continue.
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ มีหลายชนิด ที่เป็นชนิดหลัก (main types)
ที่เราควรู้ ได้แก่:
• Supraventricular tachycardia (SVT)
ความผิดปกติชนิดนี้ เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ไม่ถูกควบคุมด้วย SA node
แต่ ตำแหน่งที่ก่อให้เกิดคลื่นกระแสไฟฟ้า ทำให้เกิด SVT จะอยู่ ณ จุดหนึ่งในกล้ามเนื้อหัวใจ
ที่อยู่เหนือสองห้องล่าง(ventricles)
ตรงจุดนี้แหละ มันจะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังทุกส่วนของกล้ามเนื้อสองห้องล่างของหัวใจ
ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวเกิดการหดเกร็ง (contract) ได้เร็วกว่าปกติ 140-240 คร้ง ต่อนาที
และการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นการหดเกร็ง หรือการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ ที่มีความสำม่เสมอ
ซึ่ง การเกิดการหดเกร็งดังกล่าว เป็นความผิดปกติ จะเกิดนานประมาณ 2-3 นาที
บางรายนานเป็นชั่วโมง
ระยะเวลาของการเกิด SVT มีได้แตกต่างกันไป บางรายเกิดขึ้นห่างกันในระยะสั้น ๆ
วันหนึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง บางราย นาน ๆ จะเกิดครั้ง เช่น ปีละครั้ง หรือ ปีละสองครั้ง
แต่ส่วนใหญ่ จะอยู่ระหว่างกลาง ซึ่ง เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอีก
• Atrial fibrillation (AF)
ใน AF คลื่นกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติจำนวนมาก ซึ่ง ยิงจากส่วนต่าง ๆ ของหัวใจส่วนบน (atria)
ให้คลื่นกระแสไฟฟ้า กระจายไปทุกส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนบน
จากนั้น กล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบนเกิดการหดเกร็ง ที่เร็วมาก เป็นแบบสั่นระริก (fibrillate)
ซึ่งหมายความว่า มีบางส่วนของกล้ามเนื้อของสองห้องบนเท่านั้น ที่มีการหดเกร็ง (contract)
อาจมากถึง 400 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
มีบางคลื่นของหัวใจจากกล้ามเนื้อห้องบน (atria) เท่านั้น สามารถผ่านผ่าถึงกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างได้
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบ่าง (ventricles) สามารถเต้นได้ 160 – 180 ครั้ง ต่อนาที
และการเต้นของหัวใจ ก็เป็นการเต้นที่ไม่สมำเสมอ แต่ละครั้ง มีแรงของการบีบตัวไม่เท่ากัน
เมื่อเกิดมี AF ขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดถาวร แต่ในบางราย
อาจเป็นชนิดที่ "มาแล้วก็ไป"(paroxysmal AF)
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ แต่ ก็อาจเกิดขึ้นในคนหนุ่มสาวได้เช่นกัน
• Ventricular tachycardia
เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก
ในกรณีนี้ หัวใจสองห้องล่างจะเต้นเร็วกว่าปกติ (ประมาณ 120-200 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที)
การเต้นของหัวใจสองห้องบน (atria) จะเต้นด้วยอัตราความเร็วปกติ
ดังนั้น ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการเต้นของหัวใจสองห้องล่าง ไม่ตอบสนองต่อ
คลื่นกระแสไฟฟ้าที่มาจากหังใจสองห้องบนเลย
• Ventricular fibrillation (VF):
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติจากสองห้องล่าง (VF) เกิดจากคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
ทียิงออกมาจากกล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่างนั้นแหละ
จากนั้น กล้ามเนื้อของสองหัวใจด้านล่าง จะหดตัวแบบสั่นระริก (fibrillate)
ซึ่งหมายความว่า การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง ไม่มีแรงมากพอ
ที่จะส่งเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
ถ้า คนไข้ไม่ได้รับการแก้ไขทัน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ:
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ ส่วนใหญ่จะมีต้นเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
มีการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial infarction)
• Heart block:
ความผิดปกติชนิดนี้ เกิดขึ้นได้เมื่อคลื่นกระแส ไฟฟ้าของหัวใจ
ถูกปิดกันเพียงบางส่วน (partial) หรือถูกปิดกั้นโดยตลอด (complete)
ซึ่งเกิดขึ้นตรงตำแหน่งระหว่างหัวใจสองห้องบน และ หัวใจสองห้องล่าง
SA node ที่อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจด้านบน (atria) จะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าด้วยอัตราปกติ
แต่คลื่นดังกล่าวไม่สามารถ่ผ่านไปได้เหมือนปกติ และการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่าง
จะขึ้นกับคลื่นของกระแสไฟฟ้า ที่สามารถวิ่ง ผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างเท่านั้น
การปิดกั้นการเดินทางของคลื่นกระแสไฟฟ้า สามารถแบ่งออกเป็น:
o First degree heart block:
ในกรณีนี้ กระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากกล้ามเนื้อหัวใจ (atria)ผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่าง
จะถูกปิดกั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้การเต้นของหัวใจ ทำงานได้ตามปกติ
o Second degree heart block:
ในกรณีนี้ คลื่นของหัวใจจากหัวใจสองห้องบน บางคลื่นไม่สามารถวิ่งผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างได้
เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่าง (ventricles) เต้นช้าลง
o Third degree heart block or complete:
ในกรณีนี้ จะไม่มีคลื่นกระแสไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบน (atria) ผ่านไปยังหัวใจส่วนล่างได้
ดังนั้น การเต้นของหัวใจ จะไม่เต้นเพราะคลื่นจากหัวใจส่วนบน (atria) ซึ่งมีคลื่นจาก SA node
แต่ จะเต้นได้โดยคลื่นกระแสไฟฟ้า ที่ถูกสร้างจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างเท่านั้น
โดยมันจะเต้นได้ประมาณ 20 – 40 ครั้ง ต่อนาที
• Sick sinus syndrome:
ในกรณีนี้ ความผิดปกติจะเกิดขึ้นที่ SA node ที่ถูกทำลายไป
ทำให้การปล่อยกระแสไฟฟ้า ไม่เป็นปกติ ท่ำให้การเต้นของหัวใจแปรเปลี่ยนไป
บางครั้งเต้นเร็ว บางคร้งเต้นช้าลง
สาเหตุทำให้เกิดการเต้นหัวใจทีผิดปกติ
(causes of arrhythmias)
การเต้นของหัวใจทีผิดปกติหลายอย่าง เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ
ยกตัวอย่าง:
Ishcaemic heart disease ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก (angina)
และหัวใจทำทำลายจากการขาดเลือด (heart attack) โดยมีต้นเหตุมาจากหัวใจขาดเลือด
ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในระบบของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจเอง
การที่กล้ามเนื้อของหัวใจถูกทำลาย (heart attack) จะเป็นต้นหตุให้เกิดการเต้นที่ผิดปกติ
หรือกระทั้งทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจถูกปิดกั้น (block) ได้
Heart valve diseases:
โรคของลิ้นหัวใจ สามารถทำให้หัวใจขยายตัวโตขึ้น เมื่อมันโตขึ้นสามารถทำให้เกิดมี
คลื่นหัวใจที่ผิดปกติไป ยกตัวอย่าง เช่น โรค AF เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในคนไข้
ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจ “ไมตรอล” (mitral valve disease)
High blood pressure:
คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง สามารถทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติไปได้เช่นกัน
Age-related degeneration (ageing):
คนเมื่อมีอายุมากขึ้น ย่อมมีการเสื่อมลงเป็นธรรมดา เช่น กล้ามเนื้อ ของหัวใจก็มีการเสื่อม
โดยเฉพาะเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ระบบ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับคลื่นกระแสไฟฟ้าของ
เมื่อมันเสื่อม ย่อมมีผลกระทบต่อการส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าได้ไม่มากก็น้อย
หัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Complete heart block
Cardiomyopathy:
ความผิดปกติในกล้ามเนื้อหัวใจ บางครั้งสามารถทำให้เกิดความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ (arrhythmia)
ในบางคน อาจเนื่องมาจากความผิดปกติในทิศทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
ซึ่งมีมาตั้งแต่กำเนิด ยกตัวอย่าง มีที่กำเนิดคลื่นไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม เกิดในตำแหน่ง
ระหว่างหัวใจห้องบน(atria) และห้องล่าง (ventricles)
ซึ่งจะทำให้เกิด การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจชนิด SVT (อาการจะปรากฏขึ้น เมื่อโตขึ้นถึงวัยหนุ่ม)
ความพิการของหัวใจแต่กำเนิด (congenital heart defect) สามารถมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้
การอักเสบของหัวใจ ก็สามารถเกิดการเต้นที่ผิดปกติได้เชนกัน...
อาการของคนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ
(symptoms of arrhythmia)
คนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมีได้แตกต่างกัน ขึ้นกับความรุนแรงของโรค
ในคนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ที่เต้นได้อย่างไม่สม่ำเสมอ
ซึ่งจะมาเมื่อไรก็ไมรู้ แล้วก็ผ่านไป อาการที่เกิดจะเกิดขึ้นอย่างฉัยพลัน
อาการที่เกิดอาจเป็น:
o Palpitation เป็นความรู้สึกของการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
เช่น รู้สึกใจสั่น ความรู้สึกดังกล่าว ยังสามารถพบได้ในคนปกติ ซึ่ง หัวใจเต้นปกติ แต่รู้สึกไม่ปกติ
ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญแพทย์ระะบบหัวใจ ทำการ
วินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง
o ชีพจรที่เกิดขึ้น อาจเต้นเร็ว เต้นช้า หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ
o มีความรู้สึกวิงเวียน (dizziness) หรือ รู้สึกจะเป็นลม (faint)
หายใจไม่พอ บางคนบอกว่า เป็นการหายใจไม่ทั่วท้อง ซึ่งมีลักษณะหายใจถี่ และ สั้น
(shortness of breath)
o บางคนเกิดความรู้สึกเจ็บหน้าอก
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติบางราย อาจมีความรุนแรงมากกว่าคนอื่นอัตราการเต้นของหัวใจ ที่เต้นเร็ว หรือ ช้า กว่าปกติ
ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเลือด ที่ไปเลี้ยงหัวใจน้อยกว่าปกติ
ในบางรายอาจลงเอยด้วยการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว หรือ หมดความรู้สึกไป (collapse)
จำเป็นต้องได้รับการตรวจด้วยหรือ ?
Do I need any tests?
ในคนไข้บางราย ที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ แพทย์สามารถบอกได้ไม่ยาก
หมอเขา เพียงแต่ตรวจดูชีพจร และตรวจดูร่างกายของท่านเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในบางรายที่มีอาการไม่สม่ำเสมอ นาน ๆ เกิดที
อาการทีเกิดนั้น อาจเป็น หรือไม่ได้เกิดจากการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติก็ได้
ยกตัวอย่าง คนบางคนมีอาการ palpitation อาจเกิดจาก ectopic beats
หรือ อาจเกิดจากการที่เขาตระหนักรู้ถึงภาวการณ์เต้นของหัวใจที่ปกติก็ได้
คนบางราย มีอาการวิงเวียน dizziness spells หรือ เป็นลม (fainting attack)
อาจเกิดจากการมีการเต้นของหัวใจ ที่นาน ๆ เกิดมีอาการที (intermittent)
ดังนั้น การตรวจสามารถสามารถยืนยันได้ว่า การเต้นหัวใจของท่านผิดปกติหรือไม่
ซึ่งแพทย์สามารถบอกได้ว่า การเต้นที่ผิดปกตินั้น เป็นผิดปกติชนิดใด
การตรวจที่ท่านควรรู้มดังนี้:
Electrocardiogram (ECG)
EKG Test เป็นวิธีการตรวจที่ไม่เจ็บปวด และปลอดภัย
มี electrodes แปะไว้ที่บริเวณแขน ขา และบริเวณหน้าอก แล้วต่อเข้ากับเครื่อง EKG
คลื่นของกระแสไฟฟ้าของหัวใจ จะถูกบันทึกบนแผ่นกระดาษ หรือ บันทึกด้วยคอมพิวเตอร์
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติขณะที่ทำการตรวจ สามารถพบได้ และบันทึกได้ในขณะทำการตรวจ
Ambulatory ECG
ในกรณีที่ท่านมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ จะเต้นเมื่อไดก็ไม่รู้ (intermittent) เราไม่สามารถตรวจ
ด้วยการตรวจตามปกติ จำเป็นต้องตรวจด้วยเครื่องที่ติดไว้กับตัวคนไข้ (ambulatory EKG)
เป็นการตรวจคลื่นของหัวใจขณะที่ท่านทำงานในกิจวัตรประจำวัน เป็นการตรวจตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมกันนั้น ท่านจะต้องบันทึกเวลาที่ท่านมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น (เช่น อาการใจสั่น-palpitation)
เมื่อสิ้นสุดการตรวจ แพทย์จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกจากเครื่องตรวจ EKG
ที่สำคัญ อาการที่เกิดขึ้นในขณะทีท่านบันทึก เมื่อเทียบเคียงกับคลื่นที่บันทึกไว้ สามารถบอกได้ว่า
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือ ปกตินั้น มันตรงกับอาการความรู้สึกที่ท่านมีหรือไม่
Exercise ECG
บางครั้ง การตรวจคลื่นของหัวใจ EKG จะกระทำในขณะที่ท่านออกกำลังกาย
เช่น เดินบนสายพาน หรือถีบจักรยาน เป็นการกระตุ้นให้เกิดมีอาการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติขึ้น
ซึ่ง อาจพบชนิดการเต้นที่ผิดปกติ ที่นาน ๆ เกิดที (intermittent arrhythmia)
การรักษาภาวการณ์เต้นหัวใจผิดปกติ (arrhythmia)
หัวใจที่เต้นผิดปกติในแต่ละชนิด มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน
นอกจากนั้น การรักษาโรคที่ซ่อนตัวอยู่ เช่น โรคต่อมไทยรอยด์ทำงานเกิน หรือ
หัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) หรือ โรคความดันสูง
Medication
มียาหลายขนาน ที่สามารถกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการป้องกัน
การเกิดการเต้นของหัวใจแบบที่เราไม่ทราบว่าจะเกิดเมื่อใด (intermittent arrhythmia)
หรือ ถูกนำไปใช้ในการควบคุมภาวะ atrial fibrillation
Catheter ablation (destruction) treatment
เป็นวิธีการรักษาคนไข้ที่มีการเต้นหัวใจผิดปกติแบบ SVT, Ventricular tachycardia
และ AF เป็นการรักษาด้วยการทำลายตำแหน่งที่ก่อให้เกิดคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติ
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการสอดใส่ catheter ผ่านเส้นเลือดดำที่บริเวณต้นขา เข้าสู่หัวใจ
ให้ปลาย catheter ไปจ่อตรงบริเวณที่ต้องการทำลาย โดยอาศัย X-rays เป็นเครื่องช่วย
Cardioversion
เป็นวิธีการรักษาคนไข้ที่มีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติบางชนิด เช่น หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia)
ยกตัวอย่าง ในคนไข้บางรายที่เป็น Atrial fibrillation (AF) ซึ่งเกิดขึ้นไม่นาน
และใช้รักษาคนไขบางรายที่เป็น ventricular tachycardia
ในขณะที่คนไข้ได้รับการดมยาสลบ เขาทำการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (electric shock) ตรงบริเวณ
หน้าอกตรงตำแหน่งของหัวใจ
การกระทำด้วยการกระตุกด้วยไฟฟ้าดังกล่าว สามารถเปลี่ยนคลื่นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ
ให้กลับสู่ปกติได้
Artificial pacemakers
เป็นวิธีการรักษา ที่นำมาใช้รักษาคนไข้ที่คลื่นของหัวใจถูกสกัดกั้น (heart block)
และในบางสถานการณ์ artificial pacemaker เป็นเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ที่ฝังไว้ใต้ผิวหนัง
บริเวณหน้าอก จากเครื่องมือดังกล่าว มีสายลวดเส้นเล็ก ๆ สอดผ่านไปยังหัวใจ
ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว สามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นได้ตามปกติ
Implantable cardioverter defibrillators (ICDs)
เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะคล้าย pacemaker ซึ่งถูกฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณยอดอก
มีลวดเส้นเล็ก ๆ สอดผ่านไปยังหัวใจ เครื่องมือดังกล่าวจะตรวจสอบการเต้นของหัวใจ
ถ้าการเต้นของหัวใจผิดปกติ เครื่องมือจะส่งคลื่น electric shock ไปยังหัวใจ ทำให้
คลื่นที่ผิดปกติหยุดลง
http://www.patient.co.uk/health/Arrhythmias.htm
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555
Abnormal Heart Rhythms (Arhythmia)
การที่คนเราจะสามารถเอาชนะปัญหา (โรค) ที่เกิดขึ้น กับของเราได้
เราจำเป็นต้องรู้ ธรรมชาติของปัญหานั้น ๆ ให้ได้เสียก่อน
จากนั้น เราเพียงแต่ปฏิบัติการให้คล้อยตามธรรมชาติของมัน
ปัญหาที่เกิด ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ใด...
ก็น่าจะทำให้บรรเทาลงได้บ้าง
ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาเขียน...เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของหัวใจ
สิ่งที่เราควรรู้ คือ ธรรมชาติของหัวใจ
ซึ่งมีทั้งด้านปกติ และ ไม่ปกติ:
การเต้นของหัวใจ และ ระบบคลื่นกระแสไฟฟ้าของมัน:
หัวใจของคนเรามีสี่ห้อง- สองห้องบน(atria) และ สองห้องล่าง (ventricles)
เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่า กล้ามเนื้อของหัวใจ ส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อที่ธรรมชาติสร้างขึ้นพิเศษ
เพื่อให้มันทำงานได้ตลอดชีวิต
ตามสถิตของกระทรวงสาธารณสุข คนไทย ชาย จะมีอายุยืนยาว ถึง 71 ปี
ส่วนหญิง จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า 77 ปี
โดยที่หัวใจทั้งสี่ห้อง จะมีการทำงานด้วยการบีบตัว (contract) เป็นจังหวะตลอดเวลา
เพื่อบีบเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โดย ที่การทำงานของมัน จะมีการบีบตัวเป็นจังหวะที่มีความสมำเสมอ ด้วยแรงที่คงที่
ขั้นตอนการเต้นของหัวใจ เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกาย :
Sinoatrial node (SA node) เป็นปุ่มเล็ก ๆ อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจด้านขวา (rt.atria)
เป็นตัว ทำหน้าที่กำหนดเวลา (in-built timer) ปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าออกไปตามเส้นใยเล็ก ๆ
ไปยังส่วนต่างๆ ของกล้ามเนื้อหัวใจสองห้อง (both atria) ด้วยอัตรา 60 – 80 ครั้งต่อนาที
ผลจากการส่งคลื่นไฟฟ้าดังกล่าว จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจของสองห้องบนหดตัว (contract)
และปีบเลือดให้ไหลผ่านลิ้นหัวใจ (one-way valve) ไปยังสองช่องล่างของหัวใจ (ventricles)
คลื่นกระแสไฟฟ้า (electrical impulse) จะไปถึงปุ่มก้อนเนื้อเล็ก ๆ มีชื่อเรียกว่า
Atrioventricular node (AV node) ซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งช่วงล่างสุดของหัวใจซีกขวา
มันทำหน้าเหมือนกับ “รอยต่อ...” (junction box)
เมื่อคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งมาถึงจุดนี้ มันจะช้าลงนิดหนึ่ง
และ จากปุ่ม AV node จะมีใยประสาท รวมตัวเป็นแผ่น (atrioventricular bundle)
ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อของหัวใจสองช่องล่าง (ventricles)
Atrioventricular bundle (AV bundle) จะแยกเป็นสองเส้นซ้าย-ขวา
และจาก เส้นประสาทที่แบ่งตัวนั้น จะมีใยประสาทเล็ก ๆ (Purkinje system)
ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า กระจายไปยังทุกส่วนของกล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่าง
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสองช่องล่าง (ventricles) หดเกร็ง (contract)
และบีบตัวทำให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจ (one way valves) ผ่านเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่อีกสองเส้น:
o เส้นเลือดแดงจากหัวใจห้องล่างด้านขวา (pulmonary artery) ทำหน้าที่นำเลือดไปยังปอด
o เส้นเลือดแดงจากห้องล่างของหัวใจด้านซ้าย (aorta) จะทำหน้านำเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ภายหลังการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (contract) มันจะหยุดในระยะสั้น (diastole)
มีเลือดจะไหลกลับสู่หัวใจผ่านเส้นเลือดดำใหญ่ (large veins)
เข้าสู่หัวใจสองช่องบน (atria) ซ้าย และขวา:
o เส้นเลือดดำ ที่เข้าสู่หัวใจ ห้องซ้ายบน (lt. atria)
จะนำเลือดที่ผ่านการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดเป็นที่เรียบร้อย
o เส้นเลือดดำ ที่เข้าสู่หัวใจห้องขวาบน (rt. Atria)
จะนำเลือดจากร่างกาย เป็นเลือดที่ต้องการออกซิเจน
นั้น คือ ธรรมชาติของหัวใจ ซึ่งทำงานเป็นปกติ มันเป็นเชนนั้นเอง
นอกเหนือไปจากนั้น เรายังพบว่า มีการทำงานของมัน ที่ผิดไปจากปกติ
แต่ก็ยังถือว่าปกติ เช่น:
Sinus tachycardia
มันหมายถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเต้นเร็วกว่าปกติ (เต้นเร็วกว่า 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที)
ในกรณีเช่นนี้ จะพบเห็นในคนที่กำลังออกกำลังกาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
มันอาจเกิดขึ้น ถ้าท่าน: เป็นโรคเลือดจาง มีไข้สูง เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่ท่านตกอยู่ในภาวะตกใจกลัว
ซึ่งในขณะนั้น ร่างกายของท่านจะหลั่งสาร Adrenaline สุ่กระแสโลหิต ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น
Sinus bradycardia
มันหมายถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเต้นได้ช้ากว่าปกติ นั่นคือ เต้นช้ากว่า 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
มีบางคนที่มีสุขภาพฟิตจัด จะมีระดับการเต้นของหัวใจระหว่าง 50 – 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
ในบางคนอาจเต้นได้ช้ากว่านั้น
นอกจากนั้น การที่หัวใจเต้นช้าลง ยังสามรรถพบได้ในคนที่มีต่อมไทรอยด์ ทำงานน้อยกว่าปกติ
Ectopic beats:
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เต้นเกินกว่าปกติ ต้นได้ไม่สม่ำเสมอ
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เราพบได้บ่อย แต่ไม่เป็นอันตรายใด ๆ
คนส่วนใหญ่ ที่มีการเต้นของหัวใจปกติอยุ่แล้ว จะมี ectopic beat หนึ่งครั้งในหนึ่งวัน
นอกเหนือไปจากนั้น การดื่มกาแฟ ดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้ท่านเกิดมี ectopic beats ได้บ่อย
และในบางคน ที่มีโรคหัวใจบางชนิด อาจมีการเต้นของหัวใจ (ectopic beats) ได้
เมื่อเราได้รู้ว่า การเต้นของหัวใจที่ปกติเป็นอย่างไรแล้ว
ลองมาดูการเต้นที่ผดปกติของหัวใจดูบ้างว่า มันเป็นเช่นใด ?ล
การเต้นของหัวใจผิดปกติ (arrhythmia)
เมื่อมีการพูดถึงความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ
เราหมายถึง ความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือ/และ ความผิดปกติในอัตราการเต้นของมัน
ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน แต่ทั้งหมดต่างมีปัญหาที่เกิดในระบบ
การส่งคลื่นกระกระแสไฟฟ้าของหัวใจนั่นเอง
ความผิดในการเต้นของหัวใจ บางรายมีความรุนแรงมากกว่ารายอื่น
บางรายที่เกิดการเต้นไม่สม่ำเสมอ (intermittent) เป็น -หาย
คนบางรายมีการเต้นที่ผิดปกติเป็นประเภทถาวร (permanent)
ถ้าไม่รักษาตรวจเมื่อใดก็พบเมื่อนั้นแหละ...
Continue > Arrhythmia : ความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ ประเภทหลัก
เราจำเป็นต้องรู้ ธรรมชาติของปัญหานั้น ๆ ให้ได้เสียก่อน
จากนั้น เราเพียงแต่ปฏิบัติการให้คล้อยตามธรรมชาติของมัน
ปัญหาที่เกิด ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ใด...
ก็น่าจะทำให้บรรเทาลงได้บ้าง
ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาเขียน...เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของหัวใจ
สิ่งที่เราควรรู้ คือ ธรรมชาติของหัวใจ
ซึ่งมีทั้งด้านปกติ และ ไม่ปกติ:
การเต้นของหัวใจ และ ระบบคลื่นกระแสไฟฟ้าของมัน:
หัวใจของคนเรามีสี่ห้อง- สองห้องบน(atria) และ สองห้องล่าง (ventricles)
เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่า กล้ามเนื้อของหัวใจ ส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อที่ธรรมชาติสร้างขึ้นพิเศษ
เพื่อให้มันทำงานได้ตลอดชีวิต
ตามสถิตของกระทรวงสาธารณสุข คนไทย ชาย จะมีอายุยืนยาว ถึง 71 ปี
ส่วนหญิง จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า 77 ปี
โดยที่หัวใจทั้งสี่ห้อง จะมีการทำงานด้วยการบีบตัว (contract) เป็นจังหวะตลอดเวลา
เพื่อบีบเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โดย ที่การทำงานของมัน จะมีการบีบตัวเป็นจังหวะที่มีความสมำเสมอ ด้วยแรงที่คงที่
ขั้นตอนการเต้นของหัวใจ เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกาย :
Sinoatrial node (SA node) เป็นปุ่มเล็ก ๆ อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจด้านขวา (rt.atria)
เป็นตัว ทำหน้าที่กำหนดเวลา (in-built timer) ปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าออกไปตามเส้นใยเล็ก ๆ
ไปยังส่วนต่างๆ ของกล้ามเนื้อหัวใจสองห้อง (both atria) ด้วยอัตรา 60 – 80 ครั้งต่อนาที
ผลจากการส่งคลื่นไฟฟ้าดังกล่าว จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจของสองห้องบนหดตัว (contract)
และปีบเลือดให้ไหลผ่านลิ้นหัวใจ (one-way valve) ไปยังสองช่องล่างของหัวใจ (ventricles)
คลื่นกระแสไฟฟ้า (electrical impulse) จะไปถึงปุ่มก้อนเนื้อเล็ก ๆ มีชื่อเรียกว่า
Atrioventricular node (AV node) ซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งช่วงล่างสุดของหัวใจซีกขวา
มันทำหน้าเหมือนกับ “รอยต่อ...” (junction box)
เมื่อคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งมาถึงจุดนี้ มันจะช้าลงนิดหนึ่ง
และ จากปุ่ม AV node จะมีใยประสาท รวมตัวเป็นแผ่น (atrioventricular bundle)
ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อของหัวใจสองช่องล่าง (ventricles)
Atrioventricular bundle (AV bundle) จะแยกเป็นสองเส้นซ้าย-ขวา
และจาก เส้นประสาทที่แบ่งตัวนั้น จะมีใยประสาทเล็ก ๆ (Purkinje system)
ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า กระจายไปยังทุกส่วนของกล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่าง
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสองช่องล่าง (ventricles) หดเกร็ง (contract)
และบีบตัวทำให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจ (one way valves) ผ่านเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่อีกสองเส้น:
o เส้นเลือดแดงจากหัวใจห้องล่างด้านขวา (pulmonary artery) ทำหน้าที่นำเลือดไปยังปอด
o เส้นเลือดแดงจากห้องล่างของหัวใจด้านซ้าย (aorta) จะทำหน้านำเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ภายหลังการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (contract) มันจะหยุดในระยะสั้น (diastole)
มีเลือดจะไหลกลับสู่หัวใจผ่านเส้นเลือดดำใหญ่ (large veins)
เข้าสู่หัวใจสองช่องบน (atria) ซ้าย และขวา:
o เส้นเลือดดำ ที่เข้าสู่หัวใจ ห้องซ้ายบน (lt. atria)
จะนำเลือดที่ผ่านการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดเป็นที่เรียบร้อย
o เส้นเลือดดำ ที่เข้าสู่หัวใจห้องขวาบน (rt. Atria)
จะนำเลือดจากร่างกาย เป็นเลือดที่ต้องการออกซิเจน
นั้น คือ ธรรมชาติของหัวใจ ซึ่งทำงานเป็นปกติ มันเป็นเชนนั้นเอง
นอกเหนือไปจากนั้น เรายังพบว่า มีการทำงานของมัน ที่ผิดไปจากปกติ
แต่ก็ยังถือว่าปกติ เช่น:
Sinus tachycardia
มันหมายถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเต้นเร็วกว่าปกติ (เต้นเร็วกว่า 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที)
ในกรณีเช่นนี้ จะพบเห็นในคนที่กำลังออกกำลังกาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
มันอาจเกิดขึ้น ถ้าท่าน: เป็นโรคเลือดจาง มีไข้สูง เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่ท่านตกอยู่ในภาวะตกใจกลัว
ซึ่งในขณะนั้น ร่างกายของท่านจะหลั่งสาร Adrenaline สุ่กระแสโลหิต ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น
Sinus bradycardia
มันหมายถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเต้นได้ช้ากว่าปกติ นั่นคือ เต้นช้ากว่า 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
มีบางคนที่มีสุขภาพฟิตจัด จะมีระดับการเต้นของหัวใจระหว่าง 50 – 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
ในบางคนอาจเต้นได้ช้ากว่านั้น
นอกจากนั้น การที่หัวใจเต้นช้าลง ยังสามรรถพบได้ในคนที่มีต่อมไทรอยด์ ทำงานน้อยกว่าปกติ
Ectopic beats:
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เต้นเกินกว่าปกติ ต้นได้ไม่สม่ำเสมอ
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เราพบได้บ่อย แต่ไม่เป็นอันตรายใด ๆ
คนส่วนใหญ่ ที่มีการเต้นของหัวใจปกติอยุ่แล้ว จะมี ectopic beat หนึ่งครั้งในหนึ่งวัน
นอกเหนือไปจากนั้น การดื่มกาแฟ ดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้ท่านเกิดมี ectopic beats ได้บ่อย
และในบางคน ที่มีโรคหัวใจบางชนิด อาจมีการเต้นของหัวใจ (ectopic beats) ได้
เมื่อเราได้รู้ว่า การเต้นของหัวใจที่ปกติเป็นอย่างไรแล้ว
ลองมาดูการเต้นที่ผดปกติของหัวใจดูบ้างว่า มันเป็นเช่นใด ?ล
การเต้นของหัวใจผิดปกติ (arrhythmia)
เมื่อมีการพูดถึงความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ
เราหมายถึง ความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือ/และ ความผิดปกติในอัตราการเต้นของมัน
ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน แต่ทั้งหมดต่างมีปัญหาที่เกิดในระบบ
การส่งคลื่นกระกระแสไฟฟ้าของหัวใจนั่นเอง
ความผิดในการเต้นของหัวใจ บางรายมีความรุนแรงมากกว่ารายอื่น
บางรายที่เกิดการเต้นไม่สม่ำเสมอ (intermittent) เป็น -หาย
คนบางรายมีการเต้นที่ผิดปกติเป็นประเภทถาวร (permanent)
ถ้าไม่รักษาตรวจเมื่อใดก็พบเมื่อนั้นแหละ...
Continue > Arrhythmia : ความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ ประเภทหลัก
วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Fat Maldistribution In HIV
ก่อนเขียนบทความเรื่องนี้ บังเอิญได้ยินผู้คนเขากล่าวถึงการหาลูกเขย
ปรากฏว่า นอกจากความเหมาะสมต่าง ๆ ที่คนชอบพูดถึงแล้ว
มีสิ่งหนึ่ง ที่คไม่ค่อยจะกล่าวถึงนัก
นั่นคือ หากเจ้าหนุ่ม มันมีโรคเอดส์ซ่อนอยู่ภายในละ...?
ไม่ต้องกล่าวหรอกว่า จะทำอย่างไร ?
จากบทความเรื่องที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้...
ถ้าท่านเจอหน้าใคร ท่านอาจได้เลยว่า เจ้าหนุ่มคนนี้ อาจเป็นโรคอย่างว่า ก้ได้นะ ?
Fat Maldistribution In HIV
ในคนไข้ที่เกิดเป็นโรค HIV ที่ได้รับการรักษาด้วย antiretroviral drugs
จะพบความผิดปกติในการกระจายตัวของมวลไขมัน
ซึ่งมีลักษณะพิเศษ ปรากฏให้เห็น โดยมีภาวะไขมันฝ่อตัว (lipoatrophy)
เกิดขึ้นในคนไข้เป็นโรค HIV ในระยะสุดท้าย
ในระยะต้น ๆ จะไม่เห็น...(นี้แหละคือปัญหาในการดูตัวผู้จะมาเป็นลูกเขย)
มีรายงานว่า คนเป็นโรค HIV ที่ได้รับการรักษาด้วย NRTI monotherapy
จะปรากโว่า มีมวลของไขมันรวมตัวกันเป็นกระจุก
อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวของไขมันที่ผิดปกติ (maldistribution)
พบมากขึ้นในยุคที่คนไข้ HIV ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหลายตัวร่วมกัน
นอกจาก จะพบไขมันรวมตัวกันเป็นกระจุก (hyperadiposity)แล้ว
เรายังจะพบเห็น “มวลของไขมัน” ฝ่อตัว (lipoatrophy)อีกด้วย
การกระจายตัวของมวลไขมัน (muldistribtion) หรือจะเรียกว่า lipodystrophy
เมื่อร่วมกับความผิดปกติทาง "เมทตาบอลิซึม" ของร่างกาย
เช่น การไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน,และการมีไขมันในเลือดสูง(hyperlipidemia)
ซึ่ง ถูกเรียก lipodystrophy syndrome
ภาวะ lipodystrophy อาจมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติหลายอย่างเกิดขึ้น
เช่น ภาวะไขมันมันในเลือดที่มีปริมาณผิดปกติ (dyslipidemia), glucose intolerance,
หรือ lactic acidosis.
ในกรณีของมวลไขมันรวมตัวเป็นกระจุก เราสามารถพบเห็น ในบริเวณช่วงของท้อง
ใครปล่อยให้มีไขมันรอบบั้นเอว...ถูกใครพบเห็น
ระวัง ! จะมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเจ้าของโรค HIV ?
นอกจากนั้น จะพบไขมันกระจุกตัวที่บริเวณโหนกคอ (dorso-cervical fat pad)
และ บริเวนเต้านม (ทั้งหญิง และชาย)
ไม่ว่า มันจะกระจุกอยู่ที่ใหน ก็เป็นตราบาป ให้คนเข้าใจผิดอยู่ดี...ฉนั้น อย่าให้มันปรากฏบนตัวเราน่าจะดีกว่า
อย่างไกรก็ตาม เมื่อคนไข้ ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส จะพบภาวะมวลไขมันรวมตัวเป็น
กระจุกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่สามารบอกได้ว่า เป็นเพราะยาบางตัว
หรือเป็นเพราะพิษของยากันแน่ ?
สวนบริเวณที่มวลไขมันฝ่อตัว (fat atrophy)ละ จะพบได้ที่บริเวรใหนของร่างกาย ?
ครับ...จะพบได้ที่บริเวณใบหน้า
ซึ่งแต่ก่อนที่เราจะรู้เรื่อง "เอดส์" พวกหนุ่มหรือแก่ ที่เป็นสิงห์ ขี้ยาทั้งหลาย มีใบหน้าที่มีหนังติดกระดูกเหมือนโรค
ที่เรากำลังกล่าวถึงทุกประการ (หรือมันเป็นโรคเอดส์ ?)
นอกจากนั้น เรายังพบเห้นตอไปอีกว่า มวลไขมันตรงบริเวณต้นแขนก็หายไปด้วย
ในกรณีของการเกิดการรวมตัวของมวลไขมันเป็นกระจุก มักพบเห็นในรายที่ได้รับ NRTI ในระยะยาว
ส่วนที่มีมวลไขมันฝ่อตัว (lipoatrophy) จะพบในรายที่ได้รับ stavudine
ซึ่ง อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบว่า คนไข้ได้รับการรักษามาเป็นเวลานานก็ได้
ในปัจจุบัน ไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ที่จะต่อการกับมวลไขมันที่รวมตัว (fat accumulation)
หรือ มวลไขมันฝ่อตัว (lipoatrophy)
ซึ่งถ้าทำได้ คงปกปิดไม่ให้ใครรู้ว่า...ตัวเองเป็นสิงห์อมควัน หรือเป็นโรคอย่างว่าได้
การหยุดยารักษา (antiretroviral medications) หรือสับเปลี่ยนยา
ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ท่านที่มีปัญหาดังกล่าว...คงต้องรอต่อไป จนกว่าเขาจะพบวิธีรักษา
http://www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/rr5107a1.htm
ปรากฏว่า นอกจากความเหมาะสมต่าง ๆ ที่คนชอบพูดถึงแล้ว
มีสิ่งหนึ่ง ที่คไม่ค่อยจะกล่าวถึงนัก
นั่นคือ หากเจ้าหนุ่ม มันมีโรคเอดส์ซ่อนอยู่ภายในละ...?
ไม่ต้องกล่าวหรอกว่า จะทำอย่างไร ?
จากบทความเรื่องที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้...
ถ้าท่านเจอหน้าใคร ท่านอาจได้เลยว่า เจ้าหนุ่มคนนี้ อาจเป็นโรคอย่างว่า ก้ได้นะ ?
Fat Maldistribution In HIV
ในคนไข้ที่เกิดเป็นโรค HIV ที่ได้รับการรักษาด้วย antiretroviral drugs
จะพบความผิดปกติในการกระจายตัวของมวลไขมัน
ซึ่งมีลักษณะพิเศษ ปรากฏให้เห็น โดยมีภาวะไขมันฝ่อตัว (lipoatrophy)
เกิดขึ้นในคนไข้เป็นโรค HIV ในระยะสุดท้าย
ในระยะต้น ๆ จะไม่เห็น...(นี้แหละคือปัญหาในการดูตัวผู้จะมาเป็นลูกเขย)
มีรายงานว่า คนเป็นโรค HIV ที่ได้รับการรักษาด้วย NRTI monotherapy
จะปรากโว่า มีมวลของไขมันรวมตัวกันเป็นกระจุก
อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวของไขมันที่ผิดปกติ (maldistribution)
พบมากขึ้นในยุคที่คนไข้ HIV ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหลายตัวร่วมกัน
นอกจาก จะพบไขมันรวมตัวกันเป็นกระจุก (hyperadiposity)แล้ว
เรายังจะพบเห็น “มวลของไขมัน” ฝ่อตัว (lipoatrophy)อีกด้วย
การกระจายตัวของมวลไขมัน (muldistribtion) หรือจะเรียกว่า lipodystrophy
เมื่อร่วมกับความผิดปกติทาง "เมทตาบอลิซึม" ของร่างกาย
เช่น การไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน,และการมีไขมันในเลือดสูง(hyperlipidemia)
ซึ่ง ถูกเรียก lipodystrophy syndrome
ภาวะ lipodystrophy อาจมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติหลายอย่างเกิดขึ้น
เช่น ภาวะไขมันมันในเลือดที่มีปริมาณผิดปกติ (dyslipidemia), glucose intolerance,
หรือ lactic acidosis.
ในกรณีของมวลไขมันรวมตัวเป็นกระจุก เราสามารถพบเห็น ในบริเวณช่วงของท้อง
ใครปล่อยให้มีไขมันรอบบั้นเอว...ถูกใครพบเห็น
ระวัง ! จะมีคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเจ้าของโรค HIV ?
นอกจากนั้น จะพบไขมันกระจุกตัวที่บริเวณโหนกคอ (dorso-cervical fat pad)
และ บริเวนเต้านม (ทั้งหญิง และชาย)
ไม่ว่า มันจะกระจุกอยู่ที่ใหน ก็เป็นตราบาป ให้คนเข้าใจผิดอยู่ดี...ฉนั้น อย่าให้มันปรากฏบนตัวเราน่าจะดีกว่า
อย่างไกรก็ตาม เมื่อคนไข้ ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส จะพบภาวะมวลไขมันรวมตัวเป็น
กระจุกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่สามารบอกได้ว่า เป็นเพราะยาบางตัว
หรือเป็นเพราะพิษของยากันแน่ ?
สวนบริเวณที่มวลไขมันฝ่อตัว (fat atrophy)ละ จะพบได้ที่บริเวรใหนของร่างกาย ?
ครับ...จะพบได้ที่บริเวณใบหน้า
ซึ่งแต่ก่อนที่เราจะรู้เรื่อง "เอดส์" พวกหนุ่มหรือแก่ ที่เป็นสิงห์ ขี้ยาทั้งหลาย มีใบหน้าที่มีหนังติดกระดูกเหมือนโรค
ที่เรากำลังกล่าวถึงทุกประการ (หรือมันเป็นโรคเอดส์ ?)
นอกจากนั้น เรายังพบเห้นตอไปอีกว่า มวลไขมันตรงบริเวณต้นแขนก็หายไปด้วย
ในกรณีของการเกิดการรวมตัวของมวลไขมันเป็นกระจุก มักพบเห็นในรายที่ได้รับ NRTI ในระยะยาว
ส่วนที่มีมวลไขมันฝ่อตัว (lipoatrophy) จะพบในรายที่ได้รับ stavudine
ซึ่ง อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบว่า คนไข้ได้รับการรักษามาเป็นเวลานานก็ได้
ในปัจจุบัน ไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ที่จะต่อการกับมวลไขมันที่รวมตัว (fat accumulation)
หรือ มวลไขมันฝ่อตัว (lipoatrophy)
ซึ่งถ้าทำได้ คงปกปิดไม่ให้ใครรู้ว่า...ตัวเองเป็นสิงห์อมควัน หรือเป็นโรคอย่างว่าได้
การหยุดยารักษา (antiretroviral medications) หรือสับเปลี่ยนยา
ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
ท่านที่มีปัญหาดังกล่าว...คงต้องรอต่อไป จนกว่าเขาจะพบวิธีรักษา
http://www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/rr5107a1.htm
Lipid Management in Diabetes Type 2
คนที่เป็นโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 มักจะมีส่วนร่วมกับความเสี่ยงให้เกิดโรคสูงขึ้น
โดยเฉพาะ "โรคหัวใจ และหลอดเลือดแดง" (CVD)
และ มีส่วนร่วมกับ ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก
ในการป้องกัน และรักษาคนที่เป็นที่โรคเบาหวานชนิดดังกล่าว
เบาหวานประเภท 2 มีส่วนร่วมกับการทำให้มีความเสี่ยงต่อของการเกิดหัวใจและหลอดเลือด
ซึ่งมีลักษณะเหมือนกบคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน
นอกเหนือไปจากนั้น ภายหลังจากการเกิดโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจขึ้นแล้ว
คนไข้ที่เป็นเบาหวาน พร้อมกับโรคหลอดเลือด และหัวใจ
จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ได้มากกว่าคนไม่เป็นเบาหวาน
ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า คนเป็นเบาหวานมีปัจจัยเสียงมากมายต่อการเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
โดย มีระดับไขมันในกระแสเลือดทีผิดปกติ (dyslipidemia) เป็นปัจจัย
LIPOPROTEIN PATTERN IN DIABETES
ในคนเป็นโรคเบาหวาน มีไขมันที่ทำหน้าที่ให้เกิดเส้นเลือดแดงตีบตันได้นั้น
มีชื่อว่า diabetic dyslipidemia หรือ artherogenic dyslipidemia
ซึ่ง ประกอบด้วยไขมันที่มีระดับสูง เช่น triglyceride , low HDL cholesterol,
และ small dense LDL particles
ไขมันเหล่านี้ มีชื่อเรียกว่า lipoprotein โดยจะมีส่วนร่วมกับ การทำให้ร่างกาย
ไม่ตอบสนองต่อฤทธิ์ของอินซูลิน
ระดับของไขมันอีกชนิดหนึ่ง LDL cholesterol ที่ปรากฏในคนเป็นเบาหวาน
จะมีลักษณะเช่นเดียวกับคนไมเป็นเบาหวานทุกประการ
ส่วน small dense LDL particles นี้ซิ มีนมีความน่ากลัว
เพราะมันทำให้ผนังของเส้นเลือดแดง เพิ่มความไว ต่อการรับเอาออกซิเจนเพิ่มขึ้น
ในคนไข้ที่มีระดับ triglyceride มากกว่า 130 mg/dL จะพบว่า
ในกระแสเลือดของคนเราจะมี small LDL particles กลายเป็นเรื่องธรรมดาได้
กล่าวโดยรวม คนไข้ที่เป็นเบาหวานทั้งหลาย พบว่าประมาณ 30-40%
จะมีระดับ triglyceride อยู่ในระดับมากกว่า 200 mg / dL
และอีก 10 % พบระดับ triglyceride มากกว่า 400 mg / dL
อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาจากอังกฤษ คนไข้ที่มีระดับ TG ประมาณ 159 mg / dL
ไม่สามารถนำมาพยากรณ์เกี่ยวกับการเกิดโรคหัวใจ และหลดเลือด (CVD)ได้เลย
ส่วน LDL cholesterol เคยเป็นตัวพยากรณ์อิสระของการเกิดโรคหลอดเลือด
ตีบ และรองลงไปเป็น HDL cholesterol
ซึ่ง National guideline ได้สนับสนุนให้ใช้ LDL cholesterol
เป็นเป้าหมายหลัก ในการลดระดับไขมันที่สูงเกิน ลงสู่ระดับปกติ
LIPID TARGETS
National Cholesterol Education Panel Guidelines
โรคเบาหวาน จะถูกพิจารณาให้มีค่าเทียบเท่ากับโรคหัวใจ และหลอดเลือด(CVD)
ดังนั้น เป้าหมายของไขมัน (lipid target) ในคนเป็น
โรคเบาหวาน จึงมีค่าเท่ากับคนที่เป็นโรคหัวจหลอดเลือดแดง (CVD)แล้ว
และเป้าหมายหลักของ LDL cholesterol ต้องมีค่าต่ำกว่า 100 mg/dL
เมื่อไม่นานมานี้ the National Cholesterol Education Panel
(NCEP) ADULT Treatment Panel III (ATP III)
ได้ลดระดับ cut-point เพื่อการรักษาด้วยยา จากระดับ
130 mg/dL สู่ระดับ 100 mg / dL
และในคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคทุกราย เช่น คนเป็นเบาหวาน และมีโรคหัวใจ
เป้าหมายที่ดีที่สุด คือ 70 mg / dL
สำหรับรายที่มีระดับ triglycerides > 200 mg / dL
ซึ่งถือเป็นเป้าหมายรอง (secondary lipid target)
เป็นค่าที่ได้จาก:
nonpHDL-C = (total cholesterol) minus (HDL-C)
เป็นค่าทีรวบรวมสาร( หรืออนภาค)ทุกตัว ที่เป็นตัวเหตุให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด (CVD)
เช่น apolipoprotein (apo) B, เช่น LDL, lipoproteins (a),
intermediate-density lipoprotein, และ VLDL
เป้าหมายของ non-HDL-Cholesterol
จะมีค่า = 30 mg / dL plus LDL target (<130 mg / dL
สำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน)
ในกรณีคนไข้มีระดับ triglycerides มากกว่า 500 mg/dL
เป้าหมายของการรักษา คือ ต้องลดระดับ triglycerides ลงอย่างรีบด่วน....ต้องทำทันที
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภาวะตับอ่อน อักเสบ (pancreatitis)
HDL cholesterol เป็นเป้าหมายที่สาม (third lipid target):
การเพิ่มระดับ HDL cholesterol ในด้านทฤษฏีถือว่าใช่เลย...
ต้องทำให้คนไข้ ที่มีระดับ HDL-C ต่ำกว่า 40 mg/dL มีระดับสูงขึ้น
American Diabetes Association Guidelines
The American Diabetes Association (ADA) ได้ตั้งเป้า
สำหรับไขมันต่าง ๆ ที่อยู่ในกระแสเลือดเอาไว้ ดังนี้:
LDL cholesterol < 100 mg / dL
HDL cholesterol > 40 mg / dL(ชาย), 50 mg/dL (หญิง)
Triglycerides < 150 mg/ dL
เป้าหมายหลักในการรักษา (primary treatment strategy)
ตามแนวทางของ NCEP แนะนำให้ตั้งเป้าเอาไว้ดังนี้:
LDL cholesterol < 100 mg /dL โดยแนะให้ทำการ
รักษาด้วยยา (pharmacological therapy) เมื่อไขมันตังกล่าว
สูงกว่า 100 mg/ dL ซึ่งกระทำในคนไข้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดตีบแข็งแล้ว
และเริ่มรักษาด้วยยา เมื่อคนธรรมดา ไม่เป็นโรค มีค่า LDL-C สูงกว่า 130 mg/ dL
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำที่ให้ไว้ในปี 2005 ยังกล่าวว่า การรักษาด้วยสาร statin (statin therapy)
สามารถลด LDL-C ลงได้ประมาณ 30 % โดยไม่คำนึงว่า ฐานของไขมันดังกล่าวจะอยู่ที่ใด
ไขมัน HDL-cholesterol เป็นตัวที่สอง ที่ต้องจัดการเพื่อทำให้มันเพิ่มระดับขึ้น และ
ไขมันตัวที่สาม ที่ต้องจัดการทำให้ลดลดลงสุ่เป้าหมาย คือ triglycerides
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่พบว่า มีการรักษาเป็นการเฉพาะถูกกำหนดขึ้น
CLINICAL TRIAL EVIDENCE
จากการวิเคราะห์การรักษาด้วยสาร statins ในการรักษา
ชี้ให้เห็นว่า เป็นผลดีทั้งในกลุ่มเป็นโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคเบาหวาน
และ ในคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน
ส่วนการใช้สาร fibrates หรือ niacin นั้น มีการศึกษาน้อยมาก
Continue > Treatment: Lifestyle
โดยเฉพาะ "โรคหัวใจ และหลอดเลือดแดง" (CVD)
และ มีส่วนร่วมกับ ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าว ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก
ในการป้องกัน และรักษาคนที่เป็นที่โรคเบาหวานชนิดดังกล่าว
เบาหวานประเภท 2 มีส่วนร่วมกับการทำให้มีความเสี่ยงต่อของการเกิดหัวใจและหลอดเลือด
ซึ่งมีลักษณะเหมือนกบคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน
นอกเหนือไปจากนั้น ภายหลังจากการเกิดโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจขึ้นแล้ว
คนไข้ที่เป็นเบาหวาน พร้อมกับโรคหลอดเลือด และหัวใจ
จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ได้มากกว่าคนไม่เป็นเบาหวาน
ดังนั้น เราจึงกล่าวว่า คนเป็นเบาหวานมีปัจจัยเสียงมากมายต่อการเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
โดย มีระดับไขมันในกระแสเลือดทีผิดปกติ (dyslipidemia) เป็นปัจจัย
LIPOPROTEIN PATTERN IN DIABETES
ในคนเป็นโรคเบาหวาน มีไขมันที่ทำหน้าที่ให้เกิดเส้นเลือดแดงตีบตันได้นั้น
มีชื่อว่า diabetic dyslipidemia หรือ artherogenic dyslipidemia
ซึ่ง ประกอบด้วยไขมันที่มีระดับสูง เช่น triglyceride , low HDL cholesterol,
และ small dense LDL particles
ไขมันเหล่านี้ มีชื่อเรียกว่า lipoprotein โดยจะมีส่วนร่วมกับ การทำให้ร่างกาย
ไม่ตอบสนองต่อฤทธิ์ของอินซูลิน
ระดับของไขมันอีกชนิดหนึ่ง LDL cholesterol ที่ปรากฏในคนเป็นเบาหวาน
จะมีลักษณะเช่นเดียวกับคนไมเป็นเบาหวานทุกประการ
ส่วน small dense LDL particles นี้ซิ มีนมีความน่ากลัว
เพราะมันทำให้ผนังของเส้นเลือดแดง เพิ่มความไว ต่อการรับเอาออกซิเจนเพิ่มขึ้น
ในคนไข้ที่มีระดับ triglyceride มากกว่า 130 mg/dL จะพบว่า
ในกระแสเลือดของคนเราจะมี small LDL particles กลายเป็นเรื่องธรรมดาได้
กล่าวโดยรวม คนไข้ที่เป็นเบาหวานทั้งหลาย พบว่าประมาณ 30-40%
จะมีระดับ triglyceride อยู่ในระดับมากกว่า 200 mg / dL
และอีก 10 % พบระดับ triglyceride มากกว่า 400 mg / dL
อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาจากอังกฤษ คนไข้ที่มีระดับ TG ประมาณ 159 mg / dL
ไม่สามารถนำมาพยากรณ์เกี่ยวกับการเกิดโรคหัวใจ และหลดเลือด (CVD)ได้เลย
ส่วน LDL cholesterol เคยเป็นตัวพยากรณ์อิสระของการเกิดโรคหลอดเลือด
ตีบ และรองลงไปเป็น HDL cholesterol
ซึ่ง National guideline ได้สนับสนุนให้ใช้ LDL cholesterol
เป็นเป้าหมายหลัก ในการลดระดับไขมันที่สูงเกิน ลงสู่ระดับปกติ
LIPID TARGETS
National Cholesterol Education Panel Guidelines
โรคเบาหวาน จะถูกพิจารณาให้มีค่าเทียบเท่ากับโรคหัวใจ และหลอดเลือด(CVD)
ดังนั้น เป้าหมายของไขมัน (lipid target) ในคนเป็น
โรคเบาหวาน จึงมีค่าเท่ากับคนที่เป็นโรคหัวจหลอดเลือดแดง (CVD)แล้ว
และเป้าหมายหลักของ LDL cholesterol ต้องมีค่าต่ำกว่า 100 mg/dL
เมื่อไม่นานมานี้ the National Cholesterol Education Panel
(NCEP) ADULT Treatment Panel III (ATP III)
ได้ลดระดับ cut-point เพื่อการรักษาด้วยยา จากระดับ
130 mg/dL สู่ระดับ 100 mg / dL
และในคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคทุกราย เช่น คนเป็นเบาหวาน และมีโรคหัวใจ
เป้าหมายที่ดีที่สุด คือ 70 mg / dL
สำหรับรายที่มีระดับ triglycerides > 200 mg / dL
ซึ่งถือเป็นเป้าหมายรอง (secondary lipid target)
เป็นค่าที่ได้จาก:
nonpHDL-C = (total cholesterol) minus (HDL-C)
เป็นค่าทีรวบรวมสาร( หรืออนภาค)ทุกตัว ที่เป็นตัวเหตุให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด (CVD)
เช่น apolipoprotein (apo) B, เช่น LDL, lipoproteins (a),
intermediate-density lipoprotein, และ VLDL
เป้าหมายของ non-HDL-Cholesterol
จะมีค่า = 30 mg / dL plus LDL target (<130 mg / dL
สำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน)
ในกรณีคนไข้มีระดับ triglycerides มากกว่า 500 mg/dL
เป้าหมายของการรักษา คือ ต้องลดระดับ triglycerides ลงอย่างรีบด่วน....ต้องทำทันที
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภาวะตับอ่อน อักเสบ (pancreatitis)
HDL cholesterol เป็นเป้าหมายที่สาม (third lipid target):
การเพิ่มระดับ HDL cholesterol ในด้านทฤษฏีถือว่าใช่เลย...
ต้องทำให้คนไข้ ที่มีระดับ HDL-C ต่ำกว่า 40 mg/dL มีระดับสูงขึ้น
American Diabetes Association Guidelines
The American Diabetes Association (ADA) ได้ตั้งเป้า
สำหรับไขมันต่าง ๆ ที่อยู่ในกระแสเลือดเอาไว้ ดังนี้:
LDL cholesterol < 100 mg / dL
HDL cholesterol > 40 mg / dL(ชาย), 50 mg/dL (หญิง)
Triglycerides < 150 mg/ dL
เป้าหมายหลักในการรักษา (primary treatment strategy)
ตามแนวทางของ NCEP แนะนำให้ตั้งเป้าเอาไว้ดังนี้:
LDL cholesterol < 100 mg /dL โดยแนะให้ทำการ
รักษาด้วยยา (pharmacological therapy) เมื่อไขมันตังกล่าว
สูงกว่า 100 mg/ dL ซึ่งกระทำในคนไข้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดตีบแข็งแล้ว
และเริ่มรักษาด้วยยา เมื่อคนธรรมดา ไม่เป็นโรค มีค่า LDL-C สูงกว่า 130 mg/ dL
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำที่ให้ไว้ในปี 2005 ยังกล่าวว่า การรักษาด้วยสาร statin (statin therapy)
สามารถลด LDL-C ลงได้ประมาณ 30 % โดยไม่คำนึงว่า ฐานของไขมันดังกล่าวจะอยู่ที่ใด
ไขมัน HDL-cholesterol เป็นตัวที่สอง ที่ต้องจัดการเพื่อทำให้มันเพิ่มระดับขึ้น และ
ไขมันตัวที่สาม ที่ต้องจัดการทำให้ลดลดลงสุ่เป้าหมาย คือ triglycerides
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่พบว่า มีการรักษาเป็นการเฉพาะถูกกำหนดขึ้น
CLINICAL TRIAL EVIDENCE
จากการวิเคราะห์การรักษาด้วยสาร statins ในการรักษา
ชี้ให้เห็นว่า เป็นผลดีทั้งในกลุ่มเป็นโรคหลอดเลือดตีบตัน โรคเบาหวาน
และ ในคนที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน
ส่วนการใช้สาร fibrates หรือ niacin นั้น มีการศึกษาน้อยมาก
Continue > Treatment: Lifestyle
Managing Non-HDL Cholesterol
Heart attack และ Brain attack (stroke)
เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับคนทุกอายุ ทั้งหนุ่ม และสูงวัย
ซึ่ง ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวของเรา ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า "เราจะต้องทำอย่างไรละ ?"
เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของเส้นเสือด และหัวใจนั้น
สามารถกระทำได้โดยไม่ยากนัก นั้นคือ การลดระดับของไขมัน LDL-cholesterol
ที่มีอยู่ในกระแสเลือสูง โดยการกำหนดให้ LDL-C เป็นเป้าหมายหลักของการรักษา
ทำการลดระดับไขมัน LDL-C ที่มีระดับสูงเกิน ให้ลงต่ำกว่าเป้าที่ำหนดเอาไว้
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เราควรรู้เอาไว้ คือ คนที่เป็นโรคของหัวใ และเส้นเลือด
ใช่ว่า จะต้องมีระดับไขมัน LDL-C สูงทุกรายไป
คนที่มีระดับไขมัน LDL-C ไม่สูง ก็สามารถเป็นโรคหัวใจ และเส้นเลือดได้
"แล้วเราจะทำอย่างไร? "
นั้นคือประเด็นของเรา จะต้องพูดถึงกันต่อไป
ในปัจจุบันนี้ เริ่มมีความเข้าใจ-รับรู้กันแล้วว่า Non-HDL cholesterol มี
ความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหัวใจและ เส้นเลือดกันอย่างชัดแจ้ง
ซึ่งบางคน ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับมันเท่าใดนัก
การหาค่าของ non-HDL cholesterol สามารถกระทำได้ง่าย ๆ
โดยไม่ต้องตรวจเลือดเพิ่มจากที่เราเคยทำตรวจ lid profile ตามปกติ
เพราะสามารถหาค่า non-HDL cholestrol ได้จากสูตรคณิตศาสตร์:
(Total Cholesterol) minus (HDL cholesterol = non-HDL-C
คำถาม: non-HDL-C มันสำคัญอย่างไรหรือ ?
ตามความเป็นจริง ค่าที่ได้จากสูตรดังกล่าว
มันเป็นค่าของไขมัน cholesterol ทุกตัว ที่สามารถทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง
ซึ่งเรียกว่า artherogenic lipoprotein particles
ได้แก่: (very low density lipoprotein (VLDL), remnant,
intermediate density lipoproteind (IDL), LDL, และ lipoprotein (a)
นอกจากนั้น non-HDL-C อาจเป็นเครื่องมือสำคัญ สำหรับวัดผลในกลุ่มคน ที่มีความผิดปกติของร่างกาย
เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน (diabees)
ซึ่งมีระดับไขมันผิดปกติ (dyslipidemia) เช่น มีระดับไขมันดี HDL-C ต่ำ และ ไขมัน TG สูง
non-HDL-C ยังมีความสัมพันธ์กับความรุนแรง ของโรคเส้นเลือดหัวใจ (coronary artery severity)
และยังสามารถใช้เป็นตัวคาดการ (prdictor) ความเจ็บป่วย (morbidity)
และ อัตราการเสียชีวิต (mortality)ของคนไข้ได้อีกด้วย
มีผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อย ที่เป็นโรคหัวใจจากเส้นเลือด (coronary heart disease)
พบว่า คนไข้เหล่านั้น มีระดับของไขมัน "เลว" ที่มีขื่ว่า LDL-C อยู่ในระดับปกติ หรือสูงเพียงล็กน้อย
แต่ไขมันที่ดี ที่มีชื่อว่า HDL-C มีค่าต่ำกว่าระดับปกติ
และมีระดับไขมัน Triglycerides สูงกว่าระดับปกติ
ตามที่กล่าวมา คนที่มีระดับ LDL-C ต่ำ สามารถเกิดเป็นโรคหัวใจจากเส้นเลือดตีบแข็งเพราะไขมันเป็นต้นเหตุ
การกำหนดให้ และเน้นเฉพาะไขมัน LDL-C ว่ามันเป็นตัวทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
อาจไมถูกต้องเสียแล้ว เพราะยังมีปัจจัยตัวอื่น ๆ อีกหลายตัว ที่เราหลายคนไม่ค่อยจะเอ่ยถึง
The National Education Program (NCEP)
ได้แนะให้แพทย์ผู้ทำการรักษาคนไข้ กำหนดให้ non-HDL-C เป็นเป้าหมายรอง
เพื่อลดระดับไขมันที่หลงเหลือในกระแสเลือด ให้ลดลงสู่เป้าหมาย
ซึ่ง มีส่วนหลงเหลือจากการลดระดับ ไขมัน triglycerides ที่สูง
โดยเฉพาะรายที่มีระดับ triglyceride มีค่าสูงกว่า 200 mg/dL
ความรู้พื้นฐานดังกล่าว ได้มาจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการทดลองในคนไข้
ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่า non-HDL cholesterol มีความสัมพันธ์กับการเป็นตัวบ่งชี้ (marker)
ให้ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดของหัวใจ (CHD)
โดยไม่เกี่ยวข้องกับระดับ Low-Density Lipoprotein (LDL)-cholesterol เลย
นอกเหนือจากนั้น non-HDL cholesterol มีส่วนสัมพันธ์ กับ อาการเจ็บอก (angina pectoris)
และ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (non-fatal myocardial infarction) ในคนไข้
ซึ่งเป็นโรคเส้นเลือดของหัวใจหลายเส้น (multivessel CHD)
อย่างไรก็ตาม non-HDL cholesterol ไม่ได้ถูกนำมาใช้วัดผลในด้านการแพทย์เท่าที่ควร
ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
ประการที่สอง เป็นเพราะห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลต่าง ๆ ไม่ได้รายงานผลของ non-HDL cholesterol
ทำให้แพทย์ไม่ชิน และไม่สะดวกต่อการนำมาใช้ประเมินผล
เป็นเหตุให้ไม่เห็นคุณค่าที่พึงได้รับจากค่ำดังกล่าว
ในปัจจุบันได้เริ่มมีการเพิ่มค่าของ non-HDL cholesterol ในผลของการตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางแห่ง
เพื่อให้แพทย์ได้นำไปใช้ ประเมินผลของการใช้ยาลดระดับไขมันว่า
บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่
จากการใช้ non-HDL cholesterol ได้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของมันว่า
มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ชิ้นหนึ่ง ที่มีต่อการประเมินความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ (CHD)
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะ Non-HDL cholesterol ครอบคลุมสารLipoproteins ทุกตัว
ที่ไหลเวียนในกระแสเลือดของเรา เช่น: LDL cholesterol, very low-density lipoprotein (VLDL)
Cholesterol, intermediate-density lipoprotein (IDL) และ Lipoprotein (a) (LP (a) )
(นอกจาการคำนวณหาค่าของ non-HDL-C ยังมีสูตรคำนวณหาค่า LDL-C ตามสูตรของ
Friedewald equation: TC – HDL-C-TG/5 = LDL-C)
เราสามารถหาค่าของปริมาณไขมัน veryl low density lipoprotein (VLDL)
ที่ไหลเวียนอยุ่ในกระแสเลือดของเราได้ โดยการใช้สูตรคำนวน:
TGs หารด้วย 5 จะได้ค่าโดยประมาณของไขมัน VLDL
และค่านี้จะไกล้เคียงกับความเป็นจริง เมื่อทำการตรวจในขณะท้องว่าง
และค่าของ TG จะต้องน้อยกว่า 400 mg / dL
ในคนไข้ที่มีระดับไขมัน TG สูง < 400 mg /dL ซึ่งถูกกำหนดเป็นเป้าหมายรองเพื่อการรักษา
และ ค่าของ Non-HDL cholesterol คือค่าที่ได้จาก (Total cholesterol) - (HDL-C)
แลค่าที่เรากำหนดเป็นเป้าหมายรอง ซึ่ง เราจำต้องลดระดับ non-HDL-C ลงต่ำกว่าเป้า
เป้าที่ NCEP คือค่าที่จะต้องลดลงให้ต่ำกว่า...
ซ่งสามารถคำนณได้จาก การเพิ่มค่าค่าของ LDL-C ที่ถูกกำหนดเป็นเป้าของการักษาด้วย 30 mg/dL
ยกตัวอย่าง:
ในคนไข้ที่เป็นโรค stable CHD หรือเป็นโรคเบาหวาน (DM)
เขากำหนดเป้าของ LDL-C จำต้องต่ำหว่า 100 mg/dL
ฉนั้น คนไข้รายนี้ มีค่า non-HDL-C = 30 + 100 mg/dL
นั้นคือเป้าหมายของการรักษา ว่า เราจะต้องลด non-HDL-C ให้ลงสู่เป้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค
มีเหตุการณ์หลายอย่าง ซึ่ง คนไข้มีระดับไขมัน LDL-C อยู่ในเกณฑ์ระดับปกติ
หรือใกล้กับระดับปกติ แต่ปรากฏว่า non-HDl cholesterol ยังมีค่าสูง
ในสถานการณ์ดังกล่าว อาจรวมถึงคนไขเพศหญิง อายุกลางคน เป็นโรคหัวใจ และเส้นเลือด (CHD)
มีระดับ LDL cholesterol 90 mg / dL ได้รับการรักษาด้วยยาในกลุ่ม Statins
แต่ปรากฏว่า non-HDL cholesterol อยู่ในระดับ 240 mg/dL
แม้ว่า เป้าหมายของ LDL cholesterol ต่ำกว่า 100 mg/dL
ตามแนวทางของ NCEP เป้าหมายของรักษาระดับ non-HDl cholesterol
ที่ยังสูง ได้กลายเป็นเป้าหมายรองของการรักษา ซึ่งมันมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งเอาไว้ (130 mg / dL)
ในกรณีเช่นนี้ การรักษาที่คนไข้พึงได้รับควรเป็นอย่างไร ?
สำหรับคนไข้รายดังกล่าว ซึ่งมี non-HDL-C สูง 240 mg/dL ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนด 130 mg/dL
การรักษาส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วย การรักษาทางด้านพฤติกรรม(lifestyle therapy)
เพราะ จากการรักษาระดับ TG levels ที่สูงนั้น สามารกระทำได้ด้วยการ
รักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม-อาหารการกิน กับ การออกกำลังกาย
นอกเหนือจาก การรักษาด้วยพฤติกรรม(lifestyle therapy)
การลดรับ non-HDL cholesterol ที่สูง
สามารถกระทำได้ด้วยการผสมผสาน ซึ่งประกอบด้วย การใช้ statin ซึ่งเป็นยาหลักเพื่อลด LDL cholesterol
ร่วมกบการใช้ยาในสามกลุ่ม เช่น omega-3 fatty acid, fibrates หรือ niacin
การผลการศึกษาของญีปุ่น รายงานว่า การใช้ omega-3 fatty acids
ร่วมกับ statin สามารถลดอัตราการตายจากโรคหัวใจ และ MI ลงได้ถึง 19 %
ในกรณีที่ TG levels มีค่าสูงถึง 500 mg/dL แทนที่จะรอให้เป็นเป้าหมายรอง
ใหทำการรักษา ทำการลดระดับ TG levels เป็นเป้าหมายหลัก
เพื่อหลีกการเกิดการอักเสบของตัวอ่อนทันที
ในรายที่มี TG มีระดับสูงเช่นนี้ การรักษาจะเป็นการรักษาร่วมกน เพื่อลดระดับไขมันที่มีระดับสูงลง
ซึ่ง จะเริ่มต้นด้วยการกำจัดปัจจัยทุกตัว ที่เป็นต้นตอทำให้ระดับ TG สูงขึ้น
เช่น จำกัดไขมัน saturated fats และ trans fats และ ถ้าเป็นสภาพสตรี
ที่รับยาคลุม จะต้องมีการปรับเปลี่ยนยาดังกล่าวด้วย
ยาที่นำมาใช้ในการรักษาคนไข้ที่มีระดับ TG สูง ประกอบด้วย fenofibrate
145 mg/day; nicotinic acid 1-2 gm/day หรือ omega-3 fatty acid 4
capsules /day
ผลจากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ บอกให้ทราบว่า
การใช้ simvastatin plus omega-3 fatty acids
สามารถลดระดับ non-HDL-C ได้ดีกว่า simvastatin เพียงอย่างเดียว
นอกเหนือจากนั้น การใช้ยาสองตัวนี้ร่วมกัน
สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิด myopathy ได้ดีกว่าการใช้ยาตัวอื่น
นอกจากที่กล่าว ยังมียาตัวอื่น เช่น fenofibrate สามารถลด non-HDl-C ลงไดถึง 7.5 %
ในคนไข้ที่เป็น metabolic syndrome การใช้ simvastatin + fenofibrated
สามารถลดระดับ non-HDL-C ลงได้อีก 5 %
การเพิ่ม niacin สามารถลดระดับ non-HDL -C ลงได้อีกถึง 10 %
คนไข้ส่วนใหญ่ ที่พบว่า ภายหลังการรักษาด้วยการลดระดับ LDL cholesterol ลงแล้ว
แต่ยังปรากฏว่า ระดับของ non-HDL-C ยังสูง ให้ถือว่าเป็นเป้าหมายรอง จำเป็นต้องทำการรักษาด้วยยา
ซึ่ง ใช้ยา statin ลดไขมัน LDL-C
โดยให้ร่วมกับ omega-3 fatty acid หรือ fibrate หรือ niacin
ส่วนรายที่มี TG สูง ๆ จะถูกระบุว่า ต้องได้รับการรักษาด้วยการลดระดับของ triglyceride
ลดลงสู่เป้าหมาย โดยกำหนดให้เป็นเป้าหมายหลัก
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วย การรักษาด้วยพฤติกรรม (lifestle therapy)
ร่วมกับวิธีการที่ปลอดภัย เช่น omega-3 fatty acids และ fibrates
การทำเช่นนั้น ถือว่า เป็นวิธีการรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้เกิดการอักเสบของตับอ่อนได้
ตลอดรวมถึงผลแทรกซ้อนอันไม่พึงประสงค์ด้วย
โดยสรุป การลดระดับของ non-HDL cholesterol เป็นเรื่องที่มี
ความสำคัญ เพราะ non-HDL-C ถือเป็นเป้าหมายของการรักษา
ด้วยการลดระดับ non-HDL-C สู่เป้าหมายตามที่กำหนดไว้
โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (lifestyle therapy): เรื่องอาหาร และ การออกกำลังกาย
คนไข้ส่วนใหญ่ ที่มีไขมันหลงเหลือใน non-HDL-C สามารถควบคุมได้ด้วยการใช้ยารักษายา statin
ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้ลด LDL-C ในคนไข้
ซึ่งยังมีไขมันส่วนที่หลงเหลือใน non-HDL-cholesterol
นอกจากนั้น ยังมีการนำเอา omega-3 faty acid , fibrates
และ niacin เข้าร่วมในการรักษา สามารถทำให้คนไข้บรรลุเป้าหมายได้
ในกรณีที่คนไข้ มี TG ในระดับสูงมาก (>500 mg / dL)
คนไข้ควรได้รับการรักษาคนไข้ เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อปัองกันไม่ให้เกิดตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis)
การรกษา ประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษา (lifestyle therapy)
ร่วมกับ omega- 3 fatty acid และยา fibrate หรือ niacinโดยเริ่มต้นตั้งแต่แรก
http://www.medscape.org/viewarticle/561713
เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับคนทุกอายุ ทั้งหนุ่ม และสูงวัย
ซึ่ง ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวของเรา ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า "เราจะต้องทำอย่างไรละ ?"
เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของเส้นเสือด และหัวใจนั้น
สามารถกระทำได้โดยไม่ยากนัก นั้นคือ การลดระดับของไขมัน LDL-cholesterol
ที่มีอยู่ในกระแสเลือสูง โดยการกำหนดให้ LDL-C เป็นเป้าหมายหลักของการรักษา
ทำการลดระดับไขมัน LDL-C ที่มีระดับสูงเกิน ให้ลงต่ำกว่าเป้าที่ำหนดเอาไว้
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เราควรรู้เอาไว้ คือ คนที่เป็นโรคของหัวใ และเส้นเลือด
ใช่ว่า จะต้องมีระดับไขมัน LDL-C สูงทุกรายไป
คนที่มีระดับไขมัน LDL-C ไม่สูง ก็สามารถเป็นโรคหัวใจ และเส้นเลือดได้
"แล้วเราจะทำอย่างไร? "
นั้นคือประเด็นของเรา จะต้องพูดถึงกันต่อไป
ในปัจจุบันนี้ เริ่มมีความเข้าใจ-รับรู้กันแล้วว่า Non-HDL cholesterol มี
ความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหัวใจและ เส้นเลือดกันอย่างชัดแจ้ง
ซึ่งบางคน ไม่ค่อยจะคุ้นเคยกับมันเท่าใดนัก
การหาค่าของ non-HDL cholesterol สามารถกระทำได้ง่าย ๆ
โดยไม่ต้องตรวจเลือดเพิ่มจากที่เราเคยทำตรวจ lid profile ตามปกติ
เพราะสามารถหาค่า non-HDL cholestrol ได้จากสูตรคณิตศาสตร์:
(Total Cholesterol) minus (HDL cholesterol = non-HDL-C
คำถาม: non-HDL-C มันสำคัญอย่างไรหรือ ?
ตามความเป็นจริง ค่าที่ได้จากสูตรดังกล่าว
มันเป็นค่าของไขมัน cholesterol ทุกตัว ที่สามารถทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง
ซึ่งเรียกว่า artherogenic lipoprotein particles
ได้แก่: (very low density lipoprotein (VLDL), remnant,
intermediate density lipoproteind (IDL), LDL, และ lipoprotein (a)
นอกจากนั้น non-HDL-C อาจเป็นเครื่องมือสำคัญ สำหรับวัดผลในกลุ่มคน ที่มีความผิดปกติของร่างกาย
เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน (diabees)
ซึ่งมีระดับไขมันผิดปกติ (dyslipidemia) เช่น มีระดับไขมันดี HDL-C ต่ำ และ ไขมัน TG สูง
non-HDL-C ยังมีความสัมพันธ์กับความรุนแรง ของโรคเส้นเลือดหัวใจ (coronary artery severity)
และยังสามารถใช้เป็นตัวคาดการ (prdictor) ความเจ็บป่วย (morbidity)
และ อัตราการเสียชีวิต (mortality)ของคนไข้ได้อีกด้วย
มีผู้คนเป็นจำนวนไม่น้อย ที่เป็นโรคหัวใจจากเส้นเลือด (coronary heart disease)
พบว่า คนไข้เหล่านั้น มีระดับของไขมัน "เลว" ที่มีขื่ว่า LDL-C อยู่ในระดับปกติ หรือสูงเพียงล็กน้อย
แต่ไขมันที่ดี ที่มีชื่อว่า HDL-C มีค่าต่ำกว่าระดับปกติ
และมีระดับไขมัน Triglycerides สูงกว่าระดับปกติ
ตามที่กล่าวมา คนที่มีระดับ LDL-C ต่ำ สามารถเกิดเป็นโรคหัวใจจากเส้นเลือดตีบแข็งเพราะไขมันเป็นต้นเหตุ
การกำหนดให้ และเน้นเฉพาะไขมัน LDL-C ว่ามันเป็นตัวทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
อาจไมถูกต้องเสียแล้ว เพราะยังมีปัจจัยตัวอื่น ๆ อีกหลายตัว ที่เราหลายคนไม่ค่อยจะเอ่ยถึง
The National Education Program (NCEP)
ได้แนะให้แพทย์ผู้ทำการรักษาคนไข้ กำหนดให้ non-HDL-C เป็นเป้าหมายรอง
เพื่อลดระดับไขมันที่หลงเหลือในกระแสเลือด ให้ลดลงสู่เป้าหมาย
ซึ่ง มีส่วนหลงเหลือจากการลดระดับ ไขมัน triglycerides ที่สูง
โดยเฉพาะรายที่มีระดับ triglyceride มีค่าสูงกว่า 200 mg/dL
ความรู้พื้นฐานดังกล่าว ได้มาจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการทดลองในคนไข้
ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่า non-HDL cholesterol มีความสัมพันธ์กับการเป็นตัวบ่งชี้ (marker)
ให้ทราบถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดของหัวใจ (CHD)
โดยไม่เกี่ยวข้องกับระดับ Low-Density Lipoprotein (LDL)-cholesterol เลย
นอกเหนือจากนั้น non-HDL cholesterol มีส่วนสัมพันธ์ กับ อาการเจ็บอก (angina pectoris)
และ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (non-fatal myocardial infarction) ในคนไข้
ซึ่งเป็นโรคเส้นเลือดของหัวใจหลายเส้น (multivessel CHD)
อย่างไรก็ตาม non-HDL cholesterol ไม่ได้ถูกนำมาใช้วัดผลในด้านการแพทย์เท่าที่ควร
ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
ประการที่สอง เป็นเพราะห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลต่าง ๆ ไม่ได้รายงานผลของ non-HDL cholesterol
ทำให้แพทย์ไม่ชิน และไม่สะดวกต่อการนำมาใช้ประเมินผล
เป็นเหตุให้ไม่เห็นคุณค่าที่พึงได้รับจากค่ำดังกล่าว
ในปัจจุบันได้เริ่มมีการเพิ่มค่าของ non-HDL cholesterol ในผลของการตรวจทางห้องปฏิบัติการในบางแห่ง
เพื่อให้แพทย์ได้นำไปใช้ ประเมินผลของการใช้ยาลดระดับไขมันว่า
บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่
จากการใช้ non-HDL cholesterol ได้ชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของมันว่า
มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ชิ้นหนึ่ง ที่มีต่อการประเมินความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ (CHD)
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะ Non-HDL cholesterol ครอบคลุมสารLipoproteins ทุกตัว
ที่ไหลเวียนในกระแสเลือดของเรา เช่น: LDL cholesterol, very low-density lipoprotein (VLDL)
Cholesterol, intermediate-density lipoprotein (IDL) และ Lipoprotein (a) (LP (a) )
(นอกจาการคำนวณหาค่าของ non-HDL-C ยังมีสูตรคำนวณหาค่า LDL-C ตามสูตรของ
Friedewald equation: TC – HDL-C-TG/5 = LDL-C)
เราสามารถหาค่าของปริมาณไขมัน veryl low density lipoprotein (VLDL)
ที่ไหลเวียนอยุ่ในกระแสเลือดของเราได้ โดยการใช้สูตรคำนวน:
TGs หารด้วย 5 จะได้ค่าโดยประมาณของไขมัน VLDL
และค่านี้จะไกล้เคียงกับความเป็นจริง เมื่อทำการตรวจในขณะท้องว่าง
และค่าของ TG จะต้องน้อยกว่า 400 mg / dL
ในคนไข้ที่มีระดับไขมัน TG สูง < 400 mg /dL ซึ่งถูกกำหนดเป็นเป้าหมายรองเพื่อการรักษา
และ ค่าของ Non-HDL cholesterol คือค่าที่ได้จาก (Total cholesterol) - (HDL-C)
แลค่าที่เรากำหนดเป็นเป้าหมายรอง ซึ่ง เราจำต้องลดระดับ non-HDL-C ลงต่ำกว่าเป้า
เป้าที่ NCEP คือค่าที่จะต้องลดลงให้ต่ำกว่า...
ซ่งสามารถคำนณได้จาก การเพิ่มค่าค่าของ LDL-C ที่ถูกกำหนดเป็นเป้าของการักษาด้วย 30 mg/dL
ยกตัวอย่าง:
ในคนไข้ที่เป็นโรค stable CHD หรือเป็นโรคเบาหวาน (DM)
เขากำหนดเป้าของ LDL-C จำต้องต่ำหว่า 100 mg/dL
ฉนั้น คนไข้รายนี้ มีค่า non-HDL-C = 30 + 100 mg/dL
นั้นคือเป้าหมายของการรักษา ว่า เราจะต้องลด non-HDL-C ให้ลงสู่เป้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค
มีเหตุการณ์หลายอย่าง ซึ่ง คนไข้มีระดับไขมัน LDL-C อยู่ในเกณฑ์ระดับปกติ
หรือใกล้กับระดับปกติ แต่ปรากฏว่า non-HDl cholesterol ยังมีค่าสูง
ในสถานการณ์ดังกล่าว อาจรวมถึงคนไขเพศหญิง อายุกลางคน เป็นโรคหัวใจ และเส้นเลือด (CHD)
มีระดับ LDL cholesterol 90 mg / dL ได้รับการรักษาด้วยยาในกลุ่ม Statins
แต่ปรากฏว่า non-HDL cholesterol อยู่ในระดับ 240 mg/dL
แม้ว่า เป้าหมายของ LDL cholesterol ต่ำกว่า 100 mg/dL
ตามแนวทางของ NCEP เป้าหมายของรักษาระดับ non-HDl cholesterol
ที่ยังสูง ได้กลายเป็นเป้าหมายรองของการรักษา ซึ่งมันมีค่าสูงกว่าค่าที่ตั้งเอาไว้ (130 mg / dL)
ในกรณีเช่นนี้ การรักษาที่คนไข้พึงได้รับควรเป็นอย่างไร ?
สำหรับคนไข้รายดังกล่าว ซึ่งมี non-HDL-C สูง 240 mg/dL ซึ่งสูงกว่าค่าที่กำหนด 130 mg/dL
การรักษาส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วย การรักษาทางด้านพฤติกรรม(lifestyle therapy)
เพราะ จากการรักษาระดับ TG levels ที่สูงนั้น สามารกระทำได้ด้วยการ
รักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม-อาหารการกิน กับ การออกกำลังกาย
นอกเหนือจาก การรักษาด้วยพฤติกรรม(lifestyle therapy)
การลดรับ non-HDL cholesterol ที่สูง
สามารถกระทำได้ด้วยการผสมผสาน ซึ่งประกอบด้วย การใช้ statin ซึ่งเป็นยาหลักเพื่อลด LDL cholesterol
ร่วมกบการใช้ยาในสามกลุ่ม เช่น omega-3 fatty acid, fibrates หรือ niacin
การผลการศึกษาของญีปุ่น รายงานว่า การใช้ omega-3 fatty acids
ร่วมกับ statin สามารถลดอัตราการตายจากโรคหัวใจ และ MI ลงได้ถึง 19 %
ในกรณีที่ TG levels มีค่าสูงถึง 500 mg/dL แทนที่จะรอให้เป็นเป้าหมายรอง
ใหทำการรักษา ทำการลดระดับ TG levels เป็นเป้าหมายหลัก
เพื่อหลีกการเกิดการอักเสบของตัวอ่อนทันที
ในรายที่มี TG มีระดับสูงเช่นนี้ การรักษาจะเป็นการรักษาร่วมกน เพื่อลดระดับไขมันที่มีระดับสูงลง
ซึ่ง จะเริ่มต้นด้วยการกำจัดปัจจัยทุกตัว ที่เป็นต้นตอทำให้ระดับ TG สูงขึ้น
เช่น จำกัดไขมัน saturated fats และ trans fats และ ถ้าเป็นสภาพสตรี
ที่รับยาคลุม จะต้องมีการปรับเปลี่ยนยาดังกล่าวด้วย
ยาที่นำมาใช้ในการรักษาคนไข้ที่มีระดับ TG สูง ประกอบด้วย fenofibrate
145 mg/day; nicotinic acid 1-2 gm/day หรือ omega-3 fatty acid 4
capsules /day
ผลจากการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ บอกให้ทราบว่า
การใช้ simvastatin plus omega-3 fatty acids
สามารถลดระดับ non-HDL-C ได้ดีกว่า simvastatin เพียงอย่างเดียว
นอกเหนือจากนั้น การใช้ยาสองตัวนี้ร่วมกัน
สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิด myopathy ได้ดีกว่าการใช้ยาตัวอื่น
นอกจากที่กล่าว ยังมียาตัวอื่น เช่น fenofibrate สามารถลด non-HDl-C ลงไดถึง 7.5 %
ในคนไข้ที่เป็น metabolic syndrome การใช้ simvastatin + fenofibrated
สามารถลดระดับ non-HDL-C ลงได้อีก 5 %
การเพิ่ม niacin สามารถลดระดับ non-HDL -C ลงได้อีกถึง 10 %
คนไข้ส่วนใหญ่ ที่พบว่า ภายหลังการรักษาด้วยการลดระดับ LDL cholesterol ลงแล้ว
แต่ยังปรากฏว่า ระดับของ non-HDL-C ยังสูง ให้ถือว่าเป็นเป้าหมายรอง จำเป็นต้องทำการรักษาด้วยยา
ซึ่ง ใช้ยา statin ลดไขมัน LDL-C
โดยให้ร่วมกับ omega-3 fatty acid หรือ fibrate หรือ niacin
ส่วนรายที่มี TG สูง ๆ จะถูกระบุว่า ต้องได้รับการรักษาด้วยการลดระดับของ triglyceride
ลดลงสู่เป้าหมาย โดยกำหนดให้เป็นเป้าหมายหลัก
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วย การรักษาด้วยพฤติกรรม (lifestle therapy)
ร่วมกับวิธีการที่ปลอดภัย เช่น omega-3 fatty acids และ fibrates
การทำเช่นนั้น ถือว่า เป็นวิธีการรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้เกิดการอักเสบของตับอ่อนได้
ตลอดรวมถึงผลแทรกซ้อนอันไม่พึงประสงค์ด้วย
โดยสรุป การลดระดับของ non-HDL cholesterol เป็นเรื่องที่มี
ความสำคัญ เพราะ non-HDL-C ถือเป็นเป้าหมายของการรักษา
ด้วยการลดระดับ non-HDL-C สู่เป้าหมายตามที่กำหนดไว้
โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (lifestyle therapy): เรื่องอาหาร และ การออกกำลังกาย
คนไข้ส่วนใหญ่ ที่มีไขมันหลงเหลือใน non-HDL-C สามารถควบคุมได้ด้วยการใช้ยารักษายา statin
ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้ลด LDL-C ในคนไข้
ซึ่งยังมีไขมันส่วนที่หลงเหลือใน non-HDL-cholesterol
นอกจากนั้น ยังมีการนำเอา omega-3 faty acid , fibrates
และ niacin เข้าร่วมในการรักษา สามารถทำให้คนไข้บรรลุเป้าหมายได้
ในกรณีที่คนไข้ มี TG ในระดับสูงมาก (>500 mg / dL)
คนไข้ควรได้รับการรักษาคนไข้ เป็นเป้าหมายหลัก เพื่อปัองกันไม่ให้เกิดตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis)
การรกษา ประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษา (lifestyle therapy)
ร่วมกับ omega- 3 fatty acid และยา fibrate หรือ niacinโดยเริ่มต้นตั้งแต่แรก
http://www.medscape.org/viewarticle/561713
วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Should We Treat Moderately Elevated Triglycerides?
ระดับความเข็มข้นทางสรีร...ของ triglycerides ของคนเรา
ระดับปกติจะมีค่าระหว่าง 10 – 70 mg/dL, ถ้าค่ามากกว่า 150 mg/dL
ถือว่าผิดปกติ, ถ้ามีค่าระหว่าง 200 – 500 mg/ dL ถือว่ามีค่าสูง
(พิจารณาตาม The National Cholesterol Education Program หรือ NCEP )
คำถามที่แพทย์มักจะถูกถามเสมอ คือ เมื่อมัน (Triglycerides) สูง
ควรได้รับการรักษาหรือไม่... มีหลักในการปฏิบัติกันอย่างไร ?
ถ้าค่าของ triglycerides มาก(สูง) กว่า 500 mg / dL
มันอาจก่อให้เกิดการอักเสบของตับอ่อนได้ (pancreatitis)
ค่า TG อยู่ระหว่าง 200 – 500 mg / dL ร่วมกับอนุภาคตัวอื่น ๆ
(normal lipid subfractions) นั้น เราไม่ทราบชัดว่า มันมีส่วนร่วมกับ
การเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือไม่...
แม้กระทั้งคนไข้ที่เป็น familial hypertriglyceidemia (Fredrickson type IV)
ไม่ปรากกว่า มีความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรคหลอดเลือด ของหัวใจ
อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่มีระดับ triglycerides สูง มักจะมีความผิดปกติใน
ระดับไขมันตัวอื่น ๆ ด้วย เช่น LDL cholesterol มีค่าสูง
และ HDL cholesterol มีค่าต่ำ
นอกจากนั้น คนที่มี triglycerides สูง มักจะมีกลุ่มอาการของ metabolic syndrome
เช่น ความอ้วนหน้าท้องหนาด้วยไขมัน, ความดันโลหิตสูง, ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน,
HDL cholesterol ต่ำ และ triglyceride มีระดับสูง
ซึ่ง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจเป็นอย่างดี
หรือจะกล่าวว่า ระดับของ triglycerides ถูกทำให้เราคิดว่า เป็น ตัวที่บ่งบอกให้รู้
ถึงสภาพของเจ้าของว่า เป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำงานนั่งโต๊ะเสียเป็นส่วนใหญ่
ชอบรับประทานของหวานเป็นประจำ มีน้ำหนักตัวสูง และ อ้วน โดยเฉพาะบริเวณรอบบั้นเอว
มีผลของการศึกษามากมาย ระบุว่า triglyceride ที่สูงนั้น เป็นปัจจัยเสี่ยง
อิสระสำหรับทำให้เกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจ (CAD)
ความเสี่ยงดังกล่าว มันจะพบในสตรีเพศ และ ในคนไข้ที่เป็นเบาหวาน หรือ ในคนที่เป็น CHD
ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจ มักจะเกิดในคนไข้ที่มีระดับ LDL-C สูง และ ระดับ HDL-C ต่ำ
ความเสี่ยงที่เกิดจาก Triglycerides สามารถทำให้เบาบางลงได้บ้าง
เมื่อเราทำการควบคุมระดับของ HDL-C แต่ก็ยังมีความเสี่ยงหลงเหลืออยู่
จากการศึกษาเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการมีระดับ triglycerides สูง
พบว่า ทุก 88 mg / dL ของจำนวน triglycerides ที่สูงขึ้นเกินระดับปกติ
จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจในชาย 14 % และ
ในหญิง 37 %
สาเหตุของการมีความเสี่ยงที่หลงเหลือต่อการทำให้เกิดโรคเส้นเลือดตีบแข็ง
เป็นเพราะไขมัน triglyceride ทำหน้าที่แทน (surrogate marker)
อนุภาคของสาร ที่เป็นตัวทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบแข็ง
จากการตรวจดูระดับไขมันตามปกติ (lipid profile)
สามารถคำนวณหาค่าของสารที่ทำให้เกิดการตีบตันของเส้นเลือด
(atherogenic load) ได้ ด้วยการประเมินหาค่าของ non-HDL-Cholesterol
ซึ่งมีค่า = (Totol cholesterol) minus (HDL-C)
The NCEP Adult Treatment Panel III (ATP III) ได้แนะนำ ให้หาค่าของ
non-HDL-C ในคนไข้ทุกรายที่มีระดับ triglyceride มากกว่า 200 mg / dL
บางคนมีความเห็นว่า ควรตรวจหาค่าของ non-HDL-C ในคนไข้ทุกราย
ที่มีความสัมพันธ์กับโรค CHD มากว่าที่จะใช้ LDL-C
ในการรักษาคนไข้ที่มีระดับ triglyceride มากกว่า 500 mg / dL
ควรดำเนินการทันที เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะตับอ่อนอักเสบ
(pancreatitis) โดยทั่วไป แพทย์จะให้ยาในกลุ่ม fibrate เป็นตัวแรก
ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษา (therapeutic lifestyle changes)
สำหรับรายที่มีระดับ TG 200 – 500 mg / dL ควรเริ่มการรักษาด้วย
พฤติกรรมรักษาก่อน พร้อม ๆ กับการหาสาเหตุที่ทำให้เกิดมีระดับ TG
ขึ้นสูง เช่น โรคต่อมไทรอยด์ (hypothyroidism) เบาหวาน (DM) และ
ความอ้วน (obesity) แล้วจัดการรักษาภาวะดังกล่าวซะ
หาก ระดับ triglyceride ยังคงสูง NCEP-ATP III guideline
แนะนำให้ทำการรักษา ด้วยการควบคุม (รักษา) LDL cholesterol ก่อน
จากนั้น จึงหันมาจัดการกับระดับ non-HDL-C ให้ลงสู่ระดับเป้าหมาย
ยาที่ใช้ในกลุ่มนี้ คือ statins ซึ่งจะต้องค่อย ๆ เพิ่มจากน้อยไปหมาก
เราอาจให้ยาร่วมกัน ระหว่าง statin และ fibrate (ถ้าจำเป็น)
ยาที่แนะนำ เพื่อความปลอดภัยจากควรใช้ Fenofibrate เพราะยา
gemfibrozil (lopid) มีโอกาสทำให้เกิดการทำลายกล้ามเนื้อได(rhabdomyolysis)
Omega-3 fatty acid ได้รับการยอมรับว่า ให้ใช้รักษาคนไข้ที่มีระดับ
Triglycerides สูง โดยให้ร่วมกับยา statin
นอกเหนือจากนั้น niacin ก็เป็นยาอีกตัว ที่นำมาใช้ร่วมกับยา
simvastatin (Simcor)
ในรายที่มีระดับ triglycerides สูงพอประมาณ (isolate
Moderate hypertriglyceriemia) ตาม NCEP-ATP III guideline
เขาไม่มีคำแนะนำเฉพาะเพื่อการรักษาคนไข้ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในคนไข้ที่มี triglyceride สูง แต่ LDL-C และ
HDL-C มีค่าปกติ อาจเป็นการดีสำหรับคนไข้ ด้วยการให้ยา
ลดระดับ triglyceride ที่มีระดับสูง โดยเฉพาะคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่อ
การเกิดโรค CHD และ Type 2 diabetes
คนไข้ทุกรายที่มีระดับ triglycerides สูง ควรหยุดการสูบบุหรี่ ออกกำลัง
กายอยางสม่ำเสมอ รับประทานอาหารสุขภาพ
www.aafp.org/afp/2011/0201/p242.html
ระดับปกติจะมีค่าระหว่าง 10 – 70 mg/dL, ถ้าค่ามากกว่า 150 mg/dL
ถือว่าผิดปกติ, ถ้ามีค่าระหว่าง 200 – 500 mg/ dL ถือว่ามีค่าสูง
(พิจารณาตาม The National Cholesterol Education Program หรือ NCEP )
คำถามที่แพทย์มักจะถูกถามเสมอ คือ เมื่อมัน (Triglycerides) สูง
ควรได้รับการรักษาหรือไม่... มีหลักในการปฏิบัติกันอย่างไร ?
ถ้าค่าของ triglycerides มาก(สูง) กว่า 500 mg / dL
มันอาจก่อให้เกิดการอักเสบของตับอ่อนได้ (pancreatitis)
ค่า TG อยู่ระหว่าง 200 – 500 mg / dL ร่วมกับอนุภาคตัวอื่น ๆ
(normal lipid subfractions) นั้น เราไม่ทราบชัดว่า มันมีส่วนร่วมกับ
การเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือไม่...
แม้กระทั้งคนไข้ที่เป็น familial hypertriglyceidemia (Fredrickson type IV)
ไม่ปรากกว่า มีความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรคหลอดเลือด ของหัวใจ
อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่มีระดับ triglycerides สูง มักจะมีความผิดปกติใน
ระดับไขมันตัวอื่น ๆ ด้วย เช่น LDL cholesterol มีค่าสูง
และ HDL cholesterol มีค่าต่ำ
นอกจากนั้น คนที่มี triglycerides สูง มักจะมีกลุ่มอาการของ metabolic syndrome
เช่น ความอ้วนหน้าท้องหนาด้วยไขมัน, ความดันโลหิตสูง, ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน,
HDL cholesterol ต่ำ และ triglyceride มีระดับสูง
ซึ่ง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจเป็นอย่างดี
หรือจะกล่าวว่า ระดับของ triglycerides ถูกทำให้เราคิดว่า เป็น ตัวที่บ่งบอกให้รู้
ถึงสภาพของเจ้าของว่า เป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกาย ทำงานนั่งโต๊ะเสียเป็นส่วนใหญ่
ชอบรับประทานของหวานเป็นประจำ มีน้ำหนักตัวสูง และ อ้วน โดยเฉพาะบริเวณรอบบั้นเอว
มีผลของการศึกษามากมาย ระบุว่า triglyceride ที่สูงนั้น เป็นปัจจัยเสี่ยง
อิสระสำหรับทำให้เกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจ (CAD)
ความเสี่ยงดังกล่าว มันจะพบในสตรีเพศ และ ในคนไข้ที่เป็นเบาหวาน หรือ ในคนที่เป็น CHD
ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจ มักจะเกิดในคนไข้ที่มีระดับ LDL-C สูง และ ระดับ HDL-C ต่ำ
ความเสี่ยงที่เกิดจาก Triglycerides สามารถทำให้เบาบางลงได้บ้าง
เมื่อเราทำการควบคุมระดับของ HDL-C แต่ก็ยังมีความเสี่ยงหลงเหลืออยู่
จากการศึกษาเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการมีระดับ triglycerides สูง
พบว่า ทุก 88 mg / dL ของจำนวน triglycerides ที่สูงขึ้นเกินระดับปกติ
จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดของหัวใจในชาย 14 % และ
ในหญิง 37 %
สาเหตุของการมีความเสี่ยงที่หลงเหลือต่อการทำให้เกิดโรคเส้นเลือดตีบแข็ง
เป็นเพราะไขมัน triglyceride ทำหน้าที่แทน (surrogate marker)
อนุภาคของสาร ที่เป็นตัวทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบแข็ง
จากการตรวจดูระดับไขมันตามปกติ (lipid profile)
สามารถคำนวณหาค่าของสารที่ทำให้เกิดการตีบตันของเส้นเลือด
(atherogenic load) ได้ ด้วยการประเมินหาค่าของ non-HDL-Cholesterol
ซึ่งมีค่า = (Totol cholesterol) minus (HDL-C)
The NCEP Adult Treatment Panel III (ATP III) ได้แนะนำ ให้หาค่าของ
non-HDL-C ในคนไข้ทุกรายที่มีระดับ triglyceride มากกว่า 200 mg / dL
บางคนมีความเห็นว่า ควรตรวจหาค่าของ non-HDL-C ในคนไข้ทุกราย
ที่มีความสัมพันธ์กับโรค CHD มากว่าที่จะใช้ LDL-C
ในการรักษาคนไข้ที่มีระดับ triglyceride มากกว่า 500 mg / dL
ควรดำเนินการทันที เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะตับอ่อนอักเสบ
(pancreatitis) โดยทั่วไป แพทย์จะให้ยาในกลุ่ม fibrate เป็นตัวแรก
ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรักษา (therapeutic lifestyle changes)
สำหรับรายที่มีระดับ TG 200 – 500 mg / dL ควรเริ่มการรักษาด้วย
พฤติกรรมรักษาก่อน พร้อม ๆ กับการหาสาเหตุที่ทำให้เกิดมีระดับ TG
ขึ้นสูง เช่น โรคต่อมไทรอยด์ (hypothyroidism) เบาหวาน (DM) และ
ความอ้วน (obesity) แล้วจัดการรักษาภาวะดังกล่าวซะ
หาก ระดับ triglyceride ยังคงสูง NCEP-ATP III guideline
แนะนำให้ทำการรักษา ด้วยการควบคุม (รักษา) LDL cholesterol ก่อน
จากนั้น จึงหันมาจัดการกับระดับ non-HDL-C ให้ลงสู่ระดับเป้าหมาย
ยาที่ใช้ในกลุ่มนี้ คือ statins ซึ่งจะต้องค่อย ๆ เพิ่มจากน้อยไปหมาก
เราอาจให้ยาร่วมกัน ระหว่าง statin และ fibrate (ถ้าจำเป็น)
ยาที่แนะนำ เพื่อความปลอดภัยจากควรใช้ Fenofibrate เพราะยา
gemfibrozil (lopid) มีโอกาสทำให้เกิดการทำลายกล้ามเนื้อได(rhabdomyolysis)
Omega-3 fatty acid ได้รับการยอมรับว่า ให้ใช้รักษาคนไข้ที่มีระดับ
Triglycerides สูง โดยให้ร่วมกับยา statin
นอกเหนือจากนั้น niacin ก็เป็นยาอีกตัว ที่นำมาใช้ร่วมกับยา
simvastatin (Simcor)
ในรายที่มีระดับ triglycerides สูงพอประมาณ (isolate
Moderate hypertriglyceriemia) ตาม NCEP-ATP III guideline
เขาไม่มีคำแนะนำเฉพาะเพื่อการรักษาคนไข้ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในคนไข้ที่มี triglyceride สูง แต่ LDL-C และ
HDL-C มีค่าปกติ อาจเป็นการดีสำหรับคนไข้ ด้วยการให้ยา
ลดระดับ triglyceride ที่มีระดับสูง โดยเฉพาะคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่อ
การเกิดโรค CHD และ Type 2 diabetes
คนไข้ทุกรายที่มีระดับ triglycerides สูง ควรหยุดการสูบบุหรี่ ออกกำลัง
กายอยางสม่ำเสมอ รับประทานอาหารสุขภาพ
www.aafp.org/afp/2011/0201/p242.html
วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
When normal isn’t healthy: Triglycerides (cont.)
(continue...
Triglycerides
Triglycerides เป็นสารเคมี เป็นรูปแบบหนึ่งของไขมัน (fats)
ที่พบมากทีสุดในร่างกายของมนุษย์เรา
เมื่อท่านพบใคร ที่หน้าท้องโต (ผู้ชายนะ)บอกได้ทันทีว่า
เขาคนนั้นจะมีระดับ triglycerides ในเลือดสูงเสมอ
ซึ่ง ถือเป็นเป้านิ่ง ให้โรคเกี่ยวก้นเลือด และหัวใจโจมตีได้ง่าย ๆ
คำถาม:
ค่าปกติของ triglycerides:
ตาม AHA ได้ระบุเอาไว้ ระดับปกติของ triglycerides ในกระแสเลือด
จะต้องต่ำกว่า 200 mg/dL
ค่าที่ดีที่สุด (optimal):
เหมือนกับค่าของความดันโลหิต และ ค่าของ cholesterol มันควรอยู่ที่ตรงหใน?
คำตอบก็คือ ยิ่งมีค่าต่ำ...ยิ่งดี
จากการศึกษาในคนจำนวน 350 คน ในคนที่เป็นโรคเส้นเลือดของหัวใจ
โดยทำการศึกษาใน University of Maryland School of Medicine…
พบว่า คนที่มีระดับ triglyceride มากกว่า 100 mg/dL
ซึ่ง เป็นระดับที่ถูกตั้งเอาไว้ว่า เป็นระดับที่ปลอดภัย
ปราฏว่า มีคนเกิดเป็นโรคหัวใจจากการขาดเลือด และ ตายจากโรคหัวใจได้มากกว่า
คนที่มีระดับ triglyceride ต่ำกว่า
สถาบัน FCI ได้แนะนำเอาไว้ว่า คนที่ไม่มีปัญหาของโรคหัวใจ
ควรให้ระดับ triglycerides ต่ำกว่า 120 mg/dL
ส่วนคนที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน จะต้องมีค่าต่ำกว่า 90 mg/dL
ให้มั่นสั่งเกตุดูรอบเอว:
Jean-Pierre Despes,PhD., Prof. of med., Laval University,St.Foy
ให้ความเห็นว่า ใครก็ตามที่ปล่อยให้ร่างกายมีระดับไขมัน triglyceride สูงถึง 175 mg/dL
หรือสูงกว่า เมื่อนำไปร่วมกับการมีไขมันรอบเอวแล้ว จะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึง “ความเสี่ยงสูง”
ต่อการเป็นโรคหัวใจ หรือ ได้เป็นเป้าให้โรคหัวใจวิ่งเข้าหาเสียแล้ว
เพื่อความไม่ประมาท หรือจะพูดว่า เพื่อควาปลอดภัย Dr. Despes
แนะให้ทำการวัดรอบเอวทุกเดือน
โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่า ท่านควรให้รอบเอวของท่านอยู่ในระดับทีปลอดภัย
นั้นคือ:
สำหรับท่าน ที่อายุต่ำกว่า 40 ชายมีรอบเอว < 40 นิ้ว, หญิง <35 นิ้ว
ถ้าท่านมีอายุระหว่าง 40 - 65 รอบเอวจะต้องต่ำกว่า 35 นิ้ว
เมื่อเรามีระดับ triglyceride สูง, ระดับ HDls ต่ำ
ละมีไขมันรอบเอวในปริมาณสูง สามารถเป็นกลุ่มอาการของ Syndrome X
ซึ่งตามความจริงแล้ว มันหมายถึงผลรวมของกลุ่มอาการต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง,
น้ำตาลในกระแสเลือดสูง ซึ่ง เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด (heart attack)
ได้ถึงหนึ่งในสาม (จากการศึกษาของ Framingham)
กลุ่มอาการ Syndrome-X อาจเป็นจุดเริ่มต้น (precursor) ของการเป็นทั้งโรคหัวใจ
และ โรคเบาหวาน
Glucose
การตรวจน้ำตาลในกระแสเลือดในช่วงอดอาหาร จะถูกนำมาใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน
โดยปกติ จะให้อดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง แล้วเจาะเลือดตรวจหาน้ำตาล
ซึ่ง สวนใหญ่จะให้เจาเลือดในตอนเช้า ของคืนที่มีการอดการอาการหลังเที่ยงคืน
ถ้าผลการตรวจมีค่าเท่ากับ 126 mg/dl สอง หรือ สามครั้ง โดยทำการตรวจต่างวันกัน
จะวินิจฉัยได้ทันทีว่า คุณเป็นโรคเบาหวาน
ถ้าผลการตรวจได้ 110 และ 125 บ่งบอกให้ทราบว่า
กำลังจะเป็นโรคเบาหวาน
ผู้ใหญ่ เป็นโรคเบาหวาน มีโรคหัวใจ มีอัตราเสี่ยงต่อความเสียชีวิตได้ถึง 2- 4 เท่า
ของคน ที่ไม่เป็นโรคทั้งสอง
เบาหวาน สามารถทำให้เกิดตาบอด โรคไต ประสาทถูกทำลาย
และสามารถถูกตัดขาได้
เบาหวาน Type 1 มักจะเกิดในคนรูปร่างผอมอายุต่ำกว่า 30
ซึ่ง สามารถควบคุมด้วย insulin
ส่วนเบาหวาน Type 2 จะเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ (adult-onset)
ซึ่งมักจะมีความสัมพันธ์สัมพันธ์กับความอ้วน (obesity)
สามารถให้ดีขึ้นได้ด้วยการควบคุมอาหาร, ออกกำลังกาย, และ บางทีให้ insulin
คนเป็นเบาหวาน type 2 สามารถพบได้ 90-95 %
ของคนที่เป็นเบาหวานทั้งหมด
What's Normal:
ค่าของน้ำตาลในเลือด 110 mg/dL หรือต่ำกว่า
จะถูกพิจารณาว่า เป็นค่าปกติ
What's Optimal:
สถาบัน FCI แนะนำไว้ว่า ระดับของน้ำตาลระหว่างอดอาหาร
ควรให้อยู่ที่ 100 mt/dL หรือ ต่ำกว่า
โดยเลือดจุด 110 mg/dL เป็นจุดตัด cutoff
มีหลายคนที่ไม่รู้ตัวว่า ตนเองเป็นเบาหวาน เพียงเพราะการขาดการใส่ใจในสุขภาพของตนเอง
เช่น ปล่อยให้ตนเองอ้วน น้ำหนักเกิน..
Further Testing:
ถ้าผลการตรวจเลือด พบว่า ระดับน้ำตาลสูง แพทย์อาจตรวจหาค่า A1C test
การตรวจหาระดับน้ำตาลในขณะอดอาหาร สามารถบอกระดับน้ำตาลในเลือดได้ทันที
ส่วนการการตรวจ A1C เราสามารถบอกได้ว่า
ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่ำแค่ใด
Weight
ในปัจจุบัน แพทย์ได้ทำการวัดองค์ประกอบของร่างกาย กับ ปริมาณของไขมันในร่างกาย
โดยการใช้ Body Mass Index (BMI) ว่า ควรอยู่ที่จุดใด ?
เราสามารถหาคา BMI ได้จากสูตร:
Metric formula for BMI
BMI = (Weight in Kilograms / Height in meters x Height in meters)
เพื่อขจัดปัญหาในอนาคต
วัดความยาวรอบท้องตรงตำแหน่งสะดือ (W) หารด้วยความยาวรอบข้อสะโพก(H)
เราจะได้ค่า WHR
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ต่างพิจารณา “ความอ้วน” (obesity) มันเป็นโรค
มีความรุนแรงเทียบเท่าการสูบบุหรี่
ใครมี BMI สูง หรือ มีรอบเอวสูง หรือ WHR สูง
ทั้งสามถือเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือด และหัวใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งหญิง และชาย
มาในระยะหลัง จาก AHA ได้จัดความอ้วน เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ
นอกจากนั้น มันยังเป็นตัวทำให้เกิดโรคเบาหวาน, เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
และทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย
What is normal: ค่า BMI ที่มีค่าต่ำกว่า 25 ถือว่าปกติ
ค่า WHR สำหรับหญิงต้องน้อยกว่า 0.80 สำหรับชาย 0.95 สหรับชาย
ถือว่าเป็นค่าปกติ
AHA และ WHO ให้ค่า BMI ระหว่าง 25-29 เป็นค่าทีีบอกให้ทราบว่า มีน้ำหนักเกิน (overweight)
และถ้า ค่ามากกว่า มากกว่า 30 ถือว่าเป็นค่าของความอ้วน (obesity)
จะเห็นว่า ความอ้วนจะแย่กว่าคนที่มีน้ำหนักเกิน
What's Optimal: ค่าที่ดีที่สุด คือ BMI คือ 21 – 23
วัดรอบเอว 35 นิ้ว สำหรับหญิง, 40 นิ้ว สำหรับชาย ให้ถือว่าเป็นค่าที่ควรกังวล
เพราะมันสามารถทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
จากการศึกษาปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดออกซิเจน ในผู้ชาย
จำนวน 28,643 อายุระหว่าง 40-75 โดยแพทย์จาก Harvard School ofืPublic
พบว่า:
ชาย ถ้า WHR มีค่ามากกว่า 0.98 จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้สูง
สำหรับตัวเลขนี้ สามารถใช้กับผู้หญิงได้เช่นกัน
Testing Frequency: สุขภาพของคนเราจะต้องดีเสมอ และ ตลอดไป
การที่เราจะทำเช่นนั้นได้ เราจะต้องควบคุม น้ำหนัก, BMI, รอบเอว และ WHR ให้อยูในเกณฑ์ที่กำหนด
ซึ่งเราจะต้องตรวจวัดทุกเดือน พร้อมกับป้องกันไม่ให้มันมีค่าเพิ่มขึ้น
โดยระมัดระวังเรืองอาหาร และ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างสมำเสมอ
Further Testing: อาจมีบางท่านที่มีระดับ BMI สูง แต่ยังมีสุขภาพดี
ถ้าคุณสามารถออกกำลังกายใด้อย่างดี....เป็น muscular man
แม้ว่า คุณจะมีค่าของ BMI สูง มันก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด
แต่ข้อที่คุณควรระวัง คือ อย่าบอกตนเองว่า การที่มีค่า BMI สูงนั้น
เป็นเพราะกล้ามเนื้อของคุณเป็นอันขาด คุณต้องทำการตรวจให้แน่ใจว่า
มันไม่ใชไขมัน....
IMPROVING YOUR SCORES
ความจริงมีว่า การตรวจที่เกี่ยวกับสภาพของหัวใจทุกชนิด จะมีความสัมพันธ์กัน
และ ปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายจะดีขึ้นจากวิธีการดำเนินชีวิต ที่ทำให้เกิดมีสุขภาพดี
อาหารที่ทำให้หัวใจมีสุขภาพดี (heart-health diet) และการออกกำลังกาย
ร่วมกับการลด Body mass index ลง จะทำให้มีการลดในระดับของ LDLs,triglycerides,
glucose, blood pressure และ สามารถเพิ่มระดับ HDLs
แผนการสำหรับการทำให้ "ดีกว่า" คำว่า "ปกติ"
(Better Than Normal Plan) มีดังต่อไปนี้:
Diet and exercise:
การควบคุมเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย สามารถลด cholesterol ลงได้
20 – 30 %
และ การลดน้ำหนักตัว แม้เพียงลดลง 5 – 10 ปอนด์ สามารถทำให้ระดับความดันเป็นปกติได้ และ
การลดน้ำหนัก สามารถทำให้เบาหวานดีขึ้น
อาหาร: ตัดอาการประเภทไขมันอิ่มตัวออก และเริ่มรับประทานผลไม้ และผักให้มากขึ้น
ผลจากการศึกษา พบความสัมพันระหว่างอาหารที่มีผัก และผลไม้สูง
จะทำให้เกิดโรคหลายอย่างลดลง
เช่น หัวใจน้อย เบาหวาน และ กระดูกพรุน และ ยังช่วยน้ำหนักตัวได้อีกด้วย
Other diet tips:
เพื่อประโยชน์ในด้านสุขภาพ ยังมีคำแนะนำที่ไม่ควรมองข้าม ดังนี้:
o ลดอาหารเค็มลง วันหนึ่งไมกิน 2,400 mg (sodium aslt)
ซึ่งมีค่าเทียบกับเกลือ 1 ซ้อนชา
o เพิ่มอาหารมีสารใยสูง ซึ่งสามารถช่วยลดระดับไขมัน และระดับน้ำตาลในเลือดลงได้
o รับประทาน omega-3 fatty acids ซึ่งสามารถได้จากน้ำมันปลาแซลมอน,ซาร์ดีน
หรืออาหารเสริมที่เป็นแคบซูล
o รับประทานอาหารประเภทคาร์โบฮัยเดรตแต่พอประมาณ พร้อมกับไขมันไม่อิ่มตัว และ ไขมันทรานซ์
สามารถลดปริมาณ triglycerides ลงได้บ้าง
o ท่านสามารถรับประทานอาหารเสริม ที่ทำจาก red yeast ซึ่งมีส่วนผสมของ statins
หรือ พวก niacin ซึ่งสามารถลดไขมันทั้ง cholesterol และ Triglycerides ได้
o รับประทาน vitamin E 100-400 IU อาจช่วยป้องกันไม่ให้มีไขมันสะสมในผนังหน้าท้อง
และป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะต้านสารอินซูลินได้
o หลีกเลี่ยงจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะมันอาจทำให้ความดันของท่านสูงขึ้น
หรือทำให้เกิดมีการสะสมไขมันรอบบั้นเอวได้
o ออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อย ๆ วันละ 3 ไมล์ อาทิตย์ละ 5 วัน
สามารถทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง เช่น ควบควบระดับน้ำตาล,Cholesterol, triglycerides
และ โรคความดันโลหิต
นอกจากนั้น การออกกำลังกาย ยังช่วยทำให้ระดับ HDLs cholesterol(เป็นไขมันดี)เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน การออกกำลังกาย สามารถช่วยลดความเครียดลง
ซึ่ง ความเครียด เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดมีไขมันสะสมในบริเวณรอบบั้นเอว
การออกกำลังกายแบบต้านน้ำหนัก วันละ 20 – 30 นาที
อาทิตย์ 2 – 3 ครั้ง ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ...
http://www.michaeltennesen.com/articles/prevention_heart_tests.htm
by Michael Tennesen
Triglycerides
Triglycerides เป็นสารเคมี เป็นรูปแบบหนึ่งของไขมัน (fats)
ที่พบมากทีสุดในร่างกายของมนุษย์เรา
เมื่อท่านพบใคร ที่หน้าท้องโต (ผู้ชายนะ)บอกได้ทันทีว่า
เขาคนนั้นจะมีระดับ triglycerides ในเลือดสูงเสมอ
ซึ่ง ถือเป็นเป้านิ่ง ให้โรคเกี่ยวก้นเลือด และหัวใจโจมตีได้ง่าย ๆ
คำถาม:
ค่าปกติของ triglycerides:
ตาม AHA ได้ระบุเอาไว้ ระดับปกติของ triglycerides ในกระแสเลือด
จะต้องต่ำกว่า 200 mg/dL
ค่าที่ดีที่สุด (optimal):
เหมือนกับค่าของความดันโลหิต และ ค่าของ cholesterol มันควรอยู่ที่ตรงหใน?
คำตอบก็คือ ยิ่งมีค่าต่ำ...ยิ่งดี
จากการศึกษาในคนจำนวน 350 คน ในคนที่เป็นโรคเส้นเลือดของหัวใจ
โดยทำการศึกษาใน University of Maryland School of Medicine…
พบว่า คนที่มีระดับ triglyceride มากกว่า 100 mg/dL
ซึ่ง เป็นระดับที่ถูกตั้งเอาไว้ว่า เป็นระดับที่ปลอดภัย
ปราฏว่า มีคนเกิดเป็นโรคหัวใจจากการขาดเลือด และ ตายจากโรคหัวใจได้มากกว่า
คนที่มีระดับ triglyceride ต่ำกว่า
สถาบัน FCI ได้แนะนำเอาไว้ว่า คนที่ไม่มีปัญหาของโรคหัวใจ
ควรให้ระดับ triglycerides ต่ำกว่า 120 mg/dL
ส่วนคนที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจมาก่อน จะต้องมีค่าต่ำกว่า 90 mg/dL
ให้มั่นสั่งเกตุดูรอบเอว:
Jean-Pierre Despes,PhD., Prof. of med., Laval University,St.Foy
ให้ความเห็นว่า ใครก็ตามที่ปล่อยให้ร่างกายมีระดับไขมัน triglyceride สูงถึง 175 mg/dL
หรือสูงกว่า เมื่อนำไปร่วมกับการมีไขมันรอบเอวแล้ว จะเป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นถึง “ความเสี่ยงสูง”
ต่อการเป็นโรคหัวใจ หรือ ได้เป็นเป้าให้โรคหัวใจวิ่งเข้าหาเสียแล้ว
เพื่อความไม่ประมาท หรือจะพูดว่า เพื่อควาปลอดภัย Dr. Despes
แนะให้ทำการวัดรอบเอวทุกเดือน
โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่า ท่านควรให้รอบเอวของท่านอยู่ในระดับทีปลอดภัย
นั้นคือ:
สำหรับท่าน ที่อายุต่ำกว่า 40 ชายมีรอบเอว < 40 นิ้ว, หญิง <35 นิ้ว
ถ้าท่านมีอายุระหว่าง 40 - 65 รอบเอวจะต้องต่ำกว่า 35 นิ้ว
เมื่อเรามีระดับ triglyceride สูง, ระดับ HDls ต่ำ
ละมีไขมันรอบเอวในปริมาณสูง สามารถเป็นกลุ่มอาการของ Syndrome X
ซึ่งตามความจริงแล้ว มันหมายถึงผลรวมของกลุ่มอาการต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง,
น้ำตาลในกระแสเลือดสูง ซึ่ง เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด (heart attack)
ได้ถึงหนึ่งในสาม (จากการศึกษาของ Framingham)
กลุ่มอาการ Syndrome-X อาจเป็นจุดเริ่มต้น (precursor) ของการเป็นทั้งโรคหัวใจ
และ โรคเบาหวาน
Glucose
การตรวจน้ำตาลในกระแสเลือดในช่วงอดอาหาร จะถูกนำมาใช้วินิจฉัยโรคเบาหวาน
โดยปกติ จะให้อดอาหารเป็นเวลา 8 ชั่วโมง แล้วเจาะเลือดตรวจหาน้ำตาล
ซึ่ง สวนใหญ่จะให้เจาเลือดในตอนเช้า ของคืนที่มีการอดการอาการหลังเที่ยงคืน
ถ้าผลการตรวจมีค่าเท่ากับ 126 mg/dl สอง หรือ สามครั้ง โดยทำการตรวจต่างวันกัน
จะวินิจฉัยได้ทันทีว่า คุณเป็นโรคเบาหวาน
ถ้าผลการตรวจได้ 110 และ 125 บ่งบอกให้ทราบว่า
กำลังจะเป็นโรคเบาหวาน
ผู้ใหญ่ เป็นโรคเบาหวาน มีโรคหัวใจ มีอัตราเสี่ยงต่อความเสียชีวิตได้ถึง 2- 4 เท่า
ของคน ที่ไม่เป็นโรคทั้งสอง
เบาหวาน สามารถทำให้เกิดตาบอด โรคไต ประสาทถูกทำลาย
และสามารถถูกตัดขาได้
เบาหวาน Type 1 มักจะเกิดในคนรูปร่างผอมอายุต่ำกว่า 30
ซึ่ง สามารถควบคุมด้วย insulin
ส่วนเบาหวาน Type 2 จะเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ (adult-onset)
ซึ่งมักจะมีความสัมพันธ์สัมพันธ์กับความอ้วน (obesity)
สามารถให้ดีขึ้นได้ด้วยการควบคุมอาหาร, ออกกำลังกาย, และ บางทีให้ insulin
คนเป็นเบาหวาน type 2 สามารถพบได้ 90-95 %
ของคนที่เป็นเบาหวานทั้งหมด
What's Normal:
ค่าของน้ำตาลในเลือด 110 mg/dL หรือต่ำกว่า
จะถูกพิจารณาว่า เป็นค่าปกติ
What's Optimal:
สถาบัน FCI แนะนำไว้ว่า ระดับของน้ำตาลระหว่างอดอาหาร
ควรให้อยู่ที่ 100 mt/dL หรือ ต่ำกว่า
โดยเลือดจุด 110 mg/dL เป็นจุดตัด cutoff
มีหลายคนที่ไม่รู้ตัวว่า ตนเองเป็นเบาหวาน เพียงเพราะการขาดการใส่ใจในสุขภาพของตนเอง
เช่น ปล่อยให้ตนเองอ้วน น้ำหนักเกิน..
Further Testing:
ถ้าผลการตรวจเลือด พบว่า ระดับน้ำตาลสูง แพทย์อาจตรวจหาค่า A1C test
การตรวจหาระดับน้ำตาลในขณะอดอาหาร สามารถบอกระดับน้ำตาลในเลือดได้ทันที
ส่วนการการตรวจ A1C เราสามารถบอกได้ว่า
ในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่ำแค่ใด
Weight
ในปัจจุบัน แพทย์ได้ทำการวัดองค์ประกอบของร่างกาย กับ ปริมาณของไขมันในร่างกาย
โดยการใช้ Body Mass Index (BMI) ว่า ควรอยู่ที่จุดใด ?
เราสามารถหาคา BMI ได้จากสูตร:
Metric formula for BMI
BMI = (Weight in Kilograms / Height in meters x Height in meters)
เพื่อขจัดปัญหาในอนาคต
วัดความยาวรอบท้องตรงตำแหน่งสะดือ (W) หารด้วยความยาวรอบข้อสะโพก(H)
เราจะได้ค่า WHR
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ต่างพิจารณา “ความอ้วน” (obesity) มันเป็นโรค
มีความรุนแรงเทียบเท่าการสูบบุหรี่
ใครมี BMI สูง หรือ มีรอบเอวสูง หรือ WHR สูง
ทั้งสามถือเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือด และหัวใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งหญิง และชาย
มาในระยะหลัง จาก AHA ได้จัดความอ้วน เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ
นอกจากนั้น มันยังเป็นตัวทำให้เกิดโรคเบาหวาน, เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
และทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย
What is normal: ค่า BMI ที่มีค่าต่ำกว่า 25 ถือว่าปกติ
ค่า WHR สำหรับหญิงต้องน้อยกว่า 0.80 สำหรับชาย 0.95 สหรับชาย
ถือว่าเป็นค่าปกติ
AHA และ WHO ให้ค่า BMI ระหว่าง 25-29 เป็นค่าทีีบอกให้ทราบว่า มีน้ำหนักเกิน (overweight)
และถ้า ค่ามากกว่า มากกว่า 30 ถือว่าเป็นค่าของความอ้วน (obesity)
จะเห็นว่า ความอ้วนจะแย่กว่าคนที่มีน้ำหนักเกิน
What's Optimal: ค่าที่ดีที่สุด คือ BMI คือ 21 – 23
วัดรอบเอว 35 นิ้ว สำหรับหญิง, 40 นิ้ว สำหรับชาย ให้ถือว่าเป็นค่าที่ควรกังวล
เพราะมันสามารถทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
จากการศึกษาปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดออกซิเจน ในผู้ชาย
จำนวน 28,643 อายุระหว่าง 40-75 โดยแพทย์จาก Harvard School ofืPublic
พบว่า:
ชาย ถ้า WHR มีค่ามากกว่า 0.98 จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้สูง
สำหรับตัวเลขนี้ สามารถใช้กับผู้หญิงได้เช่นกัน
Testing Frequency: สุขภาพของคนเราจะต้องดีเสมอ และ ตลอดไป
การที่เราจะทำเช่นนั้นได้ เราจะต้องควบคุม น้ำหนัก, BMI, รอบเอว และ WHR ให้อยูในเกณฑ์ที่กำหนด
ซึ่งเราจะต้องตรวจวัดทุกเดือน พร้อมกับป้องกันไม่ให้มันมีค่าเพิ่มขึ้น
โดยระมัดระวังเรืองอาหาร และ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างสมำเสมอ
Further Testing: อาจมีบางท่านที่มีระดับ BMI สูง แต่ยังมีสุขภาพดี
ถ้าคุณสามารถออกกำลังกายใด้อย่างดี....เป็น muscular man
แม้ว่า คุณจะมีค่าของ BMI สูง มันก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด
แต่ข้อที่คุณควรระวัง คือ อย่าบอกตนเองว่า การที่มีค่า BMI สูงนั้น
เป็นเพราะกล้ามเนื้อของคุณเป็นอันขาด คุณต้องทำการตรวจให้แน่ใจว่า
มันไม่ใชไขมัน....
IMPROVING YOUR SCORES
ความจริงมีว่า การตรวจที่เกี่ยวกับสภาพของหัวใจทุกชนิด จะมีความสัมพันธ์กัน
และ ปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายจะดีขึ้นจากวิธีการดำเนินชีวิต ที่ทำให้เกิดมีสุขภาพดี
อาหารที่ทำให้หัวใจมีสุขภาพดี (heart-health diet) และการออกกำลังกาย
ร่วมกับการลด Body mass index ลง จะทำให้มีการลดในระดับของ LDLs,triglycerides,
glucose, blood pressure และ สามารถเพิ่มระดับ HDLs
แผนการสำหรับการทำให้ "ดีกว่า" คำว่า "ปกติ"
(Better Than Normal Plan) มีดังต่อไปนี้:
Diet and exercise:
การควบคุมเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย สามารถลด cholesterol ลงได้
20 – 30 %
และ การลดน้ำหนักตัว แม้เพียงลดลง 5 – 10 ปอนด์ สามารถทำให้ระดับความดันเป็นปกติได้ และ
การลดน้ำหนัก สามารถทำให้เบาหวานดีขึ้น
อาหาร: ตัดอาการประเภทไขมันอิ่มตัวออก และเริ่มรับประทานผลไม้ และผักให้มากขึ้น
ผลจากการศึกษา พบความสัมพันระหว่างอาหารที่มีผัก และผลไม้สูง
จะทำให้เกิดโรคหลายอย่างลดลง
เช่น หัวใจน้อย เบาหวาน และ กระดูกพรุน และ ยังช่วยน้ำหนักตัวได้อีกด้วย
Other diet tips:
เพื่อประโยชน์ในด้านสุขภาพ ยังมีคำแนะนำที่ไม่ควรมองข้าม ดังนี้:
o ลดอาหารเค็มลง วันหนึ่งไมกิน 2,400 mg (sodium aslt)
ซึ่งมีค่าเทียบกับเกลือ 1 ซ้อนชา
o เพิ่มอาหารมีสารใยสูง ซึ่งสามารถช่วยลดระดับไขมัน และระดับน้ำตาลในเลือดลงได้
o รับประทาน omega-3 fatty acids ซึ่งสามารถได้จากน้ำมันปลาแซลมอน,ซาร์ดีน
หรืออาหารเสริมที่เป็นแคบซูล
o รับประทานอาหารประเภทคาร์โบฮัยเดรตแต่พอประมาณ พร้อมกับไขมันไม่อิ่มตัว และ ไขมันทรานซ์
สามารถลดปริมาณ triglycerides ลงได้บ้าง
o ท่านสามารถรับประทานอาหารเสริม ที่ทำจาก red yeast ซึ่งมีส่วนผสมของ statins
หรือ พวก niacin ซึ่งสามารถลดไขมันทั้ง cholesterol และ Triglycerides ได้
o รับประทาน vitamin E 100-400 IU อาจช่วยป้องกันไม่ให้มีไขมันสะสมในผนังหน้าท้อง
และป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะต้านสารอินซูลินได้
o หลีกเลี่ยงจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะมันอาจทำให้ความดันของท่านสูงขึ้น
หรือทำให้เกิดมีการสะสมไขมันรอบบั้นเอวได้
o ออกกำลังกายทุกวัน อย่างน้อย ๆ วันละ 3 ไมล์ อาทิตย์ละ 5 วัน
สามารถทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง เช่น ควบควบระดับน้ำตาล,Cholesterol, triglycerides
และ โรคความดันโลหิต
นอกจากนั้น การออกกำลังกาย ยังช่วยทำให้ระดับ HDLs cholesterol(เป็นไขมันดี)เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน การออกกำลังกาย สามารถช่วยลดความเครียดลง
ซึ่ง ความเครียด เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เกิดมีไขมันสะสมในบริเวณรอบบั้นเอว
การออกกำลังกายแบบต้านน้ำหนัก วันละ 20 – 30 นาที
อาทิตย์ 2 – 3 ครั้ง ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ...
http://www.michaeltennesen.com/articles/prevention_heart_tests.htm
by Michael Tennesen
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)