วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

Parkinson’s Disease: Medical treatment

Treatments and drugs



โรคพาร์กินสันไม่สามารถรักษาได้
แต่มียาหลายตัวสามารถควบคุมอาการต่างได้...ควบคุมได้ดีเสียด้วย
สำหรับรายที่พัฒนาถึงขั้นสุดท้าย (advanced cases) การผ่าตัดอาจช่วยได้
นอกเหนือจากยารักษาแล้ว  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
เช่น  การออกกำลังกาย  น่าจะมีประโยชน์
บางรายอาจมุ่งไปที่กายภาพบำบัดเพื่อช่วยทำให้การทรงตัวดีขึ้น

ยารักษา :
เรามียาหลายชนิดถูกนำมาใช้รักษาโรคไข้โรคพร์กินสัน
ซึ่งมีปัญหาด้านการเดิน  การเคลื่อนไหว  และมีการสั่นเทาทั้งตัว
โดยเป็นผลมาจากสมองขาดสาร dopamine

หลังการได้รับยารักษา  อาการคนไข้อาจดีขึ้นทันตาเห็น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ประโยชน์ที่ได้จากยาจะลดลง หรือใช้ไม่ได้ผลเลย
เหมือนตอนเริ่มการรักษา

ยาที่แพทย์สั่งให้แก่คนไข้  ซึ่งอาจเป็น..

Current Treatment for Pakinson's Disease (PD)
  • Levodompa drugs
  • Dopamine agonists
  • Catechol-O-transferase(COMT) inhibitors
  • Anticholinergics
  • MAO-B inhibitors
  • Amantidine
§  Levodopa-carbidopa (Sinemet).
  
     เป็นที่รู้กันว่า  Levodopa เป็นยาที่
ดีที่สุดสำหรับใช้รักษาโรคพาร์กินสัน  เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ
เมื่อผ่านเข้าสู่สมองจะถูกเปลี่ยนเป็นสาร dopamine

Levodopa  จะถูกรวมกับ carbidopa  ซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สาร
Levodopa เปลี่ยนเป็น dopamine ก่อนที่มันจะถึงสมอง

ในยุโรป  Levodpa ยังถูกรวมกันสารอีกตัว ชื่อ benzerazide
(Madopar) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายๆ กับ carbidopa

ผลข้างเคียงของยา  ได้แก่อาการคลื่นไส้ หรือเมื่อยืนขึ้นจะทำให้ความ
ดันโลหิตลดลง  อาจทำให้คนไข้เกิดมีอาการเป็นลมได้

ภายหลังจากรักษาด้วยดังกล่าวเป็นเวลาหลายปี 
ประโยชน์ที่พึงได้จากยาจะลดลงไป  และค่อยๆ หายไป
นอกจากนั้น  การรับประทานยา levodpa ที่มีขนาดสูงๆ สามารถทำให้เกิด
มีการเคลื่อนไหวของกายที่ไม่สามารถควบคุมได้ (dyskinesia)
ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการลดขนาดยาลงมา

§  Dopamine agonists.
ยาในกลุ่มนี้จะแตกต่างจาก Levodopa….
โดยไม่มีการเปลี่ยนไปเป็นสาร dopamine 
แต่จะออกฤทธิ์ในสมองคล้าย dopamine 
และผลของการรักษาจะน้อยกว่า levodopa

อย่างไรก็ตาม  สาร dopamine agonist จะอยู่ได้นานกว่า
และอาจนำมาใช้ร่วมกับสาร levodopa  เพื่อขจัดผลข้างคียงที่เกิดจากสาร
     Levodopa ให้ลดน้อยลง หรือให้หายไป

ยาในกลุ่ม dopamine agonists ได้แก่ pramipexole (Mirapex)
และ ropinirole (Requip)  ส่วนยาสำหรับฉีด
ซึ่งออกฤทธิ์ในระยะสั้น และเร็ว มีชื่อว่า apomorphine

สำหรับผลข้างเคียงของยากลุ่ม dopamine agonists จะมีคล้ายๆ กับยา
Levodopa-carbidopa  และยังทำให้เกิดมีภาพหลอน., บวม, นอนไม่หลับ
และมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป  (เช่น hypersexuality, gambling and
Eating)

§  MAO B inhibitors.

ยาในกลุ่มนี้ได้แก่  selegiline (Eldepryl, Zalapar) และ resagilline (Azilect)
มันะออกฤทธิ์ด้วยการป้องกันไม่ให้สาร dopamine ในสมองแตกสลาย
ด้วยการรวมตัวกับเอ็นไซม์ monoamine oxidase B (MAO B)
ซึ่งเอ็นไซม์ตัวนี้จะทำหน้าที่เผาผลาญ (metabolize) dopamine ที่อยู
ในสมองให้แตกสลายไป

ผลข้างเคียงของยาจะไม่ค่อยจะมี  แต่อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หรือ
ปวดศีรษะได้

ถ้ามีการนำยาตัวนี้มาให้กับคนไข้ร่วมกับยา levovopa-carbidopa
เมื่อใด  จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอาการประสาทหลอนได้

ข้อควรระวัง...
อย่าใช้ยา MAO B ร่วมกับยากลุ่ม Anti-depressants หรือ Narcotics
บางตัวเป็นอันขาด  เพราะจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงได้

§  Catechol O-methyltransferase (COMT) inhibitors.

ยาหลักในกลุ่มนี้ได้แก่  Entacapone (Comtan)  มีฤทธิ์ทำให้ยา levodopa
ออกฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้นได้เล็กน้อย  โดยไปบล็อกการทำ
งานของเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายสาร levodopa ลง

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น  เกิดจากการไปเพิมศักยภาพของสาร levodopa
เช่น ทำให้เกิดมีความเสี่ยงต่อการเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถควบคุมได้ (dyskinesia)

นอกจาก Entacapone แล้ว  ยังมีอีกสารตัวหนึ่งที่เราควรทราบเอาไว้
คือ Tolcapone (Tasmar) ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม COMT inhibitors
แต่เราไม่ใช้กันเพราะมันมีอันตรายต่อการทำลายตับอย่างรุนแรง สามารถ
ทำให้ตับล้มเหลวลงได้ (Liver damage & liver failure)
ให้ทราบเท่านั้น...ห้ามใช้

§  Anticholinergics.

ยาในกลุ่มนี้ถูกนำมาใช้รักษาคนเป็นโรคพาร์กินสันนานหลายปีแล้ว
โดยออกฤทธิ์ควบคุมอาการสั่นของกาย (tremor)
ยาในกลุ่มนี้มีหลายขนานด้วยกัน  คือ benztropine (Cogentin)
และ trihexyphenidyl (Artane)

ผลเสียจากการใช้ยาดังกล่าวได้แก่  ทำให้เกิดความจำเสื่อม, อาการสับสน,
ประสาทหลอน, ท้องผูก, ปากแห้ง และ ปัสสาวะลำบาก

§  Amantadine.

แพทย์อาจสั่งยาตัวนี้ให้แก่คนไข้พาร์กินสันเพียงขนานเดียว 
เพื่อบรรเทาอาการที่ไม่มาก  โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ ของการเกิดโรค
นอกจากนั้น  อาจใช้ร่วมกับ carbidopa-levodopa เพื่อรักษาคนไข้ที่อยู่
ในระยะหลัง ๆ (later stage of Parkinson’s disease)
สามารถควบคุมอาการเคลื่อนไหวที่บริเวณรอบปาก และลิ้น (dyskinesia)
ซึ่งเกิดจากการใช้ยา Levodopa-carbidopa
ผลข้างเคียงที่เกิดจากยาตัวนี้  ได้แก่ ทำเกิดมีผิวหนังแดงช้ำเป็นดวงๆ,
บวมที่บริเวณข้อเท้า หรือ เกิดมีอาการประสาทหลอน


http://www.mayoclinic.com/

Alzheimer’s Disease : Treatment of Sleep Changes 2

Non-drug treatments for sleep changes

คนสูงอายุที่เป็นโรคอัลไซเมอร์  ซึ่งมีปัญหาเรื่องการนอน...
เป้าหมายของการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา 
เพื่อช่วยทำให้คนสูงอายุสามารถนอนหลับได้เป็นปกติ 
พร้อมกับช่วยสร้างบรรยากาศให้เขานอนหลับได้ง่ายขึ้น
ถือว่า  เป็นวิธีที่ควรกระทำ (non-drug measures) ก่อนที่จะมีการใช้ยา
เพราะยานอนหลับสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้
  
เพื่อสร้างบรรยากาศให้มีการนอนหลับดีขึ้น  พร้อมกับส่งเสริมให้คนเป็น
โรค “อัลไซเมอร์” ได้รับการพักผ่อน มีดังนี้:

§  รักษาเวลาในการรับประทานอาการ,  เวลานอน และเวลาตื่นนอน
ให้เป็นปกติ



§  หาโอกาสสัมผัสแสงแดดในตอนเช้าทุกวัน

§  พยายามออกกำลังกายเป็นประจำ  และควรกระทำก่อนเวลา
นอน 4 ชั่วโมง

§  งดเว้นจากการดื่มแอลกอฮอล, กาแฟ  นิโคตีน

§  อย่าให้มีอาการปวด  ถ้ามีอาการปวด (กาย) ...รักษาให้หาย

§  ถ้าคนไข้รับประทานยากลุ่ม  cholinesterase inhibitors (tacrine,
donepezil, rivastigmnine หรือ  galantamine) ….
อย่ารับทานยากลุ่มดังกล่าวก่อนเวลานอนเป็นอันขาด

§  ถ้าหากมีการตื่นในตอนกลางคืน...อย่านอนบนเตียง
ให้ใช้เตียงนอนเพื่อการนอนหลับเท่านั้น
หลีกเลี่ยงการดูทีวีในระหว่างการตื่น

Medications for sleep changes
ในกรณีทที่ไม่ต้องใช้ยา (non-drug measures) ไม่ประสบผล
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการนอนหลับได้ 
คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้ยา
และสิ่งที่ควรยึดเป็นหลักปฏิบัติ คือ  ให้เริ่มขนาดน้อยๆ  และเพิ่มอย่าง ช้า ๆ

อันตรายจากการใช้ยาเพื่อให้หลับในคนสูงอายุที่มีปัญหาการรับรู้  และ
ความเข้าใจปรากฏว่ามีมากพอสมควร
ซึ่งได้แก่:  เพิ่มโอกาสให้เกิดการหกล้ม  กระดูกหัก, เกิดอาการสับสน
และลดความสามารถในการช่วยเหลือตนเองลดลง

ถ้าเกิดมีการใช้ยานอนหลับเมื่อใด  พยายามหยุดยาเมือการนอนหลับ
กลับสู่ปกติแล้ว...อย่ายืดเยื้อกับการใช้ยานอนหลับเป็นอันข่าด

ชนิดของยานอนหลับ...
ในการสั่งยานอนหลับให้คนไข้โรค “อัลไซเมอร์”
แพทย์จะคำนึงถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของคนไข้เป็นหลัก
 
การใช้ยา antipsychotic drug ให้แก่คนไข้จำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก 
เพราะผลจากการวิจัยบอกว่า
ยากลุ่มดังกล่าว  ทำให้เกิดมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองถูกทำลาย (stroke)
และความตาย (death) ในคนแก่ที่มีสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างของยาที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาความผิดปกติในการนอนของคนไข้ AD
ได้แก่:

§  Tricyclic antidepressants เช่น  nortriptyline  และ trazodone
§  Benzodiazepines  เช่น  lorazepam, oxazepam และ temazepam
§  Sleeping pills เช่น zolpidem, zaelplon และ choral hydrate
§  Atypical antpsychotics เช่น risperidone, onlanzapine
§  และ quetiapine

สำหรับท่านที่ชอบใช้ยาใหม่ๆ...โดยเฉพาะจากคำแนะนำของเพื่อนๆ ...
ก่อนใช้ท่านจะต้องแน่ใจก่อนว่า:

§  ประโยชน์ที่พึงได้รับจากยา ?
§  มีความเสียง หรืออันตรายจากการใช้ยา...หรือเปล่า ? และ
§  มีทางเลือกอย่างอื่น ที่ดีกว่าไหม ?
§  ควรปรึกษาแพทย์...น่าจะปลอดภัยกว่า

สุดท้าย แต่คงไม่ใช่ท้ายสุด !
เป้าหมายของการรักษาอัลไซเมอร์...
ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด  มักมีแนวโน้มเกิดการเปลี่ยนแปลงในขณะที่ทำการรักษา
ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัย  และประโยชน์สูงสุด 
การศึกษาทำความเข้าใจกับวิธีการรักษาวิธีการต่างๆ ให้มากที่สุด
น่าจะเป็นการดีสำหรับการต่อสู่กับโรคดังกล่าว



Alzheimer’s Disease : Treatments for Sleep Changes 1



คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์มักจะมีปัญหาเรื่องการหลับนอนเสมอ
โดยที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่า 
ทำไมคนเป็นโรคดังกล่าวจึงมีปัญหาเรื่องการนอน

 ในขณะที่คนไข้มีปัญหาเรื่องความจำ (memory) และพฤติกรรมเปลี่ยน
 จากสมองของคนที่เป็นโรค “อัลไซเมอร์” มีความเปลี่ยนแปลงไป

 ในขณะเดียวกัน  คนแก่จำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโรคสมองเสื่อมก็พบว่า... 
  มีการเปลี่ยนแปลงในการนอนหลับเช่นกัน 
 แต่ไม่รุนแรงเท่ากับคนที่เป็นโรค“อัลไซเมอร์”  โดยเฉพาะรายที่อยู่ในระยะสุดท้าย
 (later stage)  แต่คนที่เป็นโรคในระยะแรก (early stage)
 ก็อาจมีปัญหาเรื่องการนอนเช่นเดียวกัน

 ปัญหาในเรื่องการนอนในโรค “อัลไซเมอร์” อาจมีหลายรูปแบบ:

 Difficulty sleeping:
 มีคนเป็นโรค”อัลไซเมอร์” จำนวนไม่น้อยตื่นในตอนกลางคืนบ่อยครั้ง
 และชอบนอนไม่หลับในเวลากลางคืน  ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็นอนไม่หลับ
 ผลของการศึกษาคลื่นสมอง (Brain wave) แสดงให้เห็นว่า... 
คลื่นสมองจะลดลงทั้งในระยะฝัน (dreaming stage) และระยะไม่ฝัน
 (non-Dreaming stage)

 Daytime napping and other shifts in the sleep-wake cycle. 
หลายคนอาจรู้สึกง่วงนอนในตอนกลางวัน...
ไม่สามารถนอนหลับในตอนกลางคืนได้  อาจมีความรู้สึกกระสับกระส่าย
ในตอนบ่าย หรือตอนเย็น  ซึ่งเขาเรียกภาวะเช่นนี้ว่า  sundowning

มีการประเมินเอาไว้ว่า...
คนเป็น “อัลไซเมอร์” ในระยะสุดท้ายจะใช้เวลานานในตอนกลางคืนเพียง
60 % เท่านั้น  ส่วน 40 % เหลือเขาจะตื่นตลอดคืนเพราะนอนไม่หลับ
ตัวคนไข้เองมักจะบอกว่า  เขารู้สึกตาแข็ง (หลับไม่ลง) ตลอดคืน

ในรายที่มีความรุนแรง  อาจใช้เวลานอนในตอนกลางวัน
และตื่นในตอนกลางคืน

มีปัจจัยหลายอย่างทำให้เกิดปัญหาในการนอนหลับได้ เช่น:

·                     Depression (ภาวะซึมเศร้า)
·                     Restless leg syndrome (โรคขากระตุก หรือขาอยู่ไม่เป็นสุข...)
·                     Sleep apnea (ความผิดปกติในขณะนอนหลับ...อยู่ ๆ ก็หยุดหายใจไปเฉย ๆ


การรักษา:
ความผิดปกติในด้านการนอนเนื่องมาจากโรค “อัลไซเมอร์”...
มีทั้งวิธีการรักษาด้วยยา
(drug measures)  และไม่ต้องใช้ยา (non-drug measures)
ผู้เชี่ยวชาญหลายนาย รวมทั้ง  NIH (National Institutes of Health)
ต่างส่งเสริมให้รักษาความผิดปกติด้านการนอนด้วยวิธีการไม่ต้องใช้ยา
(non-medical measures)

เพราะยานอนหลับ (sleep medications) ไม่ได้ช่วย
ให้คุณภาพการนอนหลับของคนสูงอายุดีขึ้นเลย
และมีโอกาสทำให้คนสูงอายุเกิดการหกล้ม  กระดูกเกิดแตกหักได้
เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว   พบว่าประโยชน์ที่พึงจะได้รับมีน้อยกว่าโทษที่อาจเกิดขึ้น
โดยเฉพาะกระดูกแตกหักในคนสูงอายุ...





Parkinson’s Disease :Deep-Brain Stimulation

โรค “พาร์กินสัน”  มักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุระหว่าง 55 – 65
โดยพบว่า เมื่อมีอายุมากกว่า 60 จะเกิดโรคได้ประมาณ  1- 2 % 
หรือเกิดขึ้นประมาณ 0.3 % ในประชาชนทั่วไป
ซึ่งจะเกิดในเพศชายได้มากกว่าเพศหญิง  ในอัตราส่วน 1.6 ต่อ 1.0

เมื่อการรักษโรคด้วยยาตามวิธีมาตรฐานไม่ได้ผล..
ก็จำเป็นต้องหันไปใช้การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ดัน
ซึ่งมีชือเรียก Deep Brain Stimulation
โดยมีแง่มุมให้พิจารณา...

• What are classic manifestations of Parkinson’s disease?

คนเป็นโรคพาร์กินสันมักจะไปพบแพทย์ด้วยความผิดปกติในการเคลื่อนไหว
เช่น  อาการสั่นเทาของกายในขณะพัก (resting tremor),
เวลาพูดจาจะมีเสียงอู้อี-เบา (soft voice),  เขียนตัวหนังสือจะมีขนาดเล็ก (micrographia),
มีอาการแข็งเกร็ง (rigidity),  เคลื่อนไหวช้า (bradkinesia),
มีการเดินแบบไม่ยกเท้าจากพื้น (shuffling steps)
แถมด้วยการทรงตัวลำบาก (difficulty with balance)...

อาการของโรคพาร์กินสัน...
ซึ่งถือว่าเป็นอาการที่ยอมรับกันว่า
พอเราเจอใครมีอาการเช่นนี้....มักจะสงสัยว่า  เขาเป็นโรคพาร์กินสัน ?
อาการที่ว่า  คือ  การมีร่างกายสั่นเทาในขณะไม่ได้ทำอะไร  Resting tremor 
มีบางคนเป็นโรคตดังกล่าวเหมือนกัน  แต่กลับไม่มีอาการสันเทาเลย
ซึ่งคนกลุ่มนี้สามารถพบได้ประมาณ   20 %

นอกจากนั้นยังปรากฏว่า 
คนเป็นโรคพาร์กินสัน  ยังมีอาการไม่เกี่ยวกับความผิดปกติในการเคลื่อนไหว...
ซึ่งมีเป็นจำนวนมากเสียด้วย เช่น:

§  ความผิดปกติด้านจิตใจ (ภาวะซึมเศร้า,  เครียด และไร้ความรู้สึก);
§  ความผิดปกติในด้านการเรียนรู้ ( เช่น frontal lobe dysfunction,
        memory difficulty และ dementia)
§  ความผิดปกติในด้านการนอน (เช่น  apnea และ sleep disorders)
§  ความผิดปกติในระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น sexual dysfunction,
digestive problems และ orthostasis

• What medication-related complications typically develop in patients with Parkinson’s disease?

คนไข้โรคพาร์กินสันจะตอบสนองต่อยาเพียงหนึ่งตัว หรือหลายตัวก็จริง 
แต่หลังจาก 5 ปีผ่านไป  คนไข้มักจะเกิดภาวะผิดปกติจากการใช้ยาเสียเป็นส่วนใหญ่ 
เช่น เกิดอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อบริเวณรอบปาก, คาง, ลิ้นอยู่ตลอดเวลา(dyskinesia)
และจะพบว่า  การตอบสนองต่อยาก็ไม่สมำสมอ (fluctuations)
เป็นเหตุให้ญาติของคนไข้บางคนไม่เข้าใจ....ไม่พอใจผู้ให้การรักษา
และเปลี่ยนหมอเพื่อขอรับการรักษาที่ดีกว่า

มีอาการบางอย่าง  เช่น การเดินลำบาก ,ปัญหาเรื่องการทรงตัว,
ปัญหาด้านการพูด,  การกลืน และความคิดอ่าน...
อาการเหล่านี้อาจไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา carbidopa-levodopa
หรือการรักษาด้วยวิธีอื่น 

•Which patients are candidates for deep-brain stimulation?

Deep brain stimulation หรือ DBS....
เป็นกรรมวิธีรักษาที่ได้รับการยอมรับจาก FDA (2002) ว่า
เป็นวิธีการที่ใช้ร่วมกับยารักษา  เพื่อลดอาการบางอย่าง 
เช่นเมื่อการใช้ยา levodopa-carbidopa ไม่ตอบสนองเท่าที่ควร 

ในรายที่ได้รับการรักษาด้วย levodopa ยังปรากฏว่ามีอาการสั่น (tremor),
มีการตอบสนองบ้างไม่ตอบสนองต่อยาบ้าง  ทำให้เกิดอาการเป็น ๆ หาย ๆ (fluctuations),
และมีอาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณปาก, คาง และลิ้น(dyskinesia)
มักจะได้รับผลดีจากการรักษาด้วย DBS
ส่วนรายที่มีปัญหาด้านการเดินที่ผิดปกติ, ความสมดุล, การพูด...
ปรากฏว่า  การรักษาด้วย DBS จะไม่ได้ผลดี
บางรายอาจมีอาการเลวลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

คนไข้ที่เป็นโรคพาร์กินสัน...
จะได้รับการพิจารณารักษาด้วย DBS ก็ต่อเมื่อ
เขาได้รับการรักษาด้วยยาตามมาตรฐานอย่างเพียงพอแล้วเท่านั้น
เช่น ได้รับการรักษาด้วย carbidopa-levodopa, dopamine agonists,
Monoamine oxidase inhibitors และ amantadine…

•What adverse events are associated with the use of deep-brain stimulation?

ผลเสียของการใช้วิธี DBS ที่น่ากลัวที่สุด คือ...
การเกิดมีมีเลือดตกในสมอง(intracranial hemorrhage) 
และการอักเสบติดเชื้อ (infection)  ซึ่งมีโอกาสถึง 1.2 – 15.2 %
 
ในรายที่เกิดการอักเสบ  จำเป็นต้องเอา electrode ออก 
พร้อมกับให้ยาปฏิชีวนะรักษาจนกระทั้งหาย...
หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณาทำการผ่าตัดใหม่

ผลจากการวิจัยหลังการทำ DBS มีโอกาสเกิดเลือดตกในสมอง 5.0 %
ทำให้สมองถูกทำลายอย่างถาวร หรือตาย 1.1 %
เกิดอาการชักกระตุกประมาณ 2.4 %

ผลข้างเคียงจากการทำ DBS ได้แก่ ความคิดอ่านเสียไป, หลงลืม, พูดลำบาก,
สูญเสียการทรงตัว  มีอารมณ์แปรปรวน 
เช่น ภาวะซึมเศร้า, ไร้ความรู้สึก,  หัวเราะ,ร้องไห้,เครียด  
และเกิดความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย

เราจะเห็นว่า  ถนนสายนี้ (การรักษา)ไม่เรียบอย่างที่คิดเท่าใด ?

http://blogs.nejm.org