Aug. 14, 2013
เมื่อท่านถูกวินิจฉัยโดยใครก็ตามว่า
ท่านไม่น่าเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรอก...
แต่ความสงสัยยังไม่หายไปจากท่าน กรณีเช่นนี้ ท่านต้อไปพบแพทย์เฉพาะทาง
เพื่อหาทางยืนยันคำวินิจฉัย และหากท่านเป็นโรคดังกล่าว
ท่านจะได้เริ่มรับการรักษาโดยเร็ว เพื่อปั้องกันไม่ให้ข้อของท่านถูกทำลาย...
เมื่อใดก็ตาม ท่านรู้สึกปวดข้อ เหมือนกับคนส่วนใหญ่เขาเป็นกัน
หรืออย่างน้อยก็นาน ๆ ครั้ง ท่านเกิดมีอาการปวดข้อ และเกิดมีข้อสงสัยว่า
ท่านอาจเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RA) ถ้าท่านมีอาการต่อไปนี้:
o ทุกเช้าท่านรู้สึกว่า ขยับข้อด้วยความลำบาก หรือข้อฝืด (joint stiffness)
o รู้สีกปวดข้ออย่างต่อเนื่อง (persitent pain)
o มีอาการปวดข้อ อาการจะเลวลงตามเวลาผ่านไป
o มีอาการข้อบวม, แดง, ร้อน, เจ็บเวลาสัมผัส
o มีอาการไข้ ร่วมกับอาการปวดข้อ
o มีอาการปวดหลายข้อ
o มีปัญหาข้ออักเสบหลายอย่าง ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการ
แคลื่อนไหว และการทำงาน
ภายหลังท่านได้รับการวินิจฉัยว่า ท่านเป็นโรคข้ออักเสบ (arthritis)...
สิ่งสำคัญที่ท่านจะละเลยไม่ได้ นั่นคือ ท่านต้องไปพบแพทย์ตามกำหนดนัด
เพื่อตรวจสอบการเปล่ยนแปลงในโรคของท่าน และผลการตอบสนองต่อการรักษา
ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้กำหนดเองว่า เธอต้องการพบท่านบ่อยแค่ใด
แต่หากท่านพบความผิดปกติ หรืออาการเลวลง หรือมีผลอันไม่พึงประสงค์
จากการใช้ยาเกิดขึ้น ท่านต้องไปพบแพทย์ทันที่...
เมื่อถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรครูมตอยด์
ท่านควรพบแพทย์สาขาใดดี ?
ถ้าแพทย์คนแรกที่ท่านพบ...
เป็นผู้ชำนาญด้านโรคข้อักเสบ (Rheumatologist) ถือได้ว่า
โชคเป็นของท่าน เพราะเขาเป็นแพทย์ที่มีความชำนาญให้การรักษาโรคดังกล่าว
นอกจากนั้น เขายังผ่านการฝึกอบรมการรักษาโรคข้ออักเสบ รวมถึงโรคที่มีส่วน
กระทบกับข้อ, กล้ามเนื้อ, กระดูก, ผิวหนัง และเนื้อเยื่ออื่น ๆ...
ซึ่งเชื่อแน่ว่า ท่านจะได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางท่านนั้นได้
ในขณะที่ท่านได้รับการดูแลรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านข้ออักเสบ
ท่านยังมีความจำเป็นต่องได้พบกับแพทย์ทั่วไป เพื่อดูแลสุขภาพด้านอื่น ๆ
ทั้งนี้เป็นเพราะ เมื่อท่านเป็นโรคข้ออักเสบ ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะไม่เป็น
โรคอย่างอื่นเลย ตามเป็นจริง ท่านอาจมีเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างอื่นได้
ขอให้ทราบไว้ว่า...
เมื่อท่านเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
การรักษายิ่งกระทำได้เร็วเท่าใด...ยิ่งดีต่อท่านเท่านั้น
ตามความเห็นของผูเชี่ยวชาญด้านโรคข้ออักเสบ...
ประเด็นร้อน ๆ ที่พวกเขาพูดกัน คือ เราจะให้การรักษโรครูมาตอยด์เมื่อใด
และควรรักษาอย่างไร จึงจะดีที่สุด ?
และนั้น คือผลประโยชน์ที่คนไข้พึงได้รับ
บางคนมีความเชื่อว่า คนเป็นโรคอักเสบ (RA) ควรได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด
ด้วยการให้ยารักษาโรครูมาตอยด์ ที่เพิ่งได้รับการพัฒนาเพื่อการรักษาโรคดังกล่าว
เป็นการเฉพาะ ซึ่งหากเราสามารถทำเช่นนั้นได้ เราย่อมสามารถหยุดยั้งไม่ให้โรค
เปลี่ยนแปลงเลวลง และเป็นช่วงเวลาสั้้น ๆ ก่อนที่ข้อจะถูกทำลายไป
เขาเรียกว่า “ Window of Opportunity”
ตามความคิดเห็นของ Salahuddin Lazi, MD, associate Professor
Of internal medicine & chief of rhuematology at the Dallas VA
Medical center กล่าวว่า...
“ช่วงเวลาแห่งความเหมาะสม หรือ “window of opportunity”
คือช่วงเวลา 2 ปี หลังจากโรค RA เริ่มมีอาการ...
ถ้าคนเป็นโรค RA ไม่ได้รับการรักษาในช่วงดังกล่าว หมายถึง 2 ปี ผ่านไป
จะเกิดมีการทำลายข้อ (joint erosion) ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า
ข้อมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง”
การรักษาโรครูมาตอยด์ ได้เร็วที่สุดนับแต่เกิดมีอาการ ไม่ใช้เรื่องใหม่
แต่เป็นแนวทางในำการปฏิบัติมานานนับตั้งแต่ปี 1989
ซึ่งมีการตีพิมพ์ในวารสาร ชื่อ The Lancet โดยการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญ
ในการเริ่มให้รักษาด้วยการให้ยา “ลดการอักเสบ” แต่เนิ่น ๆ
ต่อจากนั้น จึงตามด้วยการให้ยา hydroxychoroquine ( Plaquenil) และ sulfasalazine
ส่วนยา methotrexate ยังไม่ใช่ยาที่ถูกเลือกใช้เพื่อการรักษา
ส่วนยา biologics ยังไม่ถูกผลิตขึ้นมา
แต่ในปัจจุบัน จะเห็นว่า การรักษาโรครูมาตอยด์จะแตกต่างจาก 15 - 20 ปีที่แล้ว
โดยผู้เชี่ยวชาญจะรีบใช้ยาที่ผลิตขึ้นเพื่อรักษาโรคอย่างรวดเร็ว
เป็นการรักษาโรคในเชิงรุก (aggressive treatment) มากกว่าสมัยก่อน
ซึ่งหมายความว่า เขาจะเริ่มให้ยากลุ่ม DMARDs และยาที่ผลิตขึ้นใหม่ทันที
การรักษาโรครูมาตอยด์แต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญสำหรับคนไข้ที่มีแนวโน้มที่จะเกิด
ความรุนแรง หากเราสามารถทราบได้ว่า คนไข้รายใดจะแปรสภาพ
สู้ความรุนแรง จัดเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง
Stephen Paget, MD, rheumatologist & physcian-in-chief of
The Hosopital for Special Surgery inNewYork City ได้ให้ข้อคิดเห็น
ว่า:
“ถ้าคนไข้รายใด มีภูมิต้านทาน rhuematoid factor หรือ anti- CCP
(cyclic citrullinated Protein) ในช่วงใดช่วงหนึ่งของการเป็นโรค RA
นับจากวันแรกที่ตรงพบ ถึง 12 อาทิตย์ หรือ 12 ปี คนไข้รายนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิด
เป็นโรคเรื้อรัง และข้อมีแนวโน้มถูกทำลายลงอย่างรุนแรง
และคนไข้พวกนี้ ควรได้รับยารักษาเชิงรุก (aggressive treatment
พร้อมๆ กับติดตามดูอย่างใกล้ชิดด้วย ...”
ผลจากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ โดยการใช้ยา adalimumab (Humira)
ร่วมกับการใช้ methotrexate พบว่า หนึ่งในสองรายที่เป็นโรค RA อาการ
จะดีขึ้นภายใน 2 ปี
ในจำนวนคนไข้ 60 % คนที่เป็นโรครูมาตอยด์
หากได้รับการรักษาด้วยยาสองขนาดรวมกัน ( methotrexate + adalimumab)
พบว่า 50 % อกาการจะดีขึ้นภายใน 2 อาทิตย์ และจะคงเป็นเช่นนั้ืนนานถึงสองปี
โดยสรุป ในการรักษาคนไข้ที่เป็นโรค รูมาตอยด์ ที่ดี
คือเริ่มให้การรักษาแต่เนิ่น ๆ ด้วยการให้ยาที่ถูกพัฒนามาเพื่อโรคดังกล่าว
เป็นการเฉพาะ (DMARDs) ...นั่นคือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญโรคข้ออักเสบทั้งหลาย
http://www.arthritistoday.org/
วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556
สิ่งควรรู้ในโรคข้ออักเสลรูมาตอยด์ 3 (WHAT YOU NEED TO KNOW ABOUT RA)
Aug.13,2013
(continued)
How Will RA Affect You?
อาการต่าง ๆ ของโรครูมาตอยด์ จะมีความแตกต่างกันจากคนสู่คน
แต่ละคนที่เป็นโรคจะสังเกตุ เห็นการเปลี่ยนแปลงของของโรคในแต่วัน
โดยอาจขึ้นกับข้อใด ๆ ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเห็นการอักเสบเกิดขึ้นที่ข้อนิ้ว
มือข้อแรกที่คนเรา ทำ “มะเหงก เขกหัวคน” (Knuckles),
นอกจากนั้น ยังพบที่เท้า และข้อมือ
See picture on: http://www.cedars-sinai.edu/
ต่อมาภายหลัง จะมีการอักเสบของข้อศอก, ไหล่ และข้อเข่าทั้งสองข้าง
มีคนไข้บางคนที่เป็นโรค RA มีอาการน้อย โดยมีอาการกำเริบขึ้นเป็นบางครั้ง
ส่วนอีกคนอาจมีอาการรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และมีอาการเลวลงตามเวลาที่ผ่านไป
โรค RA สามารถทำให้ท่านรู้สึกเมื่อยล้า และรู้สึกไม่สบายทั่วทั้งร่างกาย
โดยเฉพาะระหว่างที่โรคกำเริบ...ท่านอาจกินข้าวไม่รู้สรสชาติ, น้ำหนักตัวลดลง,
มีไข้ต่ำ ๆ และแพทย์ผู้รักษา จะทำการตรวจเลือดของท่าน
โดยเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ซึ่งผลของการตรวจเลือดอาจพบว่า
เม็ดเลือดแดงของท่านลดต่ำลง....ซึ่งเป็นภาวะที่เรารู้กันว่า เป็นโรคโลหิตจาง
(Anemia)
ท่านอาจมีความรู้สึกเครียด, หงุดหงิด, ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
และมีความรู้สึกสูญเสียการควบคุมตนเอง ซึ่งมักจะพบเห็นในเป็นโรคเรื้อรัง
ดังนั้น การรักษาที่เหมาะสม รวมไปถึงการควบคุมความเครียดให้ได้
ย่อมเป็นวิธีทีดี ที่สามารถจัดการกับโรค RA
การวินิจฉัยโรค (RA)ให้ได้ไว พร้อมกับให้การรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม...
ย่อมสามารถป้องกันไม่ให้ข้อถูกทำลายได้
ในขณะที่เรายังไม่มีวิธีทำให้โรคหายได้ ...
อย่างน้อย ๆ นักวิจัยก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อค้นหาวิธีการรักษาโรค RA
ให้หายให้ได้นั้น การรักษาโรคจะมุ่งตรงไปยังการทำให้โรคทุเลาเบาลง
ผลการวิจัยในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า ข้อที่ถูกทำลายจนไม่สามารถแก้ไขได้ นั้น
เป็นผลมาจากการวินิจฉัยโรคได้ช้านั่นเอง ดังนั้น หมอส่วนใหญ่จะ "โฟกัส "
ไปจุดเริ่มต้นของการเกิดโรค หหรือระยะแรกๆ ของการเกิดโรครูมาตอยด์
แล้วรีบให้การรักษาอย่างรีบด่วน ด้วยการให้ยากลุ่ม DMARDs
(modifying anti-rheumatic drugs) โดยจะออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการต่าง ๆ
ในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบขึ้น
ในระยะเริ่มต้นของการเป็นโรครูมาตอยด์ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย DMARDs
แพทย์อาจเลือกที่จะใช้ยาในกลุ่ม DMARDs ซึ่งพึ่งผ่านการพัฒนา
เรียกว่า biologic response modifiers หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า biologics
โดยเป็นยาที่สร้างจาก genes หรือผลิตจากสิ่งที่มีชีวิต เช่น เชื้อไวรัส หรือจากโปรตีน
ซึ่งยาตัวนี้จะออกฤทธิ์ขัดขวางกระบวนการเกิดการอักเสบ
มีแพทย์หลายนายมักจะใช้ยา DMARDs ร่วมกับ biologics...
และเนื่องจากผลทิ่เกิดจากการใช้ยาทั้งสอง จำเป็นต้องใช้เวลาสักระยะ
ดังนั้น เราจึงเห็นแพทย์อาจสั่งยากลุ่ม NSAIDs เช่น aspirin เพื่อลด
การอักเสบ และใช้ยาลดอาการปวด (acetaminphen) แก่คนไข้
บางครั้ง แพทย์อาจสั่งยากลุ่ม corticosteroids ที่ออกฤทธิ์สั้นแก่คนไข้
เช่น prednisolone เพื่อลดการอักเสบ
การควบคุมโรครูมาตอยด์ จำเป็นต้องอาศัยทีมเวิร์ค
ในการรักษาโรครูมาตอยด์ จำเป็นต้องใช้ทีมเวิร์ค
โดยทั่วไป แพทย์ท่านแรกที่ให้การรักษาท่าน ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
(rheumatologist) ซึ่งเป็นอยุรแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อการวินิจฉัย
และการรักษาโรคข้ออักเสบ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับข้อ, กระดูก, กล้ามเนื้อ,
ผิวหนัง, และเนื้อเยื่ออย่างอื่น
ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว อาจได้รับการฝึกอบรมด้านโรคเด็ก, โรคข้อกระดูก, กายบำบัด,
เวชศาตร์การกีฬา, หรือแพทย์สาขาอื่น ๆ
ในขณะทีการรักษาของท่านกำลังดำเนินไปนั้น...
ท่านอาจพบเห็นผู้ให้การดูแลรักษา...หลายสาขา เป็นต้นว่า หมอโรคข้อ
และกระดูก ทำหน้าที่รักษาโรคกระดูกโดยตรง; พยาบาล ทำหน้าที่
ช่วยแพทย์ดูแลคนไข้; นักเวชศาสตร์ฟื้นฟู ทำหน้าที่กายบำบัด และโปรแกรมฟื้นฟู
สมรรถภาพ; นักกายภาพบำบัด ทำหน้าที่ช่วยให้ท่านรู้วิธีการบริหารร่างกาย
และทำให้ร่างกายแข็งแรง และป้องกันไม่ให้ข้อติดแข็ง;
นักกิจกรรมบำบัด ...ทำหน้าที่สอนให้ท่านไม่ให้ข้อของท่านทำงานหนักในขณะทำงาน;
เภสัชกร จะทำหน้าที่บรรจุยาให้แก่คนไข้; นักจิตวิทยา จะทำหน้าที่จัดการกับปัญหา
ที่เกิดขึ้นกับอารมณ์ โดยมีสาเหตุจากอาการปวดเรื้อรัง; และผู้แลด้านอื่น ๆ
และสุดท้าย...ท่านเป็นส่วนสำคัญของทีมเวิร์ค ที่ทำหน้าที่ในการรักษาโรค
ท่านจะต้องเรียนรู้เรื่องโรคของท่านให้มากที่สุดที่จะมากได้
ท่านต้องมั่นใจในการตรวจดูอาการของท่าน รวมถึงการจัดการกับปัญหาที่
เกิดจากโรคด้วยความมั่นใจ ยึดมั่นกับวิธีการรักษาของแพทย์ ปฏิบัติตามคำแนะนำ
ของแพทย์อย่างเคร่งคัด และเหนืออื่นใด ท่านต้องดูแลท่านตัวของท่านเอง
คนที่สามารถดูแลรักษาโรคได้ดีที่สุด...คือตัวท่านเอง
เมื่อท่านเป็นโรครูมาตอยด์ (RA)...
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ท่านจะต้องเอางานหนักเกิน (extra strain) ออกจากข้อ
อักเสบของท่าน การออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่ครบทุกอย่าง
สามารถส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของท่านได้
เป็นหน้าที่ของท่านเอง อย่าให้น้ำหนักเกิน เพราะการมีน้ำหนักเกินจะ
เพิ่มน้ำหนักลงบนข้อ ให้เกิดการทำลายข้อมากขึ้น
นอกจากนั้น ท่านต้องไม่ปล่อยให้ข้อของท่านอยู่นิ่ง ๆ ต้องให้ข้อเคลื่อนไหว
ให้มากที่สุดที่จะมากได้ การออกกำลังกายพอประมาณตามปกติ
จะช่วยลดอาการเมื่อยล้า, เพิ่มความแข็งแรง, และสร้างความยืดหยุ่นให้แก่
กระดูกและข้อ รวมถึงความรู้สึกที่ดีขึ้น
ผลจากการวิจัยพบว่า อาหารบางอย่างมี่ผลกระทบกับการอักเสบ...
ซึ่งอาจทำให้อาการดีขึ้น หรืออาการเลวลงได้
ดังนั้น อาหารที่ควรรับประทาน ควรเป็นอาหารประเภทธัญพืช และอาหาร
ที่มีประโยชน์ ซึ่งได้แก่ ผลไม้ และผักทั้งหลาย
ถ้าท่านกินยาประเภท steroids ท่านจะต้องรับประทานอาการที่มีแคลเซี่ยมสูง
ถ้าท่านรับประทานยา methotrexate ซึ่งบางครั้งจะก่อให้เกิดปัญหา
เกี่ยวกับตับ ท่านต้องระวัง ให้มาก และอย่าดื่มแอลกอฮอล
ซึ่งจะมีผลเสียต่อตับได้
<< Prev
http://www.arthritistoday.org
(continued)
How Will RA Affect You?
อาการต่าง ๆ ของโรครูมาตอยด์ จะมีความแตกต่างกันจากคนสู่คน
แต่ละคนที่เป็นโรคจะสังเกตุ เห็นการเปลี่ยนแปลงของของโรคในแต่วัน
โดยอาจขึ้นกับข้อใด ๆ ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเห็นการอักเสบเกิดขึ้นที่ข้อนิ้ว
มือข้อแรกที่คนเรา ทำ “มะเหงก เขกหัวคน” (Knuckles),
นอกจากนั้น ยังพบที่เท้า และข้อมือ
See picture on: http://www.cedars-sinai.edu/
มีคนไข้บางคนที่เป็นโรค RA มีอาการน้อย โดยมีอาการกำเริบขึ้นเป็นบางครั้ง
ส่วนอีกคนอาจมีอาการรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และมีอาการเลวลงตามเวลาที่ผ่านไป
โรค RA สามารถทำให้ท่านรู้สึกเมื่อยล้า และรู้สึกไม่สบายทั่วทั้งร่างกาย
โดยเฉพาะระหว่างที่โรคกำเริบ...ท่านอาจกินข้าวไม่รู้สรสชาติ, น้ำหนักตัวลดลง,
มีไข้ต่ำ ๆ และแพทย์ผู้รักษา จะทำการตรวจเลือดของท่าน
โดยเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ซึ่งผลของการตรวจเลือดอาจพบว่า
เม็ดเลือดแดงของท่านลดต่ำลง....ซึ่งเป็นภาวะที่เรารู้กันว่า เป็นโรคโลหิตจาง
(Anemia)
ท่านอาจมีความรู้สึกเครียด, หงุดหงิด, ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
และมีความรู้สึกสูญเสียการควบคุมตนเอง ซึ่งมักจะพบเห็นในเป็นโรคเรื้อรัง
ดังนั้น การรักษาที่เหมาะสม รวมไปถึงการควบคุมความเครียดให้ได้
ย่อมเป็นวิธีทีดี ที่สามารถจัดการกับโรค RA
การวินิจฉัยโรค (RA)ให้ได้ไว พร้อมกับให้การรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม...
ย่อมสามารถป้องกันไม่ให้ข้อถูกทำลายได้
ในขณะที่เรายังไม่มีวิธีทำให้โรคหายได้ ...
อย่างน้อย ๆ นักวิจัยก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อค้นหาวิธีการรักษาโรค RA
ให้หายให้ได้นั้น การรักษาโรคจะมุ่งตรงไปยังการทำให้โรคทุเลาเบาลง
ผลการวิจัยในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า ข้อที่ถูกทำลายจนไม่สามารถแก้ไขได้ นั้น
เป็นผลมาจากการวินิจฉัยโรคได้ช้านั่นเอง ดังนั้น หมอส่วนใหญ่จะ "โฟกัส "
ไปจุดเริ่มต้นของการเกิดโรค หหรือระยะแรกๆ ของการเกิดโรครูมาตอยด์
แล้วรีบให้การรักษาอย่างรีบด่วน ด้วยการให้ยากลุ่ม DMARDs
(modifying anti-rheumatic drugs) โดยจะออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการต่าง ๆ
ในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบขึ้น
ในระยะเริ่มต้นของการเป็นโรครูมาตอยด์ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย DMARDs
แพทย์อาจเลือกที่จะใช้ยาในกลุ่ม DMARDs ซึ่งพึ่งผ่านการพัฒนา
เรียกว่า biologic response modifiers หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่า biologics
โดยเป็นยาที่สร้างจาก genes หรือผลิตจากสิ่งที่มีชีวิต เช่น เชื้อไวรัส หรือจากโปรตีน
ซึ่งยาตัวนี้จะออกฤทธิ์ขัดขวางกระบวนการเกิดการอักเสบ
มีแพทย์หลายนายมักจะใช้ยา DMARDs ร่วมกับ biologics...
และเนื่องจากผลทิ่เกิดจากการใช้ยาทั้งสอง จำเป็นต้องใช้เวลาสักระยะ
ดังนั้น เราจึงเห็นแพทย์อาจสั่งยากลุ่ม NSAIDs เช่น aspirin เพื่อลด
การอักเสบ และใช้ยาลดอาการปวด (acetaminphen) แก่คนไข้
บางครั้ง แพทย์อาจสั่งยากลุ่ม corticosteroids ที่ออกฤทธิ์สั้นแก่คนไข้
เช่น prednisolone เพื่อลดการอักเสบ
การควบคุมโรครูมาตอยด์ จำเป็นต้องอาศัยทีมเวิร์ค
ในการรักษาโรครูมาตอยด์ จำเป็นต้องใช้ทีมเวิร์ค
โดยทั่วไป แพทย์ท่านแรกที่ให้การรักษาท่าน ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
(rheumatologist) ซึ่งเป็นอยุรแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อการวินิจฉัย
และการรักษาโรคข้ออักเสบ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับข้อ, กระดูก, กล้ามเนื้อ,
ผิวหนัง, และเนื้อเยื่ออย่างอื่น
ผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว อาจได้รับการฝึกอบรมด้านโรคเด็ก, โรคข้อกระดูก, กายบำบัด,
เวชศาตร์การกีฬา, หรือแพทย์สาขาอื่น ๆ
ในขณะทีการรักษาของท่านกำลังดำเนินไปนั้น...
ท่านอาจพบเห็นผู้ให้การดูแลรักษา...หลายสาขา เป็นต้นว่า หมอโรคข้อ
และกระดูก ทำหน้าที่รักษาโรคกระดูกโดยตรง; พยาบาล ทำหน้าที่
ช่วยแพทย์ดูแลคนไข้; นักเวชศาสตร์ฟื้นฟู ทำหน้าที่กายบำบัด และโปรแกรมฟื้นฟู
สมรรถภาพ; นักกายภาพบำบัด ทำหน้าที่ช่วยให้ท่านรู้วิธีการบริหารร่างกาย
และทำให้ร่างกายแข็งแรง และป้องกันไม่ให้ข้อติดแข็ง;
นักกิจกรรมบำบัด ...ทำหน้าที่สอนให้ท่านไม่ให้ข้อของท่านทำงานหนักในขณะทำงาน;
เภสัชกร จะทำหน้าที่บรรจุยาให้แก่คนไข้; นักจิตวิทยา จะทำหน้าที่จัดการกับปัญหา
ที่เกิดขึ้นกับอารมณ์ โดยมีสาเหตุจากอาการปวดเรื้อรัง; และผู้แลด้านอื่น ๆ
และสุดท้าย...ท่านเป็นส่วนสำคัญของทีมเวิร์ค ที่ทำหน้าที่ในการรักษาโรค
ท่านจะต้องเรียนรู้เรื่องโรคของท่านให้มากที่สุดที่จะมากได้
ท่านต้องมั่นใจในการตรวจดูอาการของท่าน รวมถึงการจัดการกับปัญหาที่
เกิดจากโรคด้วยความมั่นใจ ยึดมั่นกับวิธีการรักษาของแพทย์ ปฏิบัติตามคำแนะนำ
ของแพทย์อย่างเคร่งคัด และเหนืออื่นใด ท่านต้องดูแลท่านตัวของท่านเอง
คนที่สามารถดูแลรักษาโรคได้ดีที่สุด...คือตัวท่านเอง
เมื่อท่านเป็นโรครูมาตอยด์ (RA)...
สิ่งสำคัญที่สุด คือ ท่านจะต้องเอางานหนักเกิน (extra strain) ออกจากข้อ
อักเสบของท่าน การออกกำลังกาย และรับประทานอาหารที่ครบทุกอย่าง
สามารถส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของท่านได้
เป็นหน้าที่ของท่านเอง อย่าให้น้ำหนักเกิน เพราะการมีน้ำหนักเกินจะ
เพิ่มน้ำหนักลงบนข้อ ให้เกิดการทำลายข้อมากขึ้น
นอกจากนั้น ท่านต้องไม่ปล่อยให้ข้อของท่านอยู่นิ่ง ๆ ต้องให้ข้อเคลื่อนไหว
ให้มากที่สุดที่จะมากได้ การออกกำลังกายพอประมาณตามปกติ
จะช่วยลดอาการเมื่อยล้า, เพิ่มความแข็งแรง, และสร้างความยืดหยุ่นให้แก่
กระดูกและข้อ รวมถึงความรู้สึกที่ดีขึ้น
ผลจากการวิจัยพบว่า อาหารบางอย่างมี่ผลกระทบกับการอักเสบ...
ซึ่งอาจทำให้อาการดีขึ้น หรืออาการเลวลงได้
ดังนั้น อาหารที่ควรรับประทาน ควรเป็นอาหารประเภทธัญพืช และอาหาร
ที่มีประโยชน์ ซึ่งได้แก่ ผลไม้ และผักทั้งหลาย
ถ้าท่านกินยาประเภท steroids ท่านจะต้องรับประทานอาการที่มีแคลเซี่ยมสูง
ถ้าท่านรับประทานยา methotrexate ซึ่งบางครั้งจะก่อให้เกิดปัญหา
เกี่ยวกับตับ ท่านต้องระวัง ให้มาก และอย่าดื่มแอลกอฮอล
ซึ่งจะมีผลเสียต่อตับได้
<< Prev
http://www.arthritistoday.org
สิ่งควรรู้ในโรคข้ออักเสลรูมาตอยด์ 2 (WHAT YOU NEED TO KNOW ABOUT RA)
Aug. 13,2013
การวินิจฉัยโรค RA...(Diagnosing RA Can Be Tricky)
See picture ....http://www.om/medicinenet.com
เนื่องจากเราไม่มีวิธีตรวจที่สามารถยืนยันผลข้อวินิจได้ทันทีว่า
ท่านเป็นโรครูมาตอยด์ แพทย์จำเป็นต้องใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายดังกล่าว
ถ้าแพทย์ของท่านสงสัยว่า ท่านอาจเป็นโรค RA สิ่งแรกที่เขาจะต้องทำ
คือ การซักประวัติการเกิดโรคของท่าน ซึ่งจะช่วยให้เขาได้รวบรวมข้อมูลบางอย่าง
เกี่ยวกับอาการต่าง ๆ ของท่าน ที่อาจชี้ไปยังการเป็นโรค RA เป็นต้นว่า:
เมื่อท่านมีอาการปวดหลายๆ ข้อใช้หรือไม่ ? ข้อที่ทำให้ท่านรู้สึกปวด
สองข้างเป็นเหมือนกันใหม ? การเคลื่อนไหวข้อในตอนเช้าเป็นอย่างไร ?
และท่านมีความรู้สึกเมื่อยเพลียหรือไม่ ? เป็นต้น
แพทย์อาจประเมินความสามารถของท่านด้วยคำถามต่าง ๆ
ที่เขาเรียกว่า Health Assessment Questionnaire.... เป็นการตั้งคำถาม และ
ให้ท่านตอบ เพื่อวัดระดับความเจ็บปวด และผลกระทบทีเกิดกับชีวิตของท่าน
หลังจากนั้น แพทย์จะทำตรวจร่างกาย มองหา อาการบวม (swelling),
ตำแหน่งกดเจ็บ (Tenderness), และมีการเคลื่อนไหวของข้อติดขัด หรือฝืด,
หรือพบก้อน (nodules) ใต้ผิวหนัง
นอกจากนั้น แพทย์อาจขอให้ท่านทำงานบางอย่าง เพื่อประเมินความ
สามารถในการทำงานของท่าน
แม้ว่า แพทย์ของท่านจะทำการตรวจเลือดหา rheumatoid factor
ซึ่งเป็นภูมิต้านทานที่บ่งบอกให้เราได้ทราบว่า ท่านเป็นโรครูมตอยด์ (RA)
แต่การปรากฏของ rheumatoid factor ไม่ใช้ตัวบ่งบอกที่แท้จริง...
เพราะมีคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรค RA จะตรวจพบมี rheumatoid factor
และมีประมาณ 20 – 30 % ของคนเป็นโรคดังกล่าว จะไม่มี rheumatoid factor
มีการตรวจที่มีความจำเพาะมากกว่า rheumatoid factor
นั้นคือ การตรวจหา anticyclic citrullinated Peptides (Anti-CCP)
ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกิดจากทำลายของเนื้อเยื่อโดยโรค RA
หากท่านถูกตรวจพบ anti-CCP ในเลือดของท่านเมื่อใด
ท่านมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RA) ถึง 90 – 95 %
นอกจากการตรวจตามที่กล่าว...
ท่านจะได้รับการตรวจเลือดหาค่าอย่างอื่น เช่น
o ภาวะเลือดจาง (เม็ดเลือดต่ำลง) ซึ่งมักปรากฏในคนเป็นโรค RA
o ตรวจ erythrocyte sedimentation rate (ESR)...
เป็นการตรวจการจับตัวของเม็ดเลือดแดง-ตกลงไปยังก้นของหลอดทดลอง
หากพบว่า เม็ดเลือดตกลงด้วยอัตราเร็วสูง แสดงให้เห็นว่า มีการอักเสบสูง
o ตรวจ C-reactive protein (CRP) ยังสามารถบ่งบอกให้ทราบว่า
มีการอักเสบสูงมากน้อยแค่ใหน
o การตรวจเอกซเรย์ข้อ...เพื่อประเมินขอบเขตของการทำลายข้อ
ซึ่งสามารถบ่งบอกให้ทราบว่า มีการสูญเสียมวลกระดูกที่บริเวณขอบของข้อ,
มวลกระดูกบางลง; กระดูกอ่อนถูกทำลาย โดยพบช่องว่างของข้อลดลง
(narrow joint space)
อะไรคือสาเหตุของโรค RA ?
แม้ว่าจะมีการวิจัยอย่างมากมาย เพื่อหาสาเหตุทำให้เกิดโรค ...
เรายังไม่สามารถทราบอยู่ดีว่า อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดโรครูมาตอยด์
นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และกลไก
การเกิดอักเสบเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่ทราบว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด
กระบวนการณ์ผิดปกติขึ้น ซึ่งยังคงเป็นเครื่องลึกลับต่อไป
และแพทย์ส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่า ความผิดปกติทางพันธุกรรม
และปัจจัยภายนอก น่าจะมีส่วนรับเกี่ยวข้องต่อการทำให้เกิดโรค RA ขึ้นก็ได้
นักวิจัยจำนวนมากได้พบ ความผิดปกติในพันธุกรรม (genetic marker)หลายตัว
ซึ่งน่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรครูมาตอยด์ได้ถึงสิบเท่าตัว
โดยพันธุกรรมดังกล่าวจะปรากฏร่วมกับภูมิคุ้มกัน, การอักเสบเรื่อรัง,
หรือการเกิด และการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการเป็นโรค RA
แต่มีบางคนที่มีพันธุกรรมผิดปกติดังกล่าว กลับไม่เป็นโรค RA เลย
นักวิจัยหลายนาย ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยหลายอย่าง
ซึ่งอาจเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดโรครูมาตอยด์ (RA) ได้
เป็นต้นว่า เชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อไวรัส
นักวิจัยบางคนยังสงสัยในฮอร์โมนของเพศหญิง เพราะโรค RA มักปรากฏ
ในเพศหญิงถึง 70 % นอกจากนั้น พวกเขายังสงสัยต่อไปอีกว่า
ภายใต้ภาวะความเครียดทั้งด้านร่างกาย และด้านอารมณ์
อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้เกิดโรคดังกล่าว
และสุดท้าย....การสูบบุหรี่อาจมีส่วนในการทำให้เกิดโรคก็ได้ ?
<< Prev. Next >>
การวินิจฉัยโรค RA...(Diagnosing RA Can Be Tricky)
See picture ....http://www.om/medicinenet.com
เนื่องจากเราไม่มีวิธีตรวจที่สามารถยืนยันผลข้อวินิจได้ทันทีว่า
ท่านเป็นโรครูมาตอยด์ แพทย์จำเป็นต้องใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อเป้าหมายดังกล่าว
ถ้าแพทย์ของท่านสงสัยว่า ท่านอาจเป็นโรค RA สิ่งแรกที่เขาจะต้องทำ
คือ การซักประวัติการเกิดโรคของท่าน ซึ่งจะช่วยให้เขาได้รวบรวมข้อมูลบางอย่าง
เกี่ยวกับอาการต่าง ๆ ของท่าน ที่อาจชี้ไปยังการเป็นโรค RA เป็นต้นว่า:
เมื่อท่านมีอาการปวดหลายๆ ข้อใช้หรือไม่ ? ข้อที่ทำให้ท่านรู้สึกปวด
สองข้างเป็นเหมือนกันใหม ? การเคลื่อนไหวข้อในตอนเช้าเป็นอย่างไร ?
และท่านมีความรู้สึกเมื่อยเพลียหรือไม่ ? เป็นต้น
แพทย์อาจประเมินความสามารถของท่านด้วยคำถามต่าง ๆ
ที่เขาเรียกว่า Health Assessment Questionnaire.... เป็นการตั้งคำถาม และ
ให้ท่านตอบ เพื่อวัดระดับความเจ็บปวด และผลกระทบทีเกิดกับชีวิตของท่าน
หลังจากนั้น แพทย์จะทำตรวจร่างกาย มองหา อาการบวม (swelling),
ตำแหน่งกดเจ็บ (Tenderness), และมีการเคลื่อนไหวของข้อติดขัด หรือฝืด,
หรือพบก้อน (nodules) ใต้ผิวหนัง
นอกจากนั้น แพทย์อาจขอให้ท่านทำงานบางอย่าง เพื่อประเมินความ
สามารถในการทำงานของท่าน
แม้ว่า แพทย์ของท่านจะทำการตรวจเลือดหา rheumatoid factor
ซึ่งเป็นภูมิต้านทานที่บ่งบอกให้เราได้ทราบว่า ท่านเป็นโรครูมตอยด์ (RA)
แต่การปรากฏของ rheumatoid factor ไม่ใช้ตัวบ่งบอกที่แท้จริง...
เพราะมีคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรค RA จะตรวจพบมี rheumatoid factor
และมีประมาณ 20 – 30 % ของคนเป็นโรคดังกล่าว จะไม่มี rheumatoid factor
มีการตรวจที่มีความจำเพาะมากกว่า rheumatoid factor
นั้นคือ การตรวจหา anticyclic citrullinated Peptides (Anti-CCP)
ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกิดจากทำลายของเนื้อเยื่อโดยโรค RA
หากท่านถูกตรวจพบ anti-CCP ในเลือดของท่านเมื่อใด
ท่านมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (RA) ถึง 90 – 95 %
นอกจากการตรวจตามที่กล่าว...
ท่านจะได้รับการตรวจเลือดหาค่าอย่างอื่น เช่น
o ภาวะเลือดจาง (เม็ดเลือดต่ำลง) ซึ่งมักปรากฏในคนเป็นโรค RA
o ตรวจ erythrocyte sedimentation rate (ESR)...
เป็นการตรวจการจับตัวของเม็ดเลือดแดง-ตกลงไปยังก้นของหลอดทดลอง
หากพบว่า เม็ดเลือดตกลงด้วยอัตราเร็วสูง แสดงให้เห็นว่า มีการอักเสบสูง
o ตรวจ C-reactive protein (CRP) ยังสามารถบ่งบอกให้ทราบว่า
มีการอักเสบสูงมากน้อยแค่ใหน
o การตรวจเอกซเรย์ข้อ...เพื่อประเมินขอบเขตของการทำลายข้อ
ซึ่งสามารถบ่งบอกให้ทราบว่า มีการสูญเสียมวลกระดูกที่บริเวณขอบของข้อ,
มวลกระดูกบางลง; กระดูกอ่อนถูกทำลาย โดยพบช่องว่างของข้อลดลง
(narrow joint space)
อะไรคือสาเหตุของโรค RA ?
แม้ว่าจะมีการวิจัยอย่างมากมาย เพื่อหาสาเหตุทำให้เกิดโรค ...
เรายังไม่สามารถทราบอยู่ดีว่า อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดโรครูมาตอยด์
นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน และกลไก
การเกิดอักเสบเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่ทราบว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด
กระบวนการณ์ผิดปกติขึ้น ซึ่งยังคงเป็นเครื่องลึกลับต่อไป
และแพทย์ส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่า ความผิดปกติทางพันธุกรรม
และปัจจัยภายนอก น่าจะมีส่วนรับเกี่ยวข้องต่อการทำให้เกิดโรค RA ขึ้นก็ได้
นักวิจัยจำนวนมากได้พบ ความผิดปกติในพันธุกรรม (genetic marker)หลายตัว
ซึ่งน่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรครูมาตอยด์ได้ถึงสิบเท่าตัว
โดยพันธุกรรมดังกล่าวจะปรากฏร่วมกับภูมิคุ้มกัน, การอักเสบเรื่อรัง,
หรือการเกิด และการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการเป็นโรค RA
แต่มีบางคนที่มีพันธุกรรมผิดปกติดังกล่าว กลับไม่เป็นโรค RA เลย
นักวิจัยหลายนาย ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยหลายอย่าง
ซึ่งอาจเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดโรครูมาตอยด์ (RA) ได้
เป็นต้นว่า เชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อไวรัส
นักวิจัยบางคนยังสงสัยในฮอร์โมนของเพศหญิง เพราะโรค RA มักปรากฏ
ในเพศหญิงถึง 70 % นอกจากนั้น พวกเขายังสงสัยต่อไปอีกว่า
ภายใต้ภาวะความเครียดทั้งด้านร่างกาย และด้านอารมณ์
อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นให้เกิดโรคดังกล่าว
และสุดท้าย....การสูบบุหรี่อาจมีส่วนในการทำให้เกิดโรคก็ได้ ?
<< Prev. Next >>
สิ่งควรรู้ในโรคข้ออักเสลรูมาตอยด์ 1 (WHAT YOU NEED TO KNOW ABOUT RA)
AUG. 13, 2013
เมื่อท่านปวดข้อขึ้นมา นอกจากจะทำให้ท่านมีอาการเจ็บปวดแล้ว
ยังทำให้ท่านเกิดความสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ท่านอาจคิดว่า อาการปวดที่ที่เกิดขึ้นกับท่าน คงไม่มีอะไรมากมั้ง...
อาจเป็นเพียงโรคข้อเสื่อมตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้นเองมั้ง
แตบังเอิญแพทย์ที่ท่านไปพบ บอกท่านว่า ท่านอาจเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอย์ด...
ยิ่งทำให้ท่านเกิดความสงสัยใคร่รู้ต่อไปอีกว่า...
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้น มันเป็นโรคอะไร และทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับตัวท่านได้...
และตามด้วยความสงสัยอื่นๆ อีกมากมาย
แม้ว่า โรครูมาตอยด์ (RA) จะกระทบกับข้อต่าง ๆ ก็ตาม
แต่โรคดังกล่าว มันเป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน ที่ทำงานผิดเพี้ยนไป
โดยปกติมันจะทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองร่างกายของท่านให้พ้นจากการรุกราน
ของเชื้อโรค เช่น เชื้อไวรัส แลแบคทีเรีย เป็นต้น
ไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงหรอกว่า ทำไมระบบภูมิคุ้มกันในคนที่ เป็นโรครูมาตอยด์
ไม่ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น แต่หันอาวุธเข้าโจมตีเซลล์ต่าง ๆ ของตัวเอง
เช่นเยื่อบุข้อ (SYNOVIUM) และผลที่ตามมา คือ ทำให้น้ำไขข้อเพิ่มขึ้น
เป็นเหตุให้มีการอักเสบ และก่อให้เกิดอาการเจ็บขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป
จะทำให้กระดูกอ่อนที่คุมกระดูกข้อถูกทำลายไปเป็นเหตุให้กระดูกข้อไร้การปกคลุม
ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดแล้ว ยังทำให้การเคลื่อนไหวของข้อติดขัดด้วย
ในคนส่วนใหญ่ จะพบว่า โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะกระทบกับร่างกายโดยรวม
เช่น กระทบกับอวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง, หัวใจ และปอด เป็นต้น
โรค RA ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับข้อมือ, เท้า, ข้อมือ, ข้อศอก, เข่า, และข้อเท้า
ข้ออักเสบที่เกิดขึ้นสองข้างมักจะเหมือน ๆ กัน
ซึ่งหมายความว่า เมื่อข้อหนึ่งเกิดอักเสบขึ้น
ข้อที่อยู่ตรงข้ามก็จะเกิดการอักเสบ จะมีลักษณะเหมือน ๆ กัน
ในขณะที่โรคดังกล่าว ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง และไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้นั้น
เราจะพบว่า อาการของมันมักปรากฏขึ้น แล้วก็หายไป เป็น ๆ หาย ๆ
ในรายที่เป็นไม่รุนแรง อาจมีอาการรุนแรงได้เป็นบางครั้ง
และในบางราย ถ้าได้รับการรักษาเหมาะสมโรคจะดีขึ้น
และอาการจะดีขึ้น ๆ ตามลำดับ
ถ้าบังเอิญท่านได้รับการวินิจฉัยเป็นโรค RA ท่านควรรู้ว่า
ท่านไม่ใช่คนเดียวหรอทที่เป็นโรคดังกล่าว
มีสถิติของสหรัฐฯ รายงานเอาไว้ว่า มีคนเป็นโรครูมาตอยด์ถึง 1.5 ล้าน
โดยเกิดในสตรีเพศได้มากกว่าชายถึงสามเท่าตัว และช่วงอายุที่พบได้มากสุด
คือ อายุระหว่าง 40 – 60 แต่ก็สามารถเกิดได้ในคนทุกอายุขัย แม้กระทั้งในวัยเด็ก
>> NEXT
เมื่อท่านปวดข้อขึ้นมา นอกจากจะทำให้ท่านมีอาการเจ็บปวดแล้ว
ยังทำให้ท่านเกิดความสงสัยว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ท่านอาจคิดว่า อาการปวดที่ที่เกิดขึ้นกับท่าน คงไม่มีอะไรมากมั้ง...
อาจเป็นเพียงโรคข้อเสื่อมตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้นเองมั้ง
แตบังเอิญแพทย์ที่ท่านไปพบ บอกท่านว่า ท่านอาจเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอย์ด...
ยิ่งทำให้ท่านเกิดความสงสัยใคร่รู้ต่อไปอีกว่า...
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์นั้น มันเป็นโรคอะไร และทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับตัวท่านได้...
และตามด้วยความสงสัยอื่นๆ อีกมากมาย
แม้ว่า โรครูมาตอยด์ (RA) จะกระทบกับข้อต่าง ๆ ก็ตาม
แต่โรคดังกล่าว มันเป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน ที่ทำงานผิดเพี้ยนไป
โดยปกติมันจะทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองร่างกายของท่านให้พ้นจากการรุกราน
ของเชื้อโรค เช่น เชื้อไวรัส แลแบคทีเรีย เป็นต้น
ไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงหรอกว่า ทำไมระบบภูมิคุ้มกันในคนที่ เป็นโรครูมาตอยด์
ไม่ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น แต่หันอาวุธเข้าโจมตีเซลล์ต่าง ๆ ของตัวเอง
เช่นเยื่อบุข้อ (SYNOVIUM) และผลที่ตามมา คือ ทำให้น้ำไขข้อเพิ่มขึ้น
เป็นเหตุให้มีการอักเสบ และก่อให้เกิดอาการเจ็บขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป
จะทำให้กระดูกอ่อนที่คุมกระดูกข้อถูกทำลายไปเป็นเหตุให้กระดูกข้อไร้การปกคลุม
ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดแล้ว ยังทำให้การเคลื่อนไหวของข้อติดขัดด้วย
ในคนส่วนใหญ่ จะพบว่า โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะกระทบกับร่างกายโดยรวม
เช่น กระทบกับอวัยวะต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง, หัวใจ และปอด เป็นต้น
โรค RA ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับข้อมือ, เท้า, ข้อมือ, ข้อศอก, เข่า, และข้อเท้า
ข้ออักเสบที่เกิดขึ้นสองข้างมักจะเหมือน ๆ กัน
ซึ่งหมายความว่า เมื่อข้อหนึ่งเกิดอักเสบขึ้น
ข้อที่อยู่ตรงข้ามก็จะเกิดการอักเสบ จะมีลักษณะเหมือน ๆ กัน
ในขณะที่โรคดังกล่าว ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง และไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้นั้น
เราจะพบว่า อาการของมันมักปรากฏขึ้น แล้วก็หายไป เป็น ๆ หาย ๆ
ในรายที่เป็นไม่รุนแรง อาจมีอาการรุนแรงได้เป็นบางครั้ง
และในบางราย ถ้าได้รับการรักษาเหมาะสมโรคจะดีขึ้น
และอาการจะดีขึ้น ๆ ตามลำดับ
ถ้าบังเอิญท่านได้รับการวินิจฉัยเป็นโรค RA ท่านควรรู้ว่า
ท่านไม่ใช่คนเดียวหรอทที่เป็นโรคดังกล่าว
มีสถิติของสหรัฐฯ รายงานเอาไว้ว่า มีคนเป็นโรครูมาตอยด์ถึง 1.5 ล้าน
โดยเกิดในสตรีเพศได้มากกว่าชายถึงสามเท่าตัว และช่วงอายุที่พบได้มากสุด
คือ อายุระหว่าง 40 – 60 แต่ก็สามารถเกิดได้ในคนทุกอายุขัย แม้กระทั้งในวัยเด็ก
>> NEXT
วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556
Lyrica as a Fibromyalgia Treatment
Aug. 11,2013
เมื่อไม่นานมานี้...
องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้ให้การรับการรับรองให้ใช้ยา Lyrica
รักษาคนไข้ที่เป็นโรค FMS ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดเรื้อรัง
ที่ยากต่อการรักษา
ถ้าท่านเป็นโรค FMS เสียเอง...ขอให้ทราบด้วยว่า ยา Lyrica เป็นยาที่มีค่า
ควรแก่การพิจารณา
ชายอเมริกันจะเป็นโรค fibromyalgia ถึง 6 ล้านคน...
โดยที่โรคดังกล่าว เป็นสาเหตุทำให้คนไข้เกิดมีอาการปวดที่บริเวณรอบ ๆ ข้อ
และเจ็บตามกล้ามเนื้อเมื่อถูกสัมผัส และปวดประสาท
รวมถึงปัญหาด้านการนอนหลับพักผ่อน เป็นเหตุให้เกิดอาการเหนื่อยล้าได้อย่างรุนแรง
ความเจ็บปวด ที่แผ่กระจายทั่วไปร่างกาย รวมทั้งอาการเมื่อยล้า
สามารถทำให้สมรรถภาพในการทำงานเสียไป...
และในคนที่เป็นโรค FMS เชื่อว่า สาเหตุเป็นเพราะมีความผิดปกติการทำงานของ
ระบบประสาทส่วนกลางนั้นเอง
การที่องค์การอาหารและยา (FDA) รับรองยา Lyrica ให้ใช้เป็นยารักษา FMS
เพราะผลของการศึกษา ได้แสดงให้เห็นว่า ยา Lyrica สามารถลดอาการเจ็บปวด
และทำให้การนอนหลับดีขึ้น
ผลของการใช้ยา Lyrica สามารถทำให้คุณภาพของนอนหลับดีขึ้น
เมื่อปัญหาเรื่องการนอนหลับถูกแก้ไข ย่อมเปิดโอกาสให้กล้ามเนื้อได้มีเวลา
ซ่อมแซมในขณะนอนหลับ และฟื้นตัวสูสภาพเป็นปกติ
รวมไปถึงทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
http://www.arthritistoday.org
เมื่อไม่นานมานี้...
องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) ได้ให้การรับการรับรองให้ใช้ยา Lyrica
รักษาคนไข้ที่เป็นโรค FMS ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดเรื้อรัง
ที่ยากต่อการรักษา
ถ้าท่านเป็นโรค FMS เสียเอง...ขอให้ทราบด้วยว่า ยา Lyrica เป็นยาที่มีค่า
ควรแก่การพิจารณา
ชายอเมริกันจะเป็นโรค fibromyalgia ถึง 6 ล้านคน...
โดยที่โรคดังกล่าว เป็นสาเหตุทำให้คนไข้เกิดมีอาการปวดที่บริเวณรอบ ๆ ข้อ
และเจ็บตามกล้ามเนื้อเมื่อถูกสัมผัส และปวดประสาท
รวมถึงปัญหาด้านการนอนหลับพักผ่อน เป็นเหตุให้เกิดอาการเหนื่อยล้าได้อย่างรุนแรง
ความเจ็บปวด ที่แผ่กระจายทั่วไปร่างกาย รวมทั้งอาการเมื่อยล้า
สามารถทำให้สมรรถภาพในการทำงานเสียไป...
และในคนที่เป็นโรค FMS เชื่อว่า สาเหตุเป็นเพราะมีความผิดปกติการทำงานของ
ระบบประสาทส่วนกลางนั้นเอง
การที่องค์การอาหารและยา (FDA) รับรองยา Lyrica ให้ใช้เป็นยารักษา FMS
เพราะผลของการศึกษา ได้แสดงให้เห็นว่า ยา Lyrica สามารถลดอาการเจ็บปวด
และทำให้การนอนหลับดีขึ้น
ผลของการใช้ยา Lyrica สามารถทำให้คุณภาพของนอนหลับดีขึ้น
เมื่อปัญหาเรื่องการนอนหลับถูกแก้ไข ย่อมเปิดโอกาสให้กล้ามเนื้อได้มีเวลา
ซ่อมแซมในขณะนอนหลับ และฟื้นตัวสูสภาพเป็นปกติ
รวมไปถึงทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
http://www.arthritistoday.org
Cymbalta Approved for Fibromyalgia in 2008
Aug. 11,2013
ในคนที่เป็นโรค fibromyalgia (FMS)...
ซึ่งตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นได้ไม่ดีพอ จะได้รับโอกาสใช้ยาชื่อ
duloxetine HCL (Cymbala) ให้เป็นยาตัวที่สองตั้งแต่ปี 2008
สำหรับรักษาโรค FMS ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์การอาหาร &ยาของสหรัฐฯ
มาตั้งแต่ปี 2008 โดยได้รับการสนับสนุนจาก การศึกษาจำนวน 5 แห่ง
ในคนไข้ 1,400 ราย
ผลจากการศึกษาในคนไข้ ที่เป็นโรค fibromyalgia...
ยา Cymbalta สามารถลดความเจ็บปวดได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับคนไข้ที่ได้รับยา ขนาด 60 – 120 mg ต่อวัน สามารถลดความรุนแรง
ของเจ็บปวดภายในหนึ่งอาทิตย์ หลังจากเริ่มได้รับยา
หลังจากสามเดือนผ่านไป คนไข้ที่ได้รับยา Cymbalta
จะแสดงให้เห็นว่า อาการปวดลดลงอย่างชัดเจน
Cymbalta เป็นยาตัวแรกในกลุ่ม serotonin-norepinephrine reuptake
Inhibitor ที่ได้รับพิสูจน์ว่า สามารถลดความเจ็บปวดในคนไข้โรค FMS ได้.
ถึงแม้ว่าเราจะไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่แท้จริงก็ตาม แต่ผู้เชี่ยวชาญ
เชื่อว่า ยา Cymbalta จะเพิ่มปริมาณของ Serotonin และ norepinephrine
ในสมอง และไขประสาทหลัง
นักวิจัยเชื่อว่า...
สารทั้งสอง มีบทบาทเกี่ยวข้องกับอารมณ์ และทำหน้าที่ควบคุมการรับรู้
อาการเจ็บปวด (pain perception)
ยา Cymbalta เป็นยาสำหรับใช้รักษาโรค FMS โดยตรง...
ในสมัยก่อน Duloxetine HCL ได้รับการยอมรับ ให้ใช้เป็นยาสำหรับรักษา
อาการเจ็บปวดจากปลายประสาทอักเสบ ที่เกิดจากโรคเบาหวาน และยังใช้
รักษาอาการซึมเศร้า (major depressive disorder)
และใช้รักษาความเครียด (axiety disorder)
ในปี 2007 ยารักษาอาการชัก (anti-seizure medication) ชื่อ pregabalin (Lyrica)
ได้เป็นยาตัวแรกที่ได้รับการยอมรับโดย อง์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA)...
ให้ใช้รักษาคนไข้ที่เป็น fibromyalgia
http://www.arthritistoday.org
Savella Approved for Fibromyalgia (FMS) in 2009
Aug. 11, 2013
เมื่อท่านป็นโรค ไฟโบรมัยแอลเกีย (FMS) ...
มีอาการต่าง ๆ หลายอย่าง ไม่ตอบสนอต่อการรักษาอย่างอื่น ๆ
ท่านมีทางเลือกที่จะใช้ยาชนิดหนึ่ง ชื่อ milnacipran HCL (Savella)
ซึ่งได้รับการรับรองโดย FDA ในปี 2009 เพื่อจัดการกับอาการเจ็บปวด และ
อาการเมื่อยล้าจากโรคดังกล่าว
ยา Milnacipran (Savella)...
เป็นยาที่ได้รับการยอมรับจาก FDA สำหรับรักษาโรค FMS
มันเป็นยาตัวแรก ที่ถูกผลิตในสหรัฐฯ เพื่อใช้รักษาโรคดังกล่าว
ในการศึกษา ซึ่งนำไปสู่การรับรองขององค์การอาหาร และยา (FDA)...
ยา Milnacipran ได้แสดงให้เห็นว่า เป็นยาที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
ซึ่งได้ผ่านการทดลองในคนไข้จำนวนมากกว่า 2,000 ที่เป็นโรค FMS
ผลในการศึกษา...
คนไข้ได้รับยาขนาด 200 mg per day แสดงให้เห็นผลดี ในการลดอาการเจ็บปวด
และในด้านการทำงานของร่างกาย
และผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ได้แก่อาการคลื่นไส้, ท้องผูก,
ปากแห้ง, เหงื่อออก, หน้าแดง, ความดันโลหิตเพิ่มสูขึ้น,
หัวใจเต้นเร็ว และใจสั่น และอาเจียน
ยา Milnacipran อยู่ในกลุ่ม selective serotonin และ norepinephrine reuptake inhibitors
แม้ว่า ในขณะนี้เรายังไม่รู้แน่ชัดว่า มันออกฤทธิ์อย่างไรก็ตาม
แต่นักวิจัยหลายนายเชื่อว่า มันอาจช่วยแก้ไขข้อบกพร่องหลายอย่าง
ในสารสื่อประสาทบางตัว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค FMS
เป็นที่สังเกตุว่า...
ยา Savella ได้รับการยอมรับว่า เป็นยา antidepressant สำหรับบางประเทศ
(ไม่ใช่ประเทศสหรัฐฯ) แต่เป็นยาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสำหรับคนไข้ที่
เป็นโรค fibromyalgia และได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นยาที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายา
antidepressant ตัวอื่นๆ รวมทังยาในกลุ่ม serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors
ด้วย
อย่างไรก็ตาม...
Frederic Wolfe, MD, Director of National Data Bank for Rheumatic
Disease in Wichita, Kan กล่าวว่า
“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการรักษาคนไข้ที่เป็นโรค FMS....
ยาที่ใช้รักษามีแนวโน้มที่จะได้รับผลดีในระยะสั้น (short term) เท่านั้น....
ในระยะยาวแล้ว ยาต่างๆ ที่ใช้รักษาโรค FMS ประสิทธิภาพของยาจะค่อยๆ หายไป”
นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใข้ยา ชื่อ "Savella"
http://www.arthritistoday.org
เมื่อท่านป็นโรค ไฟโบรมัยแอลเกีย (FMS) ...
มีอาการต่าง ๆ หลายอย่าง ไม่ตอบสนอต่อการรักษาอย่างอื่น ๆ
ท่านมีทางเลือกที่จะใช้ยาชนิดหนึ่ง ชื่อ milnacipran HCL (Savella)
ซึ่งได้รับการรับรองโดย FDA ในปี 2009 เพื่อจัดการกับอาการเจ็บปวด และ
อาการเมื่อยล้าจากโรคดังกล่าว
ยา Milnacipran (Savella)...
เป็นยาที่ได้รับการยอมรับจาก FDA สำหรับรักษาโรค FMS
มันเป็นยาตัวแรก ที่ถูกผลิตในสหรัฐฯ เพื่อใช้รักษาโรคดังกล่าว
ในการศึกษา ซึ่งนำไปสู่การรับรองขององค์การอาหาร และยา (FDA)...
ยา Milnacipran ได้แสดงให้เห็นว่า เป็นยาที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
ซึ่งได้ผ่านการทดลองในคนไข้จำนวนมากกว่า 2,000 ที่เป็นโรค FMS
ผลในการศึกษา...
คนไข้ได้รับยาขนาด 200 mg per day แสดงให้เห็นผลดี ในการลดอาการเจ็บปวด
และในด้านการทำงานของร่างกาย
และผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ได้แก่อาการคลื่นไส้, ท้องผูก,
ปากแห้ง, เหงื่อออก, หน้าแดง, ความดันโลหิตเพิ่มสูขึ้น,
หัวใจเต้นเร็ว และใจสั่น และอาเจียน
ยา Milnacipran อยู่ในกลุ่ม selective serotonin และ norepinephrine reuptake inhibitors
แม้ว่า ในขณะนี้เรายังไม่รู้แน่ชัดว่า มันออกฤทธิ์อย่างไรก็ตาม
แต่นักวิจัยหลายนายเชื่อว่า มันอาจช่วยแก้ไขข้อบกพร่องหลายอย่าง
ในสารสื่อประสาทบางตัว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค FMS
เป็นที่สังเกตุว่า...
ยา Savella ได้รับการยอมรับว่า เป็นยา antidepressant สำหรับบางประเทศ
(ไม่ใช่ประเทศสหรัฐฯ) แต่เป็นยาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสำหรับคนไข้ที่
เป็นโรค fibromyalgia และได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นยาที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายา
antidepressant ตัวอื่นๆ รวมทังยาในกลุ่ม serotonin and norepinephrine reuptake inhibitors
ด้วย
อย่างไรก็ตาม...
Frederic Wolfe, MD, Director of National Data Bank for Rheumatic
Disease in Wichita, Kan กล่าวว่า
“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการรักษาคนไข้ที่เป็นโรค FMS....
ยาที่ใช้รักษามีแนวโน้มที่จะได้รับผลดีในระยะสั้น (short term) เท่านั้น....
ในระยะยาวแล้ว ยาต่างๆ ที่ใช้รักษาโรค FMS ประสิทธิภาพของยาจะค่อยๆ หายไป”
นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใข้ยา ชื่อ "Savella"
http://www.arthritistoday.org
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)