เป็นที่รู้กันว่า โรคลมชักกระตุก ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
แต่ เรามียาที่สามารถควบคุมอาการชักในคนไข้ส่วนใหญ่ได้
ยาไม่สามารถแก้ปัญหาให้แก่คนไข้ แต่มันสามารถยุติ...ไม่ให้อาการลมชักเกิดขึ้น
ก่อนจะใช้ยารักษาด้วยยาลดอาการชัก
แพทย์จะต้องทำการวินิจฉัยโรคลมชักเสียก่อน
ในการถกปัญหา เรื่องความแตกต่างของยาที่ใช้รักษาโรค ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
เป้าหมายของการรักษาโรคลมชักด้วยยา คือทำไห้:
ไม่มีอาการชัก
ไม่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยา
ถ้าแพทย์ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตาทีกล่าวไว้ เราจะทำอย่างไรดี ?
สิ่งที่ท่านสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ท่านต้อง:
จงเปิดใจ ยอมรับกับแพทย์เกี่ยวกับอาการชักกระตุก ว่ามีผลกระทบต่อชีวิตของท่าน
เปิดใจยอมรับสิ่งรบกวนต่างๆ ที่เกิดจากยา ที่ท่านรับประทาน และ
ผลกระทบที่มีต่อชีวิต ว่า นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้
ท่านสามารถเอาชนะอาการอันไม่พึงประสงค์ได้ ด้วยการร่วมมือ
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งคัด อย่าหยุดกินยากันชัก
หรือเปลี่ยนขนาดของยา นอกเสียจากแพทย์เป็นคนสั่งให้ทำเช่นนั้น
ถ้าท่านลืมกินยา จงบอกแพทย์ด้วยความจริงใจ
ถ้าท่านถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรคลมชัก
สิ่งที่ท่านจะต้องทำ คือ เรียนรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องการโรค และยาที่นำมาใช้ในการรักษา
ซึ่งมีประเด็นที่พอจะเรียนรู้ดังต่อไปนี้:
ยาที่ใช้รักษาคนไข้ลมชักเรียก antiepileptic drugs or AEDs
ซึ่งอาจยุติอาการชักลงได้
และจากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ บอกว่า ยาต้านอาการชักที่ผลิตออกมาใหม่
ยังสามารถช่วยเสริมคุณภาพชีวิตให้แก่คนไข้ได้ดีขึ้น โดยลดผลข้างเคียงของยาลง
จากสถิติพบว่า สองในสามของคนไข้เมื่อได้รับยาต้านการชักดังกล่าว
หลังการับยาครั้งแรก หรือครั้งที่สองแล้ว จะทำให้เขาไม่มีอาการ
ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่ จะมีชีวิตโดยกินยาไปตลอด เป็นเวลาหลายปี
ชักกระตุก คืออะไร ?
อาการชักกระตุก เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในเซลล์สมอง
โดยที่คลื่นประสาท (กระแสไฟฟ้า) ระหว่างเซลล์ประสาทที่มีตามปกติ
ถูกขัดขวางโดยฉับพลันด้วยคลื่นประสาทที่มีพลังมากผิดเกินเกิดขึ้น
เป็นเหตุให้เกิดชักกระตุกขึ้น
นอกจากอาการชักกระตุก มันยังสามารถกระทบต่ออย่างอื่นได้ด้วย
เช่น ความรู้สึกตัว การเคลื่อนไหว ความรู้สึก คำพูด อารมณ์ และ ความจำ
ยาที่นำมาใช้รักษาอาการชักกระตุก (antiepileptic drugs- AEDs)
มันช่วยได้อย่างไร ?
ยาต้านชักกระตุกทั้งหลาย ต่างเป็นสารเคมี ที่มีฤทธิ์ต่อสมอง
ซึ่งในปัจจุบัน มีมากกว่า 20 ตัว ขึ้นไป ถูกนำมาใช้ในการรักษาคนไข้ดังกล่าว
ยา ไม่สามารถทำให้โรคหาย แต่มันสามารถควบคุมอาการชักได้
หากเขารับประทานยาสม่ำเสมอ
ถ้าท่านเป็นโรคลมชัก แพทย์จะเป็นคนสั่งยาต้านชักให้
โดยยืนอยู่พื้นฐาน ของชนิดของโรคชักกระตุก ,อายุของคนไข้ , ผลข้างเคียงที่จะเกิดจากยา
คนไข้แต่ละคน มีการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกัน และ
ในการเลือกใช้ยา จะมีการลองผิดลองถูก เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาคนไข้
แนวทางในการใช้ยาต้านอาการชักตัวใหม่:
มียาที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคชักกระตุกจำนวนมากมาย
ซึ่ง นานนับศตวรรษ บางที อาจนานเกิน 50 ปี
ผลดี และผลเสียของยา ต่างได้รับการศึกษากันอย่างกว้างขวาง
ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ มาเป็นเวลานานถึง 10 ปี
ท่านเชื่อไหมว่า การที่เราสามารถเรียนรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับเราได้
สามารถทำให้เราควบคุมโรคได้?
ผู้สันทัดในเรื่อง โรคต่าง ๆ ของสมอง และระบบประสาทส่วนกลาง
และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องชักกระตุก มีความเชื่อว่า
“ท่านควรเรียนรู้ทางเลือกต่าง ๆ ในการรักษา... สามารถช่วยให้ท่านควบคุมโรคของท่านได้”
เรามีหน้าที่ในการเรียนรู้...
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ได้ศึกษาทุกแง่มุมเกี่ยวกับยาใหม่ ๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคลมชัก
ผู้เชี่ยวชาญ เขาจะเป็นผู้ทำการศึกษา และรวบรวมข้อมูลให้เราได้ศึกษา
ยาใหม่ ตัวใดเป็นยาที่ปลอดภัย และดีที่สุดสำหรับคนไข้เด็ก หรือ ผู้ใหญ่...
จึงเป็นหน้าที่ของเรา จะต้องศึกษาสิ่งที่เขาได้รวบรวมให้แก่เราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
มีบางกรณี ไม่มีข้อมูลเพียงพอให้เราตัดสินได้ว่า อะไรดี หรือไม่ดี...
แนวทางสำหรับการใช้ยา ?
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ได้ทำการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ พบว่า
มียาใหม่ 4 ตัว ที่เป็นยาต้านโรคลมชักกระตุก ที่พบว่าปลอดภัย และใช้ได้ผลดี
สำหรับคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคชมชัก
ยาทั้งสี่ตัว ที่ใช้รักษาคนเป็นลมชักกระตุก ซึ่งรู้ในชื่อ generic (ไม่เกี่ยวกับชื่อบริษัทขายยา)
ได้แก่:
Gabapentin
Lamotrigine
Oxcarbazepine และ
Topiramate
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ต่างแนะนำให้ใช้ยาพวกนี้ เพียงตัวเดียว (monotherapy)
สำหรับรักษาคนไข้ ที่พึ่งได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคลมชัก ทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก
ที่เป็นโรคชักกระตุก partial หรือ mixed seizures
สำหรับยาเก่า เป็นยาที่ดีสำหรับพวกนี้เช่นกัน
แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ไม่ได้ศึกษายาข้อมูลเกี่ยวกับยาเก่าเท่าที่ควร
Lamotrigine อาจเป็นยาที่เหมาะสำหรับเด็กที่เป็น epilepsy ที่ถูกวินิจฉัยใหม่
และเป็นชนิดที่ไม่มีอาการชักกระตุก (absence seizures)
ซึ่งเรารู้ในชื่อของ petit mal seizures
สำหรบยาเก่า สามารถใช้รักษาคนไข้ในลักษณะนี้ และได้ผลดีเช่นกัน
แต่ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่านั้นเอง
ถ้าท่านมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านสามารถปรึกษาแพทย์ว่า
ยาตัวดังกล่าวเหมาะสมกับท่านหรือไม่ ?
คำแนะนำต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ยาต้านอาการชัก มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างไร ?
ยาต้านอาการชัก ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษา มีดังนี:
Generic & Brand
carbamazepine ..............Tegretol, Carbatrol
gabapentin ....................Neurontin
lamotrigine ....................Lamictal
levetiracetam..................Keppra
oxcarbazepine................Trileptal
phenytoin ......................Dilantin
tiagabine ........................Gabitril
topiramate......................Topamax
zonisamide ....................Zonegran
ยาเหล่านี้ มักจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไข้โรคลมชักได้
โดยยาต้านอาการชักเหล่านี้ จะลดการเกิดอาการชักได้
หรือทำให้คนไข้เหล่านั้นปราศจากการเกิดอาการชักได้โดยสิ้นเชิง
ยาต้านอาการชัก (antiepileptic drugs)
คนไข้โรคลมชักสามารถเลือกใช้ เพื่อการรักษาตนเอง โดยที่มีผลข้างเคียงน้อยทีสุด
ที่สามารถทนได้ มันขึ้นกับคนไข้แต่ละคนเป็นสำคัญ
ก่อนใช้ยา เป็นสิ่งจำเป็นที่ท่านจะต้องพูดคุยกับแพทย์ คือ
ผลข้างเคียงของยา และ ตัวท่านยินดีที่ทนอยู่กับมัน
ท่านควรรู้อะไรเกี่ยวกับฤทธิ์อันไม่พึงประสงค์ของยา ?
ในการใช้ยาต้านอาการชัก ผลข้างเคียงบางอย่าง มันเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ
สำหรับตัวอื่นจะมีผลข้างเคียงตลอดไป ตราบใดที่ยังรับประทานตัวดังกล่าว
ผลข้างเคียงบางชนิด จะสัมพันธ์กับขนาดของยาที่รับประทาน
เพื่อ ควบคุมอาการชัก จำเป็นต้องใช้ยาขนาดสูง ซึ่งมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้สูง
ผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มันจะหายไปเมื่อหยุดยา
ยาต้านชักตัวใหม่ ส่วนใหญ่จะมีความปลอดภัยกว่ายาเก่ามาก
สิ่งที่ท่านต้องเรียนรู้ คือ ถามแพทย์ว่า มีผลข้างเคียงที่รุนแรงอะไร
ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถทำให้กลับเหมือนเดิมได้
นั่นคือสิ่งที่ทานจะต้องเรียนรู้ให้ได้
ยาที่ใช้ในการรักษาโรคลมชัก อาจกระทบกับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์
ยาบางตัว สามารถทำให้ประสิทธิภาพผลของยาคุมกำเนิดลดลง
และยาบางตัว สามารถทำให้เกิดเกิดความพิการแต่กำเนิดได้
อย่างไรก็ตาม ยาต้านอาการชักกลุ่มใหม่ ถูกเข้าใจว่าปลอดภัยสำหรับคนตั้งครรภ์
www.my.epilepsy.com/EPILEPSY/MEDICINE_USE?destination=node%2F254
วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555
Epilepsy Treatment: Basics
มีการรักษาต่าง ๆ หลายอย่าง ถูกนำมาใช้รักษาคนที่เป็นโรคลมชัก
การรักษาอย่างแรก คือ กาารรักษาด้วยยา Medications
ถ้ายาชนิดหนึ่งไม่ได้ผล เราอาจใช้ยาตัวอื่นได้
What ‘s First?
ในการรักษาสำหรับคนเป็นโรคลมชัก เริ่มต้นด้วยการพบแพทยฺ์ ถือเป็นก้าวแรก
จากนั้น แพทย์จะเป็นผู้ทำการวินิจฉัยว่า คนไข้เป็นโรคลมชัก จริง
ซึ่งการที่แพทย์เขาจะทำเช่นน้้นได้
เขาจำเป้นต้องอาศัยข้อมูลที่ได้จากประวัติความเจ็บปวย การตรวจร่างกาย
และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการตรวจพิเศษอื่น ๆ ที่จำเป็น
ภายหลังจากได้คำวินิจฉัยที่ถูกต้อง ก็จะนำไปสู่การรักษาต่อไป
การรักษาที่ว่า... คือการรักษาด้วยยา (medications) นั้นเอง
ซึ่งมียาสำหรับรักษาอาการชักหลายตัว แต่ละตัวต่างมีแนวโน้มที่จะทำงาน
ได้ดีสำหรับอาการชักจากสาเหตุหนึ่ง ดีกว่าลมชักจากสาเหตุอื่น
เป็นหน้าที่ของแพทย์เอง ว่า จะเลือกยาตัวใด โดยอาศัยปัจจัยต่อไปนี้
เช่น อายุคนไข้ , ชนิดของโรคที่ทำให้เกิดอาการชัก,
และโรคประจำตัวอื่น ๆ ของคนไข้ (ถ้ามี)
จากนั้น เป็นหน้าที่ของแพทย์ จะเป็นผู้เริ่มเปิดประเด็นเกี่ยวกับยาที่คนไข้จะได้รับเพื่อการรักษา
โดยหัวข้อที่คนไข้จะต้องรู้ คือ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น, จะใช้ยารักษาอย่างไร ?
ขนาดของยา และ รับประทานวันละกี่ครั้ง ? เมื่อเกิดมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น ควรทำอย่างไร?
รวมไปถึงการกลับมาพบแพทย์ในครั้งต่อไป ตามที่แพทย์นัดหมาย
นั่นเป็นเรื่องสำคัญที่แพทย & เภสัชกร จะต้องพุูดให้ชัดเจน
ซึ่งคนไข้จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งคัด.
Seizure medicines.
มีการรักษาหลายอย่าง ที่สามารถนำมาใช้ป้องกันอาการชักในโรค epilepsy
การรักษาแรกที่มักจะนำมาใช้ในการรักษา คือ ยาต่าง ๆ ซึ่งมีให้ใช้ในปัจจุบัน
และยาแต่ละชนิดต่างมีแนวโน้ม ที่จะได้ผลดีสำหรับลมชักบางชนิด ได้ดีกว่ายาตัวอื่น
และถ้าการใช้ยาแต่ละชนิด หากไม่ได้ผล แพทย์สามารถเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นได้
นั่นเป็นเรื่องที่คนไข้จะต้องมีส่วนรับรู้ และเข้าใจ
General Information
เป็นที่ทราบกันว่า โรคลมชัก หรือลมบ้าหมูนั้น ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
แต่เราสามารถใช้ยาควบคุมอาการชักของคนไข้ได้
ยารักษาคนไข้โรคลมชัก เรียกว่า "ยาต้านอาการชัก"
ไมสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดอาการชักได้เลย
มันเป็นแต่เพียงยุติอาการชักไม่ให้เกิดขึ้นเท่านั้น
และก่อนทีท่านจะกินยาดังกล่าว แพทย์จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า
ท่านเป็นโรคลมชักจริง
ยาต่าง ๆ ที่มีขายตามท้องตลาดในแต่ละประเทศมีได้ต่างกัน
จะขอนำเสนอไว้ทั้งหมดว่า ในปัจจุบันนี้ มียาอะไรบ้าง
ซึ่งได้แก่:
Banzel
Carbamazepine
Carbatrol®
Clobazam
Clonazepam
Depakene®
Depakote®
Depakote ER®
Diastat
Diazepam
Dilantin®
Ethosuximide
Ezogabine
Felbatol®
Felbamate
Frisium
Gabapentin
Gabitril®
Inovelon®
Keppra®
Keppra XR™
Klonopin
Lacosamide
Lamictal®
Lamotrigine
Levetiracetam
Lorazepam
Luminal
Lyrica
Mysoline®
Neurontin®
Oxcarbazepine
Phenobarbital
Phenytek®
Phenytoin
Potiga
Primidone
Rufinamide
Sabril
Tegretol®
Tegretol XR®
Tiagabine
Topamax®
Topiramate
Trileptal®
Valproic Acid
Vimpat
Zarontin®
Zonegran®
Zonisamide
SEIZURE FIRST AID
เมื่อท่านพบคนไข้เกิดมีลมชักขึ้น ไม่ว่าคนไข้รายนั้นจะเป็นลมชักกระตุกชนิดก็ตาม
ท่านสามารถช่วยเหลือเขาได้:
เมื่อพบคนชักกระตุก หลายคนจะรู้สึกว่า
ตนเองไม่พร้อมที่จะให้ ความช่วยเหลือคนไข้ภายใตสภาพดังกล่าวได้
เราลืมไปว่า เรามีเครื่องมือพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือคนไข้ได้อยู่แล้ว
นั่นคือ สามัญสำนึก (common sense)
คำแนะนำต่อไปนี้ เป็นเรื่องง่าย สามารถนำไปช่วยคนเกิดลมชักได้ทุกเมื่อ
เป็นการกระทำที่ประสานต่อเนื่องกัน
โรคชักกระตุกมีหลายชนิด เช่น generalized absence seizure หรือ
Complex partial seizures
ซึ่งจะทำให้คนไข้สูญเสียความรู้สึกตัวไปชั่วระยะสั้น ๆ
ไม่จำเป็นต้องให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด
ขั้นตอนการช่วยเหลือคนเป็นลมชัก มีดังนี้:
1. จงสงบเอาไว้ อย่าตื่นเต้น
2. ป้องกันบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น
ในขณะทีพบคนไข้กำลังชัก ท่านสามารถลงมือปฏิบัติการทันที
พร้อมกับป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับคนที่อยู่รอบข้างได้ รวมทั้งตัวท่านเอง
3. ดูแลตลอดระยะเวลาที่คนไข้มีอาการชัก
4. ให้คนไข้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด
5. กำจัดผู้คนที่ห้อมล้อมออกให้หมด...อย่าให้มีไทยมุงเป็นอันขาด
6. อย่าจับคนไข้ให้นอนราบเป็นอันขาด
7. อย่าพยายามใส่อะไรเข้าไปในปากของคนไข้เป็นอันขาด
ซึ่งจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเคยเข้าใจมาก่อน เพราะในระหว่างคนไข้มีอาการชัก
ลิ้นของเขาจะไม่ตกลงไปในลำคอ ทำให้เกิดการอุดตันการหายใจได้
ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องสอดนิ้วมือของท่านเข้าปากคนไข้ที่กำลังชักเลย..
8. อย่าให้น้ำดื่มแก่คนไข้ หรือให้ยา อาหารแก่คนไข้
จนกว่าเขาจะหายจากอาการชัก และรู้สึกตัวดีเป็นปกติก่อน
9. จงให้ความแนะนำกับคนอื่น ให้กระทำเช่นเดียวกันเพื่อช่วยให้คนไข้ปลอดภัย
10. หลังจากอาการชักหยุดลง ให้วางคนไข้นอนตะแคงโดยนึกเสมอว่า
หลังการชักคนไข้จะมีอาการอาเจียน ซึ่งจะเกิดก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวดี
ดังนั้น ศีรษะของคนไข้จะต้องอยู่ในท่านนอนตะแคงเพื่อให้อาหาร หรือ น้ำลายไหลลออกได้
ให้คนไข้อยู่ในท่านดังกล่าวจนกว่าจะฟื้น (ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 5 – 20 นาที)
นั่นเป็นแนวทางง่าย ๆ ที่ท่านสามารถให้ความช่วยเหลือแก่คนไข้ทีเป็นโรคลมชักได้
http://www.epilepsy.com/EPILEPSY/firstaid
การรักษาอย่างแรก คือ กาารรักษาด้วยยา Medications
ถ้ายาชนิดหนึ่งไม่ได้ผล เราอาจใช้ยาตัวอื่นได้
What ‘s First?
ในการรักษาสำหรับคนเป็นโรคลมชัก เริ่มต้นด้วยการพบแพทยฺ์ ถือเป็นก้าวแรก
จากนั้น แพทย์จะเป็นผู้ทำการวินิจฉัยว่า คนไข้เป็นโรคลมชัก จริง
ซึ่งการที่แพทย์เขาจะทำเช่นน้้นได้
เขาจำเป้นต้องอาศัยข้อมูลที่ได้จากประวัติความเจ็บปวย การตรวจร่างกาย
และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงการตรวจพิเศษอื่น ๆ ที่จำเป็น
ภายหลังจากได้คำวินิจฉัยที่ถูกต้อง ก็จะนำไปสู่การรักษาต่อไป
การรักษาที่ว่า... คือการรักษาด้วยยา (medications) นั้นเอง
ซึ่งมียาสำหรับรักษาอาการชักหลายตัว แต่ละตัวต่างมีแนวโน้มที่จะทำงาน
ได้ดีสำหรับอาการชักจากสาเหตุหนึ่ง ดีกว่าลมชักจากสาเหตุอื่น
เป็นหน้าที่ของแพทย์เอง ว่า จะเลือกยาตัวใด โดยอาศัยปัจจัยต่อไปนี้
เช่น อายุคนไข้ , ชนิดของโรคที่ทำให้เกิดอาการชัก,
และโรคประจำตัวอื่น ๆ ของคนไข้ (ถ้ามี)
จากนั้น เป็นหน้าที่ของแพทย์ จะเป็นผู้เริ่มเปิดประเด็นเกี่ยวกับยาที่คนไข้จะได้รับเพื่อการรักษา
โดยหัวข้อที่คนไข้จะต้องรู้ คือ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น, จะใช้ยารักษาอย่างไร ?
ขนาดของยา และ รับประทานวันละกี่ครั้ง ? เมื่อเกิดมีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น ควรทำอย่างไร?
รวมไปถึงการกลับมาพบแพทย์ในครั้งต่อไป ตามที่แพทย์นัดหมาย
นั่นเป็นเรื่องสำคัญที่แพทย & เภสัชกร จะต้องพุูดให้ชัดเจน
ซึ่งคนไข้จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งคัด.
Seizure medicines.
มีการรักษาหลายอย่าง ที่สามารถนำมาใช้ป้องกันอาการชักในโรค epilepsy
การรักษาแรกที่มักจะนำมาใช้ในการรักษา คือ ยาต่าง ๆ ซึ่งมีให้ใช้ในปัจจุบัน
และยาแต่ละชนิดต่างมีแนวโน้ม ที่จะได้ผลดีสำหรับลมชักบางชนิด ได้ดีกว่ายาตัวอื่น
และถ้าการใช้ยาแต่ละชนิด หากไม่ได้ผล แพทย์สามารถเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นได้
นั่นเป็นเรื่องที่คนไข้จะต้องมีส่วนรับรู้ และเข้าใจ
General Information
เป็นที่ทราบกันว่า โรคลมชัก หรือลมบ้าหมูนั้น ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้
แต่เราสามารถใช้ยาควบคุมอาการชักของคนไข้ได้
ยารักษาคนไข้โรคลมชัก เรียกว่า "ยาต้านอาการชัก"
ไมสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้เกิดอาการชักได้เลย
มันเป็นแต่เพียงยุติอาการชักไม่ให้เกิดขึ้นเท่านั้น
และก่อนทีท่านจะกินยาดังกล่าว แพทย์จะต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า
ท่านเป็นโรคลมชักจริง
ยาต่าง ๆ ที่มีขายตามท้องตลาดในแต่ละประเทศมีได้ต่างกัน
จะขอนำเสนอไว้ทั้งหมดว่า ในปัจจุบันนี้ มียาอะไรบ้าง
ซึ่งได้แก่:
Banzel
Carbamazepine
Carbatrol®
Clobazam
Clonazepam
Depakene®
Depakote®
Depakote ER®
Diastat
Diazepam
Dilantin®
Ethosuximide
Ezogabine
Felbatol®
Felbamate
Frisium
Gabapentin
Gabitril®
Inovelon®
Keppra®
Keppra XR™
Klonopin
Lacosamide
Lamictal®
Lamotrigine
Levetiracetam
Lorazepam
Luminal
Lyrica
Mysoline®
Neurontin®
Oxcarbazepine
Phenobarbital
Phenytek®
Phenytoin
Potiga
Primidone
Rufinamide
Sabril
Tegretol®
Tegretol XR®
Tiagabine
Topamax®
Topiramate
Trileptal®
Valproic Acid
Vimpat
Zarontin®
Zonegran®
Zonisamide
SEIZURE FIRST AID
เมื่อท่านพบคนไข้เกิดมีลมชักขึ้น ไม่ว่าคนไข้รายนั้นจะเป็นลมชักกระตุกชนิดก็ตาม
ท่านสามารถช่วยเหลือเขาได้:
เมื่อพบคนชักกระตุก หลายคนจะรู้สึกว่า
ตนเองไม่พร้อมที่จะให้ ความช่วยเหลือคนไข้ภายใตสภาพดังกล่าวได้
เราลืมไปว่า เรามีเครื่องมือพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือคนไข้ได้อยู่แล้ว
นั่นคือ สามัญสำนึก (common sense)
คำแนะนำต่อไปนี้ เป็นเรื่องง่าย สามารถนำไปช่วยคนเกิดลมชักได้ทุกเมื่อ
เป็นการกระทำที่ประสานต่อเนื่องกัน
โรคชักกระตุกมีหลายชนิด เช่น generalized absence seizure หรือ
Complex partial seizures
ซึ่งจะทำให้คนไข้สูญเสียความรู้สึกตัวไปชั่วระยะสั้น ๆ
ไม่จำเป็นต้องให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด
ขั้นตอนการช่วยเหลือคนเป็นลมชัก มีดังนี้:
1. จงสงบเอาไว้ อย่าตื่นเต้น
2. ป้องกันบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้น
ในขณะทีพบคนไข้กำลังชัก ท่านสามารถลงมือปฏิบัติการทันที
พร้อมกับป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับคนที่อยู่รอบข้างได้ รวมทั้งตัวท่านเอง
3. ดูแลตลอดระยะเวลาที่คนไข้มีอาการชัก
4. ให้คนไข้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด
5. กำจัดผู้คนที่ห้อมล้อมออกให้หมด...อย่าให้มีไทยมุงเป็นอันขาด
6. อย่าจับคนไข้ให้นอนราบเป็นอันขาด
7. อย่าพยายามใส่อะไรเข้าไปในปากของคนไข้เป็นอันขาด
ซึ่งจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเคยเข้าใจมาก่อน เพราะในระหว่างคนไข้มีอาการชัก
ลิ้นของเขาจะไม่ตกลงไปในลำคอ ทำให้เกิดการอุดตันการหายใจได้
ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องสอดนิ้วมือของท่านเข้าปากคนไข้ที่กำลังชักเลย..
8. อย่าให้น้ำดื่มแก่คนไข้ หรือให้ยา อาหารแก่คนไข้
จนกว่าเขาจะหายจากอาการชัก และรู้สึกตัวดีเป็นปกติก่อน
9. จงให้ความแนะนำกับคนอื่น ให้กระทำเช่นเดียวกันเพื่อช่วยให้คนไข้ปลอดภัย
10. หลังจากอาการชักหยุดลง ให้วางคนไข้นอนตะแคงโดยนึกเสมอว่า
หลังการชักคนไข้จะมีอาการอาเจียน ซึ่งจะเกิดก่อนที่เขาจะรู้สึกตัวดี
ดังนั้น ศีรษะของคนไข้จะต้องอยู่ในท่านนอนตะแคงเพื่อให้อาหาร หรือ น้ำลายไหลลออกได้
ให้คนไข้อยู่ในท่านดังกล่าวจนกว่าจะฟื้น (ซึ่งจะกินเวลาประมาณ 5 – 20 นาที)
นั่นเป็นแนวทางง่าย ๆ ที่ท่านสามารถให้ความช่วยเหลือแก่คนไข้ทีเป็นโรคลมชักได้
http://www.epilepsy.com/EPILEPSY/firstaid
Living with Epilepsy
ของเริ่มต้นด้วยประโยคที่ไม่มีใครชอบ..
เราจะอยู่รว่มกับโรคได้อย่างไร...โรคลมชัก ?
สิ่งที่น่ากังวลใจสุดสำหรับคนที่เป็นโรคลมชัก คือ
มันจะกระทบกับวิถีชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง?
กิจกรรมที่เขาต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวัน...
จะเป็นอย่างไร ?
ความกังวลอยางอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นได้
เช่น กระทบกับชีวิตครอบครัว, กระทบต่อความสัมพันธ์กับสมชิคคนอื่น ๆ ,
โรงเรียน , ในสถานที่ทำงาน หรือ ในงานรื่นเริง ?
เหล่านี้ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทั้งนั้น
ในการจัดการกับโรคลมชักของตนเองนั้น คนไข้จำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคลมชัก
ว่ามันจะกระทบกับเขาอย่างไรบ้าง ?
เขามีสิทธิ หรือ ความรับผิดชอบอะไรบ้าง และเขาจะค้นหาความช่วยเหลือจากใคร ?
และ มีแหล่งความรู้ที่ใหนบ้าง ?
เมื่อตั้งความปลอดภัยเป็นประเด็นหลัก
เขาจะต้องสร้าง หรือ ทำให้เกิดมีความสมดุล ระหว่างอยู่อย่างปลอดภัย กับ การดำเนินชีวิตให้ได้
การสร้างสมดุลดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสามัญสำนึกเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เขาจำเป็นต้องพึ่งพาการเรียนวิธีการสร้างความปลอดภัย
จากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ
FAMILY LIFE
โรคลมชักสามารถทำให้เกิดความเครียด และความกังวลใจให้แก่คนในครอบครัวได้อย่างมาก
ทุกคนในครอบครัว ต่างมีส่วนร่วมกับคนที่เป็นโรคดังกล่าวไม่มากก็น้อย
ดังนั้น แต่ละคนในครอบจะต้องเข้าใจว่า:
โรคลมชักคืออะไร ? รักษาอย่างไร?
และสามารถคาดการณ์ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ?
แน่นอน ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ขึ้นกับอายุ และการศึกษาของแต่ละคน
รวมถึงความสามารถของแต่ละคนด้วย
ครอบครัวถือว่าเป็นแหล่งที่คนไข้จะได้รับการร่่วมมือ และให้การสนับนุน
ซึ่งเป็นงานหนัก อดทน ให้ความเห็นอกเห้นใจ และ ต้องใช้เวลา
การสนับสนุนให้สมาชิคในครอบครัวเรียนรู้เรื่องโรคลมชัก
ถือเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุน และให้กำลังใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะสมาชิกในครบครัวทุกคน จะมีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้สึกให้แก่กันละกันได้
Education
เด็กเป็นโรคลมชักสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนได้ตามปกติ
บางครั้งเด้กอาจเกิดอาการลมชัก หรือผลข้างเคียงจากยารักษา
ซึ่งอาจกระทบกับกิจกรรมของเด็กได้
ในกรณีเช่นนี้ ครูในโรงเรียนจะต้องทราบ และสามารถปรับทุกอย่างให้เหมาะสม
ตลอดรวมถึงเพื่อนนักเรียน จะต้องเรียนรู้ และให้สามารอยู่ร่วมกับเด็กที่เป็นโรคดังกล่าวด้วย
นั่นเป็นเรื่องรับผิดชอบของครู จะต้องปลูกฝังจิตสำนึกด้านดี ๆ ทั้งหลายให้แก่เด็ก ๆ
Continue to Employment
แน่นอน คนเป็นโรคลมชัก อามีปัญหาในการหางานทำ
บางครั้ง การเดินทางอาจมีปัญหาขึ้นได้ คนไข้บางรายอาจได้รับการปรึกษา
ในสหรัฐฯ มีกฎหมายที่ออกเพื่อช่วยเหลือคนที่เป็นโรคลมชักเอาไว้ว่า...
ถ้าคนไข้สามารถทำงานได้....การไม่รับเขาทำงาน ถือว่าผิดกฎหมาย....
Safety
ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน
สำหรบคนไข้ที่เป็นโรคลมชัก ต้องแน่ใจว่าสภาพแวดลอมของคนไข้ต้องปลอดภัย
เวลาเกิดอาการชักขึ้นจะได้ไม่เป็นอันตรายได้
แนวทางสำหรับป้องกันอันตรายจากบาดเจ็บ
สำหรับคนไข้โรคลมชัก:
รักษาโรคลมชักอย่างดี
ลดผลข้างเคียงจากยา
ห้ามว่ายน้ำในสระคนเดียว
ออกกำลังกายให้สม่ำมสมอ
หลีกเลี่ยงจากที่สูง
ให้สรวมหมวกกันน๊อคสำหรับบางคน
p://www.epilepsy.com/EPILEPSY/living_epilepsy
เราจะอยู่รว่มกับโรคได้อย่างไร...โรคลมชัก ?
สิ่งที่น่ากังวลใจสุดสำหรับคนที่เป็นโรคลมชัก คือ
มันจะกระทบกับวิถีชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง?
กิจกรรมที่เขาต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวัน...
จะเป็นอย่างไร ?
ความกังวลอยางอื่น ๆ อาจเกิดขึ้นได้
เช่น กระทบกับชีวิตครอบครัว, กระทบต่อความสัมพันธ์กับสมชิคคนอื่น ๆ ,
โรงเรียน , ในสถานที่ทำงาน หรือ ในงานรื่นเริง ?
เหล่านี้ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทั้งนั้น
ในการจัดการกับโรคลมชักของตนเองนั้น คนไข้จำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคลมชัก
ว่ามันจะกระทบกับเขาอย่างไรบ้าง ?
เขามีสิทธิ หรือ ความรับผิดชอบอะไรบ้าง และเขาจะค้นหาความช่วยเหลือจากใคร ?
และ มีแหล่งความรู้ที่ใหนบ้าง ?
เมื่อตั้งความปลอดภัยเป็นประเด็นหลัก
เขาจะต้องสร้าง หรือ ทำให้เกิดมีความสมดุล ระหว่างอยู่อย่างปลอดภัย กับ การดำเนินชีวิตให้ได้
การสร้างสมดุลดังกล่าว ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสามัญสำนึกเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เขาจำเป็นต้องพึ่งพาการเรียนวิธีการสร้างความปลอดภัย
จากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ
FAMILY LIFE
โรคลมชักสามารถทำให้เกิดความเครียด และความกังวลใจให้แก่คนในครอบครัวได้อย่างมาก
ทุกคนในครอบครัว ต่างมีส่วนร่วมกับคนที่เป็นโรคดังกล่าวไม่มากก็น้อย
ดังนั้น แต่ละคนในครอบจะต้องเข้าใจว่า:
โรคลมชักคืออะไร ? รักษาอย่างไร?
และสามารถคาดการณ์ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น ?
แน่นอน ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ขึ้นกับอายุ และการศึกษาของแต่ละคน
รวมถึงความสามารถของแต่ละคนด้วย
ครอบครัวถือว่าเป็นแหล่งที่คนไข้จะได้รับการร่่วมมือ และให้การสนับนุน
ซึ่งเป็นงานหนัก อดทน ให้ความเห็นอกเห้นใจ และ ต้องใช้เวลา
การสนับสนุนให้สมาชิคในครอบครัวเรียนรู้เรื่องโรคลมชัก
ถือเป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุน และให้กำลังใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะสมาชิกในครบครัวทุกคน จะมีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้สึกให้แก่กันละกันได้
Education
เด็กเป็นโรคลมชักสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนได้ตามปกติ
บางครั้งเด้กอาจเกิดอาการลมชัก หรือผลข้างเคียงจากยารักษา
ซึ่งอาจกระทบกับกิจกรรมของเด็กได้
ในกรณีเช่นนี้ ครูในโรงเรียนจะต้องทราบ และสามารถปรับทุกอย่างให้เหมาะสม
ตลอดรวมถึงเพื่อนนักเรียน จะต้องเรียนรู้ และให้สามารอยู่ร่วมกับเด็กที่เป็นโรคดังกล่าวด้วย
นั่นเป็นเรื่องรับผิดชอบของครู จะต้องปลูกฝังจิตสำนึกด้านดี ๆ ทั้งหลายให้แก่เด็ก ๆ
Continue to Employment
แน่นอน คนเป็นโรคลมชัก อามีปัญหาในการหางานทำ
บางครั้ง การเดินทางอาจมีปัญหาขึ้นได้ คนไข้บางรายอาจได้รับการปรึกษา
ในสหรัฐฯ มีกฎหมายที่ออกเพื่อช่วยเหลือคนที่เป็นโรคลมชักเอาไว้ว่า...
ถ้าคนไข้สามารถทำงานได้....การไม่รับเขาทำงาน ถือว่าผิดกฎหมาย....
Safety
ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน
สำหรบคนไข้ที่เป็นโรคลมชัก ต้องแน่ใจว่าสภาพแวดลอมของคนไข้ต้องปลอดภัย
เวลาเกิดอาการชักขึ้นจะได้ไม่เป็นอันตรายได้
แนวทางสำหรับป้องกันอันตรายจากบาดเจ็บ
สำหรับคนไข้โรคลมชัก:
รักษาโรคลมชักอย่างดี
ลดผลข้างเคียงจากยา
ห้ามว่ายน้ำในสระคนเดียว
ออกกำลังกายให้สม่ำมสมอ
หลีกเลี่ยงจากที่สูง
ให้สรวมหมวกกันน๊อคสำหรับบางคน
p://www.epilepsy.com/EPILEPSY/living_epilepsy
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
Seizure Symptoms: How to Assist the Victim
Seizures หรืออาการชักระตุกเกิดขึ้นเพราะสมอง
ถูกรบกวนด้วยคลื่นที่ผิดปกติ...จะเรียกว่าพายุคลื่นที่ผิดไปจากเดิมก็คงไม่ผิด
ทำให้การติดต่อสื่อสาร ระหว่างเซลล์ประสาทภายในสมอง ไม่สามารถทำงานตามปกติได้
เป็นเหตุให้สมองพยายามหยุดยั้งไม่ให้เกิดพายุคลื่นดังกล่าว
และการทึ่เกิดมีการกระตุกของกล้ามเนื้อขึ้น เป็นผลเนื่องมาจาก
สมองพยายามยุติไม่ให้สมองส่งคลื่นไปยังกล้ามเนื้อ
พร้อมกับสั่งให้กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งขึ้น
การชักกระตุกของกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นแล้ว หายได้เอง
และติดด้วยภาวะหลังการชัก เรียก postictal period
ซึ่งสมองจะพยายามเริ่มกลับมาทำงานใหม่ (reboot & restart)
เหมือนการทำงานของคอม ฯ ที่พยายาม reboot ทุกประการ
การชักกระตุกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้บ่อย
ประมาณ 4 % ของประชาชน มีโอกาสเกิดชักกระตุกในชั่วอาจุขัยของทุกคน
การที่ใครจะมีโอกาสชักกระตุกได้ ขึ้นกับสมองของแต่ละคน
สามารถทนต่อคลื่นกระแสไฟฟ้าในสมองได้
สำหรับเด็กเล็ก หรือเด็ก ที่มีไข้สูง จะมีระดับ threshold ต่อคลื่นไฟฟ้าในสมองต่ำลง
เป็นเหตุให้คนไข้เกิดมีอาการชักขึ้น (febrile seizures)
การที่คนเราถูกตี หรือกระแทกที่ศีรษะ สามารถทำให้มีคลื่นใน
สมองสูงขึ้นเหมือนคลื่นของน้ำทะเล และทำให้เกิดมีอาการชักเกิดขึ้น
เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุก จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ เช่น:
มีอักเสบเกิดขึ้นหรือไม่ ?
มีปัญหาในกายภาพของสมอง ?
มีความผิดปกติในส่วนของเกลือแร่ในกระแสเลือดหรือไม่ ?
ส่วนใหญ่ เราจะไม่ทราบว่า อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุกเป็นครั้งแรก
นั่น คือเหตุผลว่า ทำไมเราจึงต้องสมองด้วย CT และ MRI scans
รวมทั้ง electroencephalogram
ซึ่งสามารถตรวจหาสาเหตุทำให้เกิดอาการชักกระตุกได้
คนไข้ส่วนใหญ่เกิดอาการชักกระตุกก่อนที่จะได้รับยารักษา
ตามความเป็นจริง คนทุกคนที่มีอาการชักกระตุกเพียงครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องได้รับยารักษาเลย
แต่เราไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรละเลยต่อการดูแลคนไข้คนดังกล่าว
โอกาสที่คนจะมีอาการชักกระตุกอีกครั้งในอนาคต จะพบได้ถึง 20 %
นั่น คือเหตุที่ว่า ทำไมเขาจึงต้องว่างจากการมีอาการชัก
กระตุกนานถึง 3 – 6 เดือน ก่อนที่จะอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้
การชักกระตุกทั้งร่าง เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับคนพบเห็น
มีการสูญเสียความรู้ตัว (loss of consciousness)
ร่างกายแข็งเกร็ง Stiffens) หลังแอ่น (arches) อาจสั่น (shake)
และอาจมีเสียงต่ำในลำคอ
อาการชักของคนไข้ส่วนใหญ่ จะหายได้เอง
และจากการช่วยเหลือของคนที่อยู่ในบริเวณใกล้ ๆ หรือจากเพื่อน
หรือจากสมาชิกในครอบครัว สามารถช่วยไม่ให้คนไข้ทำอันตรายตนเองได้
ขั้นตอนสำหรับท่าน เพื่อช่วยเหลือคนทีเกิดอาการชักกระตุก
ได้แก่ขั้นตอนต่อไปนี้:
ขั้นตอนแรก เมื่อท่านพบคนไข้ ท่านต้องทำตัวสงบ และ
หายใจลึก ๆ
จงแน่ใจว่า ไม่มีอะไรอยู่ใกล้เคียงสามารถกระแทกคนไข้ได้
อย่าพยายามกดคนไข้ลง คนชักกระตุก เป็นอาการที่มีความรุนแรงสูง
สามารถเป็นอันตรายต่อคนใกล้เคียงได้
อย่าใส่อะไรเข้าไปในปากของคนไข้ คนไข้ส่วนใหญ่ที่ถูกจับเอาไว้
ไม่สามารถกลืนลิ้นของเขาได้ และที่สำคัญเขาสามารถหายใจได้เป็นปกติ
การพยายามอ้าปากของคนไข้ สามารถทำให้ฟันคนไข้หัก
และอาจเป็นอันตรายต่อนิ้วมือได้ (ถูกกัด)
ถ้าคนไข้มีอาการชักมากเกิน 3- 5 นาที ควรส่งคนไข้เข้าโรงพยาบาลทันที
หรือเรียก ambulance
www.medicinenet.com/script/main/art.asparticlekey=10312
ถูกรบกวนด้วยคลื่นที่ผิดปกติ...จะเรียกว่าพายุคลื่นที่ผิดไปจากเดิมก็คงไม่ผิด
ทำให้การติดต่อสื่อสาร ระหว่างเซลล์ประสาทภายในสมอง ไม่สามารถทำงานตามปกติได้
เป็นเหตุให้สมองพยายามหยุดยั้งไม่ให้เกิดพายุคลื่นดังกล่าว
และการทึ่เกิดมีการกระตุกของกล้ามเนื้อขึ้น เป็นผลเนื่องมาจาก
สมองพยายามยุติไม่ให้สมองส่งคลื่นไปยังกล้ามเนื้อ
พร้อมกับสั่งให้กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งขึ้น
การชักกระตุกของกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นแล้ว หายได้เอง
และติดด้วยภาวะหลังการชัก เรียก postictal period
ซึ่งสมองจะพยายามเริ่มกลับมาทำงานใหม่ (reboot & restart)
เหมือนการทำงานของคอม ฯ ที่พยายาม reboot ทุกประการ
การชักกระตุกเป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้บ่อย
ประมาณ 4 % ของประชาชน มีโอกาสเกิดชักกระตุกในชั่วอาจุขัยของทุกคน
การที่ใครจะมีโอกาสชักกระตุกได้ ขึ้นกับสมองของแต่ละคน
สามารถทนต่อคลื่นกระแสไฟฟ้าในสมองได้
สำหรับเด็กเล็ก หรือเด็ก ที่มีไข้สูง จะมีระดับ threshold ต่อคลื่นไฟฟ้าในสมองต่ำลง
เป็นเหตุให้คนไข้เกิดมีอาการชักขึ้น (febrile seizures)
การที่คนเราถูกตี หรือกระแทกที่ศีรษะ สามารถทำให้มีคลื่นใน
สมองสูงขึ้นเหมือนคลื่นของน้ำทะเล และทำให้เกิดมีอาการชักเกิดขึ้น
เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุก จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ เช่น:
มีอักเสบเกิดขึ้นหรือไม่ ?
มีปัญหาในกายภาพของสมอง ?
มีความผิดปกติในส่วนของเกลือแร่ในกระแสเลือดหรือไม่ ?
ส่วนใหญ่ เราจะไม่ทราบว่า อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุกเป็นครั้งแรก
นั่น คือเหตุผลว่า ทำไมเราจึงต้องสมองด้วย CT และ MRI scans
รวมทั้ง electroencephalogram
ซึ่งสามารถตรวจหาสาเหตุทำให้เกิดอาการชักกระตุกได้
คนไข้ส่วนใหญ่เกิดอาการชักกระตุกก่อนที่จะได้รับยารักษา
ตามความเป็นจริง คนทุกคนที่มีอาการชักกระตุกเพียงครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องได้รับยารักษาเลย
แต่เราไม่ได้หมายความว่า เราไม่ควรละเลยต่อการดูแลคนไข้คนดังกล่าว
โอกาสที่คนจะมีอาการชักกระตุกอีกครั้งในอนาคต จะพบได้ถึง 20 %
นั่น คือเหตุที่ว่า ทำไมเขาจึงต้องว่างจากการมีอาการชัก
กระตุกนานถึง 3 – 6 เดือน ก่อนที่จะอนุญาตให้ขับรถยนต์ได้
การชักกระตุกทั้งร่าง เป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับคนพบเห็น
มีการสูญเสียความรู้ตัว (loss of consciousness)
ร่างกายแข็งเกร็ง Stiffens) หลังแอ่น (arches) อาจสั่น (shake)
และอาจมีเสียงต่ำในลำคอ
อาการชักของคนไข้ส่วนใหญ่ จะหายได้เอง
และจากการช่วยเหลือของคนที่อยู่ในบริเวณใกล้ ๆ หรือจากเพื่อน
หรือจากสมาชิกในครอบครัว สามารถช่วยไม่ให้คนไข้ทำอันตรายตนเองได้
ขั้นตอนสำหรับท่าน เพื่อช่วยเหลือคนทีเกิดอาการชักกระตุก
ได้แก่ขั้นตอนต่อไปนี้:
ขั้นตอนแรก เมื่อท่านพบคนไข้ ท่านต้องทำตัวสงบ และ
หายใจลึก ๆ
จงแน่ใจว่า ไม่มีอะไรอยู่ใกล้เคียงสามารถกระแทกคนไข้ได้
อย่าพยายามกดคนไข้ลง คนชักกระตุก เป็นอาการที่มีความรุนแรงสูง
สามารถเป็นอันตรายต่อคนใกล้เคียงได้
อย่าใส่อะไรเข้าไปในปากของคนไข้ คนไข้ส่วนใหญ่ที่ถูกจับเอาไว้
ไม่สามารถกลืนลิ้นของเขาได้ และที่สำคัญเขาสามารถหายใจได้เป็นปกติ
การพยายามอ้าปากของคนไข้ สามารถทำให้ฟันคนไข้หัก
และอาจเป็นอันตรายต่อนิ้วมือได้ (ถูกกัด)
ถ้าคนไข้มีอาการชักมากเกิน 3- 5 นาที ควรส่งคนไข้เข้าโรงพยาบาลทันที
หรือเรียก ambulance
www.medicinenet.com/script/main/art.asparticlekey=10312
Epilepsy and Seizure: (cont.)
อะไรคือสาเหตุขอโรคลมชัก ?
คนไข้อาจรับรู้ว่ามีอาการชักกระตุกหนึ่งครั้ง หรือหลายครั้ง
โดยที่ไม่ทราบว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกดอาการชักกระตุก คืออะไร
อาการชักกระทุกที่พบได้บ่อย ๆ เกิดจากสาเหตุต่อไปนี้:
เกิดในเด็กแรกเกิด และเด็กเล็ก
o ได้รับบาดเจ็บหลังคลอด
o พิการแต่กำเนิด
o ไข้/อักเสบ
o เสียดุลด้านเมทตาบอลิก และเคมีของร่างกาย
• ในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ :
o แอลกอฮอล และยา
o ได้รับบาดเจ็บของศีรษะ
o อักเสบติดเชื้อ
o ความพิการแต่กำเนิด
o ปัจจัยทางพันธุกรรม
o โรคที่เกิดขึ้นกับสมอง
o โรคอัลไซเมอร์
o โรคสมองขาดเลือด
o ไม่ทราบสาเหตุ
สาเหตุอย่างอื่น ที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุกอาจเกิดจาก:
o มีเนื้องอกในสมอง
o มี ปัญหาต่าง ๆ ในระบบประสาท
o เมื่อมีการเลิกยาเสพติด
o จากยารักษาต่าง ๆ
อาการต่าง ๆ ของโรคลมชัก:
คนไข้ชักกระตุก อาจมีอาการในระดับที่แตกต่างกัน โดยขึ้นกับชนิด
ของการชักกระตุก
อาการต่าง ๆ ต่อไปนี้ เป็นอาการของชักกระตุก
หรือเป็นการเตือนล่วงหน้าของอาการชักกระตุก
เช่น:
o ตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย
o กล้ามเนื้อกระตุกที่แขน และ ขา
o ตัวแข็ง
o หมดความรู้สึก (loss of consciousness)
o มีปัญหาด้านการหายใจ หรือหยุดหายใจ
o ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายอุจจาระ หรือขับถ่ายปัสสาวะ
o ล้มพับลงทันทีโดยไม่ทราบเหตุ
o ไม่ตอนสนองต่อเสียง หรือ พยางค์สั้น ๆ
o มีความสับสน
o ง่วง และ รู้สึกหงุดหงิด หลังตื่นนอนในตอนเช้า
o ผงกศีรษะ
o มีการกระพริบตาอย่างเร็ว และ ตาเหมอลอย
ในระหว่างที่มีการชักกกระตุก ริมฝีปากคนไข้อาจมีสีคล้ำ (bluish)
หายใจไม่ปกติ การเคลื่อนไหวมักจะเกิดตามหลังการนอนพัก
หรือหลังอาการเวียนศีรษะ
อาการต่าง ๆ ของการชักกระตุก อาจมีลักษณะคล้ายปัญหาอย่างอื่น
หรือจากโรคทางร่างกายได้
การวินิจฉัยโรค:
เราอาจไม่ทราบสาเหตุของอาการชักกระตุกได้อย่างชัดเจน
แต่จากการประเมินทางประวัติความเจ็บป่วย และการตรวจทางห้อง
ปฏิบัติการณ์ อาจพบร่องรอยของสาเหตุได้
การชักกระตุก (seizure) อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาของระบบประสาท
ซึ่งอาจจำเป็นต้องทำการติดตามอาการของคนไข้ต่อไป
การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค ประกอบด้วยการตรวจต่อไปนี้:
Blood tests
Electroencephalogram (EEG)
Magnetic resonance imaging (MRI)
Computed tomography scan (CT san)
Lumbar puncture (Spinal tap)
การรักษา
การรักษาของแพทย์ย่อมขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ดังนี้:
o อายุ สุขภาพโดยรวม และประวัติการเกิดโรค
o ชนิดของชักกระตุก
o ความถี่ของการเกิดชักกระตุก
o ความทนทานต่อการรักษาชนิดต่าง ๆ เช่น ยา วิธีการ และการบำบัด
o ความคาดหวังที่มีต่อการชักกระตุก
o ความพอใจของผู้ถูกรักษา
เป้าหมายในการรักษาอาการชักกระตุก ได้แก่การควบคุม หยุด หรือลด
การชักกระตุกลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยไม่ให้ขัดขวางชีวิตการทำงาน
ตามปกติ (ADLs)
เป้าหมายหลักในการรักษาอาการชักกระตุกได้แก่:
บ่งบอกชนิดของอาการชักกระตุก
ใช้ยาเฉพาะสำหรับอาการชักกระตุกชนิดนั้น ๆ
ใช้ยาขนาดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อควบคุมอาการชักกระตุก
คงสภาพของระดับยาอย่างเหมาะสม
การรักษาอาจประกอบด้วย:
ยารักษา (medications).
มียาจำนวนมากชนิด ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการชักกระตุก (seizure)
ยาที่ถูกเลือก ขึ้นกับชนิดของชักกระตุก อายุของคนไข้
ผลข้างเคียงของยา ราคายา และความยินยอมของคนไข้ทึ่จะ
ใช้ยารักษา
ยารักษาต่าง ๆ เป็นยารับประทาน (capsule,tablet หรือ syrup)
บางรายอาจให้เหน็บทางทวารหนัก
ในกรณีที่คนไข้ถูกรับไว้ในโรงพยาบาล ยาอาจให้ทางเส้นเลือด
ในการรักษาด้วยยา จำเป็นต้องรับประทานตามเวลาตามแพทย์สั่ง
คนไข้แต่ละรายจะรับ...ยาแตกต่างกัน ตามรูปร่าง ขนาดของยา
ซึ่งกำหนดไว้เพื่อควบคุมอาการชักในแต่ละราย
ยารักษาทุกอย่าง ต่างมีผลข้างเคียงเสมอ
บางคนอาจมาแสดงผลข้างเคียงก็ตาม ท่านควรปรึกษา
แพทย์เกี่ยวกับฤทธิ์ข้างเคียง
ในขณะทีท่านกำลังรับประทานยารักษา อาจมีการตรวจบางอย่าง
เพื่อตรวจดูประสิทธิผลของยารักษา
การตรวจมีดังนี้:
o Blood worK
อาจจำเป็นเพื่อตรวจสอบดูระดับของยาในเลือด
ซึ่งมีประโยชน์ในด้านเพิ่ม ลดขนาดของยา เพื่อผลของการรักษา (Therapeutic level)
o Urine tests:
เป็นการตรวจเพื่อดูว่า รางกายของคนไข้ตอบสนองต่อยาอย่างไร
o Electroencephalogram (EEG):
การตรวจ EEG เป็นการตรวจสอบดูว่า ยาได้ช่วยรักษาอาการชักกระตุกอย่างไร
Vagus nerve stimulation (VNS)
มีบางคน ซึ่งอาการชักกระตุกไม่สามารถควบคุม
ได้ด้วยยารักษาอาการชักกระตุก
เขาอาจได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นเส้นประสาท Vagus
VNS ถูกนำมาใช้รักษาคนไข้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี
ผู้เป็น partial seizures ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้
ด้วยวิธีอื่น ๆ
VNS พยายามควบคุมอาการชัก โดยการส่งคลื่นพลังงานส่งไป
ยังสมองจากเส้นประสาท “เวกัส”
ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ใหญ่ ในบริเวณคอ
วิธีการ คือ ทำการผ่าตัดวางแบตเตอรรี่ที่บริเวณทรงอก
จากแบทเตอรี่ จะมีเส้นลวดเส้นเล็ก ๆ ถูกต่อไปยังรอบ ๆ เส้นประสาท “เวกัส”
จากนั้น จะถูกโปรแกรมให้ส่งคลื่นพลังส่งไปยังสมอง
เมื่อคนไข้มีความรู้สึกว่า จะเกิดอาการชักกระตุก
คนไข้จะทำการกระตุ้นที่แบตเตอรี่ สามารถทำให้อาการชักหยุดลงได้
ผลเสียที่เกิดจาก VNS ได้แก่:
o เสียงแหบ
o เจ็บปวด หรือความไม่สบายเกิดตรงบริเวณคอ
o เสียงเปลี่ยนไป
Surgery
การรักษาอาการชักกระตุก สามารถทำการรักษาได้ด้วยการผ่าตัด
ซึ่งคนไข้จะถูกพิจารณาใช้วิธีทางศัลยกรรม ดังนี้:
o เกิดอาการชักกระตุกในบริเวณที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา
o อาการชักกระตุก มักจะเริ่มจากส่วนหนึ่งของสมอง
อาการชักกระตุก เกิดจากส่วนหนึ่งของสมอง
ซึ่งสามารถทำการผาตัดเอาสมองส่วนนั้นออก โดยไม่เป็นอันตรายต่อพฤติกรรมที่สำคัญ
เช่น การพูด ความจำ และภาพ
ข้อมูลเกี่ยวกับคนไข้ที่มีอาการชักกระตุก และเป็นลมบ้าหมู ที่เราควรทราบ:
o จงแน่ใจว่า เด็กของท่านเข้าใจชนิดอาการอาการลมชัก ที่เกิดขึ้น
และรู้ชนิดของยาที่ใช้รบประทาน
o รู้ขนาดของยา เวลาที่ต้องใช้ยา และ ผลข้างเคียงของยาทุกชนิด
o ปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทานยาชนิดอื่น ๆ เพราะมียาหลายตัว
สามารถทำปฏิกิริยากับยาได้หลายตัว เป็นเหตุให้ยาทำงานได้ไม่ดี
และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงขึ้นได้
o สำหรับสตรีในช่วงตั้งครรภ์ รับยารักษาอาการชักกระตุก
จะต้องรับทราบว่า ยารักษาอาการชักกระตุก เป็นอันตรายต่อเด็กใน
ครรภ์ได้ และยาดังกล่าว สามารถลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด
o คนไข้ที่ ถูกควบคุมด้วยยากันชักกระตุกได้เป็นอย่างดี
มีข้อจำกัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเขาควรได้ทำงานตามปกติ
o คนมีประวัติชักกระตุก ควรหลีกเลี่ยงจากการขับรถยนต์
o ยารักษาชักกระตุก อาจไม่จำเป็นต้องใช้ไปตลอดชีวิต
o บางคนอาจเลิกยาได้ ถ้าพบว่าเขาไมมีอาการเป็นเวลาหนึ่งถึงสองปี
o ในกรณีเชนนี้ แพทย์จะเป็นผู้ติดสินให้ท่านได้
Adapted From: nyp.org/health/neuro-epilepsy.html
คนไข้อาจรับรู้ว่ามีอาการชักกระตุกหนึ่งครั้ง หรือหลายครั้ง
โดยที่ไม่ทราบว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกดอาการชักกระตุก คืออะไร
อาการชักกระทุกที่พบได้บ่อย ๆ เกิดจากสาเหตุต่อไปนี้:
เกิดในเด็กแรกเกิด และเด็กเล็ก
o ได้รับบาดเจ็บหลังคลอด
o พิการแต่กำเนิด
o ไข้/อักเสบ
o เสียดุลด้านเมทตาบอลิก และเคมีของร่างกาย
• ในเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ :
o แอลกอฮอล และยา
o ได้รับบาดเจ็บของศีรษะ
o อักเสบติดเชื้อ
o ความพิการแต่กำเนิด
o ปัจจัยทางพันธุกรรม
o โรคที่เกิดขึ้นกับสมอง
o โรคอัลไซเมอร์
o โรคสมองขาดเลือด
o ไม่ทราบสาเหตุ
สาเหตุอย่างอื่น ที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุกอาจเกิดจาก:
o มีเนื้องอกในสมอง
o มี ปัญหาต่าง ๆ ในระบบประสาท
o เมื่อมีการเลิกยาเสพติด
o จากยารักษาต่าง ๆ
อาการต่าง ๆ ของโรคลมชัก:
คนไข้ชักกระตุก อาจมีอาการในระดับที่แตกต่างกัน โดยขึ้นกับชนิด
ของการชักกระตุก
อาการต่าง ๆ ต่อไปนี้ เป็นอาการของชักกระตุก
หรือเป็นการเตือนล่วงหน้าของอาการชักกระตุก
เช่น:
o ตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย
o กล้ามเนื้อกระตุกที่แขน และ ขา
o ตัวแข็ง
o หมดความรู้สึก (loss of consciousness)
o มีปัญหาด้านการหายใจ หรือหยุดหายใจ
o ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายอุจจาระ หรือขับถ่ายปัสสาวะ
o ล้มพับลงทันทีโดยไม่ทราบเหตุ
o ไม่ตอนสนองต่อเสียง หรือ พยางค์สั้น ๆ
o มีความสับสน
o ง่วง และ รู้สึกหงุดหงิด หลังตื่นนอนในตอนเช้า
o ผงกศีรษะ
o มีการกระพริบตาอย่างเร็ว และ ตาเหมอลอย
ในระหว่างที่มีการชักกกระตุก ริมฝีปากคนไข้อาจมีสีคล้ำ (bluish)
หายใจไม่ปกติ การเคลื่อนไหวมักจะเกิดตามหลังการนอนพัก
หรือหลังอาการเวียนศีรษะ
อาการต่าง ๆ ของการชักกระตุก อาจมีลักษณะคล้ายปัญหาอย่างอื่น
หรือจากโรคทางร่างกายได้
การวินิจฉัยโรค:
เราอาจไม่ทราบสาเหตุของอาการชักกระตุกได้อย่างชัดเจน
แต่จากการประเมินทางประวัติความเจ็บป่วย และการตรวจทางห้อง
ปฏิบัติการณ์ อาจพบร่องรอยของสาเหตุได้
การชักกระตุก (seizure) อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาของระบบประสาท
ซึ่งอาจจำเป็นต้องทำการติดตามอาการของคนไข้ต่อไป
การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรค ประกอบด้วยการตรวจต่อไปนี้:
Blood tests
Electroencephalogram (EEG)
Magnetic resonance imaging (MRI)
Computed tomography scan (CT san)
Lumbar puncture (Spinal tap)
การรักษา
การรักษาของแพทย์ย่อมขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ดังนี้:
o อายุ สุขภาพโดยรวม และประวัติการเกิดโรค
o ชนิดของชักกระตุก
o ความถี่ของการเกิดชักกระตุก
o ความทนทานต่อการรักษาชนิดต่าง ๆ เช่น ยา วิธีการ และการบำบัด
o ความคาดหวังที่มีต่อการชักกระตุก
o ความพอใจของผู้ถูกรักษา
เป้าหมายในการรักษาอาการชักกระตุก ได้แก่การควบคุม หยุด หรือลด
การชักกระตุกลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยไม่ให้ขัดขวางชีวิตการทำงาน
ตามปกติ (ADLs)
เป้าหมายหลักในการรักษาอาการชักกระตุกได้แก่:
บ่งบอกชนิดของอาการชักกระตุก
ใช้ยาเฉพาะสำหรับอาการชักกระตุกชนิดนั้น ๆ
ใช้ยาขนาดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อควบคุมอาการชักกระตุก
คงสภาพของระดับยาอย่างเหมาะสม
การรักษาอาจประกอบด้วย:
ยารักษา (medications).
มียาจำนวนมากชนิด ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการชักกระตุก (seizure)
ยาที่ถูกเลือก ขึ้นกับชนิดของชักกระตุก อายุของคนไข้
ผลข้างเคียงของยา ราคายา และความยินยอมของคนไข้ทึ่จะ
ใช้ยารักษา
ยารักษาต่าง ๆ เป็นยารับประทาน (capsule,tablet หรือ syrup)
บางรายอาจให้เหน็บทางทวารหนัก
ในกรณีที่คนไข้ถูกรับไว้ในโรงพยาบาล ยาอาจให้ทางเส้นเลือด
ในการรักษาด้วยยา จำเป็นต้องรับประทานตามเวลาตามแพทย์สั่ง
คนไข้แต่ละรายจะรับ...ยาแตกต่างกัน ตามรูปร่าง ขนาดของยา
ซึ่งกำหนดไว้เพื่อควบคุมอาการชักในแต่ละราย
ยารักษาทุกอย่าง ต่างมีผลข้างเคียงเสมอ
บางคนอาจมาแสดงผลข้างเคียงก็ตาม ท่านควรปรึกษา
แพทย์เกี่ยวกับฤทธิ์ข้างเคียง
ในขณะทีท่านกำลังรับประทานยารักษา อาจมีการตรวจบางอย่าง
เพื่อตรวจดูประสิทธิผลของยารักษา
การตรวจมีดังนี้:
o Blood worK
อาจจำเป็นเพื่อตรวจสอบดูระดับของยาในเลือด
ซึ่งมีประโยชน์ในด้านเพิ่ม ลดขนาดของยา เพื่อผลของการรักษา (Therapeutic level)
o Urine tests:
เป็นการตรวจเพื่อดูว่า รางกายของคนไข้ตอบสนองต่อยาอย่างไร
o Electroencephalogram (EEG):
การตรวจ EEG เป็นการตรวจสอบดูว่า ยาได้ช่วยรักษาอาการชักกระตุกอย่างไร
Vagus nerve stimulation (VNS)
มีบางคน ซึ่งอาการชักกระตุกไม่สามารถควบคุม
ได้ด้วยยารักษาอาการชักกระตุก
เขาอาจได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นเส้นประสาท Vagus
VNS ถูกนำมาใช้รักษาคนไข้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี
ผู้เป็น partial seizures ซึ่งไม่สามารถควบคุมได้
ด้วยวิธีอื่น ๆ
VNS พยายามควบคุมอาการชัก โดยการส่งคลื่นพลังงานส่งไป
ยังสมองจากเส้นประสาท “เวกัส”
ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ใหญ่ ในบริเวณคอ
วิธีการ คือ ทำการผ่าตัดวางแบตเตอรรี่ที่บริเวณทรงอก
จากแบทเตอรี่ จะมีเส้นลวดเส้นเล็ก ๆ ถูกต่อไปยังรอบ ๆ เส้นประสาท “เวกัส”
จากนั้น จะถูกโปรแกรมให้ส่งคลื่นพลังส่งไปยังสมอง
เมื่อคนไข้มีความรู้สึกว่า จะเกิดอาการชักกระตุก
คนไข้จะทำการกระตุ้นที่แบตเตอรี่ สามารถทำให้อาการชักหยุดลงได้
ผลเสียที่เกิดจาก VNS ได้แก่:
o เสียงแหบ
o เจ็บปวด หรือความไม่สบายเกิดตรงบริเวณคอ
o เสียงเปลี่ยนไป
Surgery
การรักษาอาการชักกระตุก สามารถทำการรักษาได้ด้วยการผ่าตัด
ซึ่งคนไข้จะถูกพิจารณาใช้วิธีทางศัลยกรรม ดังนี้:
o เกิดอาการชักกระตุกในบริเวณที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา
o อาการชักกระตุก มักจะเริ่มจากส่วนหนึ่งของสมอง
อาการชักกระตุก เกิดจากส่วนหนึ่งของสมอง
ซึ่งสามารถทำการผาตัดเอาสมองส่วนนั้นออก โดยไม่เป็นอันตรายต่อพฤติกรรมที่สำคัญ
เช่น การพูด ความจำ และภาพ
ข้อมูลเกี่ยวกับคนไข้ที่มีอาการชักกระตุก และเป็นลมบ้าหมู ที่เราควรทราบ:
o จงแน่ใจว่า เด็กของท่านเข้าใจชนิดอาการอาการลมชัก ที่เกิดขึ้น
และรู้ชนิดของยาที่ใช้รบประทาน
o รู้ขนาดของยา เวลาที่ต้องใช้ยา และ ผลข้างเคียงของยาทุกชนิด
o ปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทานยาชนิดอื่น ๆ เพราะมียาหลายตัว
สามารถทำปฏิกิริยากับยาได้หลายตัว เป็นเหตุให้ยาทำงานได้ไม่ดี
และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงขึ้นได้
o สำหรับสตรีในช่วงตั้งครรภ์ รับยารักษาอาการชักกระตุก
จะต้องรับทราบว่า ยารักษาอาการชักกระตุก เป็นอันตรายต่อเด็กใน
ครรภ์ได้ และยาดังกล่าว สามารถลดประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิด
o คนไข้ที่ ถูกควบคุมด้วยยากันชักกระตุกได้เป็นอย่างดี
มีข้อจำกัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเขาควรได้ทำงานตามปกติ
o คนมีประวัติชักกระตุก ควรหลีกเลี่ยงจากการขับรถยนต์
o ยารักษาชักกระตุก อาจไม่จำเป็นต้องใช้ไปตลอดชีวิต
o บางคนอาจเลิกยาได้ ถ้าพบว่าเขาไมมีอาการเป็นเวลาหนึ่งถึงสองปี
o ในกรณีเชนนี้ แพทย์จะเป็นผู้ติดสินให้ท่านได้
Adapted From: nyp.org/health/neuro-epilepsy.html
Epilepsy and Seizures
What is epilepsy?
โรคลมชัก (Epilepsy) คือ โรคที่เกิดจากภาวะผิดปกติของสมอง
โดยเกิดจากการปลดปล่อย กระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมาชั่วครู่ และจะแสดงอาการโดยการชัก ...
บางครั้งเขาเรียกกันว่า ลมบ้าหมู
เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ซึ่งทำให้คนเกิดอาการชักขึ้น
ถือเป็นโรคทีพบได้บ่อยสุดโรคหนึ่ง ของระบบโรคประสาท
สามารถเกิดขึ้นกับคนได้ทุกอายุ ทุกเชื้อชาติ...
จากสถิติขงคนชาติอมริกา มีคนเป็นโรคลมบ้าหมูถึง 2.7 ล้านเคน
เมื่อใครก็ตามมีอาการชักสองครั้งขึ้นไป เขาคนนั้นจะถูกพิจารณาว่า เป็นโรคลมบ้าหมู
ซึง มีสาเหตุมากมาย ที่อาจเป็นเหตูทำให้เกิดเป็นโรคดังกล่าว
เช่น เนื้องอก (tumor)ในสมอง สมองขาดเลือด (stroke)สมองอักเสบ
หรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
และ มีสาเหตุอีกมากมายที่เราไม่สามารถทราบได้
What is a seizure?
อะไรคือลมชัก..?
สมองของคนเรา เป็นศูนย์สำหรับควบคุม และ ทำการปรับการตอบสนองของ
ร่างกายทั้งตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ
ภายในสมอง จะประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมากมาย ที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสาร
ระหว่างกันและกันด้วยคลื่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งเกิดขึ้นตามปกติ
อาการชักกระตุกจะเกิดขึ้น เมื่อสมองได้รับคลื่นประสาทที่ผิดปกติ
และเป็นเหตุให้คลื่นประสาทที่มีตามปกติหยุดชะงักลง
นั่นแหละ คือต้นเหตุทำให้เกิดอาการักกระตุกขึ้นละ
What are the different types of seizures?
เวลาเราได้มีโอกาสเห็นคนชักกระตุก
จะพบว่าอาการชักกระตุกมีหลาย รูปแบบ เช่น:
Focal seizure.
เป็นการกระตุกที่เกิดเฉพาะที่ เกิดขึ้น เมื่อคลื่นประสาทในสมองเกิดความผิดปกติขึ้น
ซึ่ง เกิดขึ้นในสมองเพียงหนึ่งตำแหน่ง หรือมากกว่า
โดยเกิดขึ้นในสมองเดียงด้านเดียวเท่านั้น
การชักกระตุกแบบนี้ บางทีเขาเรียก partial seizure
คนไข้บางรายที่เป็น complex focal seizure
คนไข้อาจมีอาการนำก่อนชัก ซึ่งเรียกว่า aura
อาการนำก่อนชัก เป็นความรู้ประหลาด ๆ เกิดขึ้น
เช่น มีการเปลี่ยนแปลงทางภาพ ทางเสียง หรือ มีการเปลี่ยนแปลงทางกลิ่น
ในชักกระตุกแบบ เฉพาะที่ (focal seizure) มีสองชนิดด้วยกัน คือ:
o Simple focal seizure.
การชักกระตุกแบบนี้ จะกินเวลาในการชักน้อยกว่าหนึ่งนาที
คนไข้อาจแสดงอาการแตกต่างกัน โดยขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เกิ่ยวข้อง
ถ้าเกิดขึ้นที่บริเวณส่วนด้านหลังของสมอง occipital lobe
จากคลื่นสมองที่ผิดปกติในบริเวณดังกล่าว
จะก่อให้เกิดอาการเปลี่ยนแปลงทางสายตา ภาพอาจเปลี่ยน
แต่ กล้ามเนื้อมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า
อาการชักกระตุก ที่เกิดขึ้น สามารถแยกได้ชัด
เช่น นิ้วมือ หรือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของต้นแขน หรือกล้ามเนื้อของขา
คนไข้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ จะไม่หมดสติ ยังรู้สึกตัวดี
เขาอาจมีเหงื่อออก คลื่นไส้ และหน้าซีดเผือดได้
o Complex focal seizure
อาการชักกระตุกชนิดนี้ มักจะเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนที่เป็น temporal lobe
ซึ่ง เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ และความจำ
ระยะการชักกระตุกจะกินเวลานาน ประมาณ 1 ถึง 2 นาที
คนไขมักจะหมดสติในขณะชัก และจะพบพฤติกรรมต่าง ๆ
เกิดขึ้น เช่น ร้องแผดเสียง (screaming) หัวเราะ (laughing)
ร้องไห้ (crying) วิ่ง (running) อยากอ้วก (gag)
และชอบตบตี (smacking)
เมื่อคนไข้รู้สึกตัว เขาจะรู้สึกเหนื่อย
และ ง่วงนอน ระยะนี้ เราเรียกระยะ หลังชัก (postictal period)
o Generalized seizure
เป็นการชักกระตุกแบบทั่วไป เป็นเพราะความผิดปกติของสมองทั้งสองข้าง
คนไข้จะสูญเสียความรู้สึก และจะเกิดภาวะหลังการชัก (postictal period)
เข่น เหนื่อย และ ง่วงนอน
การชักกระตุกแบบ generalized seizure มีหลายชนิดชนิด ดังนี้:
1.Absence seizure ( บางที่เรียก Petit mal seizures)
คนไข้ในกลุ่มนี้ จะ มีลักษณะเฉพาะ โดยมีการสูญเสียความรู้สึกชั่วระยะสั้น ๆ
สายตาจ้องเหม่อลอย (staring episode)
ในขณะมีอาการชักกระตุก ท่าทางยังคงสภาพเดิมเอาไว้
มุมปาก ใบหน้า มีการเคลื่อนไหวหรือ ตาอาจกระพริบ
การชักกระตุกชนิดนี้จะกินเวลาไม่นาน ประมาณ 30 วินาที
เมื่อคนไข้ฟื้นขึ้น เขาอาจจำอะไรไม่ได้เลย และอาจทำงาน
ตามปกติต่อ...เสมือนหนึ่งว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อาการชักแบบนี้ วันหนึ่งอาจเกิดขึ้นหลายครั้ง
บางทีทำให้เข้าใจผิดว่า เป็นปัญหาด้านพฤติกรรม
การชักชนิดนี้ จะพบเห็นในเด็กระหว่าง 4 – 12 ปี
2.Atonic seizure (บางที่เราเรียก drop attacks)
การชักกระตุกชนิดนี้ คนไข้จะสูญเสียการทำงานของ
กล้ามเนื้อ เป็นการเกิดแบบฉับพลัน คนไข้อาจล้มพลับลง
หรือศีรษะที่ตั้งอยู่จะหล่นตุบ เหมือนสิ่งของหล่นจากมือ...
ในขณะที่เกิดอาการการ คนไข้จะอ่อนปวกเปียก
และไม่ตอบสนอง
3.Generalized tonic-clonic seizure (GTC)
บางที่เราเรียก grand mal seizures
อาการชักชนิดนี้ มีลักษณะให้เห็นเป็น 5 ระยะชัดเจนเกิดข้น
โดยที่ร่างกาย แขน และขาจะมีการเกร็งในท่างอ เหยียด
ออก (straighten out) และ มีอาการสั่น (tremor)
ตามด้วยการระยะของกล้ามเนื้อมีการเกร็ง (contraction)
และหย่อน (relaxation) เป็น clonic period แล้วตามด้วย
ระยะหลังชัก ( postictal period )
ซึ่งคนไข้จะมีความรู้สึกง่วงนอน มีปัญหาเรื่องภาพ (vision)
หรือคำพูด (speech) และอาจมีอาการปวดศีรษะอย่างแรง
เมื่อยหล้า ปวดเมื่อทั่วร่าง
4.Myoclonic seizure
การชักกระตุกแบบนี้ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
การชักกระตุกที่เกิดขึ้น มักจะเกิดเป็นกลุ่ม (cluster)
ซึ่งหมายความว่า วันหนึ่งอาจเกิดขึ้นหลายครั้ง หรือเกิดชัก
กระตุกหลายวันติดต่อกันโดยไม่มีเว้น
5.Infantile spasms
เป็นโรคชักกระตุกที่เดในเด็กละอ่อน (infants) ก่อนอายุครบ 6 เดือน
เป็นลมชักที่พบได้ไม่บ่อยนัก อาการชักที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กตื่นขึ้น
หรือ เมื่อเด็กพยายามที่จะนอนเด็กจะมีช่วงสั้น ๆ ของการหดเกร็งที่บริเวณคอ ลำตัว ขา
ซึ่งจะกินเวลาไม่กี่วินาที และ อาจมีอาการชักกระตุกวันหนึ่งนับเป็นร้อยคร้ง
อาจเป็นปัญหาที่รุนแรง และอาจมีภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
6.Febrile seizures
เป็นการชักกระตุกที่เกิดร่วมกันการเป็นไข้
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นระหว่าง 6 เดือน ถึง 5 ปี อาจมีประวัติทาง
ครอบครัว ว่ามีการชักกระตุกดังกล่าว
การชักกระตุกระหว่างมีไข้ จะกินเวลาน้อยกว่า 15 นาที เรียก
simple ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อระบบประสาทสมองในระยะยาว
หากมีอาการชักนานกว่า 15 นาที เป็นพวก complex
ซึ่งมักจะมีกระทบกับสมองในระยะยาวได้
http://nyp.org/health/neuro-epilepsy.html
Continue >
โรคลมชัก (Epilepsy) คือ โรคที่เกิดจากภาวะผิดปกติของสมอง
โดยเกิดจากการปลดปล่อย กระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติออกมาชั่วครู่ และจะแสดงอาการโดยการชัก ...
บางครั้งเขาเรียกกันว่า ลมบ้าหมู
เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง ซึ่งทำให้คนเกิดอาการชักขึ้น
ถือเป็นโรคทีพบได้บ่อยสุดโรคหนึ่ง ของระบบโรคประสาท
สามารถเกิดขึ้นกับคนได้ทุกอายุ ทุกเชื้อชาติ...
จากสถิติขงคนชาติอมริกา มีคนเป็นโรคลมบ้าหมูถึง 2.7 ล้านเคน
เมื่อใครก็ตามมีอาการชักสองครั้งขึ้นไป เขาคนนั้นจะถูกพิจารณาว่า เป็นโรคลมบ้าหมู
ซึง มีสาเหตุมากมาย ที่อาจเป็นเหตูทำให้เกิดเป็นโรคดังกล่าว
เช่น เนื้องอก (tumor)ในสมอง สมองขาดเลือด (stroke)สมองอักเสบ
หรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
และ มีสาเหตุอีกมากมายที่เราไม่สามารถทราบได้
What is a seizure?
อะไรคือลมชัก..?
สมองของคนเรา เป็นศูนย์สำหรับควบคุม และ ทำการปรับการตอบสนองของ
ร่างกายทั้งตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ
ภายในสมอง จะประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมากมาย ที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสาร
ระหว่างกันและกันด้วยคลื่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งเกิดขึ้นตามปกติ
อาการชักกระตุกจะเกิดขึ้น เมื่อสมองได้รับคลื่นประสาทที่ผิดปกติ
และเป็นเหตุให้คลื่นประสาทที่มีตามปกติหยุดชะงักลง
นั่นแหละ คือต้นเหตุทำให้เกิดอาการักกระตุกขึ้นละ
What are the different types of seizures?
เวลาเราได้มีโอกาสเห็นคนชักกระตุก
จะพบว่าอาการชักกระตุกมีหลาย รูปแบบ เช่น:
Focal seizure.
เป็นการกระตุกที่เกิดเฉพาะที่ เกิดขึ้น เมื่อคลื่นประสาทในสมองเกิดความผิดปกติขึ้น
ซึ่ง เกิดขึ้นในสมองเพียงหนึ่งตำแหน่ง หรือมากกว่า
โดยเกิดขึ้นในสมองเดียงด้านเดียวเท่านั้น
การชักกระตุกแบบนี้ บางทีเขาเรียก partial seizure
คนไข้บางรายที่เป็น complex focal seizure
คนไข้อาจมีอาการนำก่อนชัก ซึ่งเรียกว่า aura
อาการนำก่อนชัก เป็นความรู้ประหลาด ๆ เกิดขึ้น
เช่น มีการเปลี่ยนแปลงทางภาพ ทางเสียง หรือ มีการเปลี่ยนแปลงทางกลิ่น
ในชักกระตุกแบบ เฉพาะที่ (focal seizure) มีสองชนิดด้วยกัน คือ:
o Simple focal seizure.
การชักกระตุกแบบนี้ จะกินเวลาในการชักน้อยกว่าหนึ่งนาที
คนไข้อาจแสดงอาการแตกต่างกัน โดยขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เกิ่ยวข้อง
ถ้าเกิดขึ้นที่บริเวณส่วนด้านหลังของสมอง occipital lobe
จากคลื่นสมองที่ผิดปกติในบริเวณดังกล่าว
จะก่อให้เกิดอาการเปลี่ยนแปลงทางสายตา ภาพอาจเปลี่ยน
แต่ กล้ามเนื้อมักจะมีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า
อาการชักกระตุก ที่เกิดขึ้น สามารถแยกได้ชัด
เช่น นิ้วมือ หรือ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของต้นแขน หรือกล้ามเนื้อของขา
คนไข้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ จะไม่หมดสติ ยังรู้สึกตัวดี
เขาอาจมีเหงื่อออก คลื่นไส้ และหน้าซีดเผือดได้
o Complex focal seizure
อาการชักกระตุกชนิดนี้ มักจะเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนที่เป็น temporal lobe
ซึ่ง เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ และความจำ
ระยะการชักกระตุกจะกินเวลานาน ประมาณ 1 ถึง 2 นาที
คนไขมักจะหมดสติในขณะชัก และจะพบพฤติกรรมต่าง ๆ
เกิดขึ้น เช่น ร้องแผดเสียง (screaming) หัวเราะ (laughing)
ร้องไห้ (crying) วิ่ง (running) อยากอ้วก (gag)
และชอบตบตี (smacking)
เมื่อคนไข้รู้สึกตัว เขาจะรู้สึกเหนื่อย
และ ง่วงนอน ระยะนี้ เราเรียกระยะ หลังชัก (postictal period)
o Generalized seizure
เป็นการชักกระตุกแบบทั่วไป เป็นเพราะความผิดปกติของสมองทั้งสองข้าง
คนไข้จะสูญเสียความรู้สึก และจะเกิดภาวะหลังการชัก (postictal period)
เข่น เหนื่อย และ ง่วงนอน
การชักกระตุกแบบ generalized seizure มีหลายชนิดชนิด ดังนี้:
1.Absence seizure ( บางที่เรียก Petit mal seizures)
คนไข้ในกลุ่มนี้ จะ มีลักษณะเฉพาะ โดยมีการสูญเสียความรู้สึกชั่วระยะสั้น ๆ
สายตาจ้องเหม่อลอย (staring episode)
ในขณะมีอาการชักกระตุก ท่าทางยังคงสภาพเดิมเอาไว้
มุมปาก ใบหน้า มีการเคลื่อนไหวหรือ ตาอาจกระพริบ
การชักกระตุกชนิดนี้จะกินเวลาไม่นาน ประมาณ 30 วินาที
เมื่อคนไข้ฟื้นขึ้น เขาอาจจำอะไรไม่ได้เลย และอาจทำงาน
ตามปกติต่อ...เสมือนหนึ่งว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อาการชักแบบนี้ วันหนึ่งอาจเกิดขึ้นหลายครั้ง
บางทีทำให้เข้าใจผิดว่า เป็นปัญหาด้านพฤติกรรม
การชักชนิดนี้ จะพบเห็นในเด็กระหว่าง 4 – 12 ปี
2.Atonic seizure (บางที่เราเรียก drop attacks)
การชักกระตุกชนิดนี้ คนไข้จะสูญเสียการทำงานของ
กล้ามเนื้อ เป็นการเกิดแบบฉับพลัน คนไข้อาจล้มพลับลง
หรือศีรษะที่ตั้งอยู่จะหล่นตุบ เหมือนสิ่งของหล่นจากมือ...
ในขณะที่เกิดอาการการ คนไข้จะอ่อนปวกเปียก
และไม่ตอบสนอง
3.Generalized tonic-clonic seizure (GTC)
บางที่เราเรียก grand mal seizures
อาการชักชนิดนี้ มีลักษณะให้เห็นเป็น 5 ระยะชัดเจนเกิดข้น
โดยที่ร่างกาย แขน และขาจะมีการเกร็งในท่างอ เหยียด
ออก (straighten out) และ มีอาการสั่น (tremor)
ตามด้วยการระยะของกล้ามเนื้อมีการเกร็ง (contraction)
และหย่อน (relaxation) เป็น clonic period แล้วตามด้วย
ระยะหลังชัก ( postictal period )
ซึ่งคนไข้จะมีความรู้สึกง่วงนอน มีปัญหาเรื่องภาพ (vision)
หรือคำพูด (speech) และอาจมีอาการปวดศีรษะอย่างแรง
เมื่อยหล้า ปวดเมื่อทั่วร่าง
4.Myoclonic seizure
การชักกระตุกแบบนี้ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
การชักกระตุกที่เกิดขึ้น มักจะเกิดเป็นกลุ่ม (cluster)
ซึ่งหมายความว่า วันหนึ่งอาจเกิดขึ้นหลายครั้ง หรือเกิดชัก
กระตุกหลายวันติดต่อกันโดยไม่มีเว้น
5.Infantile spasms
เป็นโรคชักกระตุกที่เดในเด็กละอ่อน (infants) ก่อนอายุครบ 6 เดือน
เป็นลมชักที่พบได้ไม่บ่อยนัก อาการชักที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กตื่นขึ้น
หรือ เมื่อเด็กพยายามที่จะนอนเด็กจะมีช่วงสั้น ๆ ของการหดเกร็งที่บริเวณคอ ลำตัว ขา
ซึ่งจะกินเวลาไม่กี่วินาที และ อาจมีอาการชักกระตุกวันหนึ่งนับเป็นร้อยคร้ง
อาจเป็นปัญหาที่รุนแรง และอาจมีภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
6.Febrile seizures
เป็นการชักกระตุกที่เกิดร่วมกันการเป็นไข้
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นระหว่าง 6 เดือน ถึง 5 ปี อาจมีประวัติทาง
ครอบครัว ว่ามีการชักกระตุกดังกล่าว
การชักกระตุกระหว่างมีไข้ จะกินเวลาน้อยกว่า 15 นาที เรียก
simple ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อระบบประสาทสมองในระยะยาว
หากมีอาการชักนานกว่า 15 นาที เป็นพวก complex
ซึ่งมักจะมีกระทบกับสมองในระยะยาวได้
http://nyp.org/health/neuro-epilepsy.html
Continue >
Epilepsy vs Seizure
What is epilepsy ?
Epilepsy เป็นภาวะอย่างหนึงของระบบประสาท
ซึ่ง มีผลกระทบต่อระบบประสาท
นอกจากนั้น epilepsy ยังมีชื่ออีกอย่างหนึ่ง คือ seizure disorder
มันจะถูกวินิจฉัยว่าเป็น epilepsy เมื่อคน ๆ นั้น มีการชักกระตุก
อย่างน้อยสองครั้ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากสภาพของร่างกาย
เช่น การเลิกดื่มเหล้า หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ
บางครั้ง ตาม The international league Against Epilepsy
เราจะวินิจฉัยว่า คนเป็น epilepsy เมื่อคน ๆ นั้นมีอาการชัก
กระตุกหนึ่งครั้ง ถ้าคน ๆ นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักครั้งต่อไป
การชักกระตุก ใน epilepsy อาจสัมพันธ์กับบาเจ็บที่เกิดขึ้นกับสมอง
หรือ คน ๆ นั้น มีประวัติทางครอบครัว โดยมีคน ๆ หนึ่งเป็นโรคลมชัก
ส่วนมากแล้ว ไม่สามารถทราบได้ว่า อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดอาการชักขึ้น
ตามความหมายของ epilepsy มันไม่ได้บ่งบอกว่า
อะไร คือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุกหรอก
นอกจากนั้น มันยังไม่ได้บอกว่า อาการชักกระตุกเป็นชนิดใหน
หรือมีความรุนแรงมากขนาดไหน ?
What is seizure ?
Seizure คือ ภาวะที่คลื่นประสาท (กระแสไฟฟ้า) ภายในสมอง
ซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดความรู้สึก หรือมีอาการชักกระตุกในชั่วระยะสั้น ๆ
Seizure หรือชักกระตุก มันไม่ใช้ตัวโรค
แต่มันเป็นอาการของโรคต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้น และกระทบสมอง
ในบางราย ยากต่อการสังเกตเห็น
ส่วนอีกราย จะทำให้ความสามารถของคนเราลดลงโดยสิ้นเชิง
อาการชักกระตุกใน epilepsy
อาจสัมพันธ์กับบาดเจ็บที่เกิดในสมอง หรือ มีประวัติทางครอบครัว
แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่สามารถทราบสาเหตุโดยสิ้นเชิง
คำว่า epilepsy ไม่ได้บ่งบอกให้เราทราบว่ามันเป็นโรคอะไรที่ทำให้เกิดสาเหตุ
หรือความรุนแรงของอาการชักกระตุกของคน
If I have one seizure, does that mean I will get
epilepsy?
หากเราสามารถตอบคำถามนี้ได้ เราสามารถทราบได้ทันทีว่า epilepsy และ seizure
มีความเกี่ยวพันธ์กันอย่างไร ?
มีรายงานว่า มีคนไข้จำนวนครึ่งหนึ่ง มีอาการชักกระตุกครั้งหนึ่ง โดยไม่ทราบสาเหตุว่า อะไร
คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุกเลย
มักจะเกิดอาการชักกระตุกอีกครั้งหนึ่งภายในเวลา 6 เดือน
ถ้าบังเอิญท่านมีประวัติว่า มีบาดเจ็บทางสมองมาก่อน หรือ
มีความผิดปกติของสมองด้วย ท่านมีโอกาสเกิดอาการชัก กระตุกถึงสองเท่าตัว
ถ้าท่านมีประวัติว่า มีอาการชักกระตุก 2 ครั้ง
ท่านมีโอกาสเกิดอาการชักกระตุกหลายครั้ง
ถ้าท่านมีอาการชักกระตุกเกิดขึ้น เมื่อท่านได้รับบาดเจ็บ หรือ สมองเกิดการอักเสบ
ท่านมีโอกาสเกิด epilepsy ได้มากกว่าคนที่ไม่มีอาการชักกระตุก
ในขณะที่ท่านได้รับบาดเจ็บ หรือการอักเสบของสมอง
มีสิ่งหนึ่งที่สามารถบอกท่านได้ว่า ท่านจะมีอาการชักกระตุกหรือไม่
คือผลที่ได้จากการตรวจ EEG (Electroencephalogram)
ในการตรวจคลื่นของสมอง ซึ่งในคนที่เป็นโรค epilepsy จะมีรูปลักษณ์ของมันเอง
ถ้าท่านได้รับการตรวจ EEG แล้วพบคลื่นดังกล่าวเมื่อใด
ท่านมีโอกาสถึงสองครั้งที่จะเกิดมีอาการชักระตุก epilepsy
โดยสรุป พอจะกล่าวได้ว่า อาการชักกระตุก (seizure)
มีคามแตกต่างจาก epilepsy
แต่บางทีบอกได้ยากมาก แม้กระทั้งหมอเอง ยังปรากฏว่าหลายท่านยังใช้แทนกันเลย
เป็นเหตุให้เกิดความสับสนได้...
Seizure เป็นอาการชักกระตุก ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า มีความผิดปกติในคลื่นสมอง
(electric activity)
เป็นเพียงอาการที่เกิดจากความผิดปกติในการสื่อสารของเซลล์สมอง ซึ่งอาการดังกล่าว
สามารถเกิดในคนปกติได้ เช่น:
ภายใต้ภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำ (hypoglycemia)
ระดับ sodium ลดต่ำ (hyponatremia)
หยุดเหล้าทันที
กินยาเกินขนาด
อาการของสมองขาดเลือด บาดเจ็บ หรือกับเสบติดเชื้อของสมอง
พวกเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดอาการชักกระตุก (seizure) ได้ทั้งนั้น
สำหรับชักระตุกแบบลมบ้าหมู (epilepsy) เป็นการอธิบายถึงคนที่มีอาการชักกระตุกมากกว่า 1
ครั้ง โดยไม่มีปัจจัยอะไรเป็นตัวกระตุ้นเหมือนกับที่กล่าวมาใน seizure.
จากข้อมูลที่กล่าวมา พอจะสรุปได้ว่า
“คนไขที่คนที่เป็น epilepsy ทุกราย มีอาการชักกระตุกหลายครั้ง แต่คนที่มีการชักกระตุกหนึ่งครั้ง
ไม่จำเป็นต้องเป็น epilepsy ...”
http://www.epilepsy.com/101/ep101_seizure
Epilepsy เป็นภาวะอย่างหนึงของระบบประสาท
ซึ่ง มีผลกระทบต่อระบบประสาท
นอกจากนั้น epilepsy ยังมีชื่ออีกอย่างหนึ่ง คือ seizure disorder
มันจะถูกวินิจฉัยว่าเป็น epilepsy เมื่อคน ๆ นั้น มีการชักกระตุก
อย่างน้อยสองครั้ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากสภาพของร่างกาย
เช่น การเลิกดื่มเหล้า หรือมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ
บางครั้ง ตาม The international league Against Epilepsy
เราจะวินิจฉัยว่า คนเป็น epilepsy เมื่อคน ๆ นั้นมีอาการชัก
กระตุกหนึ่งครั้ง ถ้าคน ๆ นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักครั้งต่อไป
การชักกระตุก ใน epilepsy อาจสัมพันธ์กับบาเจ็บที่เกิดขึ้นกับสมอง
หรือ คน ๆ นั้น มีประวัติทางครอบครัว โดยมีคน ๆ หนึ่งเป็นโรคลมชัก
ส่วนมากแล้ว ไม่สามารถทราบได้ว่า อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดอาการชักขึ้น
ตามความหมายของ epilepsy มันไม่ได้บ่งบอกว่า
อะไร คือสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุกหรอก
นอกจากนั้น มันยังไม่ได้บอกว่า อาการชักกระตุกเป็นชนิดใหน
หรือมีความรุนแรงมากขนาดไหน ?
What is seizure ?
Seizure คือ ภาวะที่คลื่นประสาท (กระแสไฟฟ้า) ภายในสมอง
ซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดความรู้สึก หรือมีอาการชักกระตุกในชั่วระยะสั้น ๆ
Seizure หรือชักกระตุก มันไม่ใช้ตัวโรค
แต่มันเป็นอาการของโรคต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้น และกระทบสมอง
ในบางราย ยากต่อการสังเกตเห็น
ส่วนอีกราย จะทำให้ความสามารถของคนเราลดลงโดยสิ้นเชิง
อาการชักกระตุกใน epilepsy
อาจสัมพันธ์กับบาดเจ็บที่เกิดในสมอง หรือ มีประวัติทางครอบครัว
แต่ส่วนใหญ่แล้ว เราไม่สามารถทราบสาเหตุโดยสิ้นเชิง
คำว่า epilepsy ไม่ได้บ่งบอกให้เราทราบว่ามันเป็นโรคอะไรที่ทำให้เกิดสาเหตุ
หรือความรุนแรงของอาการชักกระตุกของคน
If I have one seizure, does that mean I will get
epilepsy?
หากเราสามารถตอบคำถามนี้ได้ เราสามารถทราบได้ทันทีว่า epilepsy และ seizure
มีความเกี่ยวพันธ์กันอย่างไร ?
มีรายงานว่า มีคนไข้จำนวนครึ่งหนึ่ง มีอาการชักกระตุกครั้งหนึ่ง โดยไม่ทราบสาเหตุว่า อะไร
คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการชักกระตุกเลย
มักจะเกิดอาการชักกระตุกอีกครั้งหนึ่งภายในเวลา 6 เดือน
ถ้าบังเอิญท่านมีประวัติว่า มีบาดเจ็บทางสมองมาก่อน หรือ
มีความผิดปกติของสมองด้วย ท่านมีโอกาสเกิดอาการชัก กระตุกถึงสองเท่าตัว
ถ้าท่านมีประวัติว่า มีอาการชักกระตุก 2 ครั้ง
ท่านมีโอกาสเกิดอาการชักกระตุกหลายครั้ง
ถ้าท่านมีอาการชักกระตุกเกิดขึ้น เมื่อท่านได้รับบาดเจ็บ หรือ สมองเกิดการอักเสบ
ท่านมีโอกาสเกิด epilepsy ได้มากกว่าคนที่ไม่มีอาการชักกระตุก
ในขณะที่ท่านได้รับบาดเจ็บ หรือการอักเสบของสมอง
มีสิ่งหนึ่งที่สามารถบอกท่านได้ว่า ท่านจะมีอาการชักกระตุกหรือไม่
คือผลที่ได้จากการตรวจ EEG (Electroencephalogram)
ในการตรวจคลื่นของสมอง ซึ่งในคนที่เป็นโรค epilepsy จะมีรูปลักษณ์ของมันเอง
ถ้าท่านได้รับการตรวจ EEG แล้วพบคลื่นดังกล่าวเมื่อใด
ท่านมีโอกาสถึงสองครั้งที่จะเกิดมีอาการชักระตุก epilepsy
โดยสรุป พอจะกล่าวได้ว่า อาการชักกระตุก (seizure)
มีคามแตกต่างจาก epilepsy
แต่บางทีบอกได้ยากมาก แม้กระทั้งหมอเอง ยังปรากฏว่าหลายท่านยังใช้แทนกันเลย
เป็นเหตุให้เกิดความสับสนได้...
Seizure เป็นอาการชักกระตุก ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า มีความผิดปกติในคลื่นสมอง
(electric activity)
เป็นเพียงอาการที่เกิดจากความผิดปกติในการสื่อสารของเซลล์สมอง ซึ่งอาการดังกล่าว
สามารถเกิดในคนปกติได้ เช่น:
ภายใต้ภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำ (hypoglycemia)
ระดับ sodium ลดต่ำ (hyponatremia)
หยุดเหล้าทันที
กินยาเกินขนาด
อาการของสมองขาดเลือด บาดเจ็บ หรือกับเสบติดเชื้อของสมอง
พวกเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดอาการชักกระตุก (seizure) ได้ทั้งนั้น
สำหรับชักระตุกแบบลมบ้าหมู (epilepsy) เป็นการอธิบายถึงคนที่มีอาการชักกระตุกมากกว่า 1
ครั้ง โดยไม่มีปัจจัยอะไรเป็นตัวกระตุ้นเหมือนกับที่กล่าวมาใน seizure.
จากข้อมูลที่กล่าวมา พอจะสรุปได้ว่า
“คนไขที่คนที่เป็น epilepsy ทุกราย มีอาการชักกระตุกหลายครั้ง แต่คนที่มีการชักกระตุกหนึ่งครั้ง
ไม่จำเป็นต้องเป็น epilepsy ...”
http://www.epilepsy.com/101/ep101_seizure
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)