วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

มื่อต้องดำเนินชีวิตร่วมกับโรคเบาหวาน... (Living With Diabetes)


April 14, 2013

เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา...
ได้มีโอกาสพบหญิง ชายคู่หนึ่ง  มาขอรับการตรวจสุขภาพหลังเกษียณอายุราชการ
เป็นการเตรียมพร้อม  เพื่อชีวิตบั้นปลาย  ด้วยการเลี้ยงหลาน และ...

ผลจากการตรวจเลือดพบว่า หนึ่งในจำนวนคนดังกล่าว (ชาย)
มีระดับน้ำตาล 450 mg/dL
จึงแจ้งให้ทั้งสองได้ทราบว่า  คุณผู้ชายอาจเป็นโรคเบาหวานซะแล้ว

สำหรับชาย  ผู้ซึ่งได้รับการตรวจพบว่ามีน้ำตาลนเลือดสูง 
ได้แสดงออกถึงความสงสัย ว่าเขาไม่เชื่อ  ว่านั่นมันเป็นการตรวจเลือดของเขา 
พร้อมกับตั้งข้อสงสัยต่าง ๆ  ว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน ได้อย่างไร ?
เพราะเขาเป้นคนแข็งแรง  ไม่มีอาการใดๆ ปรากฏแม้แต่น้อย

สำหรับสตรีที่เป็นภรรยานี้ซิ...
เธอไม่ธรรมดาเลย  สายตาที่มองเรา  มีลักษณะจะกินเลือดกินเนื้อ ที่ไสงสัยสามีของ
เธอว่า เป็นโรคเบาหวาน  เธอได้กล่าวหาเราอย่างรุนแรง
ยังกะเรา (แพทย์) เป็นจำเลยในคดีความแนะ...

นั่นเป็นเรื่องปกติ  ที่เราอาจพบเห็นได้ในบางครั้ง
ผู้รับบริการเป็น “เจ้านาย”  เราผู้ให้บริการเป็นผู้ “รับใช้ “ ต้องทำให้พวกเขา
หายสงสัยด้วยการตรวจเลือดซ้ำ (FBS,OGTT,HbA1C)
ผลปรากฏว่า...ชายคนนั้นเป็นเบาหวานจริง (Newly diagnosed)

เมื่อยอมรับว่า ตนเองเป็นโรคเหวาน  เขาจึงเปิดใจเรียนรู้เรื่องเบาหวาน...
ซึ่งเขาจะต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต
ประเดินที่ต้องการกล่าวถึงต่อไป  คือ  เราจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะไม่ให้โรคเบาหวาน
ทำอันตรายให้เกิดขึ้นกับเรา (complications) ได้...

เมื่อท่านเป็นโรคเบาหวาน...

สิ่งสำคัญทีท่านจำเป็นต้องรับทราบ และต้องปฏิบัติให้ได้  นั้นคือ 
ท่านต้องรับประทานอาหารที่เหมือนคนปกติ  แต่เป็นอาหารที่ให้สุขภาพ (healthy diet)
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน  และถ้าท่านมีน้ำหนักเกิน  ท่านต้องจัดการ
การลดน้ำหนักเพียงไม่กี่ปอนด์  หรือพยายามรักษาน้ำหนักตัวให้พอดี 
จะเป็นสิ่งดีสำหรับการควบคุมโรคเบาหวานอย่างแน่นอน

นอกจากนั้น  ท่านจะต้องตรวจเลือดดูระดับน้ำตาลเป็นระยะ 
พร้อมกับรับประทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือดตามที่ถูกแนะนำ 
และพบแพทย์ตามกำหนด   ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรคเบาหวานของท่าน

เมื่อท่านเป็นโรคเบาหวาน...
ท่านสามารถทำให้ตัวของท่านดำรงตัวอยู่ในสภาพที่มีสุขภาพดีได้ ดังนี้:

1.   พบแพทย์  เพื่อช่วยให้ท่านได้เข้าใจในเรื่องโรค...
และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในระดับที่ต้องการ
ในกรณีเช่นนี้   ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษา  เป็นต้นว่า พยาบาล, ผู้ให้ความรู้,
นักโภชนาการ, เภสัชกร, และแพทย์  จะเป็นผู้ให้คำแนะนำ...  
ซึ่งท่านสามารถสอบถามปัญหาต่าง ๆ ว่า ในสิ่งที่ท่านสงสัย
ตลอดรวมถึง ....ทำอย่างไรจึงจะมีสุขภาพดีได้

2.   เรียนรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน
ทุกคนที่เป็นโรคเบาหวาน  จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องโรคเบาหวาน
ทั้งนี้เพราะ  ในวิถีชีวิตของคนเรา  ไม่ว่าเราจะทำอะไรต่างมีผลกระทบต่อระดับ
น้ำตาลในกระแสเลือดทั้งนั้น   เช่น  ท่านรับประทานอะไร ? รับประทานอาหารเมื่อไหร่? 
(และท่านกำลังทำอะไรในขณะนั้น) 
ซึ่งจะกระทบกับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ทั้งนั้น

การออกกำลังกายก็เช่นเดียวกัน  เช่น ท่านออกกำลังกายอย่างใด?
ออกกำลังกายนานแค่ไหน? ซึ่งจะกระทบกับระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดเช่นกัน

อินซูลินก็มีผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดเชนกัน...
ปริมาณของอินซูลินที่ท่านรับเข้าไป  เช่นของอินซูลิน และคุณรับเมื่อใดสัมพันธ์
กับอาหารที่ท่านรับประทานอย่างไร  และแม้กระทั้งการออกกำลังกาย 
และการพักผ่อน  ต่างมีผลกระทบต่อระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดทั้งสิ้น
ดังนั้น  ยิ่งคุณรู้เรื่องโรคมากเท่าใด  การรักษาโรคเบาหวานของท่านก็ง่ายขึ้นเท่านั้น

3.   คงสภาพชีวิตตามวิถีทาง ซึ่งทำให้ท่านมีสุขภาพดีอยู่ตลอด
การเลือกรับประทานอาหารที่ถูกต้องเหมาะสม, ระดับการออกกำลังลาย,
การควบคุมน้ำหนักตัว  ต่างมีความสำคัญต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือดทั้งนั้น

4.   ยอมรับว่า  ความแปรปรวนทางอารมณ์, โรคภัยไข้เจ็บ, และการเดินทาง
ต่างมีผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งท่านจำเป็นต้องเข้าใจ
และต้องรียนรู้  เพื่อจัดการควบคุมระดับน้ำตาล 

5.   ท่านต้องเรียนรู้อยู่เสมอ...
เนื่องจากการรักษาโรคเบาหวาน  มีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาอยู่เสมอ
ดังนั้น  การได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ ๆ จะช่วยให้ท่านสามารถเลือกวิธีการรักษาทีดี  และ
สามารถหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อน 
และหากมันเกิดขึ้น  ท่านสามารถจัดการการรักษาได้แต่เนิ่น ๆ

เพื่อเป็นการเรียนรู้กลบุทธต่างๆ  เกี่ยวกับการรักษาโรคเบาหวาน
และเหตุผลต่าง ๆ  ที่เกี่ยวกับควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด  
ผู้เขียนจะพาท่านสู่เรื่องต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคเบาหวาน
กันต่อไป


>> NEXT  Understanding Foods

อาหาร และ โภชนาการ (Diet and Nutrition)


April 15, 2013

เมื่อคนเราเป็นโรคเบาหวาน...
เราจำเป็นต้องรู้เรื่องอาหารที่เราต้องรับประทาน.
เราถือว่า  หัวใจของการรักษาโรคเบาหวาน คืออาหารที่ให้สุขภาพนั่นเอง
เพราะอาหารหลายอย่าง  มีผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
และนอกจากนั้น  มันยังกระทบต่อน้ำหนักตัว และสุขภาพของหัวใจ
(heart health) อีกด้วย

Understanding Food:

ในการเข้าใจในเรื่องอาหาร หมายความว่า  เราต้องทราบว่า  อาหารชนิดไหน
ที่ให้ “คาร์โบฮัเดรต”, “โปรตีน” และ “ไขมัน” และรวมไปถึงการรู้ว่า
เราจะเลือกอาหารที่สมดุล (ครบทุกหมู่เหล่า และได้ปริมาณที่ครบถ้วน)

อาหารแต่ละชนิด จะให้พลังงาน (clories) แตกต่างกันไป
ยกตัวอย่าง ไขมันจะให้พลังงานมากเป็นสองเท่า ของคารโบฮัยเดรตและโปรตีน 
(กรัมต่อกรัม) 

พลังหลักสำคัญที่ปรากฏในอาหาร

มนุษย์เราจะได้รับโภชนาการจากอาหารที่เรารับประทาน

และเพื่อให้ร่างกายของเราสามารถดำเนินอยู่ได้  เราจำเป็นต้องได้รับ

อาหารสามชนิดด้วยกัน  นั้นคือ 

·         คาร์โบฮัยเดรต (Carbohydrate)

  ·      ไขมัน (Fat)

·         โปรตีน (Protein)


พลังงานที่ได้จากอาหาร (Calories in food)

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า  อาหารทุกชนิดให้พลังงานได้ไม่เท่ากันยกตัวอย่าง:


·         ไขมัน (Fat) =  9  คาลอรี่ ต่อกรัม
·         คาร์โบฮัยเดรต (CHO) = 4 คาลอรี่ ต่อกรัม
·         โปตีน (Protein) = 4  คาลอรี่ ต่อกรัม

คาลอรี่ (calories) = พลังงาน (Energy)
และเราจะเห็นว่า  อาหารประเภทไขมันจะให้พลังงาน (calories) มากที่สุด
(ระหว่างน้ำหนักกรัมต่อกรัม)

เราควรรับประทานอาหารทั้งสามกลุ่ม (CHO, Fat และ Protein)
มากน้อยเท่าใดในแต่ละวัน ?

ก่อนอื่นขอให้เข้าใจไว้ว่า  เราไม่มีสูตรที่สมบูรณ์  ที่บอกว่าได้ว่า อาหาร
ทั้งสามกลุ่มควรเป็นเท่าใด  และที่เราใช้เป็นหลักปฏิบัติกันอย่าวกว้าง ๆ ว่า 
อาหารที่เรารับประทานกันทุกวัน  ควรประกอบด้วย:

·         คาร์โบฮัยเดรต  45 – 65 % ของพลังงานที่ควรได้ต่อวัน
·         โปรตีน  10 – 35 % ของพลังงานต่อวัน
·         ไขมัน 25 – 35 % ของพลังงานต่อวัน

อัตราส่วนดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับคนปกติ หรือคนเบาหวานได้
เนื่องจากมีอาหารหลายอย่าง  ที่คนเราจำเป็นต้องรับประทาน  
เอาเป็นว่า  เพื่อให้ง่ายต่อการจำ  อาหารที่เรารับประทานต่อวัน  
ควรมีส่วนประกอบต่อไปนี้

·         คาร์โบฮัยเดรต (CHO) 50 %
·         โปรตีน (Protein)  25 %
·         ไขมัน (Fat)   25 %

คาร์โบฮัยเดรต (CHO)
ถ้าท่านเป็นโรคเบาหวาน... 
ท่านต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับ อาหารประเภท คาร์โบฮัยเดรต พอสมควร

ในชนิดของอาหารทั้งหลายที่คนเรารับประทานทุกวัน  จะพบว่า
อาหารประเภท “คาร์โบฮัยเดรต” ซึ่งมีผลกระทบต่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากที่สุด   
และอาหารประเภทคาร์โบฮัยเดรต (CHO) จะประกอบด้วยอาหารที่เป็นแป้ง (starch) 
และน้ำตาล (sugar)

หลังจากเรารับประทานอาหารประเภทคาร์โบฮัยเดรตเข้าไป  ทั้งสอง
รูปแบบ (starch & sugar) มันจะถูกย่อยให้แตกตัวเป็นส่วนที่เล็กสุด
เรียก “กลูโกส” (glucose)

อาหารประเภท “คาร์โบฮัยเดรต” ถือเป็นส่วนสำคัญของอาหารที่เรารัปประทานทุกวัน  
เพราะพลังงานหลักที่สำคัญของร่างกายคือ “กลูโกสนี้เอง

แม้ว่าท่านจะเป็นโรคเบาหวาน...  
ท่านไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มี “คาร์โบฮัยเดรต” 
แต่สิ่งที่ท่านต้องรู้  คือท่านสามารถบอกได้ว่า  อาหารชนิดใดมี“คาร์โบฮัยเดรต
จากนั้น  ท่านเพียงแต่ควบคุมปริมาณที่ท่านรับประทานไม่ให้มากเกินไป
เท่านั้นเป็นพอ

อาหารประเภท “ค์โบฮัยเดรต” ที่เราสามารถบได้เสมอ คือ:
·         พวกข้าว, ธัญพืช และพวก พาสต้า (pasta)
·         ขนมปัง (Breads), ขนมปังกรอบ (Crackers)
·         อาหารประเภทถั่ว (beans)
·         พวกผัก เช่น มันฝรั่ง (potato) ข้างโพด (corn)
·         ผลไม้ (fruit)
·         นม (milk)
·         โยเกริต (Yogurt)
·         น้ำตาล (sugars) และน้ำผิ้ง (honey)
·         อาหาร และเครื่องดื่มทั้งหลายที่มีน้ำตาล และของหวาน

ถ้าท่านเป็นโรคเบาหวานประเภทหนึ่ง (T1DM) ...
ท่านจำต้องปรับปริมาณอินซูลินให้เหมาะสมกับคาร์โบฮัยเดรต
ที่ท่านรับประทาน และเพื่อให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถูกต้อง 
ท่านจำเป็นต้องวัดปริมาณของคาร์โบฮัยเดรตให้ถูกต้องแม่นยำ  
โดยวัดเป็นกรัม  หากวัดผิด  จะมีผลต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้อย่างมาก

ในทำนองเดียวกัน...
ถ้าท่านเป็นเบาหวานประเภทสอง (T2DM)
ซึ่งท่านได้รับยาเม็ดรับประทานเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด 
เพื่อกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมา  หรือได้รับยาฉีด “อินซูลิน”
ท่านจะต้องปรับขนาดของปริมาณอาหารประเภทคาร์โบฮัยเดรตให้เหมาะกับ
ขนาด (dose) ของยาลดน้ำตาลในเลือด  เพื่อทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับ
ที่ไกล้เคียงกับระดับปกติ

อาหารประเภทโปรตีน (Proteins)

โปรตีน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร และจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์เราเช่นกัน

หากรับประทานมากไป  สามารถเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

อาหารประเภทเนื้อ (meats) ส่วนใหญ่จะมีไขมันเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ

 

ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มีปริมาณของโปรตีนที่ได้จากสัตว์เป็นจำนวนมาก

ย่อมหมายความว่า  ท่านได้รับพลังงานเพิ่มมากขึ้นพร้อมๆ กับได้รับไขมันเพิ่มขึ้นด้วย  

ซึ่งหมายความว่า...คนที่รับประทานอาหารตามที่กล่าว ย่อมมีโอกาสเพิ่มน้ำหนักตัวด้วย

 

เราจะพบอาหารประเภทโปตีนได้จาก 

·         เนื้อวัว และ เนื้อหมู

·         สัตว์ปีก เช่น เป็ดไก่

·         ปลา หอย

·         ไข่

·         อาหารประเภทนมสัตว์

·         พวกถั่ว..เต้าหู้ 

คำแนะนำ...
อาหารประเภทโปรตีนที่ดีที่สุดได้แก่
พวกโปรตีนที่มีไขมันต่ำ  เช่น เนื้อไม่มีมัน (lean meats), สัตว์ปีก (poultry)
และเนื้อปลา  และอาหารประเภทถั่ว (เต้าหู้)

อาหารประเภทไขมัน (Fats)
ไขมัน (fats) เป็นอีกส่วนหนึ่งของอาหารที่มีความสำคัญ
และเราต้องจำเอาไว้ว่า ไขมันให้พลังงานได้มากกว่าพวก CHO และโปรตีนถึงเท่า
ตัว  และการจำกัดอาหารประเภทไขมัน  ย่อมเป็นประโยชน์ในด้านช่วย
ควบคุมน้ำหนักตัว และป้องกันไม่ให้เกิดโรคของหัวใจ และเส้นเลือด

อาหารไขมันจะพบได้ใน:
·         เนย (butter) และ เนยเทียม (margaine)
·         น้ำมันพืช (vegetable oils, olive oil และ canola oil)
·         น้ำสลัดทั้งหลาย (salad dressing, mayonnaise)
·         ผลไม้เปลือกแข็งทั้งหลาย (nut), พวกเมล็ด
·         อาหารประเภท เนื้อ เนื้อวัว, เนยแข็ง...

ไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้แก่ไขมันที่ได้จากพืชทั้งหลาย

<< BACK      NEXT  >>  Understanding carbohydrate

เมื่อต้องมีชีวิตร่วมกับโรคเบาหวาน... (Living with type 2 Diabetes)

April 16, 2013

เมื่อท่านถูกวินิจว่าเป็นโรคเบาหวานประเภทสอง...
ท่านจะต้องดูแลสุขภาพของท่านอย่างดีที่สุด
ซึ่งจะทำให้การรักษาโรคของท่านได้ง่าย และสามารถลดอันตราย
จากการเกิดภาวะแทรกซ้อในโรคเบาหวานได้

 

การดูแลตนเอง (Self care)

การดูแลตนเอง ถือเป็นส่วนสำคัญในการดำเนิืนชีวิตประจำวัน
ซึ่งเราหมายความถึงความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเองในทุกๆ ด้าน
และมีความรู้สึกเป็นสุขจากการมีสุขภาพที่ดี

ในการดูแลตัวเอง ประกอบด้วยการทำให้สุขภาพของตนเองมีสุขภาพดี
การคงสภาพทั้งกาย และใจให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์, ป้องกันไม่ให้เกิดโรค
หรืออุบัติเหตุ  ตลอดรวมถึงการดูแลรักษาความเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย
และโรคประจำตัวให้อยู่ภายใต้การควบคุม 

สำหรับคนที่ต้องมีชีวิตร่วมกับโรคประจำตัวในระยะยาว  โรคไม่ทางหายขาด
เช่น การเป็นโรคเบาหวาน  และโรคความดันโลหิตสูง  
การดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม  สามารถทำให้เขาสามารถ
ดำเนินชีวิตได้ยืนยาว มีคุณภาพชีวิตทีดีขึ้น พึงพาตนเองได้
และที่สำคัญสามารถทำให้ตนองมีความรู้สึกดี, ไม่ความเครียด,
และไม่มีความซึมเศร้า และอื่น ๆ 

ทำการตรวจสอบเป็นประจำ (Regular review)

เมื่อท่านเป็นโรคเบาหวาน...
เนื่องจากมันเป็นโรคเรื้อรัง  จะอยู่กับท่านไปตลอดชีวิต 
ดังนั้น ท่านจะต้องทำการติดต่อกับผู้ให้การดูแลรักษาโรคของท่านเป็นประจำ
การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ให้การรักษา  เป็นสิ่งที่ท่านพึงต้องกระทำ
เพราะจะทำให้ท่านสามารถปรึกษา สอบถามข้อสงสัย
ที่ท่านต้องการทราบเกี่ยวกับโรคของท่านได้

รับประทานอาหารสุขภาพ (Healthy eating)

มีบางท่านเข้าใจผิดคิดว่า ...
เมื่อเป็นโรคเบาหวานจะต้องรับประทานอาหารพิเศษผิดจากคนทั่วไป  ไม่แตก
ต่างกันเลย  ตามเป็นจริง  ท่านควรรับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย
โดยประกอบด้วยสารใยอาหารสูง, ผลไม้, ผักชนิดต่าง ๆ, 
มีปริมาณของไขมัน, เกลือ และ น้ำตาลต่ำ

อาหารชนิดต่างๆ จะกระทบต่อคนเราในหลายทิศทางด้วยกัน
ดังนั้น ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า  เราจะต้องทราบว่า 
เราจะต้องรับประทานอาหารที่ให้ปริมาณน้ำตาล “กลูโกส” ซึ่งได้สัดส่วนกับอินซูลิน
ที่ท่านได้รับ  โดยนักโภชนาการสามารถวางแผนด้านอาหารให้แก่ท่านได้

การออกกำลังกายเป็นประจำ (Regular exercise)

เป็นที่ยอมรับกันว่า....
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดของท่านได้  
ดังนั้น ในกรณีที่ท่านเป็นโรคเบาหวาน 
ท่านจำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน

เหมือนกับคนอื่นทั่วไป...
ท่านควรตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า  อย่างน้อย ๆ ท่านจะต้องออกกำลังกาย
ได้ 150  นาที ( 2 ชั่วโมงครึ่ง) ต่อหนึ่งอาทิตย์  ด้วยการออกกำลังกายชนิด แอโรบิค 
ด้วยแรงพอประมาณ  เช่น ปั่นจักรยาน, หรือ เดินเร็ว

อย่างไรก็ตาม  ถ้าท่านไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ท่านควรปรึกษา
แพทย์ผู้ให้การรักษาก่อน

เนื่องจากการออกกังกายสามารถกระทบต่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
ได้  ดังนั้น  ตัวท่านเองพร้อมแพทย์ผู้ให้การรักษา  อาจต้องทำการปรับขนาด
หรือปริมาณของ “อินซูลิน”  หรือ “อาหาร”  เพื่อทำให้ระดับของน้ำตาลในกระ
แสเลือดคงสภาพที่แน่นอนได้

ไม่สูบบุหรี่ (Do not smoke)

เพียงแค่เป็นโรคเบาหวาน...
ท่านก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางระบบเส้นเลือดและหัวใจแล้ว 
(heart attack และ stroke)  ถ้าท่านยังสูบบุหรีอีกด้วย  
ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวให้มากขึ้นไปอีก
นอกจากนั้น  การสูบบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในปอดได้อีกต่างหาก

ลดการดื่มลง (Limit alcohlol)

สำหรับท่านที่เป็นเบาหวาน...
การดื่มพอประมาณคงไม่เป็นไร  และไม่ควรดื่มในขณะท้องว่าง
เพราะ แอลกอฮอล์สามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ สูง หรือ
ต่ำได้  ทั้งนี้ขึนกับปริมาณของแอลกอฮอล์ที่ท่านดื่ม  หากท่านดื่มมากจะทำให้
ร่างกายกายเกิดภาวะต้านอินซูลิน (insulin resistance) 

การดื่มแอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการรักษาด้วยอินซูลิน
และมีผลกระทบต่อการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด  ดังนั้น หากท่าน
เป็นดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว....ให้ดื่มพอประมาณ  ระวังอย่างดื่มมากเกินไป
เพราะอันตรายมันเป็นของท่านเอง หาใช้ใครอื่นไม่

รักษาสูขภาพให้ดี (Keeping well)

คนเป็นโรคเรื้อรังทั้งหลาย  รวมทั้งโรคเบาหวาน  จะได้คำแนะนำให้ได้รับวัคซีน
สำหรับป้องกันโรคต่าง ๆ เช่น โรคหวัดใหญ่ (flu)}, โรคปอดอักเสบจากเชื้อ 
pneumococcal  ด้วยการฉีด pneumococcal vaccination สามารถทำให้เขารอดพ้น
จากการเป็นโรคPneumococcal pneumonia ได้

ให้หมั่นดูแลเท้าของตนองให้ดี (Look after your feet)
ใครก็ตามที่เป็นโรคเบาหวาน...
ท่านมีโอกาสเกิดปัญหาที่เท้าได้เสมอ  เป็นต้นว่า มีแผลที่เท้า
และมีเท้าอักเสบจากรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อยได้

ที่เป็นเช่นนั้น  เพราะการไหลเวียนของเลือดในบริเวณของคนเป็นโรคเบาหวาน
มักจะไม่ค่อยจะดี  ประกอบกับการมีน้ำตาลในเลือดสูง  ยิ่งสามารถทำให้เกิดอันตราย
ต่อเส้นประสาท เป็นเหตุให้เกิดอาการชา  ไร้ความรู้สึกแม้จะมีแผล 
หรือการอักเสบที่บริเวณเท้า...

เพื่อเป็นการป้องกันไมให้เกิดมีปัญหาขึ้นที่เท้า...
ท่านควรหมั่นดูแลเท้าทุกวันด้วยการทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำอุ่น  สรวมรองเท้าที่เหมาะสม
หากมีแผลเกิดขึ้น  แม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องพบแพทย์ทันที

ทั้งหมดที่กล่าวมา  เป็นเรื่องของท่านที่เป็นโรคเบาหวานจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งคัด