Aug. 10,2013
continued....
Cervical radiculopathy
ในคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม...
เราจะพบว่า การรักษาที่เขาพึงได้รับ จะมีความแตกต่างกัน
ตามแต่ความรุนแรงของโรคจะเป็นตัวกำหนด อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้ว
การรักษาจะเริ่มต้นด้วยวิธีอนุรักษ์ ซึ่งมักจะได้ผลดี แต่มีคนไข้จำนวนหนึ่ง
จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดต่อไป
Go on...://www.hertfordshirepainconsultants.co.uk/
ถ้าโรคคอกระดูกเสื่อมสภาพ ได้เปลี่ยนแปลงถึงขั้นเส้นประสาทถูกกดทับ
ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม cervical radiculopathy จะทำให้ท่านมีอาการต่าง ๆ
เป็นต้นว่า มีการเปลี่ยนแปลงในความรู้สึก, กำลังของกล้ามเนื้ออ่อนแรง
และรีเฟลกของเอ็นลึกของแขนเปลี่ยนแปลงไป
เพื่อให้ได้คำวินิจฉัยที่ถูกต้อง ท่านอาจได้รับการตรวจพิเศษ เช่น Magnetic
Resonance Imaging (MRI) ซึ่งสามารถยืนยันคำวินิจฉัยโรคว่า
รากประสาทเส้นใดถูกกด และกดมากน้อนแค่ใด
Go to... http://www.brainsurgeon.net.au/
จากนั้น...
ท่านจะได้รับการรักษาภาวะเส้นประสาทถูกด และการรักษาที่ท่านอาจได้รับ
จะขึ้นกับความรุนแรงของโรค ว่าถูกกดมากน้อยแค่ใหน ?
มีการทำลายมากน้อยแค่ใด ?
การรักษาด้วยกายภาพบำบัด (physical therapy) ซึ่งประกอบด้วยการประคบ
ด้วยความร้อน & เย็น และการดึงคือ และใส่ neck collar
อาจช่วยให้อาการปวดของท่านดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม มีคนไข้บางราย ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว(อนุรักษ์)
จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เพื่อเอาหมอนกระดูกซึ่งกดรากประสาทออกทิ้งไป...
Cervical Spondylotic Myelopathy:
Go to..... http://kpcoflexington.com
ในโรคกระดูกคอเสื่อม ซึ่งมีการกดไขประสาทสันหลัง (spinal cord)
จนทำให้เกิด cervical myelopathy (CSM) ขึ้นนั้น...
การรักษาคนไข้ที่เป็น cervical myelopathy
คือการผ่าตัดโดยมีเป้าหมายโฟกัสไปที่ “ทำการเปิดช่องว่างให้แก่ไขประสาท
ให้หายจากการถูกกด โดยการผ่าตัดเอากระดูก หรือเนื้อที่กดรัดไขประสาทออกทิ้งไป”
คนที่ควรได้รับการผ่าตัด (Candidates for Surgery)
เมื่อท่านเป็นโรคข้อ-กระดูกคอเสื่อม และไขประสาทสันหลัง (spinal cord)ถูกกด
จนทำให้ไขประสาทได้รับบาดเจ็บ (cervical myelopathy)
ท่านมีรูปแบบการรักษาให้เลือก โดยคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง
เป็นต้นว่า สุขภาพโดยรวมของทานเอง, และประโยชน์ที่พึงได้รับ หรืออันตรายที่
อาจเกิดจากการผ่าตัด :
เราจะทราบได้อย่างไร ว่าใครควรได้รับการผ่าตัด ?
o Progressive neurological deficit. คนที่อาการทางระบบประสาทเปลี่ยนแปลงเลวลง
อย่างต่อเนื่อง เช่น มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง, ชา เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเป็นผลมาจาก
ไขประสาทไขสันหลังถูกกด หรือไขประสาทบวม
o Severe intractable pain. ในคนที่มีความเจ็บปวดมาก ๆ จนกระทั้งทำให้สูญเสีย
สมรรถภาพไป
o Paralysis. ในรายที่ไขประสาทถูกกดมานาน ผลของการผ่าตัดมักจะไม่ได้ผลดี...
ในคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัด และได้รับผลดี มักจะมีลักษณะต่อไปนี้..
o มีอาการเหมือนไฟช๊อต ร้าวไปยังหลัง และแขนขา
o อายุน้อย
o อาการเกิดได้ไม่นาน
o อาการที่เกิดจากพยาธิสภาพเพียงตำแหน่งเดียว จะดีกว่ารายที่มีพยาธิสภาพ
หลายตำแหน่ง
o ช่องกระดูกคอที่มีเนื้้อที่กว้างพอสำหรับให้ไขประสาท
<< Prev.
http://www.patient.co.uk
วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556
Cervical spondylosis: Manangement options 1
July 28,20
สุขภาพที่สมบูรณ์จะต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ...
หากปล่อยให้ร่างกายหยุดนิ่งนานเกินไป...
อันตรายจะเกิดขึ้นกับท่านได้
Go to link:http://www.webmd.com/
คนเป็นโรคข้อกระดูกคอเสื่อม (cervical spondylosis)
สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแบบตามพยาธิสภาพ และอาการที่เกิดขึ้น ดังนี้:
กลุ่มที่ I Axial Neck Pain
กลุ่มที่ II Cervical radiculopathy
กลุ่มที่ III cervical myelopathy
ในแต่ละกลุ่มมีแนทางในการรักษา ที่เราควรทราบดังต่อไปนี้
(Management Options)
Cervical Sponylosis alone (Axial NecK Pain ):
ถ้าท่านเป็นโรคกระดุกคอเสื่อมเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเส้นประสาท
ถูกกด (cervical radiculopathy) หรือไม่มีไขประสาท (spinal cord)
ถูกทำลาย สิ่งที่ท่านจะไดรับมีดังนี้:
o บริหารกล้ามเนื้อคอ และทำตนให้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ
(Exercise your neck and keep active).
ท่านจะต้องทำให้คอของท่านมีการเคลื่อนไหวเหมือนปกติให้ได้
ในระหว่างที่ท่านมีความเจ็บปวดอย่างมาก ท่านอาจจำเป็นต้องนอนพักสักวัน หรือสองวัน
หลังจากนั้น ท่านจะต้องเริ่มทำการบริหารกล้ามเนื้อคอ
อย่างนุ่มนวลให้เร็วที่สุด โดยไม่ปล่อยให้คอของท่านแข็งเกร็ง (stiffness)
ซึ่งท่านสามารถกระทำได้โดยให้คอมีการเคลื่อนไหวได้มากที่สุดที่จะมากได้
ทุกๆ วัน ท่านจะต้องเพิ่มการเคลื่อนไหวคอของท่านให้เคลื่อนไปใน
แต่ละทิศตามที่ธรรมชาติกำหนด วันหนึ่งให้ทำหลายครั้ง
รวมแล้วให้ได้ 30 นาทีต่อวัน
ในระหว่างที่ท่านบริหารกล้ามเนื้อคออยู่นั้น ท่านจะต้องไม่ทำให้
เกิดบาดเจ็บกับคอของท่านเป็นอันขาด
o ยารักษา (Medications) :
ยาแก้ปวดมักจะมีประโยชน์ต่อการรักษาอาการเจ็บปวดจากโรค
กระดูกคอเสื่อมกลุ่มที่มีอาการ neck pain sydrome ยาที่ถูกนำ
มาใช้ได้แก่...
Paracetamol ถ้าคนไข้ได้รับยาเต็มขนาด มักจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้
โดยให้ผู้ใหญ่ได้รับยา ขนาด 500 mg วันละ 4 ครั้ง มีข้อควรระวัง คือ อย่ารับประทาน
ยาเกินขนาดเป็นอันขาด เพราะมันสามารถทำลายตับ และไตได้
Anti-inflammatrory painkillers ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ibuprofen, naproxen โดยใช้
เพียงตัวเดียว หรืออาจใช้ร่วมกับยา paracetamol ก็ได้
แต่มีข้อห้ามเอาไว้ว่า ห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคกระเพาะเป็นแผล ,โรคหืด ,
ความดันโลหิตสูง, โรคไตวาย, หรือโรคหัวใจล้มเหลว
A strong painkiller ในบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดที่แรงขึ้นไปอีก
เช่น codeine + paracetamol ยา codeine จะทำให้เกิดท้องผูก
ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการดื่มน้ำให้มาก ร่วมกับรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร
ให้มาก เช่น ผัก ผลไม้...
Low dose tricyclic antidepressant เช่น amitriptyline เป็นยาที่ใช้รักษาอาการ
เจ็บปวดเรื้อรัง โดยใช้ขนาด 10-30 mg ก่อนนอน
สำหรับ amitriptyline ในขนาดสูงๆ จะถูกใช้รักษาภาวะซึมเศร้า
และจากการใช้ขนาดต่ำๆ สามารถลดอาการเจ็บปวดบางชนิด
รวมถึงอาการปวดต้นคอได้
การภาพบำบัด (Physiotherapy):
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งอทิตย์
ท่านอาจถูกแนะนำให้รับการรักษาด้วยกายภาพบำบัด (physical therapy)
ซึ่งสามารถทำให้อาการเจ็บปวดบรรเทาลงได้
โดยท่านจะได้รับคำแนะนำวิธีการบริหารคอเป็นการเฉพาะ (specific neck exercise)
เพื่อให้ท่านไปทำกาารบริหารที่บ้านของท่านต่อ...
นักกายภาพบำบัด อาจแนะนำให้ท่านใช้กรรมวิธีหลายรูปแบบ เพื่อทำให้อาการ
ของท่านดีขึ้น เป็นต้นว่า ใช้วิธีการดึงคอ (traction), ใช้ความร้อน, ความเย็น ,
นวด และอื่น ๆ ซึ่งได้ผลดีในบางคน
อย่างไรก็ตาม สิ่งทีสามารถช่วยได้มากที่สุด
คือคำแนะนของนักกายภาพบำบัด ด้วยการบริหารบริหารกล้ามเนื้อคอ
และให้นำไปปฏิบติต่อที่บ้าน
สถานการณ์ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ
แพทย์จะแนะนำให้คนไข้ใช้ยาแก้ปวด (painkillers) และให้บริหารกล้ามเนื้อคอ
อย่างนุ่มนวล (gentle neck exercise)
การรักษาอย่างอื่นๆ ที่ท่านจะได้รับ:
มีการรักษาอย่างอื่นๆ ที่ท่านอาจได้รับ เช่น
o A good posture
การรักษาท่าทางให้ดีสารถช่วยได้ โดยท่านจะต้องมั่นตรวจดูท่าทาง
ของท่านว่า อยู่ในตำแหน่งทีดีหรือไม่
เช่น ในท่านั่งทำงาน หลังของท่านตรงดีหรือไม่ อย่าปล่อยให้หลังโก่งเป็นอันขาด
ท่านจะต้องนั่งตรง ซึ่งอาจจำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยประคองหลังให้ตรง
o A firm supporting pillow
การใช้หมอนที่ดี และเหมาะสม สามารถช่วยให้คนบางคนนอนหลับได้ดี
อย่าใช้หมอนมากใบเป็นอันขาด
ในรายที่มีอาการปวดเรื้อรัง มักจะมีความเครียด และซึมเศร้าเกิดร่วมด้วย
เสมอ ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา...
>> Next : Mangement of Cervical radiculopathy
Cervical vertigo 2
Aug.10,2013
Continued...
How is Cervical Vertigo Diagnosed?
ในการวินิจฉัยภาวะ cervical vertigo...เป็นเรื่องยาก ไม่แน่นอน
ซึ่งเราจำเป็นต้องแยกโรคอย่างอื่นออกไป เช่น inner ear disease,
central vertigo, psychogenic vertigo และโรคทางร่างกายอย่างอื่นๆ
Go to link... http://medicmagic.net
ในการวินิจฉัยโรค cervical vertigo... คนไข้จะต้องไม่มีอาการผิดปกติทางการ
ได้ยินเสียง (hearing symtoms) แต่อาจมีอาการปวดที่หูได้ ทั้งนี้เพราะ
ส่วนของหูจะได้รับประสาทเกี่ยวกับความรูสึก (sensory afferents) จาก
รากประสาทของกระดูกคอส่วนบน
และเนื่องจาก โรคดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเกิดตามหลังจากการได้รับบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ
ดังนั้น ภายใต้สภาวะดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงสาเหตุต่าง ๆ
ของอาการวิงเวียนที่เกิดจากอุบัติเหตุ (post-traumatic vertigo)
ถ้าเราสงสัยว่า...
คนไข้อาจเป็น cervical vertigo เราจำเป็นต้องทำการตรวจเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัยนั้น
และวิธีการตรวจที่เราใช้เป็นประจำ คือ การตรวจดูภาพของเส้นเลือด vertebral angiography
แต่เนื่องจากวิธีการดังกล่าว มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ส่วนใหญ่เขาจะยังไม่ทำการตรวจวิธีนี้
แต่จะทำการตรวจด้วยภาพ magnetic resonance angiography
(MRI) และ dropper procedures ซึ่งมักจะไม่ผิดปกติ และในบางครั้ง
จะถูกนำมาใช้ในการตรวจ ( screening procedure) ก่อนที่จะตัดสิ้นใจ
ว่า ควรทำ vertebral angiography หรือไม่ ?
โดยทั่วไป ในคนไข้ที่สงสัยว่า น่าจะเป็น cervical vertigo?
คนไข้ควรได้รับการตรวจ magnetic resonance imaging (MRI) ร่วม
กับการตรวจเอกซเรย์ flexion-extension X-rays ของกระดูกคอทุกราย
How is Cervical Vertigo Treated?
เป็นที่ทราบกันว่า...
คนที่เป็นโรค cervical vertigo ยากต่อการรักษา
เราไม่สามารถกล่าวยืนยันได้ว่า มีกลวิธีการรักษาอย่างไร
ทั้งนี้เป็นเพราะโรคดังกล่าว พบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่คนที่เป็น cervical
vertigo เกิดจากความผิดปกติของ Proprioception
ซึ่งเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของข้อ และกล้ามเนื้อที่ผิดเพี้ยน
ที่บริเวณคอ ดังนั้น การรักษาอาการที่ต้นคอ (แ้ก้ปวด หรือทา)
อาจทำให้อาการ cervical vertigo ดีขึ้นได้
<< Prev.
http://american-hearing.org
http://www.livestrong.com
Continued...
How is Cervical Vertigo Diagnosed?
ในการวินิจฉัยภาวะ cervical vertigo...เป็นเรื่องยาก ไม่แน่นอน
ซึ่งเราจำเป็นต้องแยกโรคอย่างอื่นออกไป เช่น inner ear disease,
central vertigo, psychogenic vertigo และโรคทางร่างกายอย่างอื่นๆ
Go to link... http://medicmagic.net
ในการวินิจฉัยโรค cervical vertigo... คนไข้จะต้องไม่มีอาการผิดปกติทางการ
ได้ยินเสียง (hearing symtoms) แต่อาจมีอาการปวดที่หูได้ ทั้งนี้เพราะ
ส่วนของหูจะได้รับประสาทเกี่ยวกับความรูสึก (sensory afferents) จาก
รากประสาทของกระดูกคอส่วนบน
และเนื่องจาก โรคดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเกิดตามหลังจากการได้รับบาดเจ็บที่บริเวณศีรษะ
ดังนั้น ภายใต้สภาวะดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงสาเหตุต่าง ๆ
ของอาการวิงเวียนที่เกิดจากอุบัติเหตุ (post-traumatic vertigo)
ถ้าเราสงสัยว่า...
คนไข้อาจเป็น cervical vertigo เราจำเป็นต้องทำการตรวจเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัยนั้น
และวิธีการตรวจที่เราใช้เป็นประจำ คือ การตรวจดูภาพของเส้นเลือด vertebral angiography
แต่เนื่องจากวิธีการดังกล่าว มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ส่วนใหญ่เขาจะยังไม่ทำการตรวจวิธีนี้
แต่จะทำการตรวจด้วยภาพ magnetic resonance angiography
(MRI) และ dropper procedures ซึ่งมักจะไม่ผิดปกติ และในบางครั้ง
จะถูกนำมาใช้ในการตรวจ ( screening procedure) ก่อนที่จะตัดสิ้นใจ
ว่า ควรทำ vertebral angiography หรือไม่ ?
โดยทั่วไป ในคนไข้ที่สงสัยว่า น่าจะเป็น cervical vertigo?
คนไข้ควรได้รับการตรวจ magnetic resonance imaging (MRI) ร่วม
กับการตรวจเอกซเรย์ flexion-extension X-rays ของกระดูกคอทุกราย
How is Cervical Vertigo Treated?
เป็นที่ทราบกันว่า...
คนที่เป็นโรค cervical vertigo ยากต่อการรักษา
เราไม่สามารถกล่าวยืนยันได้ว่า มีกลวิธีการรักษาอย่างไร
ทั้งนี้เป็นเพราะโรคดังกล่าว พบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่คนที่เป็น cervical
vertigo เกิดจากความผิดปกติของ Proprioception
ซึ่งเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของข้อ และกล้ามเนื้อที่ผิดเพี้ยน
ที่บริเวณคอ ดังนั้น การรักษาอาการที่ต้นคอ (แ้ก้ปวด หรือทา)
อาจทำให้อาการ cervical vertigo ดีขึ้นได้
<< Prev.
http://american-hearing.org
http://www.livestrong.com
Cervical vertigo 1
July 29,2013
หนึ่งในเพื่อนของเรา ต้องเลิกล้มการสวิงกอล์ฟไป
เพราะมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจ...
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อประมาณสามเดือนที่ผ่านมา เพื่อนของเรา (ชาย)
อายุหลังเกษียณอายุราชการ ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ได้รับบาดเจ็บ
ไม่มากนัก มีอาการปวดก้ามเนื้อทั่วไป รวมทั้งปวดบริเวณต้นคอ...
ผลจากการตรวจเอกซเรย์ ไม่พบกระดูกแตกหักแต่อย่างใด
ภายหลังจากออกรอบเล่นกอล์ฟ...
แค่ที-ออฟ เท่านั้นแหละ ลูกกอล์ฟพุ่งตรงไปได้อย่างสวยงาม
แต่คนสวิงไม้กอล์ฟนี้ซิ...ถึงกับเซถลาลมลง ไม้หลุดจากมือ หันไปกุม
ศีรษะแทน เป็นภาพที่ทำให้เพื่อนๆ ตกใจไปตามๆ กัน
ทุกคนต่างถามเป็นเสียงเดียวกันว่า...
“เป็นอะไรวะ...?”
“ฟ้าหมุน...วิงเวียน”
เพื่อนผู้น่าสงสารกล่าวตอบ
หนึ่งในกลุ่มของเรามองหน้าผู้เขียน เป็นเชิงตั้งคำถาม...ว่า
“...เขาเป็นอะไร....ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...และอื่น ๆ ? .”
จากประวัติ และภาพที่เห็น ทำให้เกิดความสงสัยว่า
เพื่อนของเราน่าจะเป็นโรค cervical vertigo ซะแล้ว ?
What is Cervical Vertigo?
เมื่อเราพูดเรื่องอาการวิงเวียนแบบฟ้าหมุน (vertigo)
หรืออาการวิงเวียน ( Dizziness) มีบางครั้งจะเกิดร่วมกับบาดเจ็บที่กิดขึ้นกับ
กระดูกคอ (neck injury) ซึ่งมีอุบัติการณ์ไม่แน่ชัด
อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศ เรื่องอาการวิงเวียนที่เกิดจากบาดเจ็บของต้นคอ
แค่คอเค็ดยอก (whiplash) จากอุบัติเหตู ได้เป็นปัญหา
ซึ่งมีการเรียกร้องค่าเสียหายกันเสมอ ๆ
เมื่อคนเราได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น cervical vertigo...
อาการที่พบเห็นเป็นประจำ คือ อาการวิงเวียน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว
ต้นคอ (neck movement) โดยไม่,uอาการผิดปกติเกี่ยวกับการได้ยินเสียง
แต่อาจมีอาการปวดในหู (otalgia)ได้
(เป็นการรายงานของ Yacovino-2012)
What Causes Cervical Vertigo?
กล่าวทางด้านสรีรวิทยา...
มีสาเหตุที่เราพอยอมรับได้ว่า เป็นต้นเหตุของ cervical vertigo:
1. Vascular compression. เส้นเลือดของกระดูกคอ (vertebral artery)
ซึ่งอยู่ในกระดูกคอ สามารถถูกกดโดยตัวกระดูกคอเอง หรือถูกกดโดย
ส่วนประกอบอย่างอื่นของกระดูกต้นคอ
นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอย่างอื่นอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดการกดเส้นเลือดดังกล่าวได้
เช่น ข้ออักเสบ (arthritis), การผ่าตัด (surgery) หรือการการดัดต้นคอ
(chiropractic manipulation)
สาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดของกระดูกคอได้รับบาดเจ็บ
ซึ่งพบได้บ่อย ได้แก่ บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์, ถูกแรงระเบิด ,จากการเล่นกีฬา,
และจากการบำบัดด้วยการจับกระดูก (chiropractic)
ผลที่เกิดตามหลังการบำบัดด้วยการจัดกระดูก (chiropractic) จึงนำไป
สู่ข้อห้ามไม่ให้ใช้วิธิบำบัดด้วยการจัดกระดูก หรือการนวด หรือดัดกระดูกคอเป็นอันขาด
2. ความผิดปกติในสัญญาณประสาท (sensory input)
จาก proprioceptors ของคอ
Proprioceptors เป็นเส้นประสาท ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับการเคลื่อนไว
และการสั่นสะเทือน โดยข้อมูลที่ได้รับ เมื่อรวมกับข้อมูลที่ได้จากอวัยวะเกี่ยวกับการทรงตัว
ในหูขั้นใน (vestibular) และข้อมูลที่ได้จากสายตา (visual information)
ซึ่งส่งไปยังสมองสามารถรับรู้ตำแหน่งทิศทางของร่างกาย
ทำให้คนเรารักษาความสดุลของร่างกายเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึก (ข้อมูล)จากคอเมื่อเสียไป
อาจทำให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการส่งข้อมูลสูสมองได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้
นาย DeJong และ DeJong ได้ทำการศึกษาด้วยการฉีดยาชา local anesthetics
เข้าสู่คอของเขาเอง....
ผลจากการฉีดยาชาเข้าต้นคอ ทำให้เขาเกิดอาการวิงเวียน
และเสี่ยความสมดุล (unsteadiness) ไป
ผลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าว ทำให้เขาสรุปได้ว่า ในบางคนที่มีความไวผิดปกติ
และมีความรู้สึกผิดปกติในบริเวณต้นคอ อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง
ซึ่งทำให้เกิดอาการ vertigo ขึ้นได้
ความรู้สึก (sensory) จากต้นคอ (neck input) อาจมี่ส่วนเกี่ยวข้อกับ
การช่วยทำเกิดความั่นคงของสายตา (stabilizeing vision)
ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นได้ด้วยการสั่น หรือเชย่าต้นคอ จะทำให้เกิดมี
การกระตุกของลูกตา (nystagmus)
>> Next
Treatments for Cervical Disc Disease: FAQ (2)
Aug. 2, 2013
Could I Become Addicted to Prescription Painkillers?
หลายคนกลัวการเสพติด โดยเฉพาะการใช้ยาแก้ปวด...
ในการใช้ยาแก้ปวดชนิด narcotic painkillers สามารถทำให้เกิดการเสพติดได้
ซึ่งเป็นเหตุผลอันหนึ่ง ที่ทำให้แพทย์บางท่านไม่นิยมที่จะสั่งยาประเภท
narcotic painkillers ให้แก่คนไข้
แต่มียา opioids บางตัว...
เช่น codeine, acetaminophen + hydrocodone (Vicodin, Lortab)
หรือ aspirin + oxycodone (Percodan) สามารถนำมาใช้ในกรณีที่ไม่ตอบสนอง
ต่อยาแก้ปวดธรรมดา
เมื่อมีการตัดสินใจว่า
จะใช้ยา narcotic painkillers กัน..
สิ่งทีท่าน และแพทย์ของท่านจะต้องกระทำ คือ ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างโทษ
(อันตราย) กับประโยชน์ (benefits) ที่พึงเกิดขึ้น
และท่านจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทยือย่างเคร่งคัด
How Long Will It Take me to Recover From a Herniated Disc
or Degenerative Disc Disease?
ได้ยินคำสอนของพระ...
ท่านกล่าวว่า ทุกอย่างในโลกมีเกิดย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเรื่องธรรมดา
โรคที่เกิดขึ้นกับคนเราก็เป็นเช่นนั้น
ในกรณีหมอนกระดูกที่แตก (herniated disc) หรือเสื่อมสลาย (degenerative Disease)
ระยะเวลาแห่งการฟื้นตัวในแต่ละคนจะแตกต่างกัน ทั่งนี้ย่อมขึ้นกับขอบเขต (extent)
ของโรค และชนิดของการรักษาที่ท่านได้รับ
ในคนส่วนใหญ่ จะพบว่า การรักษาด้วยวิธีอนุรักษ์ เช่น การรักษาด้วยยา หรือ
การรักษาด้วยกายภาพบำบัด จะทำให้อาการของท่านดีขึ้นภายใน 6 อาทิตย์
Do I Need Surgery to Treat my Neck Pain From a Herniated Disc
or Degenerative Disc Disease?
ชีวิตมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เอง...
เราจะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลา
เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนเราก็เช่นกัน
กรรมวิธีรักษา ซึ่งเราคิดว่าดีเมื่อวันวาน แต่พอสถานการณ์เปลี่ยนไปวิธีการเดิม
ไม่สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นวิธีอื่นแทน
ในคนไข้หมอนกระดูกแตกที่บริเวณคอ หรือหมอนกระดูกคอเสื่อมสภาพ
ซึ่งทำให้มีอาการเจ็บปวดเกิดขึ้น...
ถ้าอาการปวดคอของท่านมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
และไม่ตอบสนองต่อวิธีอนุรักษ์เป็นเวลามากว่า 6 อาทิตย์ หรือ มีอาการปวด,ชา,
หรืออ่อนแรงที่บริเวณไหล่, แขน และมือ ท่านอาจจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาการผ่าตัด
อย่างไรก็ตาม ขอให้ทราบด้วยว่า คนไข้ส่วนใหญ่ที่มีอาการดังกล่าว
สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ด้วยวิธีอนุรักษ์
ผลของการรักษาโรคกระดูกคอเสื่อม (cervical disc disease) ด้วยวิธีการ
ผ่าตัด.. ใส่หมอนกระดูกเทียม (disce replacement) หรือทำการผ่าตัด
เชื่อมประสานกระดูกคอ (cervical fusion) จะได้ผลดีมากน้อยแค่ใด ย่อมขึ้นกับปัจจัย
หลายอย่าง เช่น อายุ, การวินิจฉัย, และชนิดของการผ่าตัดที่ท่านได้รับ
แต่ส่วนใหญ่แล้ว หลังการผ่าตัด อาการจะดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังการผ่าตัด แม้ว่าผลของการผ่าตัดจะดีเยี่ยมแค่ใด
อาการปวดคอ และอื่นๆ หายหมด ท่านสามารถมีชีวิตได้ตามปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไป
ท่านมีโอกาสเกิดหมอนกระดูกคอแตกในตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือต่ำกว่า...ได่้
What new Treatments Are on the Horizon for Herniated
Discs or Degenerative Disc Disease?
เนื่องจากโลกของเรามีการพัฒนาอยูตลอดเวลา...
ในด้านการแพทย์ก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ได้มีวิธีการผ่าตัดที่ใหม่ทึ่สุดสำหรับใช้รักษาโรคหมอนกระดูกคอเสื่อม
(cervical disc disease) ซึ่งหมอนกระดูกเกิดแตก (herniated disc) และกดเส้นประสาท
ทำให้เกิดอาการขึ้น เป็นเหตุให้แพทย์ต้องผ่าตัดเอาออกหมอนกระดูกที่แตกออกทิ้ง
แล้วใส่หมอนเทียมที่ทำด้วยโลหะเข้าไปแทนที (implantable artificial disc)
ซึ่งได้รับการยอมรับจาก FDA เมื่อปี 2007
ผลปรากฏว่า หมอนกระดูเทียม (implantable artificial disc) นอกจากจะทำให้อาการ
ปวดหายไปแล้ว ยังสามารถทำให้การเคลื่อนไหวกระดูกคงอยู่ในสภาพเช่นเดิมได้
Once I Recover, What Precautions Can I Take to Prevent Another Injury?
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับต้นคอขึ้นได้อีก...
การบริหารกล้ามเนื้อด้วยวิธีการยืดเส้นอย่างสม่ำเสมอ และ บริหารด้วยรูปแบบแอโรบิค
เช่น การเดิน, ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที ทกุวัน
หรืออย่างน้อย 5 วันในหนึ่งอาทิตย์
การบริหารร่างกาย...
นอกจากจะทำให้สุขภาพดีขึ้นแล้ว ยังทำให้กระดูกคอของท่านฟื้นตัวสู่
สภาพเดิมได้เร็วขึ้น
ถ้าท่านเป็นคนสูบบุหรี่ ก็จงเลิอกเสีย
ให้ใสใจกับท่าทาง (posture)ของท่าน ไม่ว่าท่านจะยืน, นั่ง หรือนอนราบ
ให้พยายามยืดคอให้ตรง และประคับประคองหลังของท่านอยู่ในแนวตั้งตรงอยู่เสมอ
<< Prev.
http://www.webmd.com
Treatments for Cervical Disc Disease: FAQ (1)
Aug. 2, 2013
นี่คือตัวอย่างของคำถาม ของคนเป็นโรคหมอนกระดูกคอเสื่อม
มีความกังวลใจ ใคร่ทราบ:
Can I Treat Pain From Cervical Disc Disease on my Own?
มีหลายคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม...
และได้ทำการรักษาตนเองด้วยวิธีการต่างๆ ตามที่เพื่อนบอก บางท่านไม่มี
มั่นใจในสิ่งที่ได้รับฟังมา จึงเป็นเหตุให้เขาคนนั้นต้องตั้งคำถามกับแพทย์ว่า
เขาสามารถรักษาตนเองได้จริงหรือ ?
เมื่อท่านมีความทรมานจากความเจ็บปวดจากหมอนกระดูกคอ...
ท่านสามารถช่วยเหลือตนเองให้หายจากความเจ็บปวดได้ ด้วยขั้นตอน
ต่อไปนี้:
ประการแรก จงทำตัวให้สบาย หลีกเลี่ยงจากกิจกรรมต่าง ๆ
เช่น เล่นกีฬา หรือยกของหนัก ซึ่งสามารถทำให้อาการเจ็บปวดของท่านเลว
ลงได้ ใน 24 – 48 ชั่วโมงแรก หลังจากเกิดเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บปวด
ให้ใช้น้ำแข็งห่อด้วยผ้านุ่ม ประคบบริเวณทำให้เกิดอาการเจ็บปวด
ซึ่งสามารถลดลดการอักเสบ และอาการเจ็บปวดในบริเวณดังกล่าวได้
หลังจาก 48 ชั่วโมงผ่านไป ให้ประคบด้วยความร้อน เพื่อช่วยลดการหดเกร็ง
ของกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลาย
อาการปวดจะลดลงได้
ประการที่สอง ให้บริหารกล้ามเนื้อคอด้วยการยืดเส้น (Stretching exercise)
ซึ่งสามารถทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอของท่านเกิดความยืดหยุ่น
ลดอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อลงได้ และ
ปราการสุดท้าย ลดอาการเจ็บปวดด้วยการใช้ยาแก้ปวด (pain killers)
เช่น acetaminophen (Tylenol) หรือยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen
ซึ่งถือเป็นยาหลักสำหรับรักษาอาการเจ็บปวด แต่อย่าลืมอ่านฉลากยา
ทุกครั้งก่อนรับประทานยา
What Are the Signs I Need to See a Doctor for Cervical
Disc Disease Pain?
สำหรับคนที่เป็นโรคหมอนกระดูกคอ...
เมื่อท่านมีอาการเจ็บปวดมากขึ้น และเป็นอาการปวดซึ่งไม่สามารถรักษา
ให้หายได้ ต้องทรมานนานเกินสองอาทิตย์ ท่านควรไปพบแพทย์
อย่างไรก็ตาม ในกรณีทีอาการปวดของท่านเลวลง หรือเกิดมีอาการชา,
หรือเกิดมีอาการอ่อนแรง และร้าวไปยังไหล่, แขน หรือมือ...
ซึ่งถือว่าเป็นอาการร้ายแรง ท่านจะต้องไปพบแพทย์ทันที
เมื่อท่านไปพบแพทย์...
แพทย์จะทำการซักประวัติจากท่าน เพื่อให้รู้ว่า อาการปวดของท่านเป็นมานานเท่าใด
มี่กิจกรรมใดที่ทำให้เอาการเลวลง หรือทำให้อาการดีขึ้น
ท่านจะได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมไปถึงการตรวจพิเศษเพื่อให้ได้
คำวินิจโรคที่ถูกต้อง เช่น X-rays, magnetic resonance imaging (MRI),
Computed tomography (CT) โดยมีการพิจารณาดูว่า ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับหมอน
กระดูกคอหรือไม่ และถ้าเป็นโรคดังกล่าวจริง จากการตรวจตามที่กล่าวมา
ทำให้เราทราบว่า ตำแหน่งของโรคอยู่ที่ระดับใหน หรือจุดใด ?
Should I See a Physical Therapist for my Pain?
ในการรักษาโรคหมอนกระดูกคอของท่าน...
นอกจากยาที่ท่านได้รับจากแพทย์แล้ว ท่านยังอาจได้รับการรักษาด้วย
วิธีกายภาพบำบัดร่วมด้วย
นักกายภาพบำบัดสามารถรักษาโรคหมอนกระดูกคอเสื่อม โดยมีเป้าหมาย
ไปลดอาการเจ็บปวด และช่วยทำให้การเคลื่อนไหวกระดูกดีขึ้นด้วยวิธีการหลายอย่าง
เป็นต้นว่า การดึงคอ (neck traction) เป็นการดึงศีรษะออกจากลำตัวอย่างช้าๆ
อย่างนุ่มนวล จะทำให้กระดูกคอแยกออกจากกัน ทำให้แรงกดที่เกิดขึ้นกับ
เส้นประสาทจะลดลง
ในระหว่างการรักษาด้วยกายภาพบำบัด
นักกายภาพบำบัด จะแนะนำให้ท่านบริหารกล้ามเนื้อคอ รวมถึงการรักษาท่าทาง (posture)
ให้ถูกต้อง เช่นทำให้คอตั้งตรง หลังไม่คล่อมโดยให้เป็นนิสัย
Is It Safe to Use Over-the-Counter Painkillers?
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในโลก ล้วนมีทั้งดี และเสีย
ซึ่งหมายความว่า ทุกอย่างต่างมีคุณสมบัติที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และมีโทษ
หากเรามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หากไม่ระมัดระวัง... มีความประมาท...
อาจก่อให้เกิดอันตรายได้
ยาแก้ปวดที่เราสามารถซื้อหาได้จากร้านขายยาก็เช่นกัน
โดยทั่วไป แม้ว่ายาแก้ปวด (painkillers) เป็นยาที่ปลอดภัย แต่ต้องใช้ด้วย
ความระมัดระวัง มีการอ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนใช้
และต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เสมอ
ยาแก้ปวด acetaminophen ถ้าท่านใช้ในจำนวนมากไป สามารถทำลายตับของท่านได้
และยังมีรายงานอีกว่า การใชยาในขนาดที่กำหนดให้ ก็ไม่วายที่จะทำ
ให้เกิดอันตรายต่อตับได้
ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen ที่ถูกนำมาใช้รักษาอาการอักเสบ และ
ลดความเจ็บปวด ยังสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน
เป็นต้นว่า ทำให้เกิดมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร และสามารถก่อให้มีแผลในกระเพาะ
อาหารได้, และสามารถทำลายตับ และไตได้ โดยเฉพาะหากในกรณีที่ใช้ยาเป็นเวลานาน
ก่อนใช้ยา อย่างลืมอ่านฉลากยาให้ละเอียด และอย่างรับประทานเกินขนาด และ
ในขณะใช้ยา acetaminophen หรือยากลุ่ม NSAIDs ให้งดเว้นการดื่มแอลกอฮอล
เพราะมันสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้ต้องระวังให้มาก !
>> Next
นี่คือตัวอย่างของคำถาม ของคนเป็นโรคหมอนกระดูกคอเสื่อม
มีความกังวลใจ ใคร่ทราบ:
Can I Treat Pain From Cervical Disc Disease on my Own?
มีหลายคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม...
และได้ทำการรักษาตนเองด้วยวิธีการต่างๆ ตามที่เพื่อนบอก บางท่านไม่มี
มั่นใจในสิ่งที่ได้รับฟังมา จึงเป็นเหตุให้เขาคนนั้นต้องตั้งคำถามกับแพทย์ว่า
เขาสามารถรักษาตนเองได้จริงหรือ ?
เมื่อท่านมีความทรมานจากความเจ็บปวดจากหมอนกระดูกคอ...
ท่านสามารถช่วยเหลือตนเองให้หายจากความเจ็บปวดได้ ด้วยขั้นตอน
ต่อไปนี้:
ประการแรก จงทำตัวให้สบาย หลีกเลี่ยงจากกิจกรรมต่าง ๆ
เช่น เล่นกีฬา หรือยกของหนัก ซึ่งสามารถทำให้อาการเจ็บปวดของท่านเลว
ลงได้ ใน 24 – 48 ชั่วโมงแรก หลังจากเกิดเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บปวด
ให้ใช้น้ำแข็งห่อด้วยผ้านุ่ม ประคบบริเวณทำให้เกิดอาการเจ็บปวด
ซึ่งสามารถลดลดการอักเสบ และอาการเจ็บปวดในบริเวณดังกล่าวได้
หลังจาก 48 ชั่วโมงผ่านไป ให้ประคบด้วยความร้อน เพื่อช่วยลดการหดเกร็ง
ของกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลาย
อาการปวดจะลดลงได้
ประการที่สอง ให้บริหารกล้ามเนื้อคอด้วยการยืดเส้น (Stretching exercise)
ซึ่งสามารถทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอของท่านเกิดความยืดหยุ่น
ลดอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อลงได้ และ
ปราการสุดท้าย ลดอาการเจ็บปวดด้วยการใช้ยาแก้ปวด (pain killers)
เช่น acetaminophen (Tylenol) หรือยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen
ซึ่งถือเป็นยาหลักสำหรับรักษาอาการเจ็บปวด แต่อย่าลืมอ่านฉลากยา
ทุกครั้งก่อนรับประทานยา
What Are the Signs I Need to See a Doctor for Cervical
Disc Disease Pain?
สำหรับคนที่เป็นโรคหมอนกระดูกคอ...
เมื่อท่านมีอาการเจ็บปวดมากขึ้น และเป็นอาการปวดซึ่งไม่สามารถรักษา
ให้หายได้ ต้องทรมานนานเกินสองอาทิตย์ ท่านควรไปพบแพทย์
อย่างไรก็ตาม ในกรณีทีอาการปวดของท่านเลวลง หรือเกิดมีอาการชา,
หรือเกิดมีอาการอ่อนแรง และร้าวไปยังไหล่, แขน หรือมือ...
ซึ่งถือว่าเป็นอาการร้ายแรง ท่านจะต้องไปพบแพทย์ทันที
เมื่อท่านไปพบแพทย์...
แพทย์จะทำการซักประวัติจากท่าน เพื่อให้รู้ว่า อาการปวดของท่านเป็นมานานเท่าใด
มี่กิจกรรมใดที่ทำให้เอาการเลวลง หรือทำให้อาการดีขึ้น
ท่านจะได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมไปถึงการตรวจพิเศษเพื่อให้ได้
คำวินิจโรคที่ถูกต้อง เช่น X-rays, magnetic resonance imaging (MRI),
Computed tomography (CT) โดยมีการพิจารณาดูว่า ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับหมอน
กระดูกคอหรือไม่ และถ้าเป็นโรคดังกล่าวจริง จากการตรวจตามที่กล่าวมา
ทำให้เราทราบว่า ตำแหน่งของโรคอยู่ที่ระดับใหน หรือจุดใด ?
Should I See a Physical Therapist for my Pain?
ในการรักษาโรคหมอนกระดูกคอของท่าน...
นอกจากยาที่ท่านได้รับจากแพทย์แล้ว ท่านยังอาจได้รับการรักษาด้วย
วิธีกายภาพบำบัดร่วมด้วย
นักกายภาพบำบัดสามารถรักษาโรคหมอนกระดูกคอเสื่อม โดยมีเป้าหมาย
ไปลดอาการเจ็บปวด และช่วยทำให้การเคลื่อนไหวกระดูกดีขึ้นด้วยวิธีการหลายอย่าง
เป็นต้นว่า การดึงคอ (neck traction) เป็นการดึงศีรษะออกจากลำตัวอย่างช้าๆ
อย่างนุ่มนวล จะทำให้กระดูกคอแยกออกจากกัน ทำให้แรงกดที่เกิดขึ้นกับ
เส้นประสาทจะลดลง
ในระหว่างการรักษาด้วยกายภาพบำบัด
นักกายภาพบำบัด จะแนะนำให้ท่านบริหารกล้ามเนื้อคอ รวมถึงการรักษาท่าทาง (posture)
ให้ถูกต้อง เช่นทำให้คอตั้งตรง หลังไม่คล่อมโดยให้เป็นนิสัย
Is It Safe to Use Over-the-Counter Painkillers?
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในโลก ล้วนมีทั้งดี และเสีย
ซึ่งหมายความว่า ทุกอย่างต่างมีคุณสมบัติที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และมีโทษ
หากเรามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หากไม่ระมัดระวัง... มีความประมาท...
อาจก่อให้เกิดอันตรายได้
ยาแก้ปวดที่เราสามารถซื้อหาได้จากร้านขายยาก็เช่นกัน
โดยทั่วไป แม้ว่ายาแก้ปวด (painkillers) เป็นยาที่ปลอดภัย แต่ต้องใช้ด้วย
ความระมัดระวัง มีการอ่านฉลากยาทุกครั้งก่อนใช้
และต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เสมอ
ยาแก้ปวด acetaminophen ถ้าท่านใช้ในจำนวนมากไป สามารถทำลายตับของท่านได้
และยังมีรายงานอีกว่า การใชยาในขนาดที่กำหนดให้ ก็ไม่วายที่จะทำ
ให้เกิดอันตรายต่อตับได้
ยาในกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen ที่ถูกนำมาใช้รักษาอาการอักเสบ และ
ลดความเจ็บปวด ยังสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน
เป็นต้นว่า ทำให้เกิดมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร และสามารถก่อให้มีแผลในกระเพาะ
อาหารได้, และสามารถทำลายตับ และไตได้ โดยเฉพาะหากในกรณีที่ใช้ยาเป็นเวลานาน
ก่อนใช้ยา อย่างลืมอ่านฉลากยาให้ละเอียด และอย่างรับประทานเกินขนาด และ
ในขณะใช้ยา acetaminophen หรือยากลุ่ม NSAIDs ให้งดเว้นการดื่มแอลกอฮอล
เพราะมันสามารถทำให้เกิดอันตรายต่อตับได้ต้องระวังให้มาก !
>> Next
Cervical Disc Disease Treatment (2): : ท่านสามารถทำได้...
Aug. 2, 2014
continued
Neck Pain Tip 3: Stretch
เมื่อท่านรู้สึกสบายมากพอ แพทย์ของท่านจะแนะนำให้ท่านฝึก
บริหารกล้ามยืดกล้ามเนื้อคอ (stretching exercise)
ซึ่งสามารถทำให้อาการปวดคอลดลง และสามารถทำให้กล้ามเนื้อคอ
และข้อกระดูกคอ มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น
ในการบริหารด้วยการทำให้กล้ามเนื้อคอยืด (stretching) นั้น ท่านควรกระทำภายหลัง
จากการอุ่นเครื่อง (worm up) ด้วยการอาบน้ำอุ่น หรือประคบด้วยผ้าชุบด้วยน้ำอุ่นเสียก่อน
วิธีการบริหารแบบยืดกล้ามเนื้อ สามารถกระทำได้อย่างง่ายๆ ดังต่อไปนี้:
1. พยายามหันศีรษะไปทางด้านซ้ายอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันให้ฝ่ามือด้านซ้ายดันศีรษะ
ด้วยแรงต้่านเพียงเล็กน้อย โดยให้ศีรษะยังคงหมุนต่อไปอีกได้เล็กน้อย
ในระหว่างทำ...ให้นับ 1 ถึง 20 เสร็จแล้วให้หมุนศีรษะกลับที่เดิม
และทำซ้ำกันในด้านตรงข้าม
2. เอียงศีรษะไปทางด้านซ้าย และพยายามให้ใบหูแตะไหล่ด้านซ้าย
ใช้มือซ้ายดันที่บริเวณขมับด้านซ้าย อยู่ในท่าดังกล่าวนาน 20 วินาที หรือนับ
1 ถึง 20 หลังจากนั้น ให้ทำซ้ำในทิศตรงข้าม
3. ก้มศีรษะ และพยายามให้คางแตะทรวงอก ในระหว่างทำการดังกล่าว
ให้ผ่อนคลายไหล่ทั้งสอง นับหนึ่งถึงยี่สิบ แล้วทำซ้ำ...
4. นอนหงายบนแผ่นหลัง งอข้อเข่าตั้งขึ้น และมีหมอนวางใต้ศีรษะ...
จากนั้นให้ผงกศรีษะขึ้นอย่างช้า ๆ อยู่ในท่าดังกล่าว 10 วินาที แล้วผ่อนคลาย
ด้วยการปล่อยให้ศีรษะกลับสู่ที่เดิม ให้ทำซ้ำ 10 ครั้ง
ในระหว่างการบริหารในท่าต่างๆ หากท่านเกิดมีอาการไม่สบาย...
ท่านจะต้องหยุดทัน !
Neck Pain Tip 4: Move It
ผลจากการวิจัยพบว่า...
การบริหารร่างกาย เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับรักษาอาการปวดต้นคอ...
รายงานจากการศึกษาใน the Journal of the American Medical Association
กล่าวว่า ผู้หญิงที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง ซึ่งได้บริหารร่างกายเพื่อความแข็งแรง
และการออกกำลังกายเพื่อฝึกความอดทน ด้วยการใช้ยกน้ำหนักเบาๆ
สามารถลดความเจ็บปวดที่คอ และลดความพิการ หรือไร้สมรรถภาพลงได้
ตามธรรมดา ท่านจะต้องทำตนให้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ (active)...
โดยท่านจะต้องออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที
เช่น เดิน, ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ สามารถทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
และทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในสภาพที่ดีได้
Neck Pain Tip 5: Get Out of Your Slump
ท่าของร่างกายที่ไม่ดี เช่น การปล่อยให้หลังค่อม ต้คององุ้ม ต่างเป็นสาเหตุสำหคัญ
ที่ทำให้เกิดอาการปวดคอ ดังนั้น ทุกครั้งที่ท่านนั่ง, ยืน, หรือยกของ
ให้นึกถึงท่า (posture) ของท่านทุกครั้ง โดยท่านจะต้องพยายามให้ศีรษะ
และลำคอตั้งตรงเสมอ ในขณะเดียวกันหลังของท่านจะต้องตรงด้วย
ยกตัวอย่าง ในขณะทีท่านนั่งโต๊ะเล่นคอมฯ...จอคอมฯ จะต้องอยู่ในระดับสายตา
โต๊ะนั่งจะต้องอยู่ชิดกับเครื่อง ส่วน mouse จะต้องอยู่ในระดับต่ำ
โดยท่านไม่ต้องโน้มตัวเข้าไปหามัน
เมื่อท่านต้องก้มตัวหยิบของ...
หลังของท่านจะต้องตรง อย่าโน้มตัวลงเก็บของโดยเด็ดขาด
แต่ให้ท่านงอที่หัวเข่า
ถ้าท่านทำได้ตามที่กล่าวมา...
ย่อมทำให้ท่านหลีกเลี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลัง และปวดต้นคอได้ไม่มากก็น้อย
<< Prev
http://www.webmd.com
continued
Neck Pain Tip 3: Stretch
เมื่อท่านรู้สึกสบายมากพอ แพทย์ของท่านจะแนะนำให้ท่านฝึก
บริหารกล้ามยืดกล้ามเนื้อคอ (stretching exercise)
ซึ่งสามารถทำให้อาการปวดคอลดลง และสามารถทำให้กล้ามเนื้อคอ
และข้อกระดูกคอ มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น
ในการบริหารด้วยการทำให้กล้ามเนื้อคอยืด (stretching) นั้น ท่านควรกระทำภายหลัง
จากการอุ่นเครื่อง (worm up) ด้วยการอาบน้ำอุ่น หรือประคบด้วยผ้าชุบด้วยน้ำอุ่นเสียก่อน
วิธีการบริหารแบบยืดกล้ามเนื้อ สามารถกระทำได้อย่างง่ายๆ ดังต่อไปนี้:
1. พยายามหันศีรษะไปทางด้านซ้ายอย่างช้าๆ ในขณะเดียวกันให้ฝ่ามือด้านซ้ายดันศีรษะ
ด้วยแรงต้่านเพียงเล็กน้อย โดยให้ศีรษะยังคงหมุนต่อไปอีกได้เล็กน้อย
ในระหว่างทำ...ให้นับ 1 ถึง 20 เสร็จแล้วให้หมุนศีรษะกลับที่เดิม
และทำซ้ำกันในด้านตรงข้าม
2. เอียงศีรษะไปทางด้านซ้าย และพยายามให้ใบหูแตะไหล่ด้านซ้าย
ใช้มือซ้ายดันที่บริเวณขมับด้านซ้าย อยู่ในท่าดังกล่าวนาน 20 วินาที หรือนับ
1 ถึง 20 หลังจากนั้น ให้ทำซ้ำในทิศตรงข้าม
3. ก้มศีรษะ และพยายามให้คางแตะทรวงอก ในระหว่างทำการดังกล่าว
ให้ผ่อนคลายไหล่ทั้งสอง นับหนึ่งถึงยี่สิบ แล้วทำซ้ำ...
4. นอนหงายบนแผ่นหลัง งอข้อเข่าตั้งขึ้น และมีหมอนวางใต้ศีรษะ...
จากนั้นให้ผงกศรีษะขึ้นอย่างช้า ๆ อยู่ในท่าดังกล่าว 10 วินาที แล้วผ่อนคลาย
ด้วยการปล่อยให้ศีรษะกลับสู่ที่เดิม ให้ทำซ้ำ 10 ครั้ง
ในระหว่างการบริหารในท่าต่างๆ หากท่านเกิดมีอาการไม่สบาย...
ท่านจะต้องหยุดทัน !
Neck Pain Tip 4: Move It
ผลจากการวิจัยพบว่า...
การบริหารร่างกาย เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับรักษาอาการปวดต้นคอ...
รายงานจากการศึกษาใน the Journal of the American Medical Association
กล่าวว่า ผู้หญิงที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง ซึ่งได้บริหารร่างกายเพื่อความแข็งแรง
และการออกกำลังกายเพื่อฝึกความอดทน ด้วยการใช้ยกน้ำหนักเบาๆ
สามารถลดความเจ็บปวดที่คอ และลดความพิการ หรือไร้สมรรถภาพลงได้
ตามธรรมดา ท่านจะต้องทำตนให้เคลื่อนไหวอยู่เสมอ (active)...
โดยท่านจะต้องออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที
เช่น เดิน, ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ สามารถทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
และทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในสภาพที่ดีได้
Neck Pain Tip 5: Get Out of Your Slump
ท่าของร่างกายที่ไม่ดี เช่น การปล่อยให้หลังค่อม ต้คององุ้ม ต่างเป็นสาเหตุสำหคัญ
ที่ทำให้เกิดอาการปวดคอ ดังนั้น ทุกครั้งที่ท่านนั่ง, ยืน, หรือยกของ
ให้นึกถึงท่า (posture) ของท่านทุกครั้ง โดยท่านจะต้องพยายามให้ศีรษะ
และลำคอตั้งตรงเสมอ ในขณะเดียวกันหลังของท่านจะต้องตรงด้วย
ยกตัวอย่าง ในขณะทีท่านนั่งโต๊ะเล่นคอมฯ...จอคอมฯ จะต้องอยู่ในระดับสายตา
โต๊ะนั่งจะต้องอยู่ชิดกับเครื่อง ส่วน mouse จะต้องอยู่ในระดับต่ำ
โดยท่านไม่ต้องโน้มตัวเข้าไปหามัน
เมื่อท่านต้องก้มตัวหยิบของ...
หลังของท่านจะต้องตรง อย่าโน้มตัวลงเก็บของโดยเด็ดขาด
แต่ให้ท่านงอที่หัวเข่า
ถ้าท่านทำได้ตามที่กล่าวมา...
ย่อมทำให้ท่านหลีกเลี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลัง และปวดต้นคอได้ไม่มากก็น้อย
<< Prev
http://www.webmd.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)