แม้ว่าเรา (แพทย์) จะไม่สามารถรักษาโรค “เนื้อเกี่ยวพัน..ชนิดร่วม” ให้หายขาดได้ก็ ตาม แต่เราก็สามารถช่วยให้อาการของท่านทุเลาลงได้
ในกรณีที่โรคของท่านมีอาการไม่มาก ท่านอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใด ๆ เลย
ท่านจะได้รับการรักษาก็ต่อเมื่อ ท่านมีอาการของรุนแรงเท่านั้น
การรักษานั้น อาจเป็นการรักษาเฉพาะในขณะที่คุณมีอาการ และคุณอาจได้รับการ รักษาด้วย ยาตลอดไปก็ได้:
การรักษาด้วยยา (Medications) ได้แก่:
o Corticosteroids:
จัดเป็นกลุ่มยาที่ใช้กันบ่อยที่สุด ใช้ในคนไข้ที่เป็นโรค เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (MCTD)
ยาที่ใช้ คือ prednisolone ให้เพื่อควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ให้มันทำลายเซลล์ตัวเอง และช่วยลดการอักเสบลง
ในการรักษาด้วยยาในกลุ่มนี้ สิ่งที่คุณจะต้องระวัง คือ อันตรายจากการรับประทานยาในขนดสูง ๆ เป็นระยะเวลาอันยาวนาน ซึ่งสามารถทำให้ท่านเกิดผลอันไม่พึงประสงค์ เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ระดับน้ำตาลในเลือดสูง เพิ่มความดันโลหิต หรือ ทำให้เกิดเป็นต้อกระจกได้
o NSAIDS:
ยาในกลุ่มนี้ นอกจากลดอาการปวด ยังช่วยลดการอักเสบที่เกิดจากโรค เช่น ibuprofen, naproxen sodium
ในการใช้ยาในกลุ่มนี้เป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่นมีเสียง ในหู ปัญหาเรื่องโรคหัวใจ เป็นอันตรายต่อตับ และไตได้
o Other immunosuppressive drugs:
ถ้าหากอาการของคุณรุนแรง หรือมีลักษณะคล้ายพวกโรค “lupus” แพทย์เขาอาจเริ่มให้การรักษาแบบโรค “lupus”ก็ได้
นั่นเป็นแนวทางของการรักษาโรค MCTD อย่างสั้น ๆ....
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
MCTD: Causes (3)
ความขัดแย้งในสังคม จากเล็กไปหาใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร ?
หากสืบสาวให้ดี...
พอจะหาได้ ว่ามาจากสาเหตุอะไร ?
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรานี้ซิ เป็นเรื่องที่แปลก แต่เป็นเรื่องจริง และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวของเราเอง
เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับระบบ ภูมิคุ้มกันของเราเอง ซึ่งทำงานผิดปกติ หรือผิดเพี้ยนไป
เป็นความผิด...ที่ระบบภูมิคุ้มกันแทนที่จะทำหน้าที่ปกป้องตัวเรา มันหันกลับมาเข้าใจผิดว่า เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของเราเองแท้ๆ เป็นของแปลกปลอมไปเสียนี่
พวกศรศิลป์ไม่กินกัน โดยเฉพาะคนสูงอายุ อย่างดีก็แค่ไม่ชอบหน้ากันเท่านั้น
แต่เจ้าโรคที่ว่านี่....มันจัดการ ทำลายตัวเองในรูแบบต่าง ๆ ซะนี่
โรคของ MCTD ซึ่งเป็นโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวกัน ชนิดร่วม ก็เช่นกัน
ระบบคุ้มกันตัวเราเอง เข้าใจผิดว่า เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของตนเอง เป็นสิ่งแปลกปลอม มันจึงถูก ทำลายโดย antibody ที่ภูมิตานทานสร้างขึ้น
ในขณะนี้ เราไม่ทราบหรอกว่าอะไรกันแน่ที่เป็นเหตุให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดทำงานผิดปกติ แต่เรามีความสงสัยว่า “ไวรัส” หลายตัว อาจมีส่วนร่วม ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้หรือไม่?
หรือว่าเกิดจากสารเคมีบางตัว เช่น “Vinyl chloride” และพวก “Silica” หรือ
ปัจจัยทางพันธุกรรม มีส่วนทำให้เกิดหรือเปล่า ?
กล่าวโดยสรุป เราไม่ทราบเลยว่า อะไรเป็นตัวไปกระทุ้งให้ระบบภูมิต้านทานของเรา มี พฤติกรรมเช่นนั้นได้
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร ?
หากสืบสาวให้ดี...
พอจะหาได้ ว่ามาจากสาเหตุอะไร ?
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรานี้ซิ เป็นเรื่องที่แปลก แต่เป็นเรื่องจริง และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวของเราเอง
เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับระบบ ภูมิคุ้มกันของเราเอง ซึ่งทำงานผิดปกติ หรือผิดเพี้ยนไป
เป็นความผิด...ที่ระบบภูมิคุ้มกันแทนที่จะทำหน้าที่ปกป้องตัวเรา มันหันกลับมาเข้าใจผิดว่า เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของเราเองแท้ๆ เป็นของแปลกปลอมไปเสียนี่
พวกศรศิลป์ไม่กินกัน โดยเฉพาะคนสูงอายุ อย่างดีก็แค่ไม่ชอบหน้ากันเท่านั้น
แต่เจ้าโรคที่ว่านี่....มันจัดการ ทำลายตัวเองในรูแบบต่าง ๆ ซะนี่
โรคของ MCTD ซึ่งเป็นโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวกัน ชนิดร่วม ก็เช่นกัน
ระบบคุ้มกันตัวเราเอง เข้าใจผิดว่า เนื้อเยื่อเกี่ยวพันของตนเอง เป็นสิ่งแปลกปลอม มันจึงถูก ทำลายโดย antibody ที่ภูมิตานทานสร้างขึ้น
ในขณะนี้ เราไม่ทราบหรอกว่าอะไรกันแน่ที่เป็นเหตุให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดทำงานผิดปกติ แต่เรามีความสงสัยว่า “ไวรัส” หลายตัว อาจมีส่วนร่วม ทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้หรือไม่?
หรือว่าเกิดจากสารเคมีบางตัว เช่น “Vinyl chloride” และพวก “Silica” หรือ
ปัจจัยทางพันธุกรรม มีส่วนทำให้เกิดหรือเปล่า ?
กล่าวโดยสรุป เราไม่ทราบเลยว่า อะไรเป็นตัวไปกระทุ้งให้ระบบภูมิต้านทานของเรา มี พฤติกรรมเช่นนั้นได้
MCTD: Symptoms (2)
อย่างที่เกริ่นนำมาก่อนว่า ทรัพยากรใดก็แล้วแต่ ตราบในที่ยังไม่มีใบแสดงสิทธิ์ว่า ตนเป็น เจ้าของ ...
คนที่มีส่วนในกรณีพิพาท คงพูดด้วยประโยคคล้าย ๆกันว่า....
“มันเป็นของข้าฯ...”
แต่ก็ไม่มีใครสามารถตัดสินได้ว่า....มันเป็นของใคร
คนที่มาด้วยโรค “เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ชนิดร่วม” (mixed connective tissue disease) ก็ คงเป็นเช่นเดียวกัน
จะบอกว่า มันเป็นอาการของโรค Lupus หรือ scleroderma หรือ polymyositis เราก็ไม่สามารถบอกได้ เพราะทั้งสามโรคต่างมีอาการร่วมเหมือนกัน ดังนี้:
• Raynaud’s phenomenon คนไข้มาด้วยอาการของเส้นเลือดนิ้วมือหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงนิ้วมือไม่พอเพียง...ก่อให้เกิดอาการขึ้น
• มีอาการเหนื่อยเพลีย (fatigue)
• มีอาการปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกไม่สบาย
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (myalgia)
• ปวดข้อ (arthralgia)
• มีไข้ต่ำๆ (low grade fever)
• มีข้อบวม (joint swelling)
• มือบวม นิ้วบวม
Raynaud’s phenomenon อาจปรากฏก่อนที่จะมีอาการอย่างอื่น เป็นเวลานานปี
เมื่อเวลาผ่านไป คนไข้อาจมีอะไรบางอย่าง ปรากฏขึ้นกับอวัยวะสำคัญ ๆ เช่น ผิวหนัง ข้อ ต่างๆ กล้ามเนื้อ หัวใจ ปอด กระเพาะลำไส้ ไต ระบบประสาท และเม็ดเลือด
เมื่อนั้นแหละ ท่าน และแพทย์ของท่านจะต้อง ทำงานร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่า
“ท่านเป็นโรคอะไรกัน...?”
คนที่มีส่วนในกรณีพิพาท คงพูดด้วยประโยคคล้าย ๆกันว่า....
“มันเป็นของข้าฯ...”
แต่ก็ไม่มีใครสามารถตัดสินได้ว่า....มันเป็นของใคร
คนที่มาด้วยโรค “เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ชนิดร่วม” (mixed connective tissue disease) ก็ คงเป็นเช่นเดียวกัน
จะบอกว่า มันเป็นอาการของโรค Lupus หรือ scleroderma หรือ polymyositis เราก็ไม่สามารถบอกได้ เพราะทั้งสามโรคต่างมีอาการร่วมเหมือนกัน ดังนี้:
• Raynaud’s phenomenon คนไข้มาด้วยอาการของเส้นเลือดนิ้วมือหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงนิ้วมือไม่พอเพียง...ก่อให้เกิดอาการขึ้น
• มีอาการเหนื่อยเพลีย (fatigue)
• มีอาการปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกไม่สบาย
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (myalgia)
• ปวดข้อ (arthralgia)
• มีไข้ต่ำๆ (low grade fever)
• มีข้อบวม (joint swelling)
• มือบวม นิ้วบวม
Raynaud’s phenomenon อาจปรากฏก่อนที่จะมีอาการอย่างอื่น เป็นเวลานานปี
เมื่อเวลาผ่านไป คนไข้อาจมีอะไรบางอย่าง ปรากฏขึ้นกับอวัยวะสำคัญ ๆ เช่น ผิวหนัง ข้อ ต่างๆ กล้ามเนื้อ หัวใจ ปอด กระเพาะลำไส้ ไต ระบบประสาท และเม็ดเลือด
เมื่อนั้นแหละ ท่าน และแพทย์ของท่านจะต้อง ทำงานร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ว่า
“ท่านเป็นโรคอะไรกัน...?”
Mixed connective tissue disease: Basic (1)
เริ่มต้นชื่อโรคเป็นภาษาอังกฤษ เป็นประโยคยาวเฟื้อย
แค่ชื่อก็ไม่อยากจะจำแล้ว จะถอดความเป็นภาษาของเราไม่ให้มันเชย...
เราจะใช้คำอย่างไรดี ?
“Mixed connective tissue disease”
Mixed หมายถึง “ร่วม” หรือ “ผสม” เหมือนเอา “กบ” “เขียด” และ “ คางคก” ใส่ในภาชนะอันเดียวกัน...มองในที่มืด รับรองไม่มีทางบอกได้ว่า ตัวไหนเป็นกบ
“Connective tissue” หมายถึง “เนื้อเยื้อเกี่ยวพันกัน”
Disease หมายถึงโรค
เมื่อนำมารวมกันเข้า (mixed + connective tissue + disease) ถอดความเป็น ภาษาไทยได้ความว่า เป็นโรคของเนื้อเยื้อเกี่ยวพัน ชนิดผสม (...ไม่รู้ว่าโรคที่ว่านั้น เป็นโรค อะไร เหมือน ๆ กับกบ และคางคงนั่นแหละ)
ถอดเป็นภาษาไทยแล้ว มันยังรู้สึกว่า...เราน่าจะแปลได้ดีกว่านี้ ?
มันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน-ร่วม โดยมีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำงานผิดปกติไป ทำให้เกิดมีอาการคาบเกี่ยว (overlapping…) ของโรค 3 ชนิด ซึ่ง ได้แก่ โรค lupus , scleroderma และ polymyositis
เมื่อเราเจออาการของคนไข้ เราไม่สามารถบอกได้ว่า อาการที่ปรากฏนั้นเป็นของโรคอะไร ซึ่งในระยะแรกๆ ที่คนไข้มาหาเรา มักจะวินิจฉัยว่า คนไข้รายนั้น ๆ เป็นโรค “ลูปัส”
เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง หากมีอาการ และอาการแสดงเปลี่ยนแปลงไป เมื่อนั่นแหละการวินิจฉัยจะถูกเปลี่ยนไป
คนเป็นโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งมีอาการร่วม โดยเราไม่รู้ว่า เป็นอาการของโรคอะไรใน ระหว่างนั้น มักจะเกิดขึ้นกับคนไข้ที่เป็นเพศหญิง ซึ่งมีอายุในช่วง 20 – 30
นานๆ ครั้งอาจเห็นในเด็กได้บ้าง
แค่ชื่อก็ไม่อยากจะจำแล้ว จะถอดความเป็นภาษาของเราไม่ให้มันเชย...
เราจะใช้คำอย่างไรดี ?
“Mixed connective tissue disease”
Mixed หมายถึง “ร่วม” หรือ “ผสม” เหมือนเอา “กบ” “เขียด” และ “ คางคก” ใส่ในภาชนะอันเดียวกัน...มองในที่มืด รับรองไม่มีทางบอกได้ว่า ตัวไหนเป็นกบ
“Connective tissue” หมายถึง “เนื้อเยื้อเกี่ยวพันกัน”
Disease หมายถึงโรค
เมื่อนำมารวมกันเข้า (mixed + connective tissue + disease) ถอดความเป็น ภาษาไทยได้ความว่า เป็นโรคของเนื้อเยื้อเกี่ยวพัน ชนิดผสม (...ไม่รู้ว่าโรคที่ว่านั้น เป็นโรค อะไร เหมือน ๆ กับกบ และคางคงนั่นแหละ)
ถอดเป็นภาษาไทยแล้ว มันยังรู้สึกว่า...เราน่าจะแปลได้ดีกว่านี้ ?
มันเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน-ร่วม โดยมีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำงานผิดปกติไป ทำให้เกิดมีอาการคาบเกี่ยว (overlapping…) ของโรค 3 ชนิด ซึ่ง ได้แก่ โรค lupus , scleroderma และ polymyositis
เมื่อเราเจออาการของคนไข้ เราไม่สามารถบอกได้ว่า อาการที่ปรากฏนั้นเป็นของโรคอะไร ซึ่งในระยะแรกๆ ที่คนไข้มาหาเรา มักจะวินิจฉัยว่า คนไข้รายนั้น ๆ เป็นโรค “ลูปัส”
เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง หากมีอาการ และอาการแสดงเปลี่ยนแปลงไป เมื่อนั่นแหละการวินิจฉัยจะถูกเปลี่ยนไป
คนเป็นโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งมีอาการร่วม โดยเราไม่รู้ว่า เป็นอาการของโรคอะไรใน ระหว่างนั้น มักจะเกิดขึ้นกับคนไข้ที่เป็นเพศหญิง ซึ่งมีอายุในช่วง 20 – 30
นานๆ ครั้งอาจเห็นในเด็กได้บ้าง
วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Raynaud’s Disase: แนวทางการรักษา....(3)
ได้กล่าวมาแล้วว่า โรค Raynaud’s เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับนิ้วมือ นิ้วเท้า โดยมีสาเหตุมา จากเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงนิ้วมือ... หดตัวอย่างมากมาย หดอย่างไม่เหมาะสม
โดยมีแรงกระตุ้นที่ทำให้เกิดไม่มากนัก
หากเราสามารถตรวจพบปัญหา ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอาการขึ้น จำเป็นต้องได้รับการเยียวยา รักษา
ในการรักษาภาวะดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการรักษาตรงจุด เช่น หลีกเลี่ยงไม่ให้อาการเลวลง
ให้มือ หรือเท้าที่มีอาการได้รับความอบอุ่น หลีกเลี่ยงจากแรงกด-บีบ หรือแรงสะเทือน (vibration)
ทำให้เกิดอารมณ์ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงจากความกดดัน (stress) ทางจิตใจ ซึ่งถือว่าได้ มีประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวเช่นกัน
หลีกเลี่ยงจากยา ที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว (vascular constriction) เช่น ยาลดความดัน โลหิตสูง เช่น กลุ่ม Beta-blocker, ยารักษาอาการปวดศีรษะ “ไมเกรน” (ergotamine) และยาคุมกำเนิด (contraceptive drugs)
สูบบุหรี่ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะสาร nicotine สามารถทำให้เส้นเลือดหดตัวได้เช่นกัน
ในการรักษาด้วยยา ที่สามารถขยายหลอดเลือด (vasodilatation) ถือว่าเป็นวิธีการที่ดี นอกจากได้ผลดีแล้ว ยังปลอดภัยอีกด้วย
ยาที่นิยมใช้ในการรักษา คือยาในกลุ่ม calcium channel blocker ที่ใช้กันอยู่เสมอ คือ nefedipine ผลจากการใช้ยาดังกล่าว ทำให้ลดความดันโลหิต ท้องผูก และเกิดอาการ บวมที่บริเวณข้อเท้า
นอกเหนือจากยา ยังมีการผ่าตัดเส้นประสาท “sympathectomy” เป็นการตัดคลื่นประสาทที่ทำหน้าที่นำคลื่นประสาท “ทำให้เส้นเลือดหดตัว” ไปยังมือ และเท้า
วิธีการผ่าตัด จะสงวนไว้เฉพาะรายที่รุนแรงเท่านั้น (การผ่าตัด ไม่ใช้วิธีทำให้โรคหายได้ตลอดกาล)
ในกรณีที่เป็นไม่มาก ท่านสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ด้วยการให้ความอบอุ่นแก่มือ และเท้า หลีกเลี่ยงจากปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการ เช่น ความเย็น และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
นั่นคือแนวทางที่ท่านควรรู้เกี่ยวกับโรค Raynaud’s อย่างย่อ ที่สุด
รู้เอาไว้ไม่เสียหลาย ...
โดยมีแรงกระตุ้นที่ทำให้เกิดไม่มากนัก
หากเราสามารถตรวจพบปัญหา ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอาการขึ้น จำเป็นต้องได้รับการเยียวยา รักษา
ในการรักษาภาวะดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการรักษาตรงจุด เช่น หลีกเลี่ยงไม่ให้อาการเลวลง
ให้มือ หรือเท้าที่มีอาการได้รับความอบอุ่น หลีกเลี่ยงจากแรงกด-บีบ หรือแรงสะเทือน (vibration)
ทำให้เกิดอารมณ์ผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงจากความกดดัน (stress) ทางจิตใจ ซึ่งถือว่าได้ มีประโยชน์จากการกระทำดังกล่าวเช่นกัน
หลีกเลี่ยงจากยา ที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว (vascular constriction) เช่น ยาลดความดัน โลหิตสูง เช่น กลุ่ม Beta-blocker, ยารักษาอาการปวดศีรษะ “ไมเกรน” (ergotamine) และยาคุมกำเนิด (contraceptive drugs)
สูบบุหรี่ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะสาร nicotine สามารถทำให้เส้นเลือดหดตัวได้เช่นกัน
ในการรักษาด้วยยา ที่สามารถขยายหลอดเลือด (vasodilatation) ถือว่าเป็นวิธีการที่ดี นอกจากได้ผลดีแล้ว ยังปลอดภัยอีกด้วย
ยาที่นิยมใช้ในการรักษา คือยาในกลุ่ม calcium channel blocker ที่ใช้กันอยู่เสมอ คือ nefedipine ผลจากการใช้ยาดังกล่าว ทำให้ลดความดันโลหิต ท้องผูก และเกิดอาการ บวมที่บริเวณข้อเท้า
นอกเหนือจากยา ยังมีการผ่าตัดเส้นประสาท “sympathectomy” เป็นการตัดคลื่นประสาทที่ทำหน้าที่นำคลื่นประสาท “ทำให้เส้นเลือดหดตัว” ไปยังมือ และเท้า
วิธีการผ่าตัด จะสงวนไว้เฉพาะรายที่รุนแรงเท่านั้น (การผ่าตัด ไม่ใช้วิธีทำให้โรคหายได้ตลอดกาล)
ในกรณีที่เป็นไม่มาก ท่านสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ด้วยการให้ความอบอุ่นแก่มือ และเท้า หลีกเลี่ยงจากปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการ เช่น ความเย็น และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
นั่นคือแนวทางที่ท่านควรรู้เกี่ยวกับโรค Raynaud’s อย่างย่อ ที่สุด
รู้เอาไว้ไม่เสียหลาย ...
Raynaud’s disease: Causes (2)
ในคนที่เป็นโรค Raynaud’s Disease ถือว่าเป็นสภาวะที่ผิดปกติจากการที่เส้นเลือดไป เลี้ยงนิ้วมือ เกิดการหดตัวอย่างมาก
จะว่า เป็นการหดตัวไม่เหมาะสมก็ย่อมได้
โดยที่มีตัวไปกระตุ้นให้เกิดอาการเช่นนั้นน้อยมาก
ทำไมเป็นเช่นนั้น ยังไม่มีใครทราบ แต่ผลที่เกิดขึ้น คนไข้จะบอกให้ทราบว่า
นิ้วมือของเขาจะซีด เย็น ลงท้ายจะมีสีแดงช้ำ
มีอาการปวด ชา เหมือนกับว่า มีเข็มทิ่มตำเอา
ถ้าเป็นพวกฝรั่งจะพบว่า มีจมูกแดงช้ำปรากฏใหเห็นด้วย
ส่วนคนไทย ผู้เขียนยังไม่เคยพบเห็น..
ในบางครั้ง เราจะพบอาการดังกล่าว เป็นส่วนประกอบของโรคอย่างอื่น และเราเรียกภาวะ เช่นนี้ว่า Raynaud’s phenomenan.
โรคที่ทำให้เกิดมีอาการ Raynaud’s phenomenon
จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของคนเรา (automimmune disease) ซึ่งมันเข้าใจผิดคิดว่า เนื้อเยื้อของเราเองเป็นสิ่งแปลกปลอม หรือเป็นศัตรู....
ซึ่งได้แก่โรค Rheumatoid arthritis , systemic lupus erythematosus และ scleroderma หรือ โรคที่ไปทำลายหรืออุดตันเส้นเลือดโดยตรง
นอกเหนือไปจากนี้ คนไข้ที่ต่อมไทรอย์ด ทำงานน้อยไป (hypothyroidism) ก็สามารถทำให้เกิดภาวะเช่นนี้ได้เช่นกัน ซึ่งหากคนไข้ได้รับการรักษาโรคดังกล่าว สามารถทำให้อาการหายได้
จะว่า เป็นการหดตัวไม่เหมาะสมก็ย่อมได้
โดยที่มีตัวไปกระตุ้นให้เกิดอาการเช่นนั้นน้อยมาก
ทำไมเป็นเช่นนั้น ยังไม่มีใครทราบ แต่ผลที่เกิดขึ้น คนไข้จะบอกให้ทราบว่า
นิ้วมือของเขาจะซีด เย็น ลงท้ายจะมีสีแดงช้ำ
มีอาการปวด ชา เหมือนกับว่า มีเข็มทิ่มตำเอา
ถ้าเป็นพวกฝรั่งจะพบว่า มีจมูกแดงช้ำปรากฏใหเห็นด้วย
ส่วนคนไทย ผู้เขียนยังไม่เคยพบเห็น..
ในบางครั้ง เราจะพบอาการดังกล่าว เป็นส่วนประกอบของโรคอย่างอื่น และเราเรียกภาวะ เช่นนี้ว่า Raynaud’s phenomenan.
โรคที่ทำให้เกิดมีอาการ Raynaud’s phenomenon
จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของคนเรา (automimmune disease) ซึ่งมันเข้าใจผิดคิดว่า เนื้อเยื้อของเราเองเป็นสิ่งแปลกปลอม หรือเป็นศัตรู....
ซึ่งได้แก่โรค Rheumatoid arthritis , systemic lupus erythematosus และ scleroderma หรือ โรคที่ไปทำลายหรืออุดตันเส้นเลือดโดยตรง
นอกเหนือไปจากนี้ คนไข้ที่ต่อมไทรอย์ด ทำงานน้อยไป (hypothyroidism) ก็สามารถทำให้เกิดภาวะเช่นนี้ได้เช่นกัน ซึ่งหากคนไข้ได้รับการรักษาโรคดังกล่าว สามารถทำให้อาการหายได้
Raynaud’s Disease: Basic (1)
เธอเป็นสตรีไทย ผู้ใช้แรงงาน
ช่วยสามี ทำด้านด้านก่อสร้าง มีหน้าที่ขนดิน
“คุณหมอ....อิฉันปวด-ชาที่มือทั้งสอง
ทุกครั้งที่อิฉันหิ้วถังขนดิน อาการจะปรากฏ;
ระหว่างหิ้วถังขนดิน จะรู้สึกปวดที่มือทั้งสอง พอวางถังลง มือจะซีดขาว ตามด้วยผิวหนังสีแดง-ช้ำ กว่าอาการจะหายไป ต้องกินเวลานานพอสมควร”
นั่นคือเสียงของสตรี ผู้ไม่สมหวัง ไม่สามารถช่วยงานสามีตามปกติได้ ก่อนที่ผมจะพูด อะไรต่อ เธอก็ตั้งคำถามขึ้นว่า
“อีฉัน เป็นโรคอะไร ?”
ฟังคนไข้แล้ว ให้นึกถึงโรคหนึ่ง นาน ๆ จะพบที...
“Raynaud’s Dosease” หรือ “Raynaud’s phenomenon”
เส้นเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย สามารถหด และขยายตัวได้ ซึ่ง หมายความว่า ทำให้ขนาดของเส้นเลือดแคบ หรือขยายได้นั่นเอง
นั้นหมายความว่า ร่างกายของเราสามารถควบคุมการไหลเวียนของเลือด ที่ไปเลี้ยงอวัยวะที่ สำคัญ ๆ และแขนขาได้ โดยที่มันสามารถสนองตอบต่อการเปลี่ยนของร่างกาย ตลอดรวมไป ถึงสภาพแวดล้อมด้านอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงของเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น สามารถพบเห็นได้ชัดที่บริเวณผิวหนัง เช่น เมื่อเวลามีเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้น ๆ เพิ่มมากขึ้น จะพบผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือเป็นสีชมพู ซึ่งเราจะพบเห็นในกรณีที่ถูกความร้อน หรือขณะตื่นเต้น
ผิวหนังจะเป็นซีดเผือดเมื่อ การไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนปลายถูกยับยั้งเอาไว้ เพื่อรักษาส่วน สำคัญของร่างกายเอาไว้ ให้คงสภาพของระดับความดันโลหิตให้เป็ยปกติ ซึ่งจะพบเห็นในขณะที่คนเรา ตกอยู่ภายใต้ความกดดัน (stress)ของจิตใจ เช่น กรณีตื่นเต้น
กรณีที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายถูกสกัดกั้น (vasoconstriction) เราสามารถพบเห็น ได้ง่ายที่บริเวณนิ้วมือ นิ้วเท้า
คนส่วนใหญ่ที่โรค Raynaud's... ดังกล่าว จะพบเห็นในฤดูหนาวกัน และอาการที่ปรากฏจะมากหรือ น้อย มันขึ้นกับตัวบุคคลแต่ละราย
ช่วยสามี ทำด้านด้านก่อสร้าง มีหน้าที่ขนดิน
“คุณหมอ....อิฉันปวด-ชาที่มือทั้งสอง
ทุกครั้งที่อิฉันหิ้วถังขนดิน อาการจะปรากฏ;
ระหว่างหิ้วถังขนดิน จะรู้สึกปวดที่มือทั้งสอง พอวางถังลง มือจะซีดขาว ตามด้วยผิวหนังสีแดง-ช้ำ กว่าอาการจะหายไป ต้องกินเวลานานพอสมควร”
นั่นคือเสียงของสตรี ผู้ไม่สมหวัง ไม่สามารถช่วยงานสามีตามปกติได้ ก่อนที่ผมจะพูด อะไรต่อ เธอก็ตั้งคำถามขึ้นว่า
“อีฉัน เป็นโรคอะไร ?”
ฟังคนไข้แล้ว ให้นึกถึงโรคหนึ่ง นาน ๆ จะพบที...
“Raynaud’s Dosease” หรือ “Raynaud’s phenomenon”
เส้นเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย สามารถหด และขยายตัวได้ ซึ่ง หมายความว่า ทำให้ขนาดของเส้นเลือดแคบ หรือขยายได้นั่นเอง
นั้นหมายความว่า ร่างกายของเราสามารถควบคุมการไหลเวียนของเลือด ที่ไปเลี้ยงอวัยวะที่ สำคัญ ๆ และแขนขาได้ โดยที่มันสามารถสนองตอบต่อการเปลี่ยนของร่างกาย ตลอดรวมไป ถึงสภาพแวดล้อมด้านอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงของเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้น สามารถพบเห็นได้ชัดที่บริเวณผิวหนัง เช่น เมื่อเวลามีเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้น ๆ เพิ่มมากขึ้น จะพบผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือเป็นสีชมพู ซึ่งเราจะพบเห็นในกรณีที่ถูกความร้อน หรือขณะตื่นเต้น
ผิวหนังจะเป็นซีดเผือดเมื่อ การไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนปลายถูกยับยั้งเอาไว้ เพื่อรักษาส่วน สำคัญของร่างกายเอาไว้ ให้คงสภาพของระดับความดันโลหิตให้เป็ยปกติ ซึ่งจะพบเห็นในขณะที่คนเรา ตกอยู่ภายใต้ความกดดัน (stress)ของจิตใจ เช่น กรณีตื่นเต้น
กรณีที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายถูกสกัดกั้น (vasoconstriction) เราสามารถพบเห็น ได้ง่ายที่บริเวณนิ้วมือ นิ้วเท้า
คนส่วนใหญ่ที่โรค Raynaud's... ดังกล่าว จะพบเห็นในฤดูหนาวกัน และอาการที่ปรากฏจะมากหรือ น้อย มันขึ้นกับตัวบุคคลแต่ละราย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)