แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Allergy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Allergy แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

FOOD ALLERGY: Diagnosing & Treatment 2
Diagnosing a Food Allergy
เมื่อท่านสงสัยว่า ลูกหลานของท่านมีภูมิแพ้จากสารอาหาร
ท่านต้องติดต่อหมอทันที
และในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้จากสารอาหาร แพทย์เขามักจะถาม:

อาการของเด็กที่เกิดขึ้น เกิดบ่อยแค่ใด
กินอาหารชนิดใด จึงเกิดอาการ
ในครอบครัว มีคนใดเป็นโรคภูมิแพ้ต่ออาหาร (ชนิดใด)
หรือมีใครในครอบครัวเป็นแพ้อย่างอื่น (eczema หรือ asthma)

แพทย์จะมองหาโรคอย่างอื่น ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการต่าง ๆ
ยกตัวอย่าง เด็กเกิดท้องล่วง เมื่อดื่มนม
แพทย์จะมองหาข้อมูล ที่สนับสนุนว่า เด็กเกิดภาวะที่ไม่สามารถกินนมได้ (lactose intolerance)
มากว่า ที่จะเป็น โรคภูมิแพ้จากสารอาหาร (food allergy)
โรค Celiac disease- เป็นโรคที่คนเราไม่สามารถทนต่อ “Gluten”
ซึ่งเป็นโปรตีน ที่พบในข้าวสาลี (wheat) หรืออาหารประเภทเมล็ดบางชนิด
โดยที่คนไข้ดังกล่าว จะมีอาการเลียนแบบ โรคภูมิแพ้จากสารอาหารได้


วิธีการตรวจที่กระทำได้ง่ายที่สุด คือ เอาน้ำที่สกัดจากสารอาหาร ที่เป็นตัวก่อให้เกิดภิแพ้
หยดบนแขน จากนั้นใช้ปลายเข็มกรีดเบา ๆ ที่ผิวหนังให้เป้นรอย เพื่อให้สารสามารถซึมผ่าน
ผิวหนังได้ ประมาณ 15 นาที ถ้ามีปฏิกิริยา (ผิวหนัง บวมแดง) เกิดขึ้น
แสดงว่า เด็กแพ้สารอาหารที่ใช้ทำการทดลอง
สำหรับผู้เชี่ยวชาญทางอาหาร สามารถทำการตรวจพิเศษ ตรวจหา IgE antibodies
ที่เฉพาะสำหรับอาหารชนิดนั้น ๆ ได้

ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจให้ทราบได้ว่า สารอาหารชนิดใดก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้
ผู้เชี่ยงชาญ (specialist) อาจให้ลองกินอาหารที่สสัยดู...
โดยให้กินอาหารนั้น ในขนาดน้อย ๆ และกระทำให้คลินิกของแพทย์
ซึงจะต้องมีการสังเกตดูอาการโดยแพทย์ผู้ทำการทดลงเท่านั้น...

Treating a Food Allergy
ภายหลังจากทราบว่า เด็กเป็นดรคภูมิแพ้ชนดใดแล้ว
และเนื่องจาก ไม่มียานำมารักษาโรคให้หายขาดได้
การรักษา มีทางเดียวเท่านั้น คือหลีกเลี่ยงสารอาหาร
ที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้เท่านั้นเอง

เป็นหนาที่ของท่านจะต้องทำความเข้าใจกับอาหารที่แพ้ (allergens)
และหลีกเลี่ยงมัน

แม้ว่า เราไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ การรักษาด้วยยาสามารถใช้
รักษาอาการที่ไม่รุนแรง ถึงรายที่มีอาการรุนแรงได้
ด่วยการใช้ antihistamines ซึ่งสามารถรักษาอาการื ลมพิษ น้ำมูกไหล
หรืออาการปวดท้อง ร่วมกับอาการที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมแพ้

ในกรณีที่เด็กของท่านมีอาการอาหารใจลำบาก หายใจเสียดัง หรือมีโรคหืดเกิดขึ้น
ซึ่งเป็นผลจากโรคภูมิแพ้จากอาหาร แพทย์จะให้ยาที่ทำหน้าที่ขยายหลอดลอม (bronchodilators)
เช่น albuterol พ่นเข้าปอดทันที สามารถบรรเทาอาการหายไม่ออกได้

ข้อควรจำ: ถ้าบังเอิญลูหลานของท่าน เป็นโรคภูมิแพ้ แฃะเกิดอาการหืดหอบ
ขึ้น เด็กอาจจำเป็นต้องได้รับยา epinephrine
และที่สำคัญ...ถ้าอาการนั้น เป็นพวก anphylaxis
ท่านต้องพาไปพบแพทย์ในแผนกฉุกเฉินอย่างรีบด่วน

ยาประเภท epinephrine มักจะถูกนำมาใช้รักษาปฏิกิริยาภูมิแพ้
ที่มีอาการรุนแรง หรืเกิด anaphylaxis
ในกรณีที่เกิดของท่าน เป็นโรคภูมแพ้จากอาหาร ชนิดรุนแรง
แพทย์อาจแนะนำให้ท่านมียา ที่สามารถฉีดได้เอง (autinjections)
ท่านสามารถฉีดยาได้ทันที เมื่อมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิต
ซึ่งหมายความ ท่านจะต้องมียา epinephrine เก้บไว้ในบ้าน หรือ
ที่โรงเรียน เมื่อเด็กเกิดอาการ สามารถใช้ยาได้ทันที
อาการ และอาการแสดง ที่บ่งบอกว่า คนไข้เกิดอาการของ anahylaxis
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีด epinephrine ได้แก่:

- Hoarseness
- Sensation of tightness in the throat
- Difficulty breathing
- Any symptoms from two or more of the body systems,
เช่น เป็นลมพิษ (Hives) ปวดท้อง (abdominal pain)

เมื่อเด็กได้รับ epinephrine แล้ว ท่านจะต้องนำเด็กไป หรือ ผู้ป่วยไปโรงยาบาลทันที
เพื่อรับการรักษาเพิ่ม...อย่างน้อย ๆ เด็กจะได้รับการดูแล สังเกตอาการอีกอย่างน้อย 4 ชั่วโมง
เพราะมีเด็กบางราย มักจะมีอาการเกิดขึ้น เป็นครั้งที่สองได้ (biphasic reaction)


http://kiealth.org/parent/medical/allergies/food_allergies.html?tracking=P_RelatedArticle#

FOOD ALLERGY: 1

ภายหลังเด็กเล็กรับประทานอาหารเที่ยง...
พี่เลี้ยงเด็ก สังเกตเห็นเด็กพยายามใช้มือเกาที่บริเวณปาก
จากนั้นไม่นาน เด็กอาเจียนเอาอาหารออกหมด
พร้อมกับมีอาการหายใจลำบาก มีเสียดัง (wheeze)
ซึ่งต่อมาภายหลัง ได้รับการวินิจฉัยว่า เด็กเกิดเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร
จาก “ถั่ว” ที่เด็กกินเข้าไปในตอนเที่ยงวัน นั่นเอง

นอกเหนือจากถั่วแล้ว โรคภูมิแพ้จากอาหาร สามารถเกิดจากอาหารประเภทอื่น ๆ
เช่น นม (milk) ไข่ (egg) หอย (shelfish) และถั่ว (peanuts)

การเรียนรู้ เพื่อให้ทราบว่า เด็กมีปฏิกิริยาภูมิแพ้จากอาหารชนิดใด
สามารถช่วยทำให้เด็กของท่าน ได้รับการรักษาเมื่อถึงคราวจำเป็น
หากเด็กได้รับการวินิจฉัยมาก่อนว่า เด็กของท่าน แพ้อาหารชนิดใด
ถือว่าเป็นความจำเป็น ที่ท่านจะต้องรู้:

-เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเตรียมอาหารให้เด็กเล็ก
หลีกเลี่ยงจากการใช้ส่วนประกอบอาหาร ที่เด็กแพ้
-เรียนรู้ปฏิกิริยาภูมิแพ้ ที่เกิดจากอาหาร

About Food Allergies
เมื่อเด็กมีประวัติภูมิแพ้ต่ออาหาร ร่างกายของเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อ
สารอาหารที่เป็นอันตราย

ระบบภูมิต้านทาน (ซึ่งปกติ มันจะทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค และโรค)ด้วยการ
สร้างภูมิต้านทาน (antibody) เพื่อทำหน้าที่ต่อสู้กับอาหารที่เป็นตัวก่อให้เกิดภูมิแพ้
(อาหารที่เด็กกินเข้าไปนั้น จะทำหน้าที่เป็น allergen)

ในครั้งต่อไป เมื่อคนเรามาสัมผัสกับอาหารนั้นอีก เช่น “สัมผัส” ถูก
หรือ “กิน” หรือ “หายใจ” เอาสารนั้นเข้าสู่ร่างกาย
ร่างกายจะปล่อยสารเคมีออกมาหลายตัว รวมทั้งสารตัวหนึ่ง
ชื่อ “histamine”

สารเคมีเหล่านี้ จะกระตุ้นให้เกิดมีปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดขึ้น ซึ่งสามารถกระ
ทบต่อทางเดินลมหายใจ กระเพาะ และลำไส้ ผิวหนัง หรือ ระบบเส้นเลือด และหัวใจ
ซึ่งอาการเหล่านั้น ได้แก่ น้ำมูกไหล มีอาการเสียวที่ลิ้น ริมฝีปาก คอ
มีอาการปวดท้อง หายใจลำบาก เวลาหายใจมีเสียงดัง

หลายคนเกิดความสับสนระหว่าง food allergy และ Food intolerance
เพราะอาการของทั้งสองภาวะ จะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน

อาการของ Food intolerance สามารถทำให้เกิดอาการแสบท้อง (burning)
อาหารไม่ย่อย (indigestion) มีลมในท้อง (gas)
ถ่ายเหลว (loose stools) ปวดศีรษะ (headache) เครียด
Food intolerance เป็นอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้าทานเลย
มันเกิดขึ้นจากการที่คน ๆ นั้นไม่สามารถที่ย่อยอาหารบางชนิด
เช่น lactose

จากสถิติในสหรัฐฯ (FDA) มีเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ เป็นโรคภูมิแพ้จากอาหาร
เป็นโรคภูมิแพ้ ที่ไม่ค่อยจะพบในผู้ใหญ่
โดยรวมแล้ว พบว่า มีประชาชนชาวอเมริกัน
เป็นโรคภูมิแพ้จากอาหาร 11 ล้านคน

Common Food Allergens
ในเด็กเล็ก สามารถเกิดโรคภูมิแพ้จากสารอาหาร 8 อย่าง ต่อไปนี้ถึง 90 %
ซึ่งได้แก่:
1. milk
2. eggs
3. peanuts
4. soy
5. wheat
6. tree nuts (such as walnuts and cashews)
7. fish
8. shellfish (such as shrimp)

โดยทั่วไป เด็กส่วนใหญ่ที่แพ้อาหารพวกนี้ เมื่อโตขึ้น โรคภูมิแพ้อาหารจะหายไป
สำหรับเด็กที่แพ้นม...ประมาณ 80 % เมื่อเด็กโตขึ้น อาการจะหายไป
สำหรับเด็กที่แพ้ “ไข่” เมื่อเด็กโตขึ้น อาการจะหายไปประมาณ สองในสาม
ในรายที่แพ้อาหารพวกถั่วเหลือง (soy products) หรือพวก wheat
อาการจะหายไปเมือเด็กโตขึ้นถึง 5 ขวบ

ส่วนอาการอย่างอื่น เช่น พวกถั่ว (peanuts) พบได้ประมาณ 20 % เท่านั้น
ที่หายจากการแพ้ ส่วนพวก tree nut....เมื่อเด็กโตขึ้น จะหายไปเพียง 10 % เท่านั้น

สำหรับพวกหอย และปลา ปรากฏว่า เด็กจะเกิดภูมิแพ้พวกนี้ในระยะหลัง
และยากต่อการที่จะหายไปเมื่อเด็กโตขึ้น

Food Allergy Reactions
ปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่ออาหาร มีความแตกต่างกันในแต่ละคน
บางรายเป็นน้อย มีเพียงอวัยวะบางส่วนที่มีอาการเท่านั้น
เช่น มีลมพิษปรากฏบนผิวหนัง ส่วนอีกราย ปรากฏว่ามีอาการมากกว่านั้น
ปฏิกิริยาที่เกิด อาจใช้เวลา ไม่กี่นาที ถึงหลายชั่วโมง หลังการสัมผัสกับอาหารเหล่านั้น

ปฏิกิริยาภูมิแพ้จากสารอาหาร
สามารถเกิดขึ้นกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนี้:

1. skin: ผื่นบนผิวหนัง ผิวหนังนูน แดง และ คัน, มีอาการบวมแดง คัน
ที่บริเวณหน้า และขา
2. gastrointestinal tract: ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือ ท้องล่วง
3. respiratory tract: น้ำมูกไหล จาม ไอ หายใจมีเสียง (wheeze) หายใจลำบาก
4. cardiovascular system: มีอาการวิงเวียน หรือเป็นลม

ในรายที่มีปฏิกิริยาที่มีความรุนแรง มีชื่อเรียกว่า anaphylaxis
เป็นปรากฏการณ์ ที่สามารถทำอันตรายต่อชีวิตได้
รายที่มีอาการบวมที่บริเวณทางเดินลมหายใจ ทำให้หายใจลำบาก ความดันโลหิตลดลง
หมดความรู้สึก บางราย ถึงกับตายได้

Continue (2) Food Allergy: Diagnsosing a food Allergy 2

ALLERGIC REACTION: Treatment 2

Allergic Reaction Treatment
Self-Care at Home

หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น !

ถ้าท่านทราบว่า แพ้ถั่ว...ก็อย่าไปกินมัน
ทุกครั้งที่ท่านออกไปกินข้าวนอกบ้าน ให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีถั่ว
นั่นคือตัวอย่าง...

ในการดูแลตนเอง ยังไม่เพียงพอต่อการต่อสู้กับปฏิกิริยาโรคภูมแพ้ได้
จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา:

 อย่าพยายามรักษา หรือ ปล่อยให้มีปฏิกิริยาภูมิแพ้ มีความรุนแรง
ให้ไปโรงพยาบาลทันที เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง
 ถ้าท่านไม่สามารถไปโรงพยาบาลได้เอง....ให้เรียกหน่วยฉุกเฉินทันที
ในรายที่มีปฏิกิริยาภูมิแพ้ ที่มีอาการเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อ
การรักษาไดโดยไม่ต้องพึ่งยาจากแพทย์

Oral antihistamine:

Loratadine (Claritin or Alavert), Cetirizine(Zyrtec)
และ fexofnadine (Allegra)
ยาในกลุ่มนี้ ไม่ทำให้งาวง สมารถ (กิน) ได้ในระยะยาว

Dephenhydramine (Benadryl) ท่านสามารถใช้แก้อาการภูมิแพ้ได้
แต่เป็นยาที่ทำให้อาการง่วง จะมีผลกระทบต่อการทำงานกับเครื่องมือที่เป็นเครื่่องจักร
อาจมีผลกระทบกับเด็กที่กำลังเรียนหนังสือได้
การใช้ยา ควรใช้ในระยะสั้นเท่านั้น

ในกรณีมีผื่น (rashes) คัน ละคายเคือง
สามารถบรรเทาลงด้วยครีมลดการอักเสบ เช่น hydrocortisone cream

Medical Treatment:

โดยทั่วไป antihistamine เป็นยาที่ถูกนำมาใช้ภายหลังจากสารก่อให้เกิด
อาการแพ้ (allergens) ถูกกำจัดไปแล้ว
รายที่มีอาการรุนแรง อาจได้รับการรักษาอย่างอื่น
เช่น ให้ออกซิเจน แก่คนไข้ที่หายใจลำบาก
หรือ ให้น้ำเกลือแก่คนไข้ ที่อยู่ในภาวะ anaphylaxis
เพื่อเสริมระดับความดันโลหิต และให้ยาตามที่จำเป็น

Allergic Reaction Medications:

มียาต้านการอักเสบ ถูกนำมาใช้รักษาคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ต่อสารที่ก่อให้เกิดภุมิตแพ้ต่าง ๆ
เช่น ขี้ฝุ่น ขนสัตว์ และอื่น ๆ
ยาหลายตัวที่ถูกแนะนำ ดังนี้:

 Long-acting antihistamines เช่น cetirizine (Zyrtec),
fexofenadine(Allegra) และ loratadine (Claritin)
เป็นยาที่ลดอาการได้ โดยไม่ทำให้เกิดมีอาการนอนหลับ
เป็นยาที่ใช้กินวันละครั้ง ซึ่งมฤทธิ์อยุู่นาน24 ชั่วโมง

 Nasal corticosteroid sprays
เป็นยาใช้รักษาอาการทางจมูก จากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะรายที่ไม่ตอบสนองต่อ antihistamine
เป็นยาที่ใช้ได้ผล และปลอดภัย และจะต้องใช้ทุกวัน
ตัวอย่างของยาที่มีมใช้ เช่น Fluticasone (Flonase), mometasone
และ triamcinolone (Nasacort)

สำหรับรายที่มีอาการรุนแรง ยาต่อไปนี้จะต้องนำมาใช้ทันที เพื่อลดอาการทันที:
 Epinephrine
เป็นยาที่นำมาใช้ในรายที่มีอาการรุนแรงจริงเท่านั้น
เช่น รายที่เกิด anaphylaxis ใช้ฉีด เพื่อทำให้หลอดลมขยายตั;
ใช้เพื่อทำให้เส้นเลือดหดตัว (constrict blood vessels)
เพื่อเพิ่มความดันโลหิต
การใช้ยาพ่นทางจมูก ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับ epinephrine อาจนำมาใช้ได้
เช่น โรคหืด (asthma)

 Antihistamine เช่น diphenhydramine (Benadryl)
ยาตัวนี้ ถูกนำมาใช้ฉีดเข้าเส้น หรือเข้ากล้ามเนื้อ เป็นยาที่สามารถ
ลดผลที่เกิดจาก histamine ได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับยาเม็ด ถกนำมาใช้ในรายทีมีอาการรุนแรงลดลง

 Corticosteroids
เป็นยาที่ถูกนำมาใช้ลดผลอันเกิดจาก mediators โดยการฉีดเข้าเส้น
เป็นยาที่สามารลดอาการบวม และอาการอื่น ๆ ที่เกิดจากปฏิกิริยาของโรคภูมิแพ้
หลังจากฉีดยา ท่านอาจต้องกินยา corticosteroid ต่ออีกหลายวัน

สำหรับยาที่เป็นเม็ดสำหรับรับประทาน จะถูกใช้ในรายที่ไม่รุนแรง
เช่น รายที่มีอาการทางผิวหนัง จะมียาในรูปแบบ “ครีม” สำหรับใช้ทา
นอกจากนั้น ยังมียาที่นำมาใช้สำหรับพ่นเข้าจมูก ใช้สำหรับคนที่มีอาการคัดจมูก


 Other medications ยาที่ถูกนำมาใช้ในคนไข้บางราย ที่เป็นโรค
Allegic rhinitis หรือการอักเสบของโพรงจมูก ซึ่งเป็นผลจากโรคภูมิแพ้
ยาที่นำมาใช้ ได้แก่ cromolyn sodium snsal spray.
สามารถป้องกันอาการดังกล่าวได้

 Decongestants สามารถรักษาโรค sinuses
ช่วยลดอาการบวม ของโพรงจมูก คัดจมูก น้ำมูกไหล
ยาที่ใช้จะมีรูปแบบพ่นจมูก (spray) หรือเป็นยาเม็ดรับประทาน
เป็นยาทีมีผลข้างเคียง สามารถทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็ว
และ ทำให้มีอาการตื่นเต้น ดังนั้น จึงควรใช้ในระยะสั้นเท่านั้น

Other Therapy:

 Allergy shots.
จะถูกนำมาใช้รักษาในรายที่มีความรุนแรง มีอาการต่อเนื่องกันตลอด
เป็นการปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิต้านทาน ไม่ให้มีปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
เป็นการรักษาด้วยการฉีดสารที่มี antigens ที่มีขนาดสูงกว่า
ที่ก่อให้เกิดอาการเล็กน้อย ซึ่งก่อให้เกิดมีอาการภุมิแพ้ เป็นการฉีดหลาย ๆ ครั้ง
ติดต่อกันตามกำหนด โดยฉีดห่างกันทุก 2 – 4 อาทิตย์ เป็นเวลา 5 ปี
จุดประสงค์ของฉีดสารดังกล่าว เพื่อลดความไว้ (desensitized)
ของคนไข้ที่มีต่อสาร ทีก่อให้เกิดภูมิแพ้ลง และผลที่ได้รับ (effective) มีได้แตกต่างกัน

 Probiotics: ได้มีการพิจารณาเรื่อง probiotics
(ซึ่งเป็น microorganism ซึ่งเชื่อว่า มีประโยชน์ต่อร่างกาย)
เพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะ atopic dermatitis
ที่เกิดขึ้นในเด็ก แต่ผลจากการศึกษาทาง meta-analysis ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

http://www.emedicinehealth.com/allergic_reaction/article_em.htm

ALLERGIC REACTION 1

Allergic Reaction Overview

Allergic reaction หมายถึงปฏิกิริยาภูมิแพ้
ซึ่งเกิดจากระบบภูมิต้านทาน มีปฏิกิริยาสนองตอบต่อผู้บุกรุก(invader)
เช่น “แบกทีเรีย” หรือ สารพิษ (toxins)
โดยมีปฏิกิริยาที่มากเกินไป (overreaction)

อะไรก็ได้ สามารถเป็นตัวก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้
เราเรียกสิ่งนั้นว่า Allergens
ซึ่งมันเป็นสิ่งแปลกปลอมชนิดหนึ่ง ในผู้บุกรุกทั้งหลาย (antigens)
เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ พืช ยา อาหาร หรือ พิษจากแมลง
ไวรัส และ แบกทีเรีย ต่างเป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ทั้งนั้น

ปฏิกิริยาของโรคภูมิแพ้ อาจเกิดมีอาการให้ปรากฏที่ตำแหน่งเดียว
เช่นเป็นผื่นบนผิวหนัง มีอาการคันที่ตา ผิวหนังเป็นผื่นนูนที่หน้า
หรือกระจายทั่วไป เช่น โรคลมพิษ ซึ่งเป็นผื่นแดงบนผิวหนัง
ผิวหนังบวมนูนขึ้น ขอบไม่เรียบ ตรงกลางสีซีดเล็กน้อย

ปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่เกิดขึ้น อาจมีเพียงอาการอย่างเดียว หรือมีหลายอย่าง

ปฏิกิริยาภูมแพ้ส่วนใหญ่ อาการจะไม่รุนแรง
เช่น เป็นผื่นบนผิวหนังจากยุงกัด หรือ โดนหมัดกัด
ชนิดของโรคภูมิแพ้ จะขึ้นกับการตอบสนองของระบบภูมิต้านทานของแต่ละคน
ซึ่งเราไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้

มีเป็นส่วนน้อย ที่ภูมิแพ้มีปฏิกิริยารุนแรงถึงขั้นทำลายชีวิตคนได้
ซึ่งเราเรียกว่า anaphylaxis
จากสถิติในสหรัฐฯ ในแต่ละปี มีคนเกิด anaphyaxis ถึง 150,000 ราย
และในจำนวนดังกล่าว มีการตายถึง 500 – 1,000 ราย ต่อปี

โรคภูมแพ้ เป็นโรคที่เกิดได้บ่อย
จาก The Asthma and Allergy Foundation (AAFA)
รายงานว่า คนอเมริกัน เป็นโรคภูมิแพ้ถึง 50 ล้านคน
จัดเป็นอันดับ 5 ของโรคเรื้อรัง
และเป็นโรคอันสามของเด็ก

Causes
ได้กล่าวมาแล้วว่า เกือบทุกอย่าง สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภูมแพ้ได้ทั้งนั้น
โดยที่ระบบภูมิต้านทาน โดยเม็ดเลือดขาว (white blood cells)
จะทำหน้าที่ผลิตภูมิต้านทาน (antibodies) ขึ้น

เมื่อ ร่างกายของคนเราเผชิญกับสิ่งแปลกปลอม (antigen)
จะปฏิกิริยาลูกโซ่เกิดขึ้น:

 เม็ดเลือดขาว (WBC) จะสร้างภูมิต้านทานเฉพาะ (specific antibody)
ต่อสิ่งแปลกปลอม (antigen) เขาเรียกกระบวนการนี้ว่า “sensitization”

 หน้าที่ของ ภูมิต้านทาน (antibody) คือการตรวจจับ และช่วยทำลายสารที่ก่อ
ให้เกิดโรคภูมิแพ้ และในปฏิกิริยาภูมิแพ้ จะมีภูมิต้านทาน (antibody) ถูกสร้างขึ้น
เราเรียกว่าImmunoglobulin E หรือ IgE

 สารภูมิต้านทาน (antibody) จะส่งเสริมให้มีการสร้าง และปล่อยสาร
เคมี และ ฮอร์โมนหลายตัว เราเรียกว่า Mediator หรือ เป็นสื่อกลาง

 ตัวสื่อกลาง (mediator) จะมีผลกระทบต่อเนื้อเยื่อ และอวัยวะหลายอย่าง
และกระตุ้นให้มีเม็ดเลือดขาว ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งมันจะทำหน้าที่จัดการกับผู้บุกรุกร่างกายต่อไป

 Histamine เป็นหนึ่งใน Mediators (สื่อกลาง) ซึ่งร่างกายสร้างขึ้น

 ถ้าสารที่เป็น mediator ถูกปล่อยออกมาทันทีทันใด หรือจำนวนมากไป
สามารถจทำให้เกิดปฏิกิริยาของภูมิแพ้ ได้อย่างเฉียบพลัน และรุนแรง
อาจทำให้เกิด ananphylaxis ขึ้นได้

 ปฏิกิริยาภูมิแพ้ ในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่ละคน มีเอกลักษณ์ของตัวเอง

 การเกิดปฏิกิริยาต่อสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ (allergens) มีความแตกต่างกันอย่างมาก
บางรายปฏิกิริยาภูมิแพ้ จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน บางรายอาจต้องกินเวลา

 คนส่วนใหญ่ที่มีโรคภูมแพ้ จะทราบว่า อะไรเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้น
เช่น อาหารบางอย่าง หอย กุ้ง นม และอาหารอื่น ๆ

เด็ก ๆ สามารถเกิดภูมิแพ้จากอาหารต่าง ๆ ได้ ซึ่งปรากฏว่า มีอาหารมากกว่า 120 อย่าง
ที่สามารถก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ เช่น นม ไข่ ถั่ว น้ำเต้าหู้

Food intolerance หมายถึงการที่ร่างกายของคนเรา ไม่สามารถย่อยอาหาร
ชนิดนั้น ๆ ไม่ได้หมายถึงโรคภูมิแพ้จากอาหาร
ส่วนภูมิแพ้จากสารอาหาร เป็นผลเนื่องจากระบบภูมิต้านทานตอบสนอง ต่อสารอาหาร

วัคซีน และยารักษาโรค (penicillin, aspirin, NSAIDS, ฝุ่นละออง
เกสรดอกไม้ ผงซักฟอก) ต่างเป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ (allergens)

บาดเจ็บเล็กน้อย ความร้อน ความเย็น การออกกำลังกาย ความเครียด
อาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ได้

มีบ่อยครั้ง คนไข้ไม่สามารถบอกได้เลยว่า สารอะไรก่อให้เกิดภูมิแพ้ขึ้น
นอกเสียจาก เคยมีปฏิกิริยาภูมิแพ้เคยเกิดในอดีต
อาจช่วยให้เราทราบได้ว่า เป็นสารชนิดใด ?

โรคภูมิแพ้ และแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ในสมาชิกครอบครัว

คนไข้หลายราย รู้ว่า มีปัจจัยอย่างหนึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้
แต่อาจมีปัจจัยตัวอื่น ๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน

มีโรคบางอย่าง มีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ได เช่น:

 Asthma
 Severe allergic reaction in the past
 Lung condition- COPD
 Nasal polyps
 Frequent infections of nasal sinuses, ears,
respiratory tract
 Sensitive skin : eczema

Allergic Reaction Symptoms and Signs:
สิ่งที่เห็น และที่รู้สึกได้จากปฏิกิริยาภูมแพ้ มีได้แตกต่างกัน
ซึ่งจะขึ้นกับตำแหน่ง (หรืออวัยวะ)ที่เกิดอาการ รวมถึงความรุนแรงของปฏิกิริยาภูมิแพ้
บางรายอาจเกิดขึ้นในตำแหน่งที่จำกัด ส่วนรายอื่นอาจกระจายทั่วไป

ปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่เกิด ซึ่งเกิดจากสารชนิดเดียวกัน
อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ที่แตกต่างกันได้

สำหรับปฏิกิริยา anaphlaxis เป็นผลรวมของอาการที่
เกิดจากโรคภูมแพ้ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือ เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
มีแนวโน้ม ที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้

อาการของ anaphlaxis อย่างหนึ่ง คือ shock หรือ เป็นลมหมดสติ
ซึ่งเกิดจากสาร mediators หรือ สื่อกลางที่เกิดในขณะมีปฏิกิริยาภูมิแพ้
ทำให้เส้นเลือดขยายตัว ความดันโลหิตลดลง
ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะทีสำคัญได้ไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้เป็นลม และหมดสติไป
บางรายอาจนำไปสู่ความตายได้

อาการ และอาการแสดงของปฏิกิริยาภูมแพ้ ได้แก่:

 Skin: มีผิวหนังเกิด ละคายเคือง คัน แดง บวม ผุพอง ผื่นลมพิษ
 Lung: หายใจติดขัด ไอ หายใจมีเสียง
 Head: มีอาการบวม ที่บริเวณศีรษะ ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือ คอ
 เสียงแหบ และปวดศีรษะ
 Nose: มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม
 Eyes: มีอาการตาแดง บวม คัน ต้ำตาไหล หรือบวมในบริเวณรอบ ๆ ตา
 Stomach: มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องล่วง
 หรือถ่ายอุจาระเป็นเลือด
 Other: เมื่อยบ้า เจ็บคอ

Allergic Reaction Diagnosis:
ในรายที่เป็นโรคภูมิแพ้ตามปกติ ผู้ทำการรักษา จะตรวจร่างกาย และซักประวัติ
เกี่ยวกับอาการ และเวลาที่เกิดอาการ
การตรวจเลือด และ การตรวจเอกซเรย์ ส่วนมาก...ไม่มีความจำเป็น
นอกเสียจากว่า มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น

ในรายที่มีอาการรุนแรง คนไข้จะได้รับการประเมินความรุนแรงของอาการ
ในห้องฉุกเฉิน เพื่อวินิจฉัย โดยมีขั้นตอนพร้อมกับการช่วยเหลือ-รักษา:

 วัดความดัน วัดชีพจร
 เป็นการตรวจ เพื่อพิจารณาว่า คนไข้ควรได้รับการช่วยด้านการหายใจ
หรือไม่
 ส่วนมาก คนไข้จะได้รับน้ำเกลือเข้าเส้นเลือดดำ
ซึ่งในรายที่จำเป็น อาจได้รับยา antihistamine เข้าเส้นได้
 ในกรณีที่คนไข้สามารถพูดได้ เขาจะได้รับคำถามประวัติเกี่ยว
กับโรคภูมิแพ้ที่เกิดในอดิต รวมถึงตัว (สาร) ทีกระตุ้นให้เกิดอาการ


continue 2 > Allergic reaction:

ALLERGY: Allergy facts

Allergy facts
What does an allergy mean?
ภูมแพ้ เป็นปฏิกิริยาของภูมิต้านทาน ที่ตอบสนองต่อสารแปลกปลอมบางอย่าง
ที่มีปฏิกิริยามากกว่าปกติ
ซึ่งในคนธรรมดาทั่วไป จะไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้น (non-allergic)
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะมันเป็นสารที่ไม่มีพิษสงแต่อย่างใด
ส่วนคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะเข้าใจสารแปลกปลอมชนิดนั้นผิดไป
โดยเข้าใจว่า เป็นสารที่มีอันตราย

สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เราเรียกว่าสารนั้นว่า เป็น allergens
ซึ่งได้แก่ เกสรดอกไม้ หมัด เชื้อรา และอาหารต่าง ๆ
และเพื่อเข้าใจโรคภูมิแพ้ได้ดีขึ้น เราจะต้องจำสารทุกตัวให้ได้
การที่ท่านมีปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดขึ้นนั้น
เรียกว่า allergic หรือ atopic.
ดังนั้น คนซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดภูมิแพ้ เรียกคนพวกนี้ว่า
Allergic หรือ atopic

ประวัติความเป็นมาของคำ Allergy ถูกตั้งโดยหมอเด็ก
ชื่อ Clemend Pirquet (1874-1929):
เป็นคำ ที่มาจาก Greek: คำ allos แปลว่า “different” หรือ “changes”,
ส่วนคำ ergos มีควมหมายว่า work หรือ action
Allergy มีความหมายอย่างหยาบ ๆ ว่า “altered action”

ต่อมาในปี 1905 ได้มีการใช้คำ allergy เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
เป็นการอธิบายปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์
ที่เกิดขึ้นในเด็ก ซึ่งได้รับ Horse serum หลาย ๆ ครั้ง
ซึ่งต่อมา คำ allergy ถูกนำมาอธิบายถึง
“ปฏิกิริยา ที่เปลี่ยนแปลงไป”

What causes allergies?

อะไรคือสาเหตุทีทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้น
และ เพื่อให้เข้าใจปัญหานี้ดีขึ้น ลองพิจารณาตัวอย่าง
ต่อไปนี้:

ภายหลังจากมีแมว เข้ามาอยู่บ้านได้ประมาณ 2 – 3 เดือน
ผู้เป็นพ่อ เริ่มเกิดมีอาการคันที่ตา และ เกิดอาการจามเกิดขึ้น

หนึ่งในลูกสามคน เกิดมีอาการไอ และจามขึ้นด้วย
โดยเฉพาะ เมื่อแมวเข้าไปในห้องนอนของเด็ก
ส่วนผู้เป็นมารดา และลูกอีกสองคน ไม่มีอาการใด ๆ
แม้ว่าจะมีแมวเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ ก็ตาม

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นละ ?

ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นระบบที่ถูกจัดสรรขึ้นเพื่อทำหน้าที่ ป้องกันสิ่งแปลกปลอม
ที่ลุกร้ำเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะการอักเสบทั้งหลาย
หน้าที่ของมัน คือ จำ รู้ และ มีปฏิกิริยาตอบสนอง ต่อสารที่เป็นสิ่งแปลกปลอม (antigens)
ซึ่งทำให้มีการสร้าง ภูมิต้านทานขึ้น
เรียก antibodies

สิ่งแปลกปลอมที่กล่าวถึง (antigens) อาจก่อให้เกิดมี ปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดขึ้น หรือไม่เกิดก็ได้
ส่วนสารที่เป็น allergens (สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้) เป็นสิ่งแปลกปลอมบางชนิด
ซึ่งสามารถก่อให้เกิดมีปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้น และก่อให้มีการสร้าง IgE ขึ้น

เป้าหมายของระบบภูมิคุ้มกัน คือ จัดการกับตัวลุกร้ำที่เข้าสู่ร่างกาย และทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น
ในการปฏิบัติงานเช่นนั้น มันจะสร้างโปรตีนหลายตัว
ให้มาทำหน้าที่ทำลายตัวแปลกปลอม เรียก antibodies

Antibodies เหล่านี้ หรือ จะเรียกว่า Immunoglobulins ก็ได้
ซึ่งมีหลายตัวด้วยกัน เช่น IgG, IgM, IgA และ IgD
สารพวกนี้ จะทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม
โดยเพียงแต่สัมผัสกับผิวของมัน
ดังนั้น จึงทำให้เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันทำลายสิ่ง
แปลกปลอมได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในคนที่มีปฏิกิริยาภูมิแพ้ (allergic person)
มันจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะ (specific antibody) ขึ้นมา
เรียก Immonoglobulin E หรือ IgE ขึ้นตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม
ซึ่งโดยปกติแล้วไม่เป็นอันตรายใด ๆ
โดยสรุป immunoblobulins เป็นกลุ่มของ protein Molecules
ซึ่งทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกัน (antibodies)
ซึงมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด: IgA, IgM, IgG, IgD และ IgE.

สำหรับ IgE เป็นภูมิคุ้มกัน (antibody)
ที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้น

ในปี 1976 สามี-ภรรยาคู่หนึ่ง (Kimishige และ Terilo
Ishizaka ตรวจพบสารซึ่งไม่เคยทราบ ปรากฏในคน
ไข้ที่มีโรคภูมิแพ้ เป็นโปรตีน immunoglobulin
ซึ่งเขาเรียกว่า gamma E globulin หรือ IgE

ในกรณีเกี่ยวกับแมวที่กล่าวมา
ผู้เป็นพ่อ และลูกสาวคนเล็ก มี IgE ในปริมาณสูงมาก
ซึ่งมันจะทำหน้าที่จัดการกับสารแปลกปลอมที่ได้จากแมว
และ ผู้เป็นพ่อ และลูกสาวจะเกิดภูมิแพ้ขึ้นทุกครั้ง
ที่คนทั้งสองสัมผัสสิ่งแปลกปลอมที่ได้จากแมว

โดยปกติทั่วไป ระบบภูมิคุ้มกัน จะใช้เวลาประมาณเดือนถึงปี
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน (antibodies) ขึ้นได้

แม้ว่า คนเราอาจมีปฏิกิริยาภูมิแพ้เกิดในการสัมผัสสิ่ง
แปลกปลอมเป็นครั้งแรกได้ในบางครั้ง
แต่ส่วนใหญ่ ระบบภูมิคุ้มกันต้องมีโอกาสสร้างภูมิคุ้มกัน (antibody) ขึ้นก่อน
และจะเกิดปฏิกิริยา โรคภูมิแพ้ขึ้น เมื่อได้มีการสัมผัสสิ่งแปลกปลอมในครั้งถัดไป

IgE เป็น ภูมิคุ้มกัน (antibody) ซึ่งพวกเราทุกคนมีกัน
แต่มีในปริมาณน้อยมาก
ส่วนคนที่เป็นพวก allergic (สามารถมีปฏิกิริยาภูมิแพ้)
จะมี IgE ในปริมาณที่สูงมาก

สำหรับผู้เป็นแม่ของเด็กทั้งสาม
ตัวแม่ และลูกอีกสองคน ต่างมีภูมิต้านประเภทอื่น ๆ
ซึ่งไม่มีส่วนในการทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้กับแมวได้
จัดเป็นพวก non-allergic...

Who is at risk and why?
ภูมแพ้ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกอายุ
เป็นโรคที่พบได้มากในเด็ก อาจปรากฏเป็นครั้งแรกเมื่อเป็นผู้ใหญ
ในขณะที่โรคภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นกับจมูก มีแนวโน้มจะหายไปเมื่ออายุแก่ขึ้น

อาจมีคำถามขึ้นว่า ทำไมบางคนไวต่อสารที่ก่อให้เกิดภูมแพ้ได้
ในขณะที่คนส่วนใหญ่กับไม่เป็นเช่นนั้น ?
ทำไมคนที่มีโรคภูมิแพ้ ทำไมจึงมีการสร้างสารที่เป็นภูมิต้านทาน
IgE ในปริมาณสูงมากว่าคนที่เป็น non-allergic ?

คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพันธุกรรม
ซึ่งในบางครั้ง เราพบว่า โรคภูมิแพ้มักปรากฏในครอบครัวกัน
หลายคน และโอกาสที่ท่านจะเป็นโรคภูมิแพ้ได้หรือไม่ อาจสัมพันธ์กับ
ประวัติของพ่อแม่ที่เป็นโรคภูมิแพ้ได้

ถ้า พ่อ และแม่ของท่านไม่มีโรคภูมิแพ้ โอกาสที่ท่านจะเป็นโรคภูมแพ้ได้ มีเพียง 15 %
และถ้าหนึ่งในพ่อแม่ของท่านมีโรคภูมิแพ้ ท่านมีโอกาส 30 %
ถ้า ทั้งพ่อ และแม่ต่างเป็นโรคภูมิแพ้ ท่านมีโอกาสเป็นโรคภุม
แพ้ได้ถึง 60 %

ปัญหาด้านแวดล้อม ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคภูมแพ้
และเป็นทีทราบแน่ชัดว่า คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะต้องแนวโน้ม
ทางพันธุกรรม และได้สัมผัสกับสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้มาก่อน
จึงจะมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้

มีปัจจัยหลายอย่าง มีอิทธิพลต่อการทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้น
เช่น การสูบบุหรี่ มลภาวะ การอักเสบติดเชื้อ
และ ฮอร์โมนต่าง ๆ

ส่วนของร่างกาย ซึ่งมีแนวโน้มเกิดโรคภูมแพ้ขึ้น ได้แก่:

ตา จมูก ปอด ผิวหนัง และ กระเพาะอาหาร
แม้ว่า โรคที่เกิดจากภูมิแพ้หลายชนิด อาจมีความแตกต่างกัน
แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ ทุกโรค ต่างมีการตอบสนองของ
ระบบภูมิคุ้มกันของคนที่ไวต่อสิ่งแปลกปลอม ในปริมาณที่
มากเกิน (exaggerated)

http://www.medicinenet.com/allergy/article.htm

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Allergies

โรคภูมิแพ้ หมายถึงภาวะที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
เมื่อระบบภูมิต้านทานของคนเราตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม
ด้วยปฏิกิริยาที่มากเกิน โดยสารที่กล่าวถึง
ส่วนใหญ่...ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด

Causes
โรคภูมิแพ้ เป็นปัญหา ที่พบได้บ่อย
โดยมีปัจจัย ด้านพันธุกรรม และ สิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทอย่างมาก

ระบบภูมิต้านทาน จะทำหน้าที่ปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลปลอม หรือสารอันตรายต่าง ๆ
เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย
สารที่ก่อให้เกิดภูมแพ้ได้ เราเรียกว่า allergens

แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ (allergies)
พบว่าการตอบนองของระบบภูมิต้านทาน จะมีความไวมากเกิน (oversensitive)
เมื่อเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ตรวจรู้ว่า มีสารก่อภูมิแพ้ (allergens) ลุกร้ำเข้าสู่ร่างกาย
มันจะสร้างภูมิต้านทาน - antibody (IgE)
ซึ่งปกติมันจะเกาะตัวอยู่ที่เซลล์เนื้อเยื่อ และเม็ดเลือกขาว (mast cell)
มันจะทำหน้าที่ต่อสู่กับสิ่งแปลกปลอม ด้วยการปล่อยสารเคมีหลายตัวอออกมา เช่น histamines
พร้อมกับก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น

Common allergens include:

• Drugs
• Dust
• Food
• Insect bites
• Mold
• Pet dander
• Pollen

มีบางคนที่มีปฏิกิริยาเหมือนโรคภูมิแพ้ โดยมีปฏิกิริยาต่อ อุณหภูมิที่ร้อนขึ้น
หรือ เย็นลง หรือมีปฏิกิริยาต่อแสงแดด หรือปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ
ในบางครั้งเพียงแค่เกา หรือถูตามผิวหนังเฉย ๆ ก็ก่อให้เกิดอาการได้แล้ว

โรคภูมิแพ้ สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม (inherited)
เช่น ถ้าพ่อ-แม้ เป็นโรคภูมิแพ้ ท่านมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ได้
บางราย อาจไม่มีประวัติทางครอบครัวเลย ทานเกิดมีโรคภูมิแพ้ขึ้นทหลังได้

Symptoms
อาการต่าง ๆ ของโรคภูมิแพ้ ได้แก่:

• Breathing problems (coughing, shortness of breath)
• Burning, tearing, or itchy eyes
• Conjunctivitis (red, swollen eyes)
• Coughing
• Diarrhea
• Headache
• Hives
• Itching of the nose, mouth, throat, skin, or any other area
• Runny nose
• Skin rashes
• Stomach cramps
• Vomiting
• Wheezing

ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อสัมผัสกับสารก่อให้เกิดภูมิแพ้(allergens)
แล้วก่อให้เกิดอาการ ได้แก่:

 ระบบหายใจ เมื่อสัมผัสกับสิ่งแปลปลอม จะก่อให้เกิดมีอาการคันจมูก น้ำมูกไหล
มีการสร้างน้ำเมือกออกมามากขึ้น ก่อให้เกิดอาการไอ จามขึ้น

 ตา เมื่อสิ่งแปลกแปลอมเข้าสู่ตา จะก่อให้เกิดอาการคันที่ตา ตาแดง บวม
และทำให้เกิดน้ำตาไหล


 กระเพาะ-ลำไส้ เมื่อกินอาหาร ซึ่ง เป็นสารก่อให้เกิดภูมิแพ้
จะก่อให้เกิดอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องล่วง
หากเป็นมากอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

เมื่อสิ่งแปลกปลอมที่เป็น allergens สัมผัสถูกผิวหนัง
จะก่อให้เกิดอาการผื่นคัน พุพอง และผิวหนังลอก

 ยา ภูมิแพ้ต่อยา (drugs allergies)
ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับระบบร่างกายทั้งมวล ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้มากมาย

Exams and Tests
แพทย์ผู้รับผิดชอบ เป็นผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย เมื่อโรคภูมิแพ้เกิดขึ้น

ในการตรวจโรคภูมแพ้ (allergy) จำเป็นต้องตรวจหาอาการแสดง
ซึ่งเป็นผลจากภูมิแพ้จริง
หรือถูกกระทำให้เกิดอาการโดยสาเหตุอย่างอื่น
ยกตัวอย่าง เช่น กินอาหารที่ปนเปื้อน (food poisoning)

อาจทำให้เกิดอาการเหมือนโรคภูมแพ้ได้
น้ำมูกไหล หรือไอ อาจเป็นผลเนื่องมมาจากอักเสบติดเชื้อได้

การตรวจภูมิแพ้ (skin testing) เป็นวิธีที่นำมาใช้ในการตรวจเรื่องภูมิแพ้
วิธีตรวจทางผิดหนังชนิดหนึ่ง เรียก Prick test:
เป็นการเอาสารทีสงสัยว่าแพ้ “วาง” บนผิวหนัง จากนั้นให้เข็มแทง (prick)หรือสะกิดผิวหนังหใ้เป็นแผล
เพื่อให้สารก่อให้เกิดภุมิแพ้ผ่านเข้าสู่ใต้ผิวหนังได้

จากนั้นให้สังเกตดูอาการอย่างใกล้ชิด
ว่ามีอาการแพ้หรือไม่ เช่น มีอาการบวม แดง เกิดขึ้น
เป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับตรวจในเด็ก

Skin tests ชนิดอื่น ๆ ได้แก่ patch testing และ intradermal testing

การตรวจอื่น ๆ ได้แก่:

 การตรวจดูระดับของสาร ที่สัมพันธ์กับภูมิแพ้
เรียก immunoblogulin IgE

 Complete blood count (CBC)
ตรวจหา eosinophil white blood count อาจช่วยวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับภูมิแพ้ได้

 Elimination testing แพทย์อาจบอกให้ท่านหลีกเลี่ยงสารบางอย่าง
ซึ่งถูกนำมาใช้ตรวจสอบเกี่ยวกับการแพ้ อาหาร และยาที่ใช้รักษา

แพทย์อาจตรวจเช็คดูปฏิกิริยา ที่ตอบสนองต่อสิ่งที่กระตุ้นทางกาย
โดยการใช้ความร้อน ความเย็น หรือ สิ่งกระตุ้นอย่างอื่น
จากนั้น ให้สังเกตดูปฏิกิริยาตอบสนองที่จะเกิดขึ้น

บางครั้ง เราใช้สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ ( allergen) ละลายในน้ำ
แล้วหยดลงที่เปลือกตาด้านล่าง แล้วสังเกตดูปฏิกิริยาตอบสนองต่อไป

Treatment
ปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิต้านทานอย่างรุนแรง (anaphylaxis)
จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา ชื่อ epinephrine
เป็นยา ถ้าใช้ได้ถูกต้อง สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ทันท่วงที

วิธีที่ดีที่สุด คือ การลดอาการต่าง ๆ ด้วยการหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่แพ้้ เช่น แพ้อาหาร หรือแพ้ยาต่าง ๆ
มียาหลายชนิดถูกนำมาใช้ในการรักษา
โดยสัมพันธ์กับชนิด ความรุนแรงของอาการ อายุ และสุขภาพโดยรวม

ความไม่สบายต่าง ๆ ซึ่งทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ เช่น
โรคหืด (asthma) hay fever และ eczema
ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย

ยาต่าง ๆ (Medications) ถูกนำมาใช้รักษาโรคภูมิแพ้ ได้แก่:Antihistamines:
Antihstamines ที่ถูกนำมาใช้รักษาอาการแพ้ สามารถซื้อหาได้จากร้านขายยา
หรือโดยแพทย์สั่ง ที่มีใช้ในหลายรูปแบบ เช่น:

 Capsule and pills
 Eye drops
 Injections
 Liquid
 Nasal spray

CORTICOSTEROIDS
ยาที่สามารถต่อต้านการอักเสบ (anti-inflammatory medications)
เช่น corticosteroids จะมีในหลายรูปด้วยกันเช่น

• Creams and ointment for the skin
• Eye drops
• Nasal spray
• Lung inhaler

รายที่มีอาการรุนแรง (severe allergic symptoms) แพทย์อาจสั่งยาเม็ด
(corticosteroid pills) หรือยาฉีด (injections)
เพื่อใช้ในระยะสั้น

DECONGESTANTS
เราอาจสั่งยาที่เป็น decongestants เพื่อลดน้ำมูกไหลได้
มีข้อระวัง คือ อย่าใช้ decongestant nasal spray นานเกินหลายวัน
เพราะมันอาจเกิด “rebound” effect
และทำให้อาการคัดจมูกเป็นมากขึ้นได้
แต่ decongestant pill จะไม่ก่อให้เกิดอาการเหมือนพวก spray

สำหรับคนที่เป็นโรความดันสูง โรคหัวใจ ต่อมลูกหมากโต
ควรใช้ยาตัวนี้ด้วยความระวัง

OTHER MEDICINES
Leukotriene inhibitors เป็นยา ที่นำมาใช้ในการสกัดกั้น
ไม่ให้มีสารที่เป็นตัวก่อให้เกิดภูมิแพ้
ยาที่ใช้ และได้รับการยอมรับให้ใช้รักษา โรคหืด และเป็นภูมแพ้นอกสถานที่
คือ Zafirlukast(Accolate) และ motelukast (Singulair)

ALLERGY SHOTS
การรักษาภูมิแพ้ (immunotherapy) ด้วยการฉีดสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ (allergen)
อาจมีความจำเป็นเมื่อ คุณ หรือคนไข้ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารทีก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้
หรือ ใช้ในราย ที่ยากต่อการควบคุม

วิธีการรักษา กระทำได้ด้วย วิธีการฉีดสารที่แพ้ (allergen) ในขนาดต่ำ ๆ เข้าใต้ผิวหนัง
และค่อย ๆ เพิ่มขนาดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั้งได้รับยาฉีดที่มีขนาดสูงสุด
เป็นวิธีการที่สามารถหลีกเลี่ยง หรือลดปฏิกิริยาการแพ้ได้
เราเรียกวิธีการดังกล่าวว่า “desensitization”

http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/000812.htซ

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Topic: Itch in elderly: Introduction (1)

Itch….คัน ใครว่าไม่สำคัญ
วันหนึ่ง ๆ มีคนไข้สูงอายุมาพบแพทย์ด้วยอาการคันตามผิวหนัง
บางรายรายเห็นรอยผื่นบนผิวหนัง....นั่นไม่เป็นปัญหาในด้านการวินิจฉัย
แต่ที่เป็นปัญหา คือรายที่เป็นทั้งตัว จากหัวจรดเท้า
แต่ไม่มีรอยผื่นปรากฏให้เห็นนี่ซิแปลก ?
จะบอกว่า คันเพราะผิวหนังแห้งของคนแก่นะ....
อาจจะถูก....หรืออาจจะไม่ถูกก็ได้

ก่อนที่เราจะพูดถึงโรคคันของคนสูงอายุ
ลองมาดูซิว่า-
เวลาที่ท่านเกิดมีอาการ “คัน” ขึ้นมา...มันมีอะไรเกิดขึ้นภายใต้ผิวหนังของท่าน
ให้ท่านมองดูมันประหนึ่งว่า ท่านกำลังปฏิบัติธรรม
เจริญสติปัฐถาน ดูลมหายใจเข้าออกตามที่เป็นจริง...

ตัวคนเราจะถูกคลุมด้วยผิวหนัง มีพื้นที่ประมาณ 20 ตารางฟุต หรือ 2 ตารางเมตร
และผิวหนังของคนเราจะถูกละคาย (irritated) จากสิ่งที่อยู่นอกร่างกายอยู่ตลอดเวลา
มีหลายอย่างที่มาสัมผัสกับผิวหนังของเรา และอาจมีหนึ่ง หรือสองอย่าง
ที่จะทำให้เราเกิดมีความรู้สึกคันขึ้นที่ผิวหนัง

เราจะไม่พูดถึงอาการคันอย่างรุนแรง จาก อาการแพ้ (allergy) คันจากโรค
คันจากอารมณ์ หรือคันจากการอักเสบ
แต่เราจะพูดกลไกที่ทำให้เกิดอาการคันขึ้น ทีเกิดขึ้นกับเราทุก ๆ วันนั้น มันเป็นอย่างไร?

คัน (itching) บางทีเราพูดว่า pruritus
มันจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อมีอะไรบางอย่างนอกกาย มากระทบ และกระตุ้นร่างกายเข้า
เช่น ตัวหมัด ฝุ่นละออง ใยของเสื้อผ้า และเส้นผม และ...

อาการคัน (itching) เป็นกลไกภายใน... ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันร่างกาย
ส่งสัญญาณให้สมองได้ทราบว่า มีบางอย่างกำลังรุกล้ำกายของเรา
ในกรณีดังกล่าว อาจเป็นแมลงกัดเอาก็ได้

เมื่อมีตัวกระตุ้น (stimuli) จะเป็นอะไรก็ตาม
ในระยะแรก มันอาจไม่รบกวนตัวท่านแต่อย่างใด แต่ภายหลังจากตัวกระตุ้นอันนั้นมันเสียดสี
ผิวหนังของท่าน ยกตัวอย่าง เช่น ขน หรือฝุ่นละออง ที่สัมผัสผิวหนังของท่าน
เมื่อมันเสียดสีไปมา (scatches) ประสาทรับความรู้สึก (receptors) ที่อยู่ในผิวหนัง (dermis)
จะถูกละคายเคือง (irritated)
และภายในเสี้ยวของวินาที มันจะส่งคลื่นประสาท (signals) ไปตามเส้นใยประสาท
เดินทางสู่ไขประสาทสันหลัง เคลื่อนสู่สมองส่วนที่เรียก cerebral cortex

และใยประสาท( fiber)ใยเดียวกันนี้แหละ (unmyelinated C fibers)
ทำหน้าที่นำความรู้สึกเกี่ยวกับอาการปวด (pain)เข้าสู่สมองด้วย
ความรู้สึกทั้งสองที่กล่าว จะมีการตอบสนองที่ต่างกัน
การตอบสนองต่ออาการปวด จะเป็นแบบถอยหนี (withdrawal)
ส่วนอาการคัน จะตอบสนองด้วยการเกา (scatching)

เมื่อเรารู้สึกคันขึ้นมา การตอบสนองอันแรกที่เกิดขึ้น คือ “เกา” ตรงตำแหน่งที่คันด้วยเล็บของเราทันที
เป็นการตอบสนองง่ายๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อขจัดเอาสิ่งที่ทำให้เกิดอาการคันออกไป
เมื่อคุณ "เกา"ตรงบริเวณที่คัน คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการคันทันที
ไม่ว่าสิ่งที่ทำหคันถูกขจัดออกไปหรือไม่

สมมุติว่า มันยังคงอยู่ที่เดิม แต่ท่านจะไม่คันอีกต่อไป
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะคลื่น (signal) ที่ส่งไปยังสมอง ถูกแทนที่ด้วยคลื่น( signal)ใหม่
ซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากการเกา (scatches)เป็นความรู้สึกเกี่ยวกับอาการปวด(pain)

ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะ สิ่งที่ทำให้เกิดอาการคัน เช่น ฝุ่นละออง มีขนาดเล็กมาก (ขนาดไม่กี่ไมครอน)
ละคายปลายประสาทรับความรู้สึก (receptors) จำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเกา
ซึ่งกินเนื้อที่เป็นบริเวณที่กว้างกว่าหลายพันเท่า และการเกาจะกระตุ้นความรู้สึกเจ็บปวด (pain)ขึ้น
และคลื่นที่ส่งไปยังสมองด้วยความรู้สึกที่เกิดจากการเกา (scatches) ย่อมมีมากว่าคลื่นที่ส่งจากอาการคัน...
เป็นเหตุให้สมองไม่รับรู้เกี่ยวกับอาการคันต่อไป

นั่นคือปรากฏการณ์อาการคันที่เกิดขึ้นตามปกติ

>>Seventh age itch