วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

RA Medication: DMARDs continued 2

9/2/12

Disease-Modifying Antirheumatic Drugs

ยาในกลุ่ม Disease-modifying antirheumatic drugs (DMARDs)
สามารถเป็นส่วนหนึ่ง  ที่มีสำคัญสำหรับนำมาใช้ในการรักษาโรค
โดยมีฤทธิ์ในการชะลอการเปลี่ยนแปลงของโรครูมาตอยด์   ด้วยการ
เปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน


ยาที่นำมาใช้ในการรักษาโรคมากที่สุด  ประกอบด้วย  methotrexate,
Hydroxychloroquine,  sulfasalazine, leflunmide, adalimumab,
Etanercept  และ infliximab


นอกจากนี้  ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่ง  ซึ่งใช้กันน้อย  เพราะประสิทธิภาพไม่
ค่อยดี  และ/หรือ  ไม่ค่อยปลอดภัย  ซึ่งได้แก่:
Gold,  cyclosporine,  penicillamine และ  minocycline


แม้ว่า  DMARDs จะออกฤทธิ์ช้า  ซึ่งจะต้องใช้เวลานานหลายอาทิตย์ 
หรือ หลายเดือน  ก่อนผลของยาจะปรากฏให้เห็น....
ดังนั้น  อย่าพึ่งท้อ  และเลิกใช้ยาก่อนที่ยาจะได้ออกฤทธิ์  (ซึ่งมีกรณี
เดียวเท่านั้น  คือ  ผลข้างเคียง  หรือแพ้ยา)
โดยทั่วไป  แพทย์เขาจะให้ยา  NSAIDs  , corticosteroids อย่างใดอย่าง
หนึ่ง  หรือให้ทั้งสองอย่างในช่วงแรก    ของการรักษา 
จนกว่ายา DMARDs  จะออกฤทธิ์ให้เห็น

การที่คนไข้ไม่ตอบสนองต่อยาตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่ม DMARDs...
ไม่ได้หมายความว่า  โรคจะไม่ตอบสนองต่อยาตัวอื่นๆ  ในกลุ่ม DMARDs
ยกตัวอย่าง การที่คนไข้ไม่ตอบสนองต่อ methotrexate   
คนไข้อาจตอบสนองต่อSulfasalazine  หรือ  etanercept

ในขณะนี้  มีนักวิจัยหลายนาย  กำลังศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาในประเด็น:
คนไข้จะตอบสนองตอบสนองต่อยาตัวใดในกลุ่ม DMARDs หรือ สนองต่อการใช้ยา
ร่วมกัน  ตลอดรวมไปถึงการศึกษาหาเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นการใช้ยา
ในกลุ่มดังกล่าว (DMARDs)
ในการใช้ยาในกลุ่ม DMARDs ...
เนื่องจากเป็นยาที่มีอันตรายจากผลข้างเคียงได้   
จึงต้องมีการตรวจเช็คจากแพทย์ผู้ให้การรักษาอย่างใกล้ชิด  และผลข้างเคียงที่เกิด 
ย่อมขึ้นกับยาที่ใช้   ซึ่งประกอบด้วยปัญหาทางสายตา,  ผิวหนังอักเสบ (dermatitis),  
ผื่นบนผิวหนัง,  ตับถูกทำลาย,  คลื่นไส้,  ท้องร่วง  และเม็ดเลือดต่ำ

ข้อควรรู้:
ยาชนิดหนึ่งในกลุ่ม DMARDs  ก่อให้เกิดผลข้างเคียงขึ้น  ไม่ได้หมายความว่า
ยาตัวอื่นในกลุ่มจะก่อให้เกิดผลข้าเคียงเช่นเดียวกัน

มียาตัวใหม่ ๆ ที่อยู่ในกลุ่ม DMARDs  ถูกผลิตขึ้นในรูป “ฉีด”  ได้แก่:
Adalimumab, etanercept  และ  infliximab.
ซึ่งมักถูกเรียกว่า biologics  เพราะการทำงานของมันจะในรูปแบบการต่อต้าน
ทางชีวภาพของสาร  ที่ทำให้เกิดการอักเสบในไขข้อ

ยาในกลุ่มใหม่นี้มีประสิทธิผลสูง....
แต่ผู้เชี่ยวชาญทางโรคข้อ  จะเริ่มใช้ยาตัวอื่น ๆ ก่อน  เพราะยาตัวใหม่มีราคาแพง 
และผลข้างเคียงในระยะยาว  ยังไม่เป็นที่ทราบชัด

สุดท้ายมียาใหม่  ที่ได้รับการยอมรับจาก FDA  ให้นำมาใช้ในการรักษาโรครูมาตอยด์ 
ซึ่งได้แก่  abatacept,  ankinra  และ rituximab  ซึ่งยาพวกนี้  เป็นยาที่ต้องฉีด 
ซึ่งอาจนำมาใช้ในการรักษาคนไข้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาตัวอื่น ๆ

http://www.intelihealth.com

The Old And New To Treat Rheumatoid Arthritis (RA)

9/2/12

เมื่อเราเป็นโรคข้ออักเสบ (RA)ขึ้นมา
นอกจากจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดแล้ว  มันยังก่อให้เกิดความรำคาญอีกด้วย
ข้ออักเสบ  ที่สามารถให้มีการทำลายกระดุกข้อได้สูง  คือโรค “รูมาตอยด์”      
ซึ่งมักเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับคนในวัยหนุ่ม  และ คนวัยกลางคน


โรคข้ออักเสบ "รูมาตอยด์"....
มันสามารถเกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไปได้ประมาณ หนึ่งเปอร์เซ็น
และ  เกิดในผู้หญิงได้  ประมาณ  3 – 5 

ในอดีตที่ผ่านมา  ได้มีการผลิตยารักษาโรคดังกล่าว 
เรียกว่า biologic agents   โดยที่ยากลุ่มดังกล่าว  จะทำหน้าที่จัดการกับสารเคมีต่าง ๆ
ที่ถูกปล่อยจากเซลล์ที่เกิดการอักเสบ  เรียก “cytokines” 
ซึ่งเข้าใจว่า  มันทำให้เกิดการอักเสบของข้อโดยตรง 
และทำให้เกิดโรคไขข้อขึ้น


สารเคมี  Cytokine  มีสารเคมีตัวหนึ่ง  ชื่อ  Tumour necrosis factor (TNF) 
อาจเป็นตัวการสำคัญ  ที่ทำให้เกิดการอักเสบในโรคไขข้ออักเสบ “รูมาตอยด์” ...


หน่วยงานอาหาร  และยาของสหรัฐฯ (FDA)  เขาได้รับรองสารสามตัว (ยา)
ซึ่งถูกนำไปใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบ (rheumatoid  arthritis) 
โดยมีเป้าที่ Tumor necrosis  factor (TNF) 
ได้แก่:


Ø  adalimumab (Humira)
Ø  atanercept (Enbrel)  และ
Ø  infliximab (Remicade)


ยาทั้งสามตัวจะมีประสิทธิภาพมากกว่ายาที่เคยใช้ 
ได้ถูกนำมาใช้โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ที่มีความรุนแรง, 
ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาที่ใช้ตามปกติ   เป็นยาที่ต้องฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
หรือเข้าเส้นเลือดดำ   และ  เป็นยาที่มีราคาแพงมากพอสมควร

ไม่ว่าท่านจะเลือกใช้ยาตัวใหน   ยาทั้งสามมีความแตกต่างในการทำงานกันเพียงเล็กน้อย
และในการใช้ยาก็มีการใช้ในขนาดที่แตกต่างกัน  โดยการฉีดอาทิตย์ละสองครั้ง 
ถึงทุกแปดอาทิตย์   ส่วนผลข้างเคียง (side effects)  เท่าที่ปรากฏ  จะไม่แตกต่างกัน


แพทย์ที่ตัดสินใจจะใช้ยาในกลุ่มนี้....
จะต้องตัดสินใจว่า  จะใช้ร่วมกับยาตัวอื่นๆ (ยาเดิม)  หรือไม่ ?
ยกตัวอย่าง  Inflibimab  ได้รับการยอมรับให้ใช้ร่วมกับยา methotrexate ได้

โดย  Methotexate  เป็นยาที่เราใช้รักษาโรครูมาตอยด์กันเป็นประจำ
ซึ่งเราเข้าใจว่า  มัน (ยา)สามารถป้องกันไม่ในมีการสร้างภูมิต้านทาน(antibodies) 
ที่ลดประสิทธิภาพของสาร infliximab  ลง
ดังนั้น  การใช้ยาสองตัวร่วมกัน  ก็น่าจะสมเหตุสมผล


อย่างไรก็ตาม  มีคนไข้โรคข้อรูมาตอยด์จำนวนไม่น้อย... 
ยังคงได้รับยา  methotrexate  ร่วมกับการรักษาด้วย  adalimumab
( biologic therapy)  หรือ  etanercept  ต่อไป
ทั้งนี้เพราะมีคนไข้โรคข้ออักเสบ  เมื่อมีการเลิกใช้ยา methotrexate  จะทำให้
อาการของโรคเลวลงไป


ผลจากการศึกษาในปัจจุบัน  ยืนยันว่า  การใช้ยาร่วมกันระหว่างยาเก่า (methotrexate) 
และ  ยาใหม่ (biologic therapy)  จะมีประสิทธิภาพในการรักษาเหนือกว่า 
การใช้ยาอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงชนิดเดียว
และ  ยังแนะนำต่อไปอีกว่า  การให้ยาร่วมกันระหว่างยาใหม่  และยาเก่า
สามารถซ่อมแซมข้อที่เคยถูกทำลายไปแล้ว   ซึ่งเคยเข้าใจว่า 
มันไม่มีทางที่จะใช้ยาเก่ารักษาได้


มียาฉีดตัวใหม่ถูกผลิตออกมาเพิ่มอีกสองตัว 
และได้รบการยอมรับในปี 2006  ให้ใช้ทำการรักษาโรค rheumatoid arthritis ได้ 
ยาทั้งสองได้แก่:   Rituximab (Rituxan)  และ  abatacept  (Orncia)


Ø  Rituximab  จะออกฤทธิ์  โดยมีเป้าหมายไปที่ B cells  ซึ่งเป็นเซลล์ของ
ระบบภูมิคุ้มกัน  ทำหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน  เพื่อทำลายเซลล์ของตนเอง
Ø  Abatacept  จะออกฤทธิ์  มีเป้าหมายไปที่การป้องกันไม่ให้ T-cells
ซึ่งเป็นเซลล์ของภูมิคุ้มกันอีกเชนกัน  โดยไม่ให้มันทำงานได้เต็มที่
  

จากการศึกษา  พบว่า  มีแนวโน้มที่จะเลือกใช้ยาทั้วสอง
ในคนไข้ที่มีอาการของโรครุนแรง    ประกอบกับคำโฆษณาชวนเชื่อ
ให้ใช้ยาใหม่กับคนไข้ทุกราย...จึงทำให้เรารู้สึกว่า 
 biologic therapy   อาจถูกนำไปใช้กับคนไข้ที่เป็นโรครูมาตอยด์ทุกคน....
ไม่แน่ว่า  วันหนึ่งข้างหน้า  ยาดังกล่าว  อาจเป็นยามาตรฐานสำหรับรักษา
โรครูมาตอยด์ก็อาจเป็นได้


สำหรับคนไข้โรครูมาตอยด์  ซึ่งอาการไม่รุนแรง 
และสามารถควบคุมได้ด้วยยาตัวอื่น ๆ  หรือยาเดิม 9methotrexate) อยู่แล้ว  
ก็ไม่มีเหตุผลใด   ที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้ยาในกลุ่ม anti-TNF


การรักษาด้วยยาอย่างอื่นๆ  เช่น  methotrexate, sulfasalazine, leflunomide, 
และ  hydroxychloroquine  ก็ปรากฏว่า   ได้ผลดีในการรักษาโรครูมาตอยด์ทั่วไป 
ดังนั้น  ถ้าคนไข้เป็นโรครูมาตอยด์  ที่มีอาการไม่รุนแรง   ข้อกระดูกไม่ถูกทำลาย
เราไม่จำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่ม anti-TNF  เลย


แต่ถ้าหากมีหลักฐานที่แน่ชัดว่า  คนไข้ที่เป็นโรครูมาตอยด์มีความรุนแรง
ข้ออาจถูกทำลายภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า...
การรักษาที่ดีที่สุด  คือการให้ยาเก่า (methotrexate)  บวก  ยาใหม่  (Biologics)  
แก่คนไข้โรคไขข้อดังกล่าวได้

ไม่ว่า  ท่านจะรักษาด้วยยาใดก็ตาม (เก่า  หรือ ใหม่) 
อย่าลืมปรึกษาแพทย์ถึงแนวทางการรักษา  ที่ท่านได้เลือกแล้ว
รวมถึงการใช้ anti-NTF  ซึ่งท่านจะต้องมีการตรวจเช็ดอย่างสม่ำเสมอ
ถ้าท่านรับทานยา methotrexate  ท่านต้องตรวจเลือดบ่อย ๆ (liver)


ถ้าท่านรับยาฉีด anti-TNF  ท่านต้องพบแพทย์เป็นระยะ, 
หากมีอาการผิดปกติใด ๆ   ต้องรายงานแพทย์  และ หากมีการอักเสบเกิดขึ้น 
 ท่านต้องหยุดยา...


วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

Juvenile Arthrtitis : Treatment -continued 3

9/1/12

Juvenile Arthritis: Treatment
การรักษา ( Treatment)
เป้าหมายหลักของการรักษาโรคข้ออักเสบในเด็ก  คือ ควบคุมการอักเสบ
เพื่อยุติการทำลายข้อโดยโรคลงให้ได้  พร้อม ๆ กับจัดการกับอาการต่าง ๆ
ทำให้เด็กสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ


ยาตัวแรกที่ถูกนำมาใช้  คือ  NSAIDs เพื่อระงับการอักเสบ  โดยยาในกลุ่มนี้ 
จะลดปริมาณของเอ็นไซม์ในบริเวณข้ออักเสบลง  ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่
ส่งเสริมให้เกิดการอักเสบของข้อ


อย่างไรก็ตาม  ขอให้ทราบด้วยว่า 
เอ็นไซม์ตัวเดียวกันนี้  จะทำหน้าที่ปกป้องกระเพาะอาหารด้วย 
ดังนั้น  การให้ยากลุ่ม NSAIDS  จะทำให้เกิดการละคายกระเพาะ  และ  ทำให้
เกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้


มี  NSAIDs ตัวใหม่ เช่น  Celecoxib (Celebrex)  เราเรียกว่า COX-2 inhibitor
ซึ่งเราเชื่อว่า  มันปลอดต่อกระเพาะอาหาร  เพราะผลต่อเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ปกป้อง
กระเพาะได้ไม่มาก...เราเข้าใจอย่างนั้น

ในรายที่มีอาการพอประมาณ  ถึงรุนแรง ...
เด็กอาจได้รับยาที่แรงขึ้น  หรือมียาหลายตัวร่วมกัน เช่น corticosteroids (prednisolone)
ซึ่ง เป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้เร็ว  เป็นสารต้านการอักเสบ  สามารถลดการอักเสบที่รุนแรงลงได้
เช่น  การอักเสบของเยื่อหัวใจ (pericarditis)  หรือ  อาจใช้สารตัวนี้
เพื่อ ควบคุมภาวะที่การอักเสบมีความรุนแรง

ผลเสียของ corticosteroids...
มันสามารถก่อให้เกิดผลเสียที่รุนแรงได้  เช่น  เพิ่มน้ำหนักตัว, ทำให้กระดูกบาง-พรุน
เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบติดเชื้อ  และ
กระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็ก  จึงให้ยาในระยะสั้น ๆ เท่านั้น

ยาชนิดอื่น ๆ  ที่มีชื่อเรียกว่า “disease modifyling anti-rheumatic drugs (DMARDs)
ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรไข้อักเสบในเด็ก  เช่น methotrexate (Rheumatrex)
จัดเป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ช้า   และสามารถลดอาการได้ 
ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้  เมื่อใช่ยาตัวอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล


ยาตัวนี้มีผลเสียเช่นกัน  เช่น  มันทำลายตับ  หรือ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
ดังนั้น  ถ้าใช้ยากลุ่มดังกล่าว จะต้องระมัดระวังด้วยการมั่นตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ


นอกจากนั้น  ยังมียาตัวอื่น ๆ ที่ใช้แล้วได้ผลดีเช่นกัน  เช่น...
Hydroxychloroquine (Plaguenil),  sulfasalazine (Azulfidine), leflunomide (Arava)}Azathioprine (Imuran) แล cyclosporine (Neoral,Sandimmune)

ยาใหม่...ที่ออกมาในรูปแบบของยาฉีด ....
ได้แก่  adalimumab (Humira), etanercept (Enbrel)
ซึ่งได้รับการยอมรับ  ให้นำไปใช้รักษาคนไข้เด็กที่เป็นโรค juvenile rheumatoid arthritisส่วนพวก Infliximab (Remicade) และ anakinra (Kineret)…
สามารถใช้ได้ผลดีในเด็กบางคนที่เป็นโรค juvenile rheumatoid arthritis เท่านั้น

ส่วนการผ่าตัด  ก็เป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่ง  ที่นำมาใช้ในเด็กทีไขข้อของเขาถูกทำลาย
อย่างมาก   และ/ หรือ   มีความผิดรูปเกิดขึ้น  ไม่สามารถใช้งานได้


สุดท้าย  เด็กที่เป็นโรคข้ออักเสบ  ควรได้รับการสนับสนุน  ให้มีการดำเนินชีวิตตามปกติ
แม้ว่าจะมีความเจ็บปวดก็ตาม  การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญมาก 
เพราะมันช่วยทำให้ข้อสามารถทำงานได้ตามปกติ 


เมื่อโรคถูกควบคุมได้  เด็กควรเข้าร่วมกับกิจกรรมตามปกติ 
เช่น  ร่วมการการออกกำลังกาย  และ  เข้าร่วมแข่งกีฬากับเพืในรายที่มีความรุนแรง  การรักษาด้วยกายภาพบำบัด 
อาจเป็นเรื่องจำเป็น  เพื่อทำให้ข้อได้เคลื่อนไหวให้มากที่สุดที่จะมากได้
การเรียนพิเศษอาจจำเป็น  เพราะโรคที่เกิดขึ้นอาจทำให้เด็กาขาดเรียนได้


การพยากรณ์โรค (Prognosis)
ในเด็กที่เป็นโรคข้ออักเสบอย่างรุนแรง  สามารถทำลายข้อได้มากน้อยแตกต่างกันไป
และอนาคตของเด็กที่เกิดโรคก็แตกต่างกันได้อย่างมากเช่นกัน
บางราย  เป็น ๆ  หาย ๆ

ในการรักษาโรคข้ออักเสบในเด็ก  ส่วนใหญ่  เด็กสามารถเอาชนะโรคได้
แต่อย่างไรก็ตาม  ในรายที่เป็นรุนแรง  โรคข้ออักเสบ
สามารถทำให้เกิดมีปัญหาในด้านการเจริญเติบโตของกระดูกได้ 
เป็นเหตุให้กระดูกของเด็กเจริญได้ไม่เท่ากัน
นอกจากนั้น  ยาที่นำมาใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบของเด็ก 
สามารถก่อให้เกิดปัญหาได้  เช่น  ทำให้กระเพาะเป็นแผล,  กระดูกบาง 
และ ตับถูกทำลายได้

Juvenile Arthritis: Symptoms & Diagnosis

9/1/12

อาการ (Symptoms)
อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเด็กที่เป็นข้ออักเสบ  ย่อมขึ้นกับโรคที่เด็กเป็น 
อาการที่พบบ่อยได้แก่:


§  อาจมีตั้งแต่หนึ่งข้อขึ้นไป  ข้อเกิดการบวมตลอดเวลา  และมีอาการกดเจ็บ
หรือ  อาจเห็นผิวหนังบริเวณข้อมีสีแดง  และร้อนเมื่อสัมผัสถูก

§  เมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อ  จะเกิดความเจ็บปวดเกิดขึ้น  บางทีเด็กอาจไม่บ่นว่าเจ็บปวดก็ได้

§  เคลื่อนไหวข้อด้วยความลำบาก  โดยเฉพาะในขณะทีตื่นในตอนเช้า

§  เดินกระเผลก

§  ลักษณะของข้อผิดรูปไป

§  ข้อที่เกิดการอกเสบอยู่ในท่างอ  ไม่สามารถเหยียดตรงได้

อาการอื่น ๆ ซึ่งอาจพบได้  เช่น

§  การเจริญเติบโตของขาไม่เท่ากัน...มีขาสั้น  ขาวยาวไม่เท่ากัน

§  สายตาพล่ามัว  ตาแดง  หรือ เจ็บตา

§  มีไข้ต่ำๆ

§  มีผื่นบนผิวหนัง

§  มีอาการเหนื่อยล้า

§  หงุดหงิด

§  เจ็บหน้าอก

§  ปวดทั่วตัว


การวินิจฉัยโรค (Diagnosis)
การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบ (Juvenil arthritis ) ในเด็กกระทำได้ยากมาก ๆ
ทั้งนี้เพราะ  อาการที่เกิดขึ้นมันคล้ายกันมาก  อีกทั้งไม่มีวิธีตรวจเป็นการเฉพาะ 
เพื่อการวินิจฉัยโรคได้

ถ้าลูกของท่านมีอาการเป็นโรคข้ออักเสบ  แพทย์เฉพาะทางโรคขอ้ของเด็ก
ซึ่งเรียกว่า pediatric rheumatologist  จะมองหาประวัติเกี่ยวกับการเกิดโรค
ยกตัวอย่าง  เช่น  ข้ออักเสบที่กินเวลานานอย่างน้อย ๆ 6 อาทิตย์

การตรวจเลือดเพื่อมองหาภูมิต้านทาน (antibodies) 
ซึ่งอาจปรากฏในโรคไขข้อบางรูปแบบได้  แต่ส่วนใหญ่แล้วโรคข้ออักสบในเด็กจะไม่
ค่อยพบสารที่เป็นภูมิต้านทานดังกล่าว

เอกซเรย์อาจพบการทำลายกระดูกข้อได้ (โดยเฉพาะในรายที่เป็นมาก ๆ)
การตรวจอย่างอื่น ๆ  จะเป็นการตรวจเพื่อแยกโรคชนิดอื่น ๆ เช่น การอักเสบติดเชื้อ
ของข้อ  อาจมีลักษณะเหมือนโรครูมาตอยด์ในเด็กได้

ที่พวกเราไม่ค่อยชอบกัน  คือ
โรคไขข้อในเด็ก (juvenile arthritis)  เมื่อเกิดขึ้นแล้ว  เป็นโรคที่ต้องอยู่กับคนไข้ไป
ตลอด (lifelong condition)  ชีวิต   อย่างไรก็ตาม  มีคนไข้เป็นจำนวนไม่น้อย 
จะพบว่า  อาการจะค่อย ๆ ลดลง  หรือหายไปเมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว....
ถือว่า  โชคดีไป

การป้องกัน (Prevention)
ในเมื่อเราไม่รู้ว่า  สาเหตุของโรคข้ออักเสบในเด็ก (juvenile arthritis) คืออะไร
ดังนั้น  เราจึงไม่สามารถป้องกันโรคดังกล่าวได้

อ่านต่อ  กด  3:  Juvenile Arthritis : Treatment