วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Cervical Spondylosis (3)

July 20, 2013
Continued...

การวินิจฉัย (Diagnsosis)

การวินิจฉัยโรคกระดูกคอเสื่อม ( cervical spondylosis) กระทำได้ไม่ยาก...
โดยแพทย์จะทำการถามคนไข้เกี่ยวกับอาการปวดที่เกิดขึ้น... และ
ทำการตรวจร่างกาย รวมถึงการตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด

จากนั้น คนไข้อาจได้รับการตรวจหลายอย่าง เพื่อยืนยันว่า
เขาเป็นโรคดังกล่าวจริง จากนั้นเขาจะทำการตรวจให้ทราบว่า เขาควรได้รับการ
รักษาแบบใด โดยเฉพาะการผ่าตัด ซึ่งได้แก่:

 ตรวจเอกซเรย์ เพื่อตรวจดูสภาพโดยทั่วไปของกระดูกคอ
 Myelogram เป็นการตรวจด้วยภาพของกระดูกคอ ด้วยการฉีดสารทึบแสง
เพื่อดูไขประสาท และรากประสาท
 Magnetic Resonance Imaging (MRI) scams เป็นการตรวจด้วยภาพ
เพื่อดูรายละเอียดของเนื้อเยื่อ
 Computerised Tomogarphy (CT) เป็นการตรวจดูรายละเอียดของกระดูก
ซึ่งสามารถตรวจร่วมกับการทำ myelogram
 Electromyographu (EMG) เป็นการตรวจวัดดูการทำงานของเส้นประสาท

การรักษา (Treatment)

ในการรักษาคนไข้ที่เป็นโรคข้อกระดูกคอเสื่อม จะขึ้นกับความรุนแรงของ
โรคเป็นสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่จะได้รับการรักษา
ด้วยวิธีอนุรักษ์ (conservative) โดยไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดแต่อย่างใด

ในการรักษาด้วยกรรมวิธีอนุรักษ์....
จะเริ่มต้นดวยการพักผ่อน ซึ่งอาจเป็นการนอนพักผ่อนบนเตียง หรือ
ให้มีการเคลื่อน (restricting activities) ในวงจำกัด

ถ้าการพักผ่อนไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้น
ต่อไปให้สรวมใส่อุปกรณ์ป้องกันไม่ให้คอเคลื่อนไหว ( neck brace) สักระยะหนึ่ง

คนไข้มักจะได้รับการรักษาด้วยกายภาพบำบัด (Physical therapy)
ซึ่งเป็นการรักษาด้วยการใช้ความร้อน (heat), แก้ไขท่าทางที่ผิดปกติ
(postural correction), และบริหารร่างกาย เพื่อสร้างความแข็งของกล้ามเนื้อ 
และคงสภาพความยืดหยุ่นของคอเอาไว้ให้ได้

สำหรับยารักษา (Medications)...
ยาที่นำมาใช้ในการรักษา ได้แก่ nonsteroidal anti-inflammatoryDrugs (NSAIDs) 
ซึ่งอาจใช้ในรายทีมีความเจ็บปวดจากการอักเสบ (inflammation)
อาจมีการใช้ (ฉีด) สารสะเตียรอยด์ (corticosteroids) ได้เป็นบางครั้ง
หรืออาจมีก่ารใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ (muscle relaxant medications) ร่วมด้วย

ในกรณีที่มีความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง และมีความรุนแรง...
อาจจำเป็นต้องใช้ยาประเภท antidepressant  ให้แก่คนไข้ดังกล่าว

สำหรับราย ที่มีความเจ็บปวดอย่างรุนแรง...
อาจทำการรักษาด้วยการฉีดยา (steroid) เข้าไปรอบๆ ไขประสาทสันหลัง
เพื่อลดความเจ็บปวดที่รุนแรงได้  ซึ่งการฉีดยาด้วยวิธีดังกล่าว 
เป็นวิธีการรักษาในระยะสั้นๆ เท่านั้น

นอกจากนั้น ยังมีทางเลือก ซึ่งถูกนำมาใช้ในการรักษา...
เช่น การฝังเข็ม (acupuncture), massage ....
ซึ่งอาจลดอาการเจ็บปวดในคนไข้บางคนได้

แต่มีข้อระมัดระวัง
เมื่อท่านปวดต้นคอจากกระดูกคอเสือม...
ท่านอย่าให้หมอนวด หรือแม้กระทั้งนักกายภาพบำบัด หรือใครก็ตาม
ทำการดัดกระดูกคอของเป็นอันขาด  เพราะการทำเช่นนั้น
สามารถก่อให้เกิดอันตราย ถึงขั้นอัมพาติได้

เมื่อการรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์ไม่ประสบผล...
วิธีการผ่าตัด จะถูกนำมาพิจารณา เมื่อคนไข้กระดูกคอเสื่อมรายนั้น 
เป็นชนิดที่มีการกดเส้นประสาท (spinal radiculopathy) 
หรือในรายที่ไขประสาทถูกกด (cervical myelopathy)

ชนิดของการผ่าตัด...
จะขึ้นกับคนไข้แต่ละราย โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือลดแรงกด (pressure)
ซึ่งเกิดขึ้นกับรากประสาท, ไขประสาท, และเส้นเลือด 
รวมไปถึงการทำให้กระดูกคอมีเสถียรภาพ (stabilization)

<< Prev.
ww.southerncross.co.nz/AboutTheGroup/HealthResources/MedicalLibrary/tabid/178/vw/1/ItemID/198/Cervical-spondylosis.aspx

Cervical Spondylosis (2)

July 20,20134
Continued...
 กระดูกคอเสื่อม คือภาวะเสื่อมสภาพของกระดูกต้นคอ, และหมอนกระดูก
ซึ่งอยู่ส่วนต้น ของกระดูกสันหลัง (spinal column)
และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดคอของคนสูงอายุ

มีการคาดการณ์เอาไว้ว่า...
กระดูกคอเสื่อม (sppinal spondylosis) จะเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมากกว่า 50
ได้ถึง 50 % และเมืออายุมากกว่า 75 จะพบได้ถึง 70 %

ข้อมูลทั่วไป และสาเหตุ:

กระดูกสันหลังจะมีลักษณะเหมือนวงแหวนที่ทำด้วยกระดูก มีชื่อเรียกว่า
Vertebrae – มีทั้งหมด 7 ชิ้นกระดูกด้วยกัน โดยตั้งอยู่บนกระดูกสันหลัง
(spinal Column) ไขประสาทสันหลัง (spinal cord) จะทอดผ่านช่องของ
กระดูกสันหลัง (spinal canal) และจากไขประสาท จะมีแขนงเส้นประสาท
แยกออกทางด้านข้าง ลอดผ่านทางช่องระหว่างกระดูกคอแต่ละชิ้น
ซึ่งช่องดังกล่าว มีชื่อเรียก foramina

ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละป้อง (each vertebae) จะมีหมอนกระดูกที่แข็ง
แรง โดยด้านนอกจะมีพังผืด (fibrous tissue) ทำหน้าที่ห่อหุ้มของเหลว
มีลักษณะเหมือนเจล... (gel-like tissue)

หมอนกระดูกจะทำหน้าทีป้องการการสั้นสะเทือน (cushion)ให้แก่กระดูกคอ
พร้อมกับให้กระดูกคอเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น
นอกจากนั้น มันยังทำหน้าที่ปกป้องรากประสาท และเส้นเลือดที่อยู่ระหว่าง 
กระดูกคออีกด้วย

เมื่อคนเราแก่ตัวขึ้น...
เราจะพบว่า หมอนกระดูก (disc) จะหดตัว, แบนลง, ความยืดหยุ่นลดลงไป
ทำให้การป้องกันแรงสั่นสะเทือนแก่กระดูกคอลดลง
เป็นเหตุให้กระดูกคอ  เยื่อพังผืด (ligaments) และกล้ามเนื้อ 
ต่างมีโอกาสได้รับบาดเจ็บจากแรงที่มากระทบ, กระแทก และเสียดสี

เมื่อกระดูกคอ (cervical spine) ไม่มีความมั่นคง ไร้ความเสถียร (unstable)...
จะทำให้ตำแหน่ง (position) และแนว (alignmnent) ของกระดูกคอ
เปลี่ยนไป ซึ่งอาจทำให้กระดูกคอเสียดสีกัน ทำให้การเสื่อมสภาพของ
กระดูกคอเพิ่มมากขึ้น

เมื่อหมอนกระดูกคอเกิดการหดตัว...
กระดูกคอจะมีการเปลี่ยนแปลง  มีการการตอบสนองด้วยการสร้างกระดูก 
(bone spurs หรือ osteophytes)  และบางที่เราหมายถึง cervical osteoarthritis

การเปลี่ยนแปลงด้วยการเสื่อมสภาพดังกล่าว จะไปละคายต่อกล้ามเนื้อ,
เอ็นหรือพังผืด, และเส้นประสาท เป็นเหตุให้เกิดอาการต่างๆ 
ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของโรคข้อกระดูกคอเสื่อม (cervical spondylosis)

การเสื่อมสภาพของกระดูก และ หมอนกระดูกในระดับคอ (cervical spine)
ถือว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงตามปกติที่เกิดขึ้นกับคนที่มีอายุย่างเข้าสู่วัยชรา
ซึ่งเราจะทำการวินิจฉัยว่า ใครเป็นโรค cervical spondylosis ก็ต่อเมื่อ
ระดับ (degree) ของการเสื่อมสภาพมีความรุนแรง, และมีอาการที่ก่อให้เกิดขึ้น
มากกว่าที่จะกล่าวว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนสูงอายุ

อาการ และอาการแสดง
(Signs and Symptoms)

เราจะพบว่า...
อาการของคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม (cervical spondylosis) จะมีความแตก
ต่างจากน้อย (mild) ไปหามาก (severe)

อาการที่พบได้บ่อยที่สุด คืออาการปวดต้นคอ (neck pain)
ซึ่งจะแผ่กระจายไปยังฐานของต้นคอ และข้อไหล่ โดยมีอาการเป็นๆ หายๆ
หรือมีอาจมีอาการปวดอย่างต่อเนื่องก็ได้

คนไข้อาจมีความรู้สึกคอแข้ง (feel stiff), 
เกิดมีอาการปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวคอ หรืออาจมีอาการปวดเพิ่มขื้น
นอกนั้น คนไข้มักมีอาการปวดศีรษะเกิดร่วมด้วยเสมอ

เมือเส้นประสาทที่อยู่ระหว่างกระดูกคอ 
ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่แยกออกจากไขประสาท 
เมื่อมันถูกกด สามารถก่อให้เกิดอาการตั้งแต่ ปวด, ออกแสบร้อน,
เสียวซ่าที่บริเวณคอ และร้าวไปยังกระดูกสะบัก หรือร้าวไปยังแขนทั้งสอง
ภาวะดังกล่าว เขาเรียกว่า cervical radiculopathy

กระดูกคอเมื่อเกิดการเสื่อมสภาพ...
สามารถทำให้ช่องกระดูกสันหลัง (spinal canal) ซึ่งเป็นที่อยู่ของไขประสาท
ทอดผ่าน เกิดตีบแคบลงได้ เป็นภาวะที่เรียกว่า spinal stenosis
และเมื่อความตีบแคบของช่องกระดูกดังกล่าวกดทับไขประสาท (spinal cord)
เป็นเหตุให้ไขประสาทถูกทำลาย เรียกภาวะดังกล่าวว่า cervical myelopathy

เมื่อไขประสาทถูกกดเป็นเวลานาน...
มันสามารถทำให้การไหลเวี่ยนของเลือด และอาหาร (nutrients) สู่ไขประสาท
ลดลง เป็นเหตุให้ไขประสาทถูกทำลาย (damage)
ซึ่งจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้น ดังนี้:

§  กล้ามเนื้อของขาเกิดการอ่อนแรง หรือทำให้เดินได้ลำบาก
§  นอกจากล้ามเนื้อเกิดการอ่อนแรง จะทำให้รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มตำที่แขน
   และมือ และทำให้ความชำนาญในการใช้มือ และแขนลดลงหรือหายไป
§  หมดความรู้สึก ที่บริเวณแขน และ/หรือขา
§  การทำงานของกระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ (bladder & bowel) เสียไป
   (เป็นอาการที่พบได้น้อย ส่วนใหญ่จะเพบในระยะสุดท้ายของการเกิดโรค)

การเกิดภาวะไขประสาทถูกกด (cervical myelopathy) จะพบได้น้อย
ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ โดยมีการประเมินเอาไว้ว่า
ในคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม (cervical spondylosis) สามารถเกิดข้ได้ 5 %



วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Cervical Spondylosis (1)


July 20, 2013

งานของแพทย์ เป็นงานด้านใหบริการอย่างหนึ่ง
ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาได้ไม่มากก็น้อย 
บ่อยครั้งหากการใหบริการนั้น
ไม่เป็นที่พอใจ สิ่งที่ได้รับจากผู้รับบริการ อย่างเบาสุด คือคำต่อว่า...
หนักสุดก็มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย 

Go to link: http://www.boltonphysiotherapy.co.uk/

จำได้ว่า เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว
ภาษาพูดของผู้เขียนที่ใช้กันในระหว่างเพื่อนฝูง จะเป็นคำพูดสมัยพ่อขุนรามฯ
เสียเป็นส่วนใหญ่...

“เฮ้ย..กำนัน เองอย่าให้ใครนวด และดัดต้นคอเองเป็นอันขาด...
เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน เพราะการให้คนอื่น (หมอนวด) ดัดคอ สามารถทำให้เกิด

อันตราย เป็นอัมพาติ หรือตายคามือหมอนวดได้นะมึง”

นั้นเป็นคำพูดของผู้เขียน ที่ได้กล่าวเตือนเพือนที่เป็นผู้บริหารระดับตำบล
ซึ่งมีอาการปวดต้นคอ จากโรค “ข้อ-กระดูกคอเสื่อม”

เพื่อนกำนัน เป้นคนมีความเชื่อมั่นในตนเอง สมกับเป็นผู้บริหารตำบล
ไม่เชื่อคำแนะนำของผู้เขียนแม้แต่น้อย แถมยังดูถูกคำแนะนำของเราเสียอีก
กำนัน มีความเชื่อ และศรัทธาในฝีมือ “แม่อุ้ย” หมอนวดประจำตำบล
ซึ่งกำนันใช้บริการเป็นประจำ

“แม่อุ้ย...นวดให้กูมานานแล้ว นวดแล้วรู้สึกสบายทุกที กูไม่เชื่อมึงหรอก
เองไม่ต้องมาบอกให้เสียเวลา...”

นั่นเป็นคำพูดที่ได้ยินจากปากของกำนัน

ผู้เขียนรู้ว่ากำนันเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม ได้เคยแนะนำให้ใช้ยริการจากโรงพยาบาล
โดยมีนักกายภาพบำบัด พร้อมเครื่องมือให้บริการ...
แต่กำนัน แกก็ปฏิเสธไม่ยอมรับสิ่งที่เสนอให้ หันไปใช้บริการของแม่อุ้ยแทน

เราได้แต่เป็นห่วง กลัวเพื่อนจะเป็นอันตรายจากการนวดกระดูกคอโดยหมอนวดประจำบ้าน
ในเมื่อเพื่อนเรา ไม่กลัว และไม่ยอมเชื่อ ผู้เขียนไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้
ต้องปล่อยให้เพื่อนเสี่ยงต่ออันตรายต่อไป...

ประมาณห้าปีต่อมา...
ผู้เขียนได้มีโอกาสพบคนไข้วัยเกือบหกสิบ ถูกห้อมล้อมด้วยสตรีวัย 40s
หลายนาง ทราบภายหลังว่า ทุกนางต่างเป็น “ภรรยา” ของผู้ป่วย

ผลจากการซักประวัติ และตรวจร่างกายของคนไข้...
ได้รับคำบอกเล้าจากปากของคนไข้ว่า
ในขณะที่คนป่วยได้รับการนวดจากผู้หญิงผู้สูงวัย (แม่อุ้ย) เขาได้ยินเสียงดัง “เปาะ”
ที่บริเวณคอ พร้อมรู้สึกว่าร่างกายส่วนร่างหายไป

คำวินิจฉัยที่ได้รับหลังการตรวจร่างกาย คือ อัมพาติของแขน-ขา
ซึ่งเกิดจากโรคคอเสื่อม แล้วได้รับบาดเจ็บ (อัมพาติ) จากการนวด...

ในขณะมองหน้าผู้ป่วย...
ผู้เขียนต้องสดุ้งสุดตัว เมื่อคนไข้คนดังกล่าว...คือกำนันเพื่อนเก่า
ซึ่งผู้เขียนเคยเตือนเอาว่า “อย่าให้ใครนวดคอเป็นอันขาด” นั่นเอง

เรื่องไม่จบแค่นั้น...
ผู้เขียนต้องสดุ้งเป็นครั้งที่สอง เมื่อได้ยินคำพูดจากสตรึนางหนึ่ง (เมียของกำนันเอง)
กล่าวว่า

“ที่พี่กำนันต้อง อัมพาติ... เป็นเพราะหมอ (ผู้เขียน)เป็นคนแช่งกำนัน
ให้เป็นเช่นนั้น...”

นั้นคือสิ่งที่ผู้เขียนได้รับจากการเตือนกำนัน

>> Next : โรกข้อ-กระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis)

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Current Modalities for Treating Chronic Kidney Disease


Jun 29,2013

ในการรักษาโรคไตเรื้อรัง (CKD)
คนไข้อาจได้รับการรักษาในรูปแบบที่แตกต่างกันไป 

ในปลายปี  2008 (สหรัฐฯ) ได้รายงานเกี่ยวกับการรักษาคนไข้โรคไตเรื้อรังเอาไว้ว่า 
มีคนไข้ได้รับการรักษาด้วยการฟอกเลือด (hemodialysis center)ที่ศูนย์ฟอกเลือด  64 %,
ทำการฟอกเลือดที่บ้าน (home hemodialysis) น้อยกว่า 1 %,
และทำการฟอกเลือดด้วยวิธีใส่น้ำยาลงในช่องท้อง (peritoneal dialysis)  5 %,
และได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต (transplantation) 30 %

การฟอกเลือด (Hemodialsis)
การฟอกเลือด หรือ hemodialysis เป็นวิะธีการกำจัดเอาสารที่เป็นพิษ และน้ำส่วนเกิน
ออกจากร่างกาย โดยให้เลือดของคนไข้ไหลเวียนออกจากร่าง ให้ไหลผ่านเครื่องมือ
ซึ่งทำหน้าที่เสมือนการทำงานของไต   หรือบางที่เราเรียกว่า dialyzer
โดยทั่วไปเล้ว จะมีการฟอกเลือดด้วยวิธีดังกล่าวอาทิตย์ละ 3  ครั้ง 
แต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ  3 – 4 ชั่วโมง

นอกจากการฟอกเลือดตามปกติแล้ว ยังมีวิธีการฟอกเลือดที่แตกต่างออกไป...
เป็นต้นว่า มีการเพิ่มระยะเวลาการฟอกเลือดให้ยาวนานออกไป ซึ่งเป็นการลจำนวนครั้ง
หรือจำนวนวันลง หรือทำการฟอกเลือดในตอนกลางคืนขณะคนไข้นอนหลับ
โดยไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาในโรงพยาบาล
ปรากฏว่า ได้รบความนิยมจากคนไข้มากขึ้น

วิธีการฟอกเลือดสามารถกระทำที่บ้านของคนไข้เอง...
โดยคนไข้ และผู้ช่วยเหลือ ซึ่งส่วนมากจะเป็นสามี หรือภรรยาของคนไข้เอง
ซึ่งได้รับการฝึกอบรมจากแพทย์มาเป็นอย่างดี  ทำให้คนไข้สามารถทำการฟอกเลือด
ที่บ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปโรงพยาบาล

นอกจากนั้น ยังมีการการฟอกเลือดระยะสั้น ๆ (short daily hemodialysis)…
การฟอกเลือดแบบนี้  คนไข้จะได้รับการฟอกเลือด 5 – 6 ครั้ง ต่อหนึ่งอาทิตย์ 
ในการฟอกเลือดแต่ละครั้ง จะใช้เวลาสั้น ๆ  1.5 ถึง 3.5 ชั่วโมง
ด้วยวิธีการโดยการแบบนี้ จะทำให้คนไข้รู้สึกดีกว่าการฟอกเลือดตามรูปแบบมาตรฐาน
(สามครั้งต่อหนึ่งอาทิตย์)

ในระหว่างการรักษาด้วยการฟอกเลือด....
คนไข้จำเป็นต้องได้รับยารักษา (medications) เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต,
ภาวะเลือดจาง, และโรคกระดูก  และสามารถรับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องจำกัดมากนัก

การฟอกเลือดโดยผ่านช่องท้อง (Perioneal dialysis):
เป็นการฟอกเลือดโดยผ่านช่องท้อง (Abdominal cavity)
โดยให้เยื่อบุช่องท้อง (peritoneum) ทำหน้าที่กำจัดเอาของเสืียออกจากร่างกาย
ซึ่งเราจำเป็นต้องใช้สายยางเล็ก ๆ สอดเข้าไปในช่องท้อง 
พร้อมกับใส่น้ำยาปราศจากเชื้อ (sterile dialysate) เข้าไป  
แล้วทำการปล่อยน้ำให้ละบายออกทิ้ง 
วิธีการฟอกเลือดด้วยการล้างช่องท้อง บางที่เขาเรียกว่า   "exchange"


ในการฟอกเลือดด้วยวิธีการผ่านช่องท้อง (PD)…
ปรากฏว่า มีให้เลือกหลายรูปแบบ ที่กระทำกันบ่อยที่สุด คือ การปล่อยให้น้ำยาไหล
เข้าสู่ท้องตลอดเวลาที่คนไข้เคลื่อนไหว (continuous cycling PD)
ซึ่งสามารถกระทำได้ 4 – 5 ครั้ง (exchanges) ต่อวัน

การฟอกเลือด อาจกระทำในตอนกลางคืน (nocturnal hemodialysis)
ส่วนใหญ่จะกระทำที่ศูนย์ฟอกเลือด โดยกระทำที่ศูนย์ในขณะที่คนไข้นอนหลับ, 
ซึ่งใช้เวลา 8 ชั่วโมงเท่ากับเวลาที่คนไข้นอนหลับพักผ่อน อาทิตย์หนึ่งทำ 3 – 4 ครั้ง

วิธีฟอกเลือดในตอนกลางคืนขณะคนไข้นอนหลับ...
เป็นวิธีที่ทำให้คนไข้รู้สึกดีขึ้น อยากรับประทานอาหาร มีพละพลังเพิ่มขึ้น
และทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีผลอันไม่พึงประสงค์น้อยมาก
โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ หรืออาหารมากนัก

ส่วนการผ่าตัดเปลี่ยนไต (kidney transplantation) 
เป็นวิธีการรักษามากกว่าที่จะเป็นการรักษาโรคไตเรื้อรัง
เป็นการรักษาที่ไม่รีบด่วน (elective) มากกว่าที่จะเป็นการผ่าตัดฉุกเฉิน (emergency) 
เพื่อช่วยชีวิตคนไข้  และตามหลักทางการแพทย์แล้ว การผ่าตัดเปลี่ยนไต 
ไม่ใช้วิธีที่คนไข้ (CKD) ทุกคนสามารถที่จะได้รับ  
มีคนไข้บางราย มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
ไม่สามารถได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีดังกล่าว






น้ำมะพร้าว (Coconut Water)

July 19,2013

คงไม่มีท่านใดปฏิเสธว่า...
น้ำมะพร้าว (coconut water) มีประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเรา
แต่หนึ่งในพวกเรา ตั้งคำถามขึ้นว่า น้ำมะพร้าวมันดีอย่างไร ?

น้ำมะพร้าว เป็นอาหารที่มีตามธรรมชาติ ให้แคลอรี่ต่ำ
และปราศจาก cholesterol มีธาตุโปแตสเซี่ยมสูงกว่า “กล้วย”

ชาวอเมริกันคลั่งไคล้น้ำมะพร้าวอย่างขนานใหญ่ โดยผู้มีชื่อเสียงอันได้แก่
นักกิฬา และดาราต่างหันมานิยมดื่มกันเป็นว่าเล่น ถึงขนาดขนานนามมันว่า
“Mother nature’s Sport drink” พร้อมกับโฆษณาให้เกิดความหลงว่า...
สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้หลายอย่าง

คำถามมีว่า...
น้ำมะพร้าว มันดีต่อสุขภาพจริงหรือ ?
หรือเป็นการโฆษณาเกินจริง ?

What Is Coconut Water?
เป็นที่ทราบกันว่า...
น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งธรรมชาติจัดสรรให้ 
มันมีรสหวาน ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตในรูปของน้ำตาลที่ง่ายต่อการย่อย และ
มี “อีเล็กโตไลท์” ซึ่งมันจะบรรจุภายใจกลางของลูกมะพร้าว

น้ำมะพร้าวจะให้แคลอรี่ต่ำ มีปริมาณของโซเดียมต่ำ, มีโปรแตสเสี่ยมสูงกว่าน้ำดื่ม
ของนักกิฬา (sport drink)

ในน้ำมะพร้าวหนึ่งออนซ์ หรือประมาณ 30 ซีซี จะให้พลัง 5.45 calories,
1.3 gram sugar, 61 milligrams potassium, และ sodium 5.45 mg

Better Than Some Sugary Drinks

น้ำมะพร้าว จะมีน้ำตาลน้อยกว่านำขวด (sport drinks) ทั้งหลาย
และน้อยกว่าน้ำผลไม้บางชนิด เป็นเครื่องดื่มที่ดีสำหรับทั้งเด็ก และผู้ใหญ่
แต่อย่าดื่มมากไป เพราะถ้าคุณดื่ม 11 ออนซ์ คุณจะได้ พลังงานถึง 60 แคลอรี่
และหากคุณดื่มน้ำมะพร้าววันละหลายครั้ง คุณจะได้รับแคลอรี่สูงขึ้น
ในคนที่เป็นโรคเบาหวานจะต้องระวังเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านเป็นคนชอบเครื่องดื่ม (น้ำอัดลม) เป็นประจำ
ขอแนะนำให้เลือกดื่มน้ำมะพร้าว (palin coconut water)
น่าจะดีกว่าน้ำอัดลมที่เพิ่มน้ำตาลเป็นไหนๆ

Bottom Line (สวนสำคัญที่สุด)
ในการดื่มน้ำมะพร้าว ย่อมให้ประโยชน์ต่อสุขภาพได้บ้าง
เพราะการดื่มน้ำมะพร้าว เป็นวิธีการให้น้ำแก่ร่างกายตามธรรมชาติ, ลดธาตโซเดียม 
และเพิ่มธาติโปแตสเซี่ยมแก่ร่างกาย

บางคน (หลายคน ?) อาจไม่ได้รับธาตุโปรแตสเซี่ยมเพียงพอกับความต้องการ 
ทั้งนี้เพราะเขาไม่ชอบรับประทานผัก, ผลไม้ หรือนม...
ดังนั้น การดื่มน้ำมะพร้าว สามารถชดเชยส่วนที่ขาดได้

ในปัจจุบัน ยังไม่หลักฐานเพียงพอที่จะสนับนุนคำโฆษณาชวนเชื่อถึง
คูณภาพของน้ำมะพร้าวว่า มันสามารถรักษาโรคได้..
เราจะต้องรอผลการวิจัยต่อไป

สำหรับคนออกกำลังกายในเวลาว่าง (recreational athletes)...
ไม่ว่าท่านจะดื่มน้ำมะพร้าว หรือน้ำเปล่า หรือน้ำขวด (sport drink)
ก็ได้ผลดีพอๆ กัน ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด

โดยทั่วไป สำหรับผู้ใหญ่ที่ออกกำลังเป็นประจำ ไม่รุนแรงเท่านักกิฬา
การดื่มน้ำเปล่าธรรมดาก็เพียงพอแก่การ 
ไม่จำเป้นต้องดื่มน้ำมะพร้าว หรือน้ำอัดลม-sport drink ให้เสียสตางค์

แต่ถ้าคุณชอบดื่มน้ำมะพร้าว และมีสตางค์พอที่จะจ่ายได้ 
ท่านสามารถดืมได้ตามอัธยาศัย...ไม่เสียหายอะไร แถมยังมีประโยชน์บ้าง
เพราะน้ำมะพร้าว เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  ให้แคลอรี่ต่ำ, 
เพิ่มธาติโปแตสเซี่ยมให้แก่ร่างกาย  และสามารถทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพไม่ขาดน้ำ

http://www.webmd.com/

Coconut: Good fat or Bad ? 2

July 18, 2013
Continued.
All saturated fats are not equal
มีความจริงอย่างหนึ่ง ที่เราควรทราบ...
นั้นคือ ไขมันอิ่มตัวทั้งหลาย มีความแตกต่างกันในด้านโครงสร้างทางเคมี
โดยขึ้นกับจำนวนของ carbon  atoms ที่แตกต่างกัน
และอาหารแต่ละอย่างจะมีความเข็มข้นของไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids) 
ในปริมาณที่แตกต่างกัน

ไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ที่ปรากฏในน้ำมันมะพร้าว (coconut oil)...
ประกอบด้วยกรดสองชนิดในปริมาณสูง นั้นคือ lauric  และ myristic acids
ส่วนไขมันอิ่มตัวที่พบในเนื้อวัว จะเป็นกรดที่มื่อว่า palmitic acid

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว...
จึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า น้ำมันมะพร้าว (coconut oil) เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว
จะเพิ่มระดับ cholesterol ในกระแสเลือดได้ แต่เกิดมีปัญหาขึ้นว่า....
ไขมัน cholesterol ตัวใหนละที่เพิ่มขึ้น ?
LDL cholesterol หรือว่าเป็น HDL cholesterol ?
ในประเด็นดังกล่าว...
นักวิจัยไมjสามารถบอกได้อย่างชัดแจ้งว่า ไขมัน (fatty acids) ชนิดใด
ปรากฏในน้ำมันมะพร้าว เป็น LDL ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี (bad cholesterol)
หรือว่า HDL cholesterol ซึ่งเป็นไขมันดี (good cholesterol) 

มะพร้าวอาจเพิ่ม HDL cholesterol ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง
แต่จะไม่มากเท่ากับพวกไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fats)

จากความจริงดังกล่าว...
ถ้าท่านเปลี่ยนน้ำมันพืช  เช่นจาก น้ำมันมะกอ (olive oil) ไปเป็นน้ำมันมะพร้าว
(coconut oil) ทันที ระดับของไขมัน cholesterol ในกระแสเลือดของท่านจะสูงขึ้น
อย่างแน่นอน

Fats, foods and heart disease

เมื่อมีคนกล่าวว่า...
เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเอง  มันหมายความว่าอย่างไร ?

ผลการศึกษาอัตราการตายจากโรคหัวใจของคนที่อาศัยใน Singapore
เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่อาศัยใน Hong Kong เขาพบว่า

คนใน Singapore ตายมากกว่าคนใน Hon Kong ถึงสามเท่าตัว  
ซึ่งนักวิจัยได้ลงความเห็นว่า  ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะคนสิงคโปร์ รับประทาน
น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์มมากนั้นเอง  โดยที่น้ำมันทั้งสองชนิดต่างมีไขมัน
อิ่มตัว (saturated fats) ในปริมาณสูง  แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดเท่านั้น

ได้กล่าวมาก่อนหน้าที่นี้ว่า...
น้ำมันมะพร้าวไม่ใช้น้ำมันที่แย่ที่สุดที่คนเราจะนำมาใช้
ผลจากการศึกษาของนักวิจัยชาวดัทซ์  กล่าวว่า 

การรับประทานไขมันที่มีกรด Lauric acid สูง เช่นในน้ำมันมะพร้าว ยังดีกว่า
การรับประทานไขมันประเภท trans-fatty acids เป็นไหน ?

(trans-fatty acid เป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว unsaturated fats ซึ่งเกิดขึ้นในขณะผลิต
อาหาร เช่นพวกขนมปัง (biscuit) หรือขนมปิ้ง (pastries)
เป็นไขมันที่แย่กว่ากว่าน้ำมันอิ่มตัว (saturated fat) เสียอีก

แต่ผลของการศึกษาจำนวนไม่น้อย...
ได้มองไปที่สุขภาพของคนที่รับประทานอาหารที่มาจากมะพร้าว- น้ำมัน, เนื้อ,
และกะทิมะพร้าว  เขาพบว่า  อาหารที่ได้จากผลผลิตของมะพร้าวไม่น่ากลัว
อย่างที่คิด (benign) แต่อาจมีประโยชน์เสียด้วยซ้ำไป

Professor Mark Wahlqvist, director of the Asia Pacific Health and
Nutritiona Cetre at Monash University...

เขาได้ทำการศึกษาสุขภาพ ของคนใน West Sumatra เป็นเวลาประมาณ 25 ปี พบว่า 
มะพร้าวเป็นอาหารหลักของชาว West Sumatra โดยเฉพาะคนที่อาศัยใน Minangkabau 
ซึ่งต่อมาภายหลัง พวกเขาลดการบริโภคมะพร้าวลงทเพราะมีอาหารอย่างอื่นที่ปรุงได้ง่ายกว่า  
และจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าว  เขาพบว่า 
อุบัติการณ์เกิดโรคหัวใจจากหลอดเลือด (coronary Heart disease) กลับเพิ่มสูงขึ้น

เขาให้เหตุผลว่า...
ในขณะที่ประชาชนในบริเวณดังกล่าวรับประทานอาหารที่มะพร้าวเป็นจำนวนมากนั้น
เขาจะใช้น้ำมันมะพร้าวกันเป็นส่วนใหญ่สำหรับปรุงอาหาร
นอกจากนั้น ชาว Mangkabau ยังรับประทานร่วมกับผลไม้สด, ผัก และปลา
ในปริมาณสูงอีกด้วย

ตามเป็นจริง...
การใช้น้ำมะพร้าวในการปรุงอาหาร จะทำให้คนรับประทานปลา
และผักมากขึ้น

Professor Wilhqvist ยังคนพบว่า...
มันไม่ใช้ปริมาณของไขมัน (saturated or unsaturated fat) ในอาหารของ
พวกเขาหรอก ที่ทำให้สุขภาพของคนดีขึ้น (healthy) หรือเลวลง (unhealthy) 
แต่เป็นเพราะปริมาณของเนื้อ (meat), ไข่ (eggs), น้ำตาล (sugar),
และปริมาณของโปรตีน และ cholesterol ในปริมาณสูงในอาหารต่างหากละ...
ที่ทำให้สุขภาพแย่ลง

นอกจากนั้น  คนในกลุ่มดังกล่าว ยั้งรับประทานอาหารที่ได้จากพวกถัว และ
พวกเมล็ดพืช เช่นข้าวในปริมาณต่ำอีกด้วย  ย่ิิงเป็นเหตุให้สุขภาพแย่ลงไป
อีก

ที่สำคัญ การรับประทานมะพร้าวในรูปของเนื้อมะพร้าว (coconut flesh) หรือ
น้ำกะทิ (coconut milK) จะไม่พบความแตกต่างในคนที่มีสุขภาพดี (healthy)
หรือคนสุขภาพไม่ดี (unhealthy)

จากข้อมูลดังกล่าว...
จึงพอที่จะอธิบายได้ว่า ทำไมองค์กรค์อย่าง National Heart Foundation &
American Heart Association ยังคงสนับสนุนให้มีการใช้สูตรปรุงอาหาร
ที่มะทิมะพร้าว (coconut milk) ในเว็บไซต์ของพวกเขา

เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้...
ถ้าท่านปรุงอาหารด้วยการใช้กะทิมะพร้าว (coconut milk) ท่านกำลังปรุง
อาหารอะไรบางอย่าง ซึ่งมีผักเป็นจำนวนมาก บางทีอาจมีเนื้อปลา
หรือเนื้อไก่เป็นส่วนประกอบของอาหารด้วย

ถ้าท่านใช้กะทิมะพร้าวที่ได้ลดปริมาณไขมัน (fat-reduced coconut milk)
ไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acids) ที่มีอยู่ในอาหาร จะถูกหักล้างสิ่งไม่ดี
และทำให้เกิดความสมดุลด้วยผัก และอาหารอย่างอื่น 
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อท่านเอง

โดยสรุป...
การเปลี่ยนน้ำมันมะกอกไปเป็นน้ำมันมะพร้าว  ไม่น่าจะเป็นเรื่องดี
แต่การใช้กะทิมะพร้าวที่ลดปริมาณไขมันลง และมีการใช้ผักในปริมาณสูง
เช่น รับประทานแกงเผ็ด (อาหารไทย)  ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำกะทิมะพร้าว
นานๆ รับประทาครั้ง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร....

<< Prev.

http://www.abc.net.au