วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Anemia and Chronic Kidney Disease


Jun 29,2013

เมื่อคนเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD)  มาพบพบแพทย์ด้วยโรคโลหิตจาง...
ทำให้เราเกิดข้อสงสัยขึ้นได้ว่า ….
ทำไมคนเป็นโรคไตเรื้อรัง จึงต้องเกิดโรคโลหิตจาง ?

ไต (Kidneys) ของคนเรา...
ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่กำจัดเอาของเสียออกจากเลือด, 
รักษาความสมดุลให่เกิดขึ้นกับน้ำที่อยู่ในร่างกาย,  และสร้างน้ำปัสสาวะเท่านั้น  
แต่ไตของคนเรายังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงได้อีกด้วย

เป็นที่ทราบกันว่า...
ไต (kidney) ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่ง เรียก erythropoietin (e-RITH-ro-POET-in),
ซึ่งมีหน้าที่ส่งสัญญาณ (signals) ให้ไขกระดูก (bone marrow)
ทำการผลิตเม็ดเลือดแดงขึ้น

เมื่อคนเราเกิดเป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD) ขึ้น...
สมรรถภาพการทำงานของไตลดลง ไม่สามารถสร้างฮอร์โมน derythropoietin ได้พอ 
จึงเป็นเหตุไห้ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือด (RBCs)ได้เพียงพอ 

ในเม็ดเลือดแดง...
จะมีสารชนิดหนึ่ง เรียก hemoglobin ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง
ทำหน้าที่นำ-ส่ง (carrries) ออกซิเจนให้แก่เนื้อเยื่อต่าง ๆ ตลอดทั่วร่างกาย
เมื่อเนื่อเยื้อ...ไม่ได้รับออกซิเจนตามที่ต้องการ ย่อมก่อให้เกิดอาการเหนื่อยเพลีย (fatigue) 
และอ่อนแรง (weakness)

ภายใต้ภาวะโรคโลหิตจาง...
เป็นเหตุให้หัวใจทำงานมากกว่าปกติ  เพื่อชดเชยให้อวัยวะทุกส่วน ในร่างกาย
ไดรับออกซิเจนได้เพียงพอตามที่ต้องการ

ในรายที่ไม่ได้รับการรักษา (untreated anemia)
จะนำไปสู่การชดเชยด้วยการทำงานของหัวใจ (cardiac compensations)
ซึ่งเป็นเหตุให้คนไข้เกิดมีโรคแทรกซ้อน ถึงขั้นเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้สูงขึ้น,

และทำให้คุณภาพชีวิตลดลง  รวมปถึงทำให้มีโอกาสสูญเสียชีวิตได้ง่ายขึ้น

เราจะรักษาภาวะโลหิตจาง ที่เกิดจาโรคจางได้อย่างไร ?

มีสารที่ได้จากการสังเคราะห์ เรียกว่า Epoetin alfa (EPO)
เป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดเลือดแดง (erythropoietin-
Stimulating agent) ได้เหมือนกับฮอร์โมนที่ผลิตขึ้นตามธรรมชาติ

เป็นยาที่มีใช้ตั้งแต่ปี 1990s ซึ่งหมายความว่า  เรามียาตัวนี้ใช้รักษาคนไข้โรคเลือดจาง
ซึ่งเกิดจากโรคไตเรื้อรังเพียงสิบกว่าปีมานี้เอง
ภายหลังจากใช้ยาตัวดัวกล่าวกับคนไข้ดังกล่าว 
จะทำให้ชีวิตของคนไข้โรคไตเรื้อรัง ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สาร EPO จะเริ่มให้แก่คนไข้ในระยะก่อนทำการฟอกเลือด (CKD ระยะ 3-4)
ต่อจากนั้น จะมีการให้สารดังกล่าวในขณะที่มีการฟอกเลือด (dialysis)
ด้วยการให้
ทางเส้นเลือดดำ (intravenously)  และเป็นการให้ในระยะยาว
เพราะกว่ายาจะออกฤทธิ์ให้เห็น  โดยมีเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกสร้างขึ้นใหม่
และให้เซลล์เก่าค่อย ๆ สลายไป ต้องใช้เวลา

ในการให้สาร EPO มีหลักอยู่ว่า...
ร่างกายจะต้องมีธาตุเหล็ก (iron) ในระดับเพียงพอ  จึงจะทำให้การทำงานของ EPO 
ได้ผล  ดังนั้น ก่อนใช้สาร EPO เราจำเป็นต้องมีการตรวจหาค่าของ ธาตุเหล็ก
ที่ถูกสะสมไว้ในร่างกายเสียก่อนว่า มีเพียงพอหรือไม่ ?
นอกจากนั้น การตรวจระดับ hemoglobin  จำเป็นต้องกระทำด้วยเช่นกัน
เพื่อตรวจดูผลที่ได้จากการให้ EPO therapy





Diabetes and Chronic Kidney Disease

Jun 29,2013

เป็นที่ทราบกันว่า...
โรคเบาหวาน ถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดโรคไตเรื้อรัง (CKD)
จากสถิตของสหรัฐฯ เขาได้รายเอาไว้ว่า 
มีคนไข้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ซึ่งตรวจพบได้ใหม่ประมาณ 44% 

ในปี 2010…
สหรัฐฯ เขาประเมินเอาไว้ว่า มีคนเป็นโรคเบาหวาน 25.8 ล้านคน
คิดเป็น 8.3 % ของประชากรทั้งหมด และมีคนที่ถูกวินิจฉัยว่า 
เป็น pre-diabetes ถึง 79 ล้าน ซึ่งหมายความว่า 
คนพวกนี้ มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือด หรือ A1C ไม่มากพอ 
ที่จะวินิจฉัยว่า เป็นโรคเบาหวาน

ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน...
เขายังเกิดเป็นโรคของเส้นเลือดแดง (vascular disease) อีกด้วย
ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจ (heart disease), 
โรคสมองขาดเลือด (stroke), ตาบอด (blindness),
และมีการสูญเสียขา (amputation)

จากสถิติของเขายังรายงานต่ออีกว่า...
โรคเบาหวานเป็นสาเหตุของความตายเป็นอันกับที่ 7th ของคนตายในสหรัฐฯ
(ปี 2007)

การตรวจพบ และให้การรักษาโรคเบาหวานแต่เนิ่น ๆ ได้แสดงให้เห็นว่า
มันสามารถทำให้ทำงานของไต ซึ่งมีโอกาสจะลดลง 
สามารถลดลงได้ถึง 30 % ถึง 70 % 
ทำให้การตรวจค้นหาโรค (screening) และให้การรักษาึคนไข้อย่างด่วน
ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อการพยากรณ์โรค รวมถึงผลดีต่อคนไข้อีกด้วย  

โรคเบาหวานที่พบได้เสมอ มีสองชนิด – T1DM และ T2DM

§     เบาหวานประเภทหนึ่ง (T1DM) จะมีลักษณะสำคัญดังนี้
    Ø ตับอ่อน (pancreas) ไม่สามารถสร้าง insulin ได้
    Ø มักจะได้รับการวินิจฉัยได้ในวัยเด็ก
    Ø พบได้ประมาณ 5 % ถึง 10 % ของคนที่เป็นเบาหวานทั้งหมด

§  เบาหวานประเภทสอง (T2DM) มีลักษณะสำคัญดังนี้:
    Ø ตับอ่อนสามารถสร้าง insulin ได้ แต่เซลล์ของคนเราไม่ยอมตอบสนอง (ใช้) 
      ได้ตามปกต
    Ø เป็นเบาหวานที่พบได้บ่อยกว่า T1DM และมักจะสัมพันธ์กับความอ้วน
    Ø ในปัจจุบัน เริ่มจะพบคนเป็นโรคเบาหวานในเด็ก และคนหนุ่มเพิ่มขึ้น
    Ø สามารถพบได้ประมาณ 90 % ถึง 95 % ของโรคเบาหวาน

เขาเชื่อว่า โรคไตเรื้อรัง (CKD) สามารถเกิดได้ในคนไข้ที่เป็นเบาหวานทั้งสอง
ชนิดได้พอ ๆ กัน

แม้ว่าเราไม่สามารถรักษาโรคไตเรื้อรัง (CKD) ให้หายได้...
แต่การควบคุมสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค (underlying causes) สามารถชะลอ
การเสื่อมสภาพของโรคไตได้  เป็นต้นว่า การควบคุมโรคเบาหวาน 
ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

นอกจากนั้น การควบคุมโรคความดันโลหิตสูง, ควบคุมระดับไขมันในกระแสเลือด, 
และลดน้ำหนักตัวให้สู่ระดับปกติ ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน

Source
www.cdc.gov/diabetes/pubs/pdf/ndfs_2011.pdf

Chronic Kidney Disease and End Stage Renal Disease


Jun 28,2013

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า...
ไต (kidneys)ของคนเรา มีหน้าที่ทำความสะอาดเลือด,
รักษาความสมดุลของน้ำที่อยู่ในร่างกาย โดยการขับเอาน้ำส่วนเกิน 
และของเสียออกจากร่างกายไป 
นอกจากนั้น ไตยังทำหน้าที่รักษาระบบกระดูกให้คงอยู่ในสภาพสมบูรณ์
และมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงให้แก่คนเราด้วย 

ไตที่บกพร่อง (impaired function) ในการทำงาน 
ย่อมเป็นบ่อเกิดของปัญหาทางสุขภาพ และอวัยวะหลายอย่าง 
และเป็นตัวกำหนดให้สูญเสียค่าใช้จ่าย และ
มีผลกระทบต่อสถานภาพทางสังคมของเขาด้วย

สาเหตุสำคัญที่สุด ซึ่งทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง (CKD) ที่พบในคนวัยผู้ใหญ่
ได้แก่ โรคเบาหวาน (diabetes)  และความดันโลหิตสูง (hypertension)
โดยโรคทั้งสองสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา (medication) 
และผลของการใช้ยารักษาโรคดังกล่าว ถ้าสามารถควบคุมโรคได้ดี...
ย่อมสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง (CKD) ได้

สำหรับโรคไตเรื้อรังในเด็กมีความแตกต่างกันตามอายุของเด็ก...
เด็ก...ตั้งแต่วัยแรกเกิด ถึงวัยรุ่น มีสาเหตุจาก “ถุงน้ำ” (cystic) ในไต,
ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือความผิดปกติแต่กำเนิด

ส่วนเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 19 ปี....
สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง (CKD) ส่วนใหญ่จะเป็นผลมาจากโรคการอัdเสบ
ของไต- glomerulonephritis

o   จากสถิตของคนอเมริกา....
   มีคนป่วยเป็นเบาหวานมากกว่า 25 ล้านคน, เป็นโรคความดันโลหิตสูง 
   ถึง73 ล้านคน และทุกคนที่เป็นโรคดังกล่าว ต่างมีความเสี่ยง
   ต่อการเกิดโรคไตเรื้อรังได้ทั้งนั้น
   
   จากข้อมูลดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์กับคนไข้ทุกคนที่เป็นโรคทั้งสอง
   ไม่ว่าเขาจะอยู่ทีไหน ต่างมีโอกาสเกิดโรคไตเรื้อรังได้ทั้งนั้น

o   คนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง สามารถก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพได้หลายอย่าง 
   เช่น โรคโลหิตจาง, ภาวะแทรกซ้อนทางหั้วใจ, โรคกระดูกบาง, 
   และความตาย

o   แนวทางป้องกัน หรือลดภาวะแทรกซ้อนต่างในคนที่เป็นโรค CK 
  ได้แก่ การจัดแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคนไข้ เป็นต้นว่า โรคเบาหวาน, 
  โรคความดันโลหิตสูง ให้เขาได้รับการรักษาที่เหมาะสม

   ความบกพร่องในการทำงานของไตจากการเป็นโรคไตรเื้อรัง...
   สามารถทำให้ระดับของฮอร์โมน erythropoietin ซึ่งทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้
  ไขกระดูก (bone marrow) สร้่างเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง 
   ดังนั้น การให้สารที่เป็นฮอร์โมนตัวดังกล่าว 
   ย่อมทำให้ภาวะเลือดจางของคนไข้ดีขึ้นได้
   
   หากไม่ทำการรักษาภาวะโลหิตจาง...
   โอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของหัวใจมีได้สูง

o   ในคนไข้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ซึ่งไม่ได้รับการรักษา...
   สามารถเปลี่ยนแปลงสู่ระยะสุดท้าย end stage renal disease (ESRD)
   ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น  คนไข้จะต้องได้รับการฟอกเลือด (dialysis) อย่างสม่ำเสมอ 
   เพื่อกำจัดเอาของเสีย (wastes) ออกจากกระแสเลือด
   และ/หรือ รอการผ่าตัดเปลี่ยนไต (renal transplantation)


Source

 Annual data report. Retrieved from www.usrds.org/adr.htm

Movement disorder 3

Jun. 2013

THE BASAL GANGLIA:

ข้อมูลจาก motor cortex และจาก cerebellum.... 
จะถูกส่งไปยังสมองส่วนที่อยู่ลึกลงไปในสมอง มีชื่อเรียก basal ganglia
ซึ่งสมองส่วนนี้ จะทำหน้าที่ในการเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถควบคุมได้
(involuntary component of movement)
โดยมันจะส่งคำสั่ง (output massages) กลับไป motor cortexเพื่อทำหน้าทีหลายอย่าง 
เป็นต้นว่า ช่วยให้เริ่มมีการเคลื่อนไหว (initiate movement),ควบคุมรูปแบบการเคลื่อนไหว, 
หรือการเคลื่อนไหวซ้ำควบคุมความ หนักเบา(แรง), และความตึงของกล้ามเนื้อ 
(muscle tone)

วงจร (circuits) ของคลื่นประสาทจากสมองส่วนที่เป็น  basal ganglia 
มีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก โดยเราจะเห็นว่า  
ภายในโครงสร้างของสมองส่วนนี้  เซลล์ประสาทบางกลุ่มกำลังเริ่มทำงาน  
เซลล์อีกกลุ่ม จะทำหน้าที่สกัดกั้นไม่ให้ทำงาน....
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ยังไม่ใครอธิบายให้เข้าใจ ?

ความผิดปกติ (disruption) ในวงจรคลื่นประสาทภายใน basal ganglia
สามารถทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติหลายอย่าง
ความผิดปกติในการส่งคลื่นประสาทใน basal ganglia…ถูกทำให้เชื่อว่า 
เป็นสาเหตุของการเคลื่อนไหวผิดปกติหลายอย่าง
เป็นต้นว่า tics, tremors, dystonia, และการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอื่นๆ
โดยเราไม่ทราบกลไกที่แท้จริงว่า มันเป็นอย่างไร?

การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติบางอย่าง เช่น Huntington’s disease,
Inherited ataxias ต่างมีต้นเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม
มีโรคบางอย่าง ซึ่งมีกล้ามเนื้อบางกลุ่มเท่านั้นที่เกิดการหดเกร็งติดต่อกัน เรียก focal dystonia  
ซึ่งเป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม และบางรายเกิดจากบาดเจ็บ (trauma)

ส่วนสาเหตุของโรค “พาร์กินสัน” ...
ส่วนใหญ่ไม่สามารถทราบได้ว่า มีสาเหตุเกิดจากอะไร
มีบางรายพบในรูปที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยพบเห็นในคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน

อาการ (Symptoms)

การเคลื่อนไหวผิดปกติ (abnormal movements)…
ถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ อาจเป็น hyperkinetic ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวมากไป 
(too much movement) และ hypokinetic ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนไหวน้อยไป
(too little movement)

Hyperkinetic  movements (การเคลื่อนไหวมากไป) ได้แก่:

§  Dystonia -เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างต่อเนื่อง
ทำให้การเคลื่อนไหวนั้นบิดหมุน (twisting) หรือมีการเคลื่อนไหวแบบซ้ำกันหลายครั้ง 
ร่วมกับความผิดปกติของท่าทาง (abnormal postures) 

Dystonia อาจปรากฏในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง (focal)
หรืออาจเกิดทั่วร่างกาย (general)

Focal dystonia อาจเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อของคอ
ทำให้เกิดภาวะ cervical dystonia หรือ torticollis;
ถ้าเกิดที่ใบหน้าด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าหดเกร็ง (hemifacial spasm); 
หดเกร็งของเปลือกตา (eyelid) เรียกว่า  Blepharospasm; 
ถ้าเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อของปาก หรือกราม เรียกว่า oromandibular dystonia; 
กล้ามเนื้อของคาง และเปลือกตา เกิดการหดเกร็ง เรียก oromandibular dystonia; 
กล้ามเนื้อกร่องเสียงหดเกร็ง เรียก Laryngeal dystonia; หรือ เกิดที่กล้ามเนื้อของแขน
หรือขา เรียก writer’s cramp หรือ occupational cramps

Dystonia… การเคลื่อนไหวผิดปกติ  หากเกิดมากไป อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวด 
รวมไปถึงการทำให้เป็นคนไีร้สมรรถภาพไป


§  Tremor- ภาวะสั่นกระตุกของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเอง
โดยไม่สามารถควบคุมได้ (involuntary)
ภาวะดังกล่าว อาจเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อกำลังเกิดการผ่อนคลาย
(relaxed) หรือเกิดขึ้นในขณะที่กำลังทำงาน หรือเกิดขึ้นในขณะที่
ที่อยู่ในท่าที่กำลังปฏิบัติงาน

§  Tics- เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเองอย่างรวดเร็ว, ไม่เป็นจังหวะ
การเคลื่อนไหวแบบนี้ สามารถควบคุมได้ในระยะสั้น ๆ

§  Myoclonus-เป็นการเคลื่อนไหวแบบกระตุก, สั้น ๆ, 
เป็นการหาฃดเกร็งของกฃ้ามเนื้อ แบบสั่นกระตุก โดยไม่สามารถควบคุมได้
การกระตุกแบบนี้ อาจเกิดขึ้นครั้งเดียว หรือเกิดซ้ำหลายครั้ง
โดยมีความแตกต่างจากการเคลื่อนไหวแบบ tics ตรงที่ การเคลื่อน
ไหวแบบ myoclonus ไม่สามารทำการควบคุมได้แม้แต่ในช่วงสั้นๆ

§  Spasticity- เป็นการเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้ออย่างผิดปกติ
โดยอาจมีส่วนร่วมกับการชักกระตุกของกล้ามเนื้อ (involuntary
muscle spasms), มีกล้ามเนื้อหดเกร็งติดต่อกัน, และมีปฏิกิริยาสะท้อน
กลับ (deep tendon reflex) เพิ่มผิดปกติ เป็นเหตุให้การเคลื่อนตามปกติกระทำได้ด้วย
ความยากลำบาก หรือไม่สามารถควบคุมได้เลย

§  Chorea- เป็นการเคลื่อนไหวแบบกระตุก ไม่เป็นจังหวะ (non-rhythmic)
โดยเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถควบคุมได้
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่แขน และขาทั้งสองข้าง
การเคลื่อนไหวแบบ chorea สามารถเกิดขึ้นกับมือ, เท้า, ลำตัว, คอ และใบหน้าได้

§  Chereoathetosis เป็นกลุ่มอาการของการเคลือนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีแบบแผน 
ซึ่งมักจะปรากฏขึ้นในขณะพักผ่อน อาจมีลักษณะเหมือนฟ้อนรำ, 
หรือดิ้นแด่วเหมือนปลาถูกทุบหัว ?

§  Ballism- เป็นการเคลื่อนไหวคล้าย chorea แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะ
ใหญ่กว่า และรุนแรงกว่า และมักจะเกิดขึ้นที่แขน หรือขา
การเคลื่อนแบบนี้ บางที่เรียก ballismus ซึ่งสามารถเกิดขึ้นทั้งสองข้าง หรือ
เกิดขึ้นด้านเดียวของร่างกาย (hemiballismus)

§  Akathisia- เป็นการเคลื่อนไหวแบบอยู่ไม่สุข (restlessness)
และมีความปรารถนาที่จะเคลื่อนไหว  เพื่อให้เกิดความสบาย 
เช่น ความรู้สึกอยากคลาน , อยากเหยียดแขนขา, หรือรู้สึกคัน
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ขาทั้งสอง

§  Athetosis- เป็นการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ อย่างต่อเนื่อง เหมือนปลาถูกทุบ
ในระยะสุดท้ายก่อนหยุดการเคลื่อนไหว  ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับแขน หรือขา
ทั้งสองข้าง โดยคนไข้ไม่สามารถควบคุมมันได้

การเคลื่อนไหวผิดปกตแบบช้า (hypokinetic movement) ได้แก่:

§  Bradykinesia- เป็นการเคลื่อนไหวแบบช้าที่สุด (exteme slowness) 
เป็นการเคลื่อนไหวแบบแข็งเกร็ง (stiffness of movement)

§  Freezing- เป็นลักษณการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ โดยไม่สามารถที่จะเริ่ม
เคลื่อนไหวได้ หรือ เมื่อมีการเคลื่อนไหวก็จะหยุดลงทันทีก่อนที
(involuntary stoping)

§  Rigidity- ความตึงของกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้นเมื่อแขน และขาถูกกระทำ
โดยแรงจากภายนอก

§  Postural instability- เป็นภาวะที่สูญเสียความสามารถในการยืนตัวตรง โดยเป็นผล
มาจาก righting reflexes  (labyrinthine reflex) เสียไป หรือทำงานช้าไป
(ซึ่งเป็น reflexes ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการปรับตำแหน่งของร่างกาย ....)


วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Movement disorder 2

JUn. 2013

กลุ่มกล้ามเนื้อต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ต่อต้าน
(Antagonistic muscle pairs)

การเคลื่อนไหวของมือตามทีกล่าวมา ถือเป็นการเคลื่อนไหวอย่างง่ายๆ
แต่การเคลื่อนไหวที่มีความละเอียดกว่านั้น จะเกิดจากบทบาทของ
กลุ่มกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ตรงข้าม ซึ่งทำหน้าที่ต่อต้านกับกลุ่มกล้ามเนื้อ
ตามที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้

ยกตัวอย่าง...
กล้ามเนื้อ biceps ซึ่งอยู่ทางด้านหน้าของต้นแขน
จำหน้าที่ทำให้แขนงอพับที่ข้อศอก ส่วนส่วนกล้ามเนื้อ triceps ที่อยู่ทางด้านหลัง
ของต้นแขน เมื่อมีการหดตัว  จะทำให้แขนเหยียดตรง 
ซึ่งทำหน้าที่ตรงข้ามกับกล้ามเนื้อ biceps

ในการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งสองกลุ่ม...
จะถูกควบคุมโดยการทำงานของระบประสาท  โดยมีคลื่นกระแสประสาทจากไขสันหลัง
ที่ถูกส่งมายังกล้ามเนื้อกลุ่มดังกล่าว โดยการทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มหนึ่งหดตัว 
และขณะเดียวกันจะบล็อกการทำงานของกล้ามเนื้อกลุ่มตรงข้ามไม่ให้ทำงาน

เพื่อให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น...
ในขณะที่มีคลื่นประสาท (signals) ให้กล้ามเนื้อ biceps ทำงานด้วยกาเกิดการหดตัว
อีกคำสั่งหนึ่งจากไขสันหลัง จะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อ Triceps
เกิดการหดตัว

บาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับไขประสาทสันหลัง หรือสมอง สามารถทำลาย
ระบบคุมควบการเคลื่อนไหวดังกล่าว และก่อให้เกิดมีการหดเกร็งของ
กล้ามเนื้อได้เอง (involuntary simultaneous contraction) พร้อมกับ
ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายถูกแรงต่อต้านเกิดขึ้น

The Cerebellum (สมองน้อย)

เมื่อการเคลื่อนไหวของมือเริ่มเกิดขึ้น
จำเป็นต้องได้รับข้อมูลทางความรูสึก (sensory information) ที่สำคัญ
เพื่อเป็นเป็นตัวชี้นำให้นิ้วมือสามารถกเคลื่อนไหวสู่เป้าหมายได้ถูกต้องตามต้องการ

นอกเหนือจากภาพที่เห็น (sight) ยังมีข้อมูลที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ
ตำแหน่งของร่างกาย (position sense) โดยมีเซลล์ประสาทจำนวนในบริเวณมือ และเท้า
ทำหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับตำแหน่ง (position)  และท่าทาง (posture)
ของมือ และเท้า (proprioception) ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำให้การใช้นิ้วมือสัมผัส
ส่วนต่าง ๆ ของใบหน้า

อวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว (balance organs)
ซึ่งอยู่ในหูชั้นใน (inner ears) จะเป็นตัวให้ข้อมูลเกี่ยวกับท่าทางของคน(posture)

ข้อมูลต่างๆ ที่ได้จาก proprioception และจาก balance organs ใน
หูชั้นใน และจากตา จะส่งผ่านการประมวนผลโดยสมองน้อย หรือที่เราเรียก cerebellum
ซึ่งจะมีการปรับปรุงการเคลื่อนไหว ให้มีความประณีตขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่เกิดความผิดปกติในสมองน้อย (cerebellum)…
จะทำให้สมองส่วนดังกล่าวไม่สามารถควบคุมแรง, ตำแหน่งที่เหมาะสม, รวมถึงความเร็ว
ของการเคลื่อนไหว  ทำให้เกิดการเคลื่นไหวที่ผดปกติไป (ataxia)

นอกจากนั้น ความผิดปกติในสมองน้อย
อาจทำให้เกิดความบกพร่องในการตัดสินระยะทางของเป้าหมายผิดพลาดไป 
เช่น สั้นไป หรือยาวไป (dysmetria)

และอาการสั่นเทา (tremor) ของร่างกายในระหว่างการเคลื่อนไหว
ก็เป็นผลมาจากสมองน้อย (cerebellum) ถูกทำลายได้เช่นกัน

   <<  Prev   Next>>

 

Movement disorder 1

Jun. 2013

การเคลื่อนไหวผิดปกติ....
จัดเป็นกลุ่มของโรค และกลุ่มของอาการแสดงที่กระทบต่อการควบคุม
การเคลื่อนไหวของร่างกาย

มันเป็นการเคลื่อนไหวแบบง่าย ๆ 
โดยเจ้าตัวไม่ต้องใช้แรงแต่อย่างใด  เมันเกิดขึ้นได้เอง (involuntary)
แต่การเคลื่อนไหวตามปกติ จำเป็นต้องอาศัยระบบการควบการเคลื่อนไหว...
หากเกิดมีการขัดขวางในส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบดังกล่าว สามารถทำให้
การเคลื่อนไหวผิดเพี้ยนไปได้  เป็นต้นว่า อ่อนแรงเกินไป, ออกแรงมากไป,
ไม่มีการประสานกัน, หรือไม่สามารถใช้มือทำงานได้ตามปกติ
เป็นเหตุให้การเคลื่อนไหวตามที่ตั้งใจไว้ ไม่สามารถดำเนินไปได้ 
ภาวะดังกล่าว เราเรียกว่า movement disorders

สถิติประชากร (Demographics)

อุบัติการณ์ และสถิติประชากรจะมีความแตกต่างกันตามชนิดของการเคลื่อนไหว
ที่ผิดปกติยกตัวอย่าง Restless leg syndrome(RLS) จะพบได้ประมาณ 12 ล้านคน
ของประชากรในสหรัฐฯ โดยจะเกิดขึ้นกับทั้งเพศชาย และหญิงในอายุเท่าใดก็ได้ 
และมีแนวโน้มจะเลวลงเมื่อคนเราแก่ตัวขึ้น

สำหรับการเคลื่อนไหวผิดปกติแบบ ataxia…
ที่พบได้บ่อยที่สุดเห็นจะเป็นพวก Friedreich’s ataxia  
ซึ่งจากสถิติของสหรัฐฯ ได้รายงานว่า สามารถพบได้หนึ่งรายใน
ประชากร 50,000 ราย  โดยพบได้ทั้งชาย และหญิง

Causes and Symptoms
สาเหตุ (Causes)

ตามปกตอ การเคลื่อนไหว (movement) ของร่างกาย 
จะถูกทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการประสานการทำงานของศูนย์ต่างๆ ภายในสมอง 
เช่น motor cortex, Cerebellum และกลุ่มแซลล์ของสมองที่มีชื่อว่า basal ganglia

ข้อมูลที่ได้จากความรู้สึก (sensory information)…
จะบ่งบอกถึงตำแหน่งในปัจจุบัน และความเร็วของการเคลื่อนไหวของส่วนของร่างกาย 
โดยเซลล์ของประสาทในไขสันหลัง จะช่วยทำหน้าที่ป้องกัน
กล้ามเนื้อกลุ่มตรงข้ามไม่เกิดการหดเกร็งขณะที่กล้ามเนื้ออีกกลุ่มกำลังทำงาน
ยกตัวอย่าง กลุ่มที่ทำให้เกิดการหด...กลุ่มที่ทำให้เหยียดจต้องหยุด เป็นต้น

เพื่อให้เข้าใจว่า การเคลื่อนไหวผิดปกติมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
ลองมาพิจารณาการเคลื่อนไหวตามปกติในชีวิตประจำวันของเราดู
เช่น ในขณะที่เรากำลังเอื้อมมือไปสัมผัสสิ่งของที่อยู่ใกล้ตัวด้วยนิ้วชี้
ในการทำงานดังกล่าว จะต้องมีการยกแขนขึ้น พร้อมกับเหยียดแขนออกไป  
มือ และแขน (forearm) และนิ้วชี้ (forefinger) จะอยู่ในท่าเหยียดตรง
ในขณะที่นิ้วอื่น ๆ อยู่ในท่างอ (flexion) ตลอดเวลา

The Motor Cortex…
คำสั่งจากสมองให้มีการเคลื่อนไหว (voluntary motor commands )
มันจะเริ่มต้นที่สมองส่วนที่เราเรียกว่า motor cortex
ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่้ขอบนอกสของสมอง มีลักษณะเป็นรอยย่น (wrinkled surface)

การเคลื่อนไหวของแขนด้านขวา จะเริ่มต้นจากคำสั่งที่ออกจากสมอง
ด้านซ้าย- Left motor cortex ซึ่งจะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้าม
เนื้อที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการเคลื่อนไหว  โดยคลื่นกระแสไฟฟ้าดังกล่าว
จะวิ่งผ่าน upper motor neurons ทะลวงผ่านสมองส่วนกลาง(midbrain) 
วิ่งผ่านไปยังไขประสาทสันหลัง (spinal cord)

ภายในไขประสาทสันหลังเอง...
คลื่นประสาทที่วิ่งจาก Left motor cortex จะติดต่อกับเซลลประสาทระดับ
ล่าง ที่เราเรียกว่า lower motor neurons
ซึ่งเป็นเซลล์ประสาท ทำหน้าที่ถ่ายทอดคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อ
ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าว เกิดการหดตัว (contraction) เกิดมีแรงดึงกระดูก(skeleton) 
ของแขน และมือ และทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของแขน, มือ,
และนิ้วมือตามที่ตั้งใจ

ถ้ามีเซลล์ประสาทตามทางเดินของเคลื่นประสาทตามที่กล่าวมา
ถูกทำลายไป หรือเกิดตายไป ย่อมทำให้การทำงานของระบบกล้ามเนื่อ 
และข้อกระดูกเกิดการเคลื่อนไหวผิดปกติ



>> Next