วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2555

Heart Rhythm (2): SYMPTOMS OF ARRHYTHMIAS

คนที่มีปัญหาในเรื่องการเต้นขอหัวใจผิดปกติ 
จะเป็นการเต้นที่ช้า  หรือเต้นเร็วก็ตามที 
อาการทีเกิดขึ้น  มีแตกต่างกันระหว่างคนที่เป็นโรค
โดยทั่วไป  อาการที่เกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ 
จะประกอบไปด้วย อาการหัวใจสั่นระรัว, วิงเวียน,  เป็นลม,
เจ็บหน้าอก  และ หายใจถี่

มีคำถามว่า...คนไข้ ที่มีหัวใจเต้นผิดปกติ 
จำเป็นต้องมีอาการด้วยหรือ ?

บางคนอาจไม่มีอาการใด ๆ 
ทั้งๆ ที่เขามีภาวะการณ์เต้นที่ผิดปกติที่รุนแรงมาก

คนไข้ที่มีการเต้นของหัวใจขาดหายไป (skips beat) อาจมีอาการใจสั่นระรัว (palpitations); อาการอาจปรากฏเพียงครั้งเดียว   หรือ  หลาย ๆ ครั้ง
คนบางคน  สามารถสัมผัสรู้ได้ว่า  อาการมันจะเกิดตอนไหน 
เช่น  เกิดขึ้นในเวลาก่อนเข้านอน  หรือ เวลานอนลงทางด้านซ้าย

อาการใจสั่น...อาจไม่รบกวนคนไข้เลย 
ในกรณีที่หัวใจเต้นช้า  หรือเต้นเร็วไป 
อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน เป็นลมหมดสติไป
เช่น  หัวใจเต้นช้าลงน้อยกว่า 35 – 45 ครั้ง ต่อนาที
หรือ หัวใจมีการเต้นเร็วมากกว่า 150 ครั้ง ต่อนาที 
และการเต้นผิดปกติดังกล่าว  อาจมีต้นเหตุจจากสาเหตุอื่นก็อาจเป็นได้

ในกรณีที่คนไข้หมดสติจากการเต้นหัวใจผิดปกติ 
เป็นเพราะหัวใจเต้นผิดปกติ  หัวใจไม่สามารถบีบตัว 
มีเลือดไม่พอเพียงกับความต้องการของสมอง 

การเกิดอาการหมดสติ  ที่เกิดจากหัวใจผิดปกติ 
มักจะเริ่มต้นด้วยอาการวิงเวียนมากกว่าที่จะมีอาหารบ้านหมุน (vertigo)
ความรู้สึกแรกที่เกิด  อาจเป็นการหกล้ม หรือ เซ...
ซึ่ง  คนไข้อาจมีอาการฟื้นตัวสู่สภาพปกติโดยไม่หมดสติก็ได้ 
ในกรณีเช่นนี้  เราเรียกว่า Pre-syncope

บางรายมีอาการเป็นลม (syncope) โดยไมมีอาการเตือนล่วงหน้า
ซึ่ง เมื่อเกิดขึ้น  อาจก่อให้เกิดบาดเจ็บขึ้นได้
คนไข้ที่มีอาการหมดสติอย่างฉับพลัน  โดยไม่ทราบสาเหตุมาก่อน 
อาจเตือนให้เราได้ทราบว่า
เขาอาจเป็นโรคหัวใจเต้นไม่ปกติ (arrhythmia)

อาการเจ็บหน้าอก (cheat pain) และ หายใจถี่ (shortness of breath)
อาจเกิดร่วมกับภาวะหัวใจเต้นผิดปกติได้ 
โดยมันจะเกิดขึ้นในกรณีที่หัวใจมีการเต้นเร็ว  และเพิ่มงานให้แก่หัวใจมากเกินควร 
เป็นการทำให้หัวใจขาดออกซิเจน  ทำให้คนไข้มีอาการเจ็บหน้าอก หรือแน่นหน้าอก 
คนไข้อาจมีอาการคลื่นไส้ และ เหงื่อออก  
อาการเหล่านี้ จะพบได้ในคนสูงอายุได้มากกว่าคนหนุ่ม   
บางรายอาจมีความรู้สึกว่า  หัวใจเต้นกระแทกหน้าอก

SINUS BRADYCARDIA
SLOW HEART RHYTHMS
(BRADYCARDIAS)

แพทย์เขาให้คำอธิบายคำ sinus bradycardia ว่า 
เป็นจังหวะการเต้นของหัวใจ  ที่เต้นได้ช้ากว่า 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที 
โดยมีคลื่นกระแสไฟฟ้าออกจากปุ่มกำเนิดของมัน  ชื่อ sinus node 

สำหรับคนที่มีสุขภาพดี  เป็นนกกีฬา
อัตราการเต้นของหัวใจ  จะเต้นช้าในระดับ 30 – 40 ครั้ง ต่อนาที 
การปั้มเลือดของหัวใจแต่ละครั้ง  มีปริมาณของเลือดมากกว่าคนธรรมดา 
ดังนั้น  จึงไม่จำเป็นต้องเต้นเร็วเหมือนคนทั่วไป

เมื่อ หัวใจเต้นผิดปกติแบบช้า  อาจทำให้เกิดมีอาการขึ้นได้
ซึ่งเนื่องมาจาก  อวัยวะส่วนต่าง ๆ ไม่ได้รับเลือด และออกซิเจนได้เพียงพอ 
ดยอาการที่เกิด  จะมีตั้งแต่อาการเหนื่อยล้า จนกระทั้งถึงการหายใจหอบ...ถี่ 
ถึง  เกิดมีอาการเป็นลมหมดสติไป

ในการออกกำลังกายก็เช่นกัน ถ้าหัวใจไม่สามารถเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
เพื่อปั้มเลือดให้เพียงพอกับความต้องการ ก็จะเกิดอาการดังกล่าวได้

การที่ปุ่ม sinus node ไม่สามารถให้กำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้าได้เหมาะสม 
ซึ่งเราเรียกว่า sick sinus syndrome นั้น
อาจเป็นตัวการ  ที่ทำให้เกิดอัตราการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติได้

อายุของคนไข้  หรือ ตัวโรคเอง อาจเป็นตัวทำให้ปุ่ม  sinus node ถูกทำลาย,  
หรือ มีพังผืด  ซึ่งสามารถขัดขวางการกระจายตัวของคล่นกระแสไฟฟ้า 
หรือ  อาจมีความผิดปกติในระบบประสาทออโตโนมิค 
เป็นเหตุให้ไม่สามารถควบคุมการทำงานของหัวใจได้ตามปกติ...
ย่อมเป็นเหตุให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้เช่นกัน

นอกจากนั้น  เรายังพบว่า  มียาจำนวนมากมาย
เช่น  anti-arrhythmic,  anti-hypertensive  และ ยาอย่างอื่น 
สามารถกระทบการทำงานของปุ่มกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
เป็นเหตุให้มีการเตนของหัวใจผิดปกติไป

เมื่อไม่นานมานี้  แพทย์ได้พบว่า  เด็กเล็ก และ เด็กวัยรุ่น 
ที่เกิดมาพร้อมความพิการของหัวใจ  ซึ่งได้รับการผ่าตัดแก้ไขความพิการไปแล้ว
ต่อมาภายหลังพบว่า sinus node  ทำงานผิดปกติไป
ในกรณีดังกล่าว  อาจเป็นผลเนื่องมาจากแผลเป็น(scar) เกิดหลังการผ่าตัด
หรือ เป็นความผิดปกติภายในกล้ามเนื้อหัวใจเอง

HEART BLOCK

การที่คนไข้มีจังหวะการเต้นของหัวใจช้าลงไป 
อาจเป็นผลของความผิดปกติในการส่งคลื่นกระแสไฟฟ้า ผ่าน  AV node
(atrio-ventricular node)  โดยที่ sinus node ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ
แพทย์เรียกภาวะดังกล่าวว่า  Heart block

ระดับความผิดปกติในการ "ส่งผ่าน" คลื่นกระแสไฟฟ้า 
เราใช้ “ดีกรี” เป็นตัวกำหนด  เช่น first degree heart block
หมายถึงเวลาของการกระจายคลื่นกระแสไฟฟ้าผ่าน AV node ช้าลง 
โดยที่มีจังหวะ  และ อัตราการเต้นของหัวใจ  อยู่ในสภาพปกติ

Second –degree heart block  จะเกิดขึ้น เมื่อคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน
(atria)  ไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่าง 
เป็นผลให้เกิดการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจหายไป (drop beats) 
ที่พบเห็นภาวะเช่นนี้ ได้แก่กลุ่มอาการ Wenckebach Phemomenon 
เป็นกลุ่มอาการของกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่าง  ตอบสนองต่อคลื่นกระแสไฟฟ้าได้ช้า 
เป็นเหตุให้มีการหยุดการบีบตัวของหัวใจห้องล่าง  เป็นพัก ๆ

Third degree heart block หรือ  complete AV block
มันจะเกิดขึ้นเมื่อไม่มีคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน  ผ่านสู่หัวใจห้องล่างได้

เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่าง  เป็นอิสระจากคลื่นของ SA node

โดยหัวใจห้องล่าง  จะผลิตคลื่นกระแสฟฟ้าขึ้นเอง

ทำให้การเต้นของหัวใจหัองล่างเต้นด้วยอัตรา 20 - 45 ครั้ง ต่อนาที

ซึ่งจะทำให้คนไข้หมดสติไป


สาเหตุที่ทำให้เกิดการสกัด (block)คลื่นหัวใจ 
ที่พบได้บ่อยที่สุด  คือ เกิดการอักเสบ  และมีพังผืดเกิดขึ้นในในกล้ามเนื้อหัวใจ 
ตรงบริเวณที่ทำหน้าทีให้คลื่นกระแสไฟฟ้าเคลื่อนผ่าน 
ซึ่งมักจะมีสาเหตุจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบแข็ง (coronary artery disease)
หรือโรคความดันโลหิตสูง  ร่วมกับภาวะการณ์เสื่อมสลาย
เป็นการเกิดตามเวลาที่ผ่านไป (wear and tear)
นอกจากนั้น  ยังเป็นผลมาจากการใช้ยา 
ซึ่งจะมีผลกระทลต่อการทำงานของ SA node  โดยตรง

การเกิดการสกัดทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ (heart block) 
สามารถเกิดกับคนได้ทุกอายุ  แต่ส่วนใหญ่จะเกิดในคนสูงอายุ
ในกรณีที่เกิดในเด็ก  เป็นผลเนื่องมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม  
หรือ เกิดจากมีข้อบกพร่องในเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า 
หรือ มีก้อนเนื้องอกไปขัดขวางทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้า...
ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก  

อาการของคนเป็นโรค “ทางเดินคลื่นกระแสไฟฟ้าถูกสกัด” หรือ heart block
จะมีลักษณะเหมือนกับคนไข้  ทีมีความผิดปกติใน SA node 
และอาการที่เกิดจะขึ้นกับความรุนแรงของโรค  และตำแหน่งที่คลื่นถูกบล็อก
สำหรับรายที่ถูกบล็อกไว้ทั้งหมด (complete block) คนไข้มีความเสี่ยงสูงต่อการ
เกิดอาการหมดสติ  และ เกิดหัวใจล้มเหลว และเสียเสียชีวิตได้

อ่านต่อ  กด  3 : HEART RHYTHM: Rapid Heart rhythm (Tachycardias)

HEART RHYTHM


ความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ  มีรูปแบบหลายอย่างด้วยกัน
เราเรียกว่า  arrhythmias  ถือเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความเข้าใจยากพอสมควร
ส่วนใหญ่แล้ว  จะพบว่า  หัวใจของคนเรามีโอกาสเกิดมีการเต้นผิดปกติได้
อย่างน้อย ๆ หนึ่ง หรือ สองครั้งในชีวิต 

อาการที่ทำให้คนเรารู้สึกไม่สบาย  จากการเต้นผิดปกติของหัวใจ
ได้แก่  รู้สึกใจสั่น (palpitations) วิงเวียน (dizziness)
ซึ่งอาการเหล่านี้  ไม่จำเป็นต้องเป็นอาการของโรคร้ายแต่อย่างใด
แต่ถึงกระนั้น  มีบางรายที่เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติไปนั้น 
อาจนำไปสู่ความตายจากภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest) ได้

จากสถิติของชาวสหรัฐฯ เอง  พบว่า 
มีคนเสียชีวิตจากหัวใจยุดเต้นอย่างกะทันหันถึงปีละ 300,000 ราย
ดังนั้น  เมื่อใดก็ตามที่แพทย์เผชิญกับความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ 
จึงเป็นหน้าที่ของแพทย์  จะต้องทำการตรวจหาความเสี่ยงต่าง ๆ
ที่ทำให้เกิดอาการผิดปกตินั้น  และหาทางเยียวยารักษา 
และ หาทางป้องกันไมให้มันเกิดขึ้นได้อีก

แม้ว่า ยาที่ให้แก่คนไขสามารถรักษาอาการผิดปกติได้ก็จริง 
แต่ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงแก่คนไข้ได้เช่นกัน 
ดังนั้น  แพทย์จำเป็นต้องตัดสินใจว่าควรรักษาอย่างไร 
คนไข้จึงจะให้ได้ประโยชน์สูงสุด

การเต้นผิดปกติของหัวใจ  ถูกแบ่งเป็นสองประเภท: 
หัวใจเต้นช้ามาก  ถูกเรียกว่า  Bradycardias  หรือ brady-arrhythmias 
และ ชนิดเต้นเร็วมาก เรียก Tachy-arrhythmia  หรือ tachycardias

สำหรับ extra หรือ skipped heart beats (การเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น หรือ
หยุดหายไป)  ส่วนใหญ่จะเกิดในคนที่มีหัวใจทำงานได้ตามปกติ

สาเหตุที่ทำให้เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจ 
ได้แก่  โรคเส้นเลือดของหัวใจ (coronary), โรคลิ้นหัวใจ (heart valve disease),
โรคกล้ามเนื้อหัวใจ (heart muscle disease), และ โรคหัใจชนิดอื่น ๆ
ซึ่งซ่อนตัว...ทำให้เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจได้
แต่  สาเหตุที่ทำให้เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจ 
ซึ่งเกิดขึ้นทันที  คือ  ความผิดปกติในระบบกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
(การส่งคลื่นประสาทของหัวใจ)

ถ้าระบบกระแสไฟฟ้าของหัวใจ  ไม่สามารถทำงานได้ 
จะทำให้หัวใจมีลักษณะเหมือนก้อนเนื้อธรรมดา 
ที่ไม่สามารถทำหน้าที่ปั้มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้


THE ELECTRICAL SYSTEM
OF THE HEART

ในหัวใจห้องด้านขวาบน  มีเซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่ง  เรียก sinus node (SN)
ซึ่งอยู่ในตำแหน่งบนสุด  จะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า  เรียก pacemaker 
มันจะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าออกมาได้  ประมาณ   60 – 100  ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
เมื่อคลื่นกระแสไฟฟ้าให้กระจายไปทั่วแล้ว 
มันจะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อของหัวใจด้านขวา  และ ซ้าย  ให้เกิดการหดตัวขึ้น (contractions)

จากนั้น  คลื่นกระแสไฟฟ้า  จะเคลื่อนต่อไปยังปุ่มประสาทอีกปุ่มหนึ่ง 
ชื่อ  atrio-ventriular node (AV node)  อยู่ตรงตำแหน่ง ที่เป็นผนังแยก
(septum)  ของหัวใจห้องล่างเป็นห้องซ้าย และ ขวา 
ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของหัวใจ  ที่ทำหน้าที่ในการปั้มเลือดออกไปจากหัวใจ

เนื่องจากคลื่นกระแสไฟฟ้า  เคลื่อนตัวได้เร็วกว่าการไหลของเลือด
ดังนั้น  AV node จะทำหน้าที่เหมือนสัญญาณจราจร   โดยชะลอคลื่นกระแสไฟฟ้า
ให้ช้าลง  เพื่อให้หัวใจห้องบน (atria) สามารถ ปั้มเลือดเข้าสู่หัวใจสองห้องล่าง (ventricles)

จากนั้น  คลื่นกระแสไฟฟ้าจะวิ่งไปตามทางเดินของคลื่นเส้นประสาท 
ซึ่งเปรียบเสมือนทางด่วนพิเศษ (highway)  เรียก His-Purkinje system 
โดยมันจะแยกเป็นทางด้านซ้าย และขวา  และลงไปถึงส่วนล่างของหัวใจห้องล่าง (ventricles)  แล้ววกกลับสู่ด้านบนอีกครั้ง 
ทำให้เกิดการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจของห้องล่าง   สามารถปั้มเลือด
ผ่านลิ้นหัวใจ  เข้าสู่เส้นเลือดใหญ่    แล้วเดินทางสู่ปอดทั้งสอง 
และ สู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ด้วยความราบรื่นต่อไป

เพื่อให้การทำงานของหัวใจสามารถปรับตัว  ให้เข้ากับความต้องการในชีวิตประจำวันได้
หัวใจจะต้องทำงานตามคำสั่งจากสมอง.  ทำตามฤทธิ์ของฮอร์โมน ,
และ สัญญาณประสาทต่าง ๆ ที่เกิดจาก  จากการออกแรง,   จากแรงกระตุ้นทางอารมณ์  ซึ่งสามารถกระตุนประสาท”ซิมพาเทอติก” 
เป็นเหตุให้เส้นเลือดเกิดการหดตัว  ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 
และ ทำให้แรงบีบของกล้ามเนื้อหัวใจแรงขึ้น

นอกจากการกระตุ้นประสาท  sympathetic แล้ว 
มันยังมีการกระตุ้นประสาท Parasympathetic  ด้วย  หรือกระตุ้นเส้นประสาท  vagal
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในตอนกลางคืนในระหว่างมีการนอนหลับ 
เป็นเหตุให้อัตราการเต้นของหัวใจเต้นช้าลง

นอกจากนั้น  การกระตุ้นเส้นประสาท  vagal nerve
ยังสามารถเกิดขึ้นในตอนกลางวันได้
ซึ่งทำให้หัวใจเต้นช้าลงในระดับที่สามารถทำให้คนเราเกิดอาการหน้ามืด เป็นลมได้
ที่พบเสมอ  คือ  ระบบประสาท  parasympathetic 
ถูกกระตุ้น จากการมองเห็นเลือด

คนบางคน  จะไม่ทราบหรอกว่า  หัวใจของคนเราจะมีการปรับตัวอยูตลอดเวลา
เช่น  จากสภาพพักผ่อน  เป็นการออกแรง  หรือ จากสภาพตื่น  เป็นหลับ 
ซึ่งจะทำให้หัวใจของคนเราเต้นแรง และเร็ว  เป็นเต้นช้าลง
การปฏิบัติธรรม  การฝึกสมาธิ (meditation)  และ การฝึกโยคะ 
สามารถบังคับการเต้นของหัวใจให้เต้นช้าลงได้

ในทางตรงกันข้าม  คนที่ตกอยู่ภายใต้ความเครียด  ความกังวลใจ 
เขาจะรู้สึกว่า  หัวใจของเขาจะเต้นแรง และ เต้นเร็ว  เหมือนม้าแข่ง  
ซึ่ง จะพบเห็นในคนที่ตกใจกลัวสุดขีด  หัวใจของเขาเต้นสูงถึง 170 ครั้ง ต่อนาที 
โดยเป็นผลที่เกิดจากการกระตุ้นระบบประสาท Sympathetic  
ที่ทำให้มีระดับของ adrenaline หลั่งจากต่อมเหนือไต  เข้าสู่กระแสเลือด 
และเดินทางสู่หัวใจ  เป็นเหตุให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

ในคนปกติมีอัตราการเต้นของหัวใจที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล 
ตลอดรวมถึงปัจจัยอย่างอื่น  เช่น  โรคที่เกิดขึ้นกับระบบหัวใจ  และเส้นเลือด 
ดังนั้น  อัตราการเต้นของหัวใจของคน  อาจทำให้เข้าใจผิดคิดว่า  คนไข้เป็นโรคหัวใจได้  เช่น ในนักกีฬา  การเต้นของหัวใจจะอยู่ระหว่าง 45  ถึง  60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที 
ส่วนคนที่มีอายุในระดับเดียวกัน  มีอาชีพทำงานนั่งโต๊ะ  
พบการเต้นของหัวใจจะเต้นได้สูงกว่า (65 ถึง 80 ครั้ง ต่อ หนึ่งนาที)

ถ้าให้คนทั้งสองคนวิ่งขึ้นบันได  จะพบว่า 
อัตราการเต้นของหัวจะของคนทั้งสองกลุ่ม  จะเต้นสูงขึ้น 
แต่การเต้นของหัวใจของนักกีฬาจะไม่สูงเท่ากับคนที่มีอาชีพนั่งโต๊ะ 
และ  จะลดลงระดับเดิมได้เร็วกว่า  ทั้งนี้ เพราะหัวใจของนักกีฬา
สามารถใช้ออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

สำหรับการเต้นของหัวใจ  ที่มีจังหวะที่ผิดปกติไปนั้น 
อาจมีสาเหตุหลายอย่าง  และผลที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันในแต่ละคน 
และ ความรุนแรงของอาการ  อาจไม่ใช่ตัวบ่งชี้ถึงความรุนแรงของโรคก็ได้

อ่านต่อ   2 :  Heart Rhythm : Symptoms of Arrhythmia

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

EXERCISE 3 : อะไรเกิดขึ้น ในขณะที่มีการออกกำลังกาย...

ในการออกกำลังกายตามรูปแบบ "แอโรบิค " อย่างสม่ำเสมอ
กล้ามเนื้อจะเพิ่มความสามารถ ในการดึงเอาออกชิเจนจากเม็ดเลือดแดง
ได้ดีกว่า คนที่ไม่มีการออกกำลังกายเลย

จากการหายใจเข้า-ออกในแต่ละครั้ง จะมีปริมาณของอากาศเพิ่มมากขึ้น
ซึ่ง หมายความว่า จะมากกว่าตอนทีไม่มีการออกกำลังกาย

เมื่อการฝึกการออกกำลังกาย (แอโรบิค) ได้พัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หัวใจจะเริ่มชินต่อการปั้มเลือดด้วยเรงที่เพิ่มขึ้น
ซึ่ง จะทำให้การทำงานปั้มเลือดแต่ละครั้ง มีจำนวนเลือดในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น

นั้นคือสี่งที่เราพบเห็นในนักกีฬาทั้งหลาย ที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากจะปั้มแรงขึ้นด้วยปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น เราจะพบว่า
จังหวะการเต้นของหัวใจก็จะช้าลงถึง 45 – 50 ครั้ง ต่อนาที
หากนำไปเปรียบ กับ คนนั่งโต๊ะไม่เคยออกกำลังกายเลย เราจะพบว่า
การเต้นของหัวใจของเขาจะมากกว่า (75-80 ครั้งต่อนาที)

หัวใจของคนที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
จะมีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้มันสามารถปั้มเลือดไปสู่กล้ามเนื้อต่าง ๆได้ดีขึ้น

สุดท้าย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สามารถเผาผลาญไขมันให้เปลี่ยนเป็นพลังงานได้ดีขึ้น
ยิ่งถ้าเป็นคนที่พยายามลดน้ำหนักตัว ร่วมกับการจำกัดเรื่องอาหารการกินด้วยแล้ว
ย่อมสามารถจัดการ(เผาผลาญ)กับไขมัน ที่สะสมในร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

ในการออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายมีการใช้ไขมัน...
เพื่อเป็นพลังเท่านั้น มันยังเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายมีความต้องการ
ที่จะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ในการเดิน หรือ การวิ่งจ๊อกกิ่ง มันจะเผาเชื้อเพลิง (calories)
ประมาณ 100 แคลอรี่ ต่อการเดิน หรือ วิ่งในระยะทาง หนึ่งไมล์
ถ้าการเดินนั้น เพิ่มความเร็วไปอีก จะให้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจ-เส้นเลือด
และ เป็นการเพิ่มอัตราการเผาผลาญแคลอรี่ ให้เป็นพลังงานเพิ่มขึ้น

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยให้มีความอยากทานอาหาร
ขณะเดียวกันยังคงทำให้ร่างกายคงสภาพได้สัดส่วน และ ให้ความรู้สึกดีอีกด้วย

EXERCISE: จะออกกำลังกายมากเท่าใดจึงจะพอ?
ผลของการออกกำลังกาย จะขึ้นกับปัจจัย หลายอย่าง ดังนี้:

o ออกกำลังกายบ่อยเท่าใด (frequency)
o ความหนักเบา หรือ ความเข็มข้นของการออกแรง
(intensity ในบางกรณีเราเรียกว่า ความเร็ว)
o ระยะเวลาของการออกกำลังกาย (duration) และ
o รูปแบบของการออกกำลังกาย (mode or type of exercise)

การออกกำลังในรูปแบบ “แอโรบิค” ระดับปานกลาง (moderate)
จะดีที่สุดสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของปอด และ หัวใจ
โดยมีปัจจัยอย่างอื่น ที่ต้องพิจารณา เช่น การวิ่งระยะทาง 6 ไมล์ ในเวลา 1 ชั่วโมง
จะมีการเผาผลาญไป 330 calories ซึ่งจะมีค่าเทียบเท่าการออกกำลังกาย
ด้วยการวิ่งในระยะทางเดียวกัน แต่ใช้เวลาเพียง 30 นาที

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยอย่างอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เช่น สุขภาพโดยรวมของคนไข้, ความสนใจ, ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

เราจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้อย่างไร ?
ตามคำแนะนำของ American College of Sport Medicine (ACSM)
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อทำให้เรามีสุขภาพ และแข็งแรงดี:

 ความถี่ (frequency) การออกกำลังกาย
ควรกระทำ 5 ครั้งต่อหนึ่งอาทิตย์

 ความเข็มข้น (Intensity) ของการออกกำลังกาย จะแสดงออก
ในรูปเปอร์เซนต์ ของ “การเต้นของหัวใจในระดับสูงสุด”
(maximal heart rate) ซึ่งเราสามารถคำนวณได้
ด้วยการเอาจำนวนอายุของท่าน หักออกจาก 220
ยกตัวอย่าง:
Maximal Heart rate ของท่านที่มีอายุ 70 จะมีค่า 220-70=140
ถ้าหากออกกำลังกายด้วยการให้หัวใจของท่านเต้นในระดับนี้
(หัวใจเต้น 140 ครั้งต่อนาที) จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย...

นั่นไม่ใช้เป้าหมาย ของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

ACMS เขาได้แนะนำให้ทำการออกกำลังกายว่า ในขณะออกกำลังกาย
ให้หัวใจเต้นนับได้ 60% -90 % ของระดับ maximal heart rate
ซึ่งจะได้ระดับการเต้นของหัวใจของคนที่มีอายุ 70 ในขณะออกกำลังกาย
จะอยู่ระหว่าง 84 – 126 ครั้ง/ นาที

สำหรับคนทั่วไป ไม่ใช้นักกีฬา กำหนดให้การเต้นของหัวใจ
ระหว่างการออกกำลังกาย ( target heart rate) ให้หัวใจเต้นได้
60 % – 75 % ของ maximal heart rate
นั้นคือ ให้หัวใจเต้น 84 – 105 ครั้ง/ นาที

สำหรับคนสูงอายุ หรือ คนที่มีสุขภาพไม่ดี
การออกกำลังกาย ให้เริ่มจากน้อยไปหามาก โดยให้เริ่มต้นด้วยการอกกำลังกาย
ให้หัวใจเต้นในระดับต่ำ (60 % ของ Maximal heart rate) เมื่อสุขภาพดีขึ้น
(ประมาณ 6 เดือน) จึงค่อยเพิ่มระดับความเข็มข้นของการออกกำลังกายขึ้นอย่างช้า ๆ

 ระยะเวลาการออกกำลังกาย (Duration)
ในช่วงของการออกกำลังกาย (session) โดยทั่วเขากำหนดให้อยู่ระหว่าง 20 – 60 นาที
หรือประมาณ 150 นาที ต่อหนึ่งอาทิตย์

อ่านต่อ กด > 4 Exercise: Getting Started

Exercise 2 : ประโยชน์ที่พึงได้จากการออกกำกำลังกาย

ผลจากการออกกำลังกาย ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า
สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจ และ เส้นเลือดได้...
นั้น คือประโยชน์อย่างที่หนึ่ง

ถึงแม้ว่า การออกกำลังกายจะไม่เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่โรคหัวใจก็ตามที
แต่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยประสานประโยชน์
ให้แก่ร่างกาย โดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ที่มีต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจ
เช่น ความเครียด, ความดันโลหิตสูง, ความอ้วน-น้ำหนักเกิน และ ไขมันในกระแสเลือดสูง

นอกเหนือไปจากนั้น จากการออกกำลังกาย ท่านจะสัมผัสกับสิ่งดี ๆ หลายอย่าง
เช่น: ทำให้ท่านอยากรับประทานอาหาร, ช่วยให้ท่านเลิกสูบบุหรี่ได้ง่าย
ทำให้ภาพลักษณ์ รวมไปถึงการควบคุมตนเอง (อารมณ์)ได้ดีขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น การออกกำลังกายเพิ่มขึ้น นอกจากจะทำให้ท่านมีอายุยืนยาวขึ้นแล้ว
ยังถือว่า เป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ดีได้อีกด้วย

เราจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้อย่างไร ?
เมื่อกล่าวโดยรวม ในการออกกำลังกาย สามารถทำให้เกิดสิ่งดี ๆหลายอย่าง...
เป็นต้นว่า ทำให้ระบบหัวใจ และเส้นเลือดแข็งแรง และ เพิ่มความทนทาน
ทำให้กล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ มีความยืดหยุ่น และมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง การออกกำลังกายเพื่อทำให้ระบบหัวใจและเส้นเลือดแข็งแรง
และ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจ
กับ การออกกำลังกาย เพื่อการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน
พบว่า:

ในการออกกำลังกายด้วยความรนแรงแต่พอประมาณ (moderate intensity)
สามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่มีต่อการเกิดโรคหัวใจได้ และ
การใช้พลังงานในการออกกำลังกาย ประมาณ 2,000 คาลอรี่
ก็เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าวได้แล้ว

สำหรับท่านที่นั่งโต๊ะ (sedentary) มีความสนใจในงานสถานเดียว
โดยไม่เคยสนใจต่อสุขภาพของตัวเองเท่าที่ควร
ถ้าหากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยการออกกำลังกายบ้าง น่าจะเป็นการดีสำหรับท่าน...
โดยการเริ่มต้น ออกกำลังกายด้วยความรุนแรง ที่ไม่มากนัก (Low intensitiy)
จะให้ประโยชน์แก่ระบบหัวใจและเส้นเลือดของท่านได้มากขึ้น

ในการออกกำลังกาย มีสองรูปแบบ คือ aerobic และ anaerobic
ซึ่งเป็นการออกกำลังกายทีจำเป็นต้องใช้อออกซิเจน
และ ไม่ต้องใช้ออกซิเจน ตามลำดับ

Anaerobic exercise:
ได้แก่การออกกำลังกายในช่วงสั้น ๆ ด้วยการออกแรงที่มีความเข็มสูง
บางทีเราเรียกว่า Isometric exercise
เป็นการออกแรงของกล้ามเนื้อ มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยที่ไม่มีการหดสั้นเลย
เป็นการออกแรงที่ไม่ต้องใช้ออกวิเจน

ในการออกแรงในรูปแบบดังกล่าว ในระดับเข็มข้นพอประมาณ ถึงออก
แรงมากขึ้น จะทำให้เกิดความรู้สึกเมื่อยล้า และ อ่อนเพลีย
นั่นเป็นผลมาจากมีการสะสมของกรด lactic acid ในกล้ามเนื้อ
เราเรียก ภาวะดังกล่าวว่า เป็น “oxygen debt”
ซึ่งจะพบเห็นในการออกแรงด้วยการยกน้ำหนัก

การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนัก เป็นวิธีที่ดีสำหรับทำให้กล้ามเนื้อ
มีความแข็งแรง (muscular strength) เพื่มความทนทาน (endurance)
แต่ ไม่เหมาะ เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อระบบหัวใจ และเส้นเลือดเลย

AEROBIC EXERCISE:
เป็นการออกกำลังกาย ที่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจน
เป็นการออกกำลังกาย ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของระบบหัวใจ และเส้นเลือด
คำ “aerobic” หมายถึงการใช้ออกซิเจน

ในการออกกำลังกายตามรูปแบบ "แอโรบิค" เพื่อ ให้เกิดประโยชน์ดังกล่าว
จำเป็นต้องให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ ของร่างกาย
ได้ใช้ออกซิเจนได้เพียงพอเวลาต่อการออกกำลังกาย
และทำตามเวลาที่กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ
จะทำให้ระบบหัวใจ-เส้นเลือดแข้งแรง มีความทนทานต่อการทำงานได้ดีขึ้น

ตัวอย่างของการออกกำลังแบบ “แอโรคบิค” ได้แก่:
การเดิน, การว่ายน้ำการวิ่งจอกกิ่ง, เต้น “แอโรบิคดานซ์”, ปั่นจักรยาน,
เต้นเชือก, พายเรื่อ, เล่นสกี และอื่น ๆ

อ่านต่อ กด 3 Exercise: อะไรเกิดขึ้นในขณะออกกำลังกาย

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

SMOKING AND HEART DISEASE

เป็นที่กล่าวกันว่า การสูบบุหรี่เป็นสิ่งไม่ดี
โดยตัวของมันเอง สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
และหากคนสูบ มีปัจจัยอย่างอื่นที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจด้วย
ยิ่งจะทำให้ผลที่เกิดจากบุหรี่มีมากขึ้น เช่น ความดันโลหิตสูง,ไขมัน cholesterol สูง,
HDL cholesterol ต่ำ, น้ำหนักตัวเพิ่ม ,และ มีประวัติของครอบครัวมีคนเป็นโรคหัวใจ

อย่างที่กล่าว เมื่อมีการสูบบุหรี่ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอย่างอื่นดังกล่าวแล้ว
นอกจากจะททำให้คนสูบบุหรีติดบุหรี่แล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคหัวใจ สูงเป็น 2 - 3 เท่า

มีการกล่าวกันว่า การสูบ (คาบ)ไปป์ จะมีความเสี่ยงต่อการโรคได้น้อยกว่าการสูบบุหรี่มาก
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะ คนสูบไปป์ เขาจะพ่นควันออกมากกว่าสูดเข้าปอด
จึงทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มีไม่มากเท่าคนสูบบุปรี่
สำหรับคนที่สูบบุหรี่มาก่อน พอเปลี่ยนเป็นสูบไปป์แทน
ปรากฏว่า ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ไม่ได้ลดลงเลยลดลง

ท่านทราบไหมว่า....ทำไม ?

คนสูบบุหรีมาก่อน พอเปลี่ยนเป็นคาบไปป์ จะมีลักษณะที่แตกต่างจากคนที่สูบไปป์มาแต่ต้น
โดยเราจะสังเกตุเห็นว่า เขาคาบไปป์ พร้อมกับสูบควันเข้าปอด เหมือนกับการสูบบุหรีไม่มผิด
จึงเป็นเหตุให้เขาได้รับสารพิษเข้าเต็มปอด เหมือนกับการสูบบุหรี่ทุกประการ
และนั่น คือเหตุผลที่ทำให้อัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจยังสูงอยู่เช่นเดิม

เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนบุหรี่ธรรมดาไปเป็นชนิดที่มี “นิโคตีนต่ำ”
หรือ บุหรี่ที่มีก้นกรอง (filter) ก็ไม่ปรากฏว่า การสูบบุปรี่ชนิดดังกล่าว
ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจสูงเช่นเดิม

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
ในบุหรี่ ปรากฏว่า มีสารหลายอย่าง (ประมาณ 4,000 ชนิด)
ที่สามารถทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และ นิโคตินก็เป็นตัวเดียวเท่านั้นเอง
ดังนั้น การกรองเอานิโคตินออกไป ก็ยังเหลือสารชนิดอื่นอีกตั้งเยอะแยะ
ที่สามารถททำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้

นอกจากนั้น ยังพบอีกว่า คนที่สูบบุหรี่ก้อนกรอง ส่วนใหญ่มักจะสูดควันเข้าเต็มปอด
ทุ่กครั้งที่มีการสูบบุหรี่ ดังนั้น จึงทำให้สารที่เป็นอันตรายต่อการเป็นโรคหัวใจ
ถูกสูดเข้าปอดไปในปริมาณสูง

การสูบบุหรี่กับเรื่องเพศ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และถือว่าเป็นโชคของคนไทยที่พบว่า
สตรีเพศ มีการสูบบุหรี่น้อยกว่าเพศชายมาก เมื่อเทียบกับพวกฝรั่ง
ที่พอพบเห็น ก็มีเฉพาะในพวกไฮโซ...เพียงบางส่วนเท่านั้น

ส่วนในอเมริกา ปรากฏว่า สุภาพสตรีมีการสูบบุหรี่กันเพิ่มขึ้นมากเรืรอย ๆ
ดูเหมือนว่า จะมากพอ ๆ กับเพศชายแล้ว (สถิติปี 1990)

เมื่อสุภาพสตรีสูบบุหรี่มากขึ้นนั้น จึงทำให้เกิดมีอัตราการตาย
ที่กิดจากโรคมะเร็งปอด มีมากกว่าอัตราการตายจากมะเร็งเต้านมเสียอีก
นอกจากนั้น ยังพบอีกว่า อัตราการเกิดโรคหัวใจในสตรีที่สูบบุหรี่ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
มีการกล่าวกันว่า จากการสูบบุหรี่ (สตรี) พบว่า บุหรี่จะมีผลกระ
ทบต่อการผลิตฮอร์โมน estrogen รวมถึง “เมทตาบอลิซึม” ของมัน
ที่สำคัญ บุหรี่สามารถลดพลังตามธรรมชาติในการปกป้องไม่ให้เกิดโรคเส้นเลือดแข็ง
(atherosclerosis) เป็นเหตุให้สตรีที่สูบบุหรี่เกิดโรคดังกล่าวได้เร็วกว่าปกติ

นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่า สตรีที่ใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิดซึ่งมี estrogen ในขนาดสูง
จะเพี่มอันตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดในสตรีที่ส์บบุหรี่
โดยเฉพาะในสตรีที่มีอายุมากว่า 35

อ่านต่อ...กด 2 : Smoke and atherosclerosis

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

การออกกำลังกาย ทำให้อาการหืดดีขึ้น หรือเลวลง?

กิฬาเป็นยาวิเศษ....
นั่นเป็นคำกล่าวของปู่-ย่า & ตายาย ที่เรา-ท่านทั้งหลายต่างเคยได้ยินกันมาแล้ว
หลายท่านก็เชื่อ และนำไปปฏิบัติ
ละก็ประสบผลดีตามที่ได้รับการบอกเล่ามา

Geoffrey Chupp,MD. Associate professor of pulmonary
and critical care At Yale School of Medicine...
ได้กล่าวข้อความเหมือนกับปู่-ย่า ของพวกเราว่า
ว่า:

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นหัวใจสำคัญสำหรับทำให้สุขภาพชิวิตของคนเรา
ดีขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีทางเดินหายใจ เป็นโรคอักเสบเรื่อเรื้อรัง
เช่น โรคหืด (asthma) โรคถุงลมโป่งพอง (COPD)
การออกกำลังกาย สามารถทำให้เนื้อปอด ในบริเวณที่ไม่เคยทำงาน
เกิดมีการขยายตัว ทำให้ปอดมีสขภาพดีโดยรวม

หนึ่งในเป้าหมายของการรักษาโรคหืด (asthma)
คือ การทำให้คนที่เป็นโรค สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติ
รวมถึงความสามารถในการออกกำลังกาย โดยไม่ประสบความยุงยากใด ๆ

มีคนไข้หลายราย ที่เป็นโรคหืด จะเกิดมีอาการภายหลังการออกกำลังกาย
เช่น ไอ, หายใจลำบาก
เพื่อป้องกันไมให้เกดมอาการดังกล่าว จึงมีการแนะนำให้พ่นยา (rescue inhaler)
ประมาณ 20 นาทีก่อนออกกำลังกาย
จากการพ่นยาดังกล่าว จะได้ฤทธิ์ของยาสูงสุด ซึ่ง สามารถป้องกันไม่ให้ทางเดิน
ของระบบหายใจ เกิดการหดตัว ก่อนที่จะออกกำลังกาย

นั่นเป็นกรรมวิธีจัดการกับคนไข้ที่เป็นโรคหืด , รวมไปถึงคนที่เป็นดรคที่จะต้องลง
แข่งขันในกีฬาโอลิมปิค เช่น การว่ายน้ำ หรือ วิ่งระยะไกล

จาก Yale Center for Asthma และ คนที่เป็นโรคทางเดินหายใจทุกราย
จะได้รับคำแนะนำให้ทำการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อย่าได้ขาด
และก่อนออกกำลังกาย ให้พ่นยา (rescue inhaler) ก่อนออกกำลังกาย
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการขึ้น

นั่นคือแนวทาง สำหรับท่านที่เป็นโรคหืด หรือ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
ควรถือเป็นหนักปฏิบัติ

http://askyalemedicine.yale.edu/2012/03/26/will-exercise-
make-my-asthma-better-or-worse/

วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

Matter over Mind: การออกกำลังกายเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาความจำ ?

Matter over Mind:
การออกกำลังกาย เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาความจำ...?
April 11,2012

นักศึกษาบางส่วน มีความเข้าใจว่า เพื่อให้การเรียนรู้ประสบผลดี
จำเป็นต้องให้เวลาแก่การศึกษา ให้มากที่สุดที่จะมากได้ โดยไม่
จำเป็นต้องเสียเวลาให้แก่ส่วนอื่น นั่นอาจเป็นความเข้าใจ ที่ไม่ถูก
ต้องทั้งหมด เพราะการศึกษานั้น จะเป็นต้องอาศัยความจดจำใน
สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกด้วย

ผลจากการศึกษา ได้บอกให้เราได้ทราบว่า การออกกำลังกายอย่าง
สม่ำเสมอนั้น ได้ก่อให้เกิดมีการหลังสารทีทำหน้าทีเกี่ยวกับประสาท
สมองตัวหนึ่งขึ้นมา มีชื่อเรียกว่า Brain-derived neurotrophic
factor(BDNF)

BDNF เป็นโปรตีน จะพูดว่า เป็นอาหารของเซลล์ประสาทสมองก็ถูก
มันมีฤทธิ์ในการกระตุ้นเซลล์ประสาทในสมอง ให้เกิดการแตกแขนง-
กิ่งก้านสาขา มีการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทอย่างมากมาย
ซึ่ง สิ่งสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ และความจำของคนเรา

ส่วนในคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย พบว่า ในกายของเขามีจะมี
สาร BDNF ในปริมาณน้อย ไม่เหมือนกับคนที่มีการออกกำลักาย
อย่างสม่ำเสมอ

แม้ว่า จะมีบางคนกล่าวอ้างว่า สาร BDNF จะเพิ่มความจำ และ คง
สภาพความจำในระยะสั้นเท่านั้น แต่ ตามเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย
มันสามารถทำให้เกิดประโยชน์ในด้านความจำในระยะยาว และ สุข
ภาพโดยรวมของสมองให้ดีขึ้นอีกด้วย ยาว และสุขภาพโดยรวมของ
สมองดีขึ้นอีกด้วย

ผลของการศึกษาในคนที่สมองเสื่อม (neurodegenerative disease)
พบว่า เขามีสาร BDNF ในปริมาณที่ต่ำกว่าคน ที่สมองอยู่ใสภาพดี
ทำให้เชื่อว่า BDNF อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะสมองเสื่อม
ได้

จากผลการศึกษาที่พบว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้
มีสาร BDNF ถูกหลั่งออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งตรงกันข้ามกับการที่
ไม่มีการออกกำลังกาย เช่น คนนั่งโต๊ะเป็นประจำ
ในกรณีเช่นนี้ ได้มีการสนับสนุนโดยผล ที่ได้การศึกษาในหนูทดลอง
ซึ่ง มีการออกกำลังกาย และ ไม่ได้ออกกำลังกาย ผลพบว่า:
ในหนูทดลอง ที่มีการออกกำลังกาย เพียงไม่กี่วัน จะมีสาร BDNF ถูก
หลั่งออกมามากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับหนูที่ถูกปล่อยไว้ไม่ให้ออกกำลัง
กาย

ผลจากการศึกษาจาก UCLA ที่ทดลองในหนูทดลอง เพียงการออกกำ
ลังกายในระยะสั้น ๆ ที่ทำให้มสาร BDNF สูงขึ้นนั้น ทำให้มันสามารถ
แก้ปัญหาของมันได้
เมื่อหนูไม่มีการออกกำลังกาย ปรากฏว่า ระดับของ BDNF จะลดลง
แต่พอออกกำลังกายหลังการหยุดพัก ระดับของ BDNF ก็จะกลับสูง
ขึ้นเหมือนเดิม

จากเรื่องดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า ประโยชน์ อันพึงจะได้รับจากการ
ออกกำลังกายนั้น เท่าที่เราทราบ มีเป็นเอนกประการ
และ ที่เกี่ยวข้องกับสมองของคนเรานั้น พบว่า

การออกกำลังกายสามารถทำให้มี การหลั่งสารประสาท ชื่อ BDNF
(Brain-derived neurotrophic factor) ซึ่ง มันทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์
ประสาทของสมอง ทำให้มีการแตกกิ่งก้านสาขา ก่อให้เกิดการเชื่อม
ต่อระหว่างเซลล์ประสาทดีขึ้น ทำให้กระบวนการเรียนรู้ และ ความจำ ดี
ขึ้น และ อาจป้องกันไม่ให้เกิดโรคความจำเสื่อมขึ้นได้
ซึ่ง อาจเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ให้แบ่งเวลาสำหรับการออกกำลังกาย
เพื่อให้สมองมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยเฉพาะมีกระบวนความคิด และ ความ
จำดีขึ้น ซึ่ง น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา เล่าเรียนของเขาเอง

Adapted from:
http://www.yaledailynews.com/news/2011/feb/02/matter-over-mind-physical-exercise-is-central-to/