ามใช้ร่วมกับอาหารที่มีสาร tyramine}
Cheese เก่า และ ไวน์แดง

ส่วน selegiline และ rasagiline เป็น specific MAO inhibitors
ซึ่งหมายความว่า การใช้กลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องอาหาร

<< PREV      NEXT >> :สำหรับท่านที่เป็นโรคพารกินสัน P. 4 : DOPAMINE AGONISTS

สำหรับท่านที่เป็นโรคพาร์กินสัน P. 2 :: LEVODOPA

Dec. 30, 2013

ยา หรืออาวุธประจำกายของแพทย์...ผู้รักษาโรคพารกินสัน
 มีให้เลือกใช้ด้วยกัน 6 กลุ่ม  ซึ่งมีจำนวนมากพอๆ กับอาวะคู่มือของคน
เล่นกอล์ฟทั้งหลายให้เลือกใช้ตามสถานการณ์...

ในจำนวนยาทั้งหลาย  ต่างมีคุณสมบัติที่ผู้ใช้ควรเรียนรู้ เพื่อใช้ให้ถูกต้อง
ต่างมีคุณสมบัติในการออกฤทธิ็แตกต่างกันไป
ที่พวกเราในฐานะคนทั่วไปควรรู้มีดังต่อไปนี้ :

 Levodopa
 dopamine agonist (DAs)
 inhibitors of enzymes that inactivate dopamine (ซึ่งได้แก่
 MOA B inhibitors และ COMT Inhibitors)
 Anticholinergics
 Amantadine

LEVODOPA:
Levodopa จัดเป็นยาที่ใช้รักษาอาการของโรคพาร์กินสัน ที่มีประสิทธิภาพ
มากที่สุด โดยมีประสิทธิภาพในการรักษาการเคลื่อนไหวผิดปกติของส่วน
ต่างๆ ของร่างกาย (akinesia) รวมถึงอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนือได้ดีที่
สุด

อาการสั่นของร่างกาย (tremor) รวมถึงการยืน (standing)และการ
ประสานกันในการทำงาน จะไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา levodopa
เท่าที่ควร

ยาที่จัดอยู่ในกลุ่ม levodopa ถูกผลิตขึ้นหลายรูปด้วยกัน และใน
แต่ละสูตร จะมีส่วนประกอบของยาตัวอื่น (carbidopa) ที่มีความเข็ม
ข้นที่แตกต่างกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสาร levodopa และเพื่อ
ลดผลข้างเคียงอันจะเกิดจากยา levodopa สำหรับสาร carbidopa
เพียงตัวเดียวจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด

 ในสหรัฐฯ...ยา carbidopa-levodopa มีชื่อเรียก Sinemer®
หรือ Parcopa® ยา Sinemet® เป้นยาเม็ดสำหรับกลืน ส่วน
Parcopa® เป็นยาอมใต้ลิ้น

ยา Sinemet® ถูกผลิตออกมาในสามสูตรดัวยกัน: 10/100,
25/100 และ 25/250 (เลขตัวเศษ เป็นจำนวนมิลลิกรัมของ
สาร carbidopa ส่วนตัวส่วนเป็นของ levodopa)

นอกจากนั้น ยังมีสูตรยาชนิดที่ออกฤทธืนาน (slow release)
จำนวนสองขนาน: Controlled release carbidompa-levodopa
(CR Sinemet®) 25/100 และ 50/200

 ใน Canada และ Europe จะมีสูตรยาที่แตกต่างออกไป โดย
 มีส่วนผสมเป็น levodopa กับ benserazide (Madopar®
หรือ Prolopa®)

ขนาดยาที่ใช้ต่อครั้ง (Dosing)
โดยทั่วไป การรักษาโรคพาร์กินสัน เราจะเริ่มต้นด้วยการให้ยาเม็ดออก
ฤทธิ์เร็ว รับทานวันละ 2 – 3 ครั้งพร้อมอาหาร หรือของว่าง เพื่อลดผล
ข้างเคียง (คลื่นไส้) ซึ่งมีการเพิ่มขนาดยาในภายหลัง โดยคำนึงถึง
ความสามารถของคนไข้ที่จะทนต่อการใช้ยาได้ และใช้ขนาดของยาให้
ต่ำสุด เพื่อควบคุมอาการต่างๆ ของคนไข้

ในยบางราย...อาจมีการเปลี่ยนยาที่ออกฤทธิ์ช้า (slow-released pill)
ซึ่งนอกจากจะลดขนาดของยาลงแล้ว ยังอำนวยความสดวกด้วยการ
รับทานยาเพียงวันละครั้งเท่านั้น

ผลข้างเคียง (Side effects)
ผลข้างเคียงจากการใช้ levodopa ทีพบได้บ่อย คือ คลื่นไส้, ง่วงนอน,
วิงเวียน, และปวดศีรษะ...นั้นเป็นขขนาดเบา
ส่วนผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ อากาสับสัน (confusion,ประสาทหลอน
Jallucination), อาการหลงผิด (delusion), กระสับกระส่าย (agitation),
และความผิดปกติของจิต (psychosis)

อาการต่างๆ ที่กล่าวมากมักจะเกิดขึ้นกับคนสูงอายุเสียเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งเราสามารถหลีกเลี่ยง หรือลดอาการข้างเคียงดังกล่าวได้
โดยเริ่มด้วยยี่มีขนาดต่ำ ๆ และค่อยๆ เพิ่มขนาดยาอย่างช้า ๆ

Motor complications
ในการรักษาคนเป็นโรคพาร์กินสัน...
มีเป็นจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการรักษาด้วยยา levodompa เป็นเวลา
นาน 5 – 10 ปีผ่านไป มักจะปรากฏมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น โดยฃ
คนไข้ตอบต่อยาได้ไม่สม่ำเสมอ (fluctuation) มีการเคลื่อนไหวผิด
ปกติ (dyskinesias) มีการกระตุกของกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว (rapid
Jerking) หรือกล้ามเนื้อเหยียดเกร็งอย่างช้าๆ

การเกิด Motor fluctuation และ dyskinesias จากการใช้ยา levodopa
ในระยะยาวนั้น สามารรถพบได้ประมาณครึ่งหนึ่ง

ในการใช้ยา levodopa เพื่อรักษาโรคพาร์กินสันนั้น...
ได้ก่อให้เกิดความกังวลใจในประเด็นที่ว่า ยา levodopa มีฤทธิ์ไปเพิ่ม
การทำลายเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้าง dopamine ในสมอง...แต่ไม่มีหลัก
ฐานเพียงพอที่จะให้เลิกการใช้ยาตัวดังกล่าว เพราะยังใช้ได้ผลดีในคน
ส่วนใหญ่ ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคนใช้สาร levodopa
เมื่ออพบว่า อาการของโรคกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไข้

ในปัจจุบัน ยังคงมีการดำเนินการทดลองการใช้ยา levodopa
เพือตรวจสอบประโยชน์ที่พึงได้ กับอันตรายที่ได้จากการใช้ยา
ดังกล่าว


   <<  PREV        NEXT >>>  : สำหรับท่านที่เป็นโรคพารกินสัน P. 3 : MAO B INHIBITOR

สำหรับท่านที่เป็นโรค “พาร์กินสัน” P. 1: WHEN TO START PARKINSON TREATMENT

Dec. 30, 2013

พฤติกรรมใดๆ ในโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นอาชัพใด 
ต่างใช้สูตรเดียวกัน นั้นคือ : ...ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร เราต้อง
ตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้เสียก่อน...
".ไม่ทำได้ไหม ? หากจะทำ...จะทำเมื่อไหร่?, ทำอย่างไร?
และเมื่อทำไปแล้ว ผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร ?"

หากท่านใดก็ตาม ทำโดยไม่คิด...
ผลเสียย่อมมีโอกาสเกิดมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน ดังนั้น....
ท่านผู้เป็นครูทั้งหลายจึงได้พร่ำเตือนพวกเรา...ที่เป็นลูกศิษย์ว่า
"การกระทำใดๆ นั้นจะต้องเป็นผลประโยชน์มากที่สุด มีผลเสียน้อย
ที่สุดที่จะน้อยได้ หรือไม่มีผลเสียเลย..."

การให้ยารักษาคนไข้ที่เป็นโรคพาร์กินสันก็เป็นเช่นเดียวกัน...
ก่อนให้แก่คนไข้ที่เป็นโรคดังกล่าว   ยอมมีหลักให้ยึดถือ
นั้นคือ ต้องพิจารณาปัจจัยหลายอย่างที่อาจมีผลต่อการรักษา  เป็นต้นว่า
ความรุนแรงของโรค, วิถีชีวิตของคนไข้, ความสามารถที่จะเข้าถึงการรักษา 
และที่จะขาดไม่ได้ คือ ทั้งแพทย์ผู้ทำการรักษา คนไข้, รวมถึงสมาชิคใน
ครอบครัวต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกัน

ยาที่ถูกนำมาใช้ในการรักษคนไข้โรคพารกินสัน มีทั้งหมด 6 กลุ่มด้วยกัน
นั้นคือ:

 Levodopa
 dopamine agonist (DAs)
 inhibitors of enzymes that inactivate dopamine (ซึ่งได้แก่
 MOA B inhibitors และ COMT Inhibitors)
 Anticholinergics
 Amantadine

>> NEXT :  สำหรับท่านที่เป็นโรค "พาร์กินสัน P. 2  :LEVODOPA