วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

Abnormal Hearth Rhythm (Arrhythmia)-continued

continue.

การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ มีหลายชนิด ที่เป็นชนิดหลัก (main types)
ที่เราควรู้ ได้แก่:

• Supraventricular tachycardia (SVT)
ความผิดปกติชนิดนี้ เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ไม่ถูกควบคุมด้วย SA node
แต่ ตำแหน่งที่ก่อให้เกิดคลื่นกระแสไฟฟ้า ทำให้เกิด SVT จะอยู่ ณ จุดหนึ่งในกล้ามเนื้อหัวใจ
ที่อยู่เหนือสองห้องล่าง(ventricles)
ตรงจุดนี้แหละ มันจะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังทุกส่วนของกล้ามเนื้อสองห้องล่างของหัวใจ
ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวเกิดการหดเกร็ง (contract) ได้เร็วกว่าปกติ 140-240 คร้ง ต่อนาที
และการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นการหดเกร็ง หรือการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ ที่มีความสำม่เสมอ
ซึ่ง การเกิดการหดเกร็งดังกล่าว เป็นความผิดปกติ จะเกิดนานประมาณ 2-3 นาที
บางรายนานเป็นชั่วโมง

ระยะเวลาของการเกิด SVT มีได้แตกต่างกันไป บางรายเกิดขึ้นห่างกันในระยะสั้น ๆ
วันหนึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง บางราย นาน ๆ จะเกิดครั้ง เช่น ปีละครั้ง หรือ ปีละสองครั้ง
แต่ส่วนใหญ่ จะอยู่ระหว่างกลาง ซึ่ง เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอีก

• Atrial fibrillation (AF)
ใน AF คลื่นกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติจำนวนมาก ซึ่ง ยิงจากส่วนต่าง ๆ ของหัวใจส่วนบน (atria)
ให้คลื่นกระแสไฟฟ้า กระจายไปทุกส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนบน
จากนั้น กล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบนเกิดการหดเกร็ง ที่เร็วมาก เป็นแบบสั่นระริก (fibrillate)
ซึ่งหมายความว่า มีบางส่วนของกล้ามเนื้อของสองห้องบนเท่านั้น ที่มีการหดเกร็ง (contract)
อาจมากถึง 400 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที

มีบางคลื่นของหัวใจจากกล้ามเนื้อห้องบน (atria) เท่านั้น สามารถผ่านผ่าถึงกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างได้
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบ่าง (ventricles) สามารถเต้นได้ 160 – 180 ครั้ง ต่อนาที
และการเต้นของหัวใจ ก็เป็นการเต้นที่ไม่สมำเสมอ แต่ละครั้ง มีแรงของการบีบตัวไม่เท่ากัน
เมื่อเกิดมี AF ขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดถาวร แต่ในบางราย
อาจเป็นชนิดที่ "มาแล้วก็ไป"(paroxysmal AF)
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ แต่ ก็อาจเกิดขึ้นในคนหนุ่มสาวได้เช่นกัน

• Ventricular tachycardia
เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก
ในกรณีนี้ หัวใจสองห้องล่างจะเต้นเร็วกว่าปกติ (ประมาณ 120-200 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที)
การเต้นของหัวใจสองห้องบน (atria) จะเต้นด้วยอัตราความเร็วปกติ
ดังนั้น ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการเต้นของหัวใจสองห้องล่าง ไม่ตอบสนองต่อ
คลื่นกระแสไฟฟ้าที่มาจากหังใจสองห้องบนเลย

• Ventricular fibrillation (VF):
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติจากสองห้องล่าง (VF) เกิดจากคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
ทียิงออกมาจากกล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่างนั้นแหละ
จากนั้น กล้ามเนื้อของสองหัวใจด้านล่าง จะหดตัวแบบสั่นระริก (fibrillate)
ซึ่งหมายความว่า การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง ไม่มีแรงมากพอ
ที่จะส่งเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
ถ้า คนไข้ไม่ได้รับการแก้ไขทัน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ:

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ ส่วนใหญ่จะมีต้นเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
มีการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial infarction)

• Heart block:
ความผิดปกติชนิดนี้ เกิดขึ้นได้เมื่อคลื่นกระแส ไฟฟ้าของหัวใจ
ถูกปิดกันเพียงบางส่วน (partial) หรือถูกปิดกั้นโดยตลอด (complete)
ซึ่งเกิดขึ้นตรงตำแหน่งระหว่างหัวใจสองห้องบน และ หัวใจสองห้องล่าง
SA node ที่อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจด้านบน (atria) จะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าด้วยอัตราปกติ
แต่คลื่นดังกล่าวไม่สามารถ่ผ่านไปได้เหมือนปกติ และการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่าง
จะขึ้นกับคลื่นของกระแสไฟฟ้า ที่สามารถวิ่ง ผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างเท่านั้น


การปิดกั้นการเดินทางของคลื่นกระแสไฟฟ้า สามารถแบ่งออกเป็น:

o First degree heart block:
ในกรณีนี้ กระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากกล้ามเนื้อหัวใจ (atria)ผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่าง
จะถูกปิดกั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้การเต้นของหัวใจ ทำงานได้ตามปกติ

o Second degree heart block:
ในกรณีนี้ คลื่นของหัวใจจากหัวใจสองห้องบน บางคลื่นไม่สามารถวิ่งผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างได้
เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่าง (ventricles) เต้นช้าลง

o Third degree heart block or complete:
ในกรณีนี้ จะไม่มีคลื่นกระแสไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบน (atria) ผ่านไปยังหัวใจส่วนล่างได้
ดังนั้น การเต้นของหัวใจ จะไม่เต้นเพราะคลื่นจากหัวใจส่วนบน (atria) ซึ่งมีคลื่นจาก SA node
แต่ จะเต้นได้โดยคลื่นกระแสไฟฟ้า ที่ถูกสร้างจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างเท่านั้น
โดยมันจะเต้นได้ประมาณ 20 – 40 ครั้ง ต่อนาที

• Sick sinus syndrome:
ในกรณีนี้ ความผิดปกติจะเกิดขึ้นที่ SA node ที่ถูกทำลายไป
ทำให้การปล่อยกระแสไฟฟ้า ไม่เป็นปกติ ท่ำให้การเต้นของหัวใจแปรเปลี่ยนไป
บางครั้งเต้นเร็ว บางคร้งเต้นช้าลง

สาเหตุทำให้เกิดการเต้นหัวใจทีผิดปกติ
(causes of arrhythmias)

การเต้นของหัวใจทีผิดปกติหลายอย่าง เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ
ยกตัวอย่าง:

 Ishcaemic heart disease ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก (angina)
และหัวใจทำทำลายจากการขาดเลือด (heart attack) โดยมีต้นเหตุมาจากหัวใจขาดเลือด
ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในระบบของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจเอง

การที่กล้ามเนื้อของหัวใจถูกทำลาย (heart attack) จะเป็นต้นหตุให้เกิดการเต้นที่ผิดปกติ
หรือกระทั้งทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจถูกปิดกั้น (block) ได้

 Heart valve diseases:
โรคของลิ้นหัวใจ สามารถทำให้หัวใจขยายตัวโตขึ้น เมื่อมันโตขึ้นสามารถทำให้เกิดมี
คลื่นหัวใจที่ผิดปกติไป ยกตัวอย่าง เช่น โรค AF เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในคนไข้
ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจ “ไมตรอล” (mitral valve disease)

 High blood pressure:
คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง สามารถทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติไปได้เช่นกัน

 Age-related degeneration (ageing):
คนเมื่อมีอายุมากขึ้น ย่อมมีการเสื่อมลงเป็นธรรมดา เช่น กล้ามเนื้อ ของหัวใจก็มีการเสื่อม
โดยเฉพาะเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ระบบ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับคลื่นกระแสไฟฟ้าของ
เมื่อมันเสื่อม ย่อมมีผลกระทบต่อการส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าได้ไม่มากก็น้อย

 หัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Complete heart block

Cardiomyopathy:
ความผิดปกติในกล้ามเนื้อหัวใจ บางครั้งสามารถทำให้เกิดความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ (arrhythmia)
ในบางคน อาจเนื่องมาจากความผิดปกติในทิศทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
ซึ่งมีมาตั้งแต่กำเนิด ยกตัวอย่าง มีที่กำเนิดคลื่นไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม เกิดในตำแหน่ง
ระหว่างหัวใจห้องบน(atria) และห้องล่าง (ventricles)
ซึ่งจะทำให้เกิด การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจชนิด SVT (อาการจะปรากฏขึ้น เมื่อโตขึ้นถึงวัยหนุ่ม)

ความพิการของหัวใจแต่กำเนิด (congenital heart defect) สามารถมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้
 การอักเสบของหัวใจ ก็สามารถเกิดการเต้นที่ผิดปกติได้เชนกัน...

อาการของคนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ
(symptoms of arrhythmia)

คนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมีได้แตกต่างกัน ขึ้นกับความรุนแรงของโรค
ในคนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ที่เต้นได้อย่างไม่สม่ำเสมอ
ซึ่งจะมาเมื่อไรก็ไมรู้ แล้วก็ผ่านไป อาการที่เกิดจะเกิดขึ้นอย่างฉัยพลัน

อาการที่เกิดอาจเป็น:

o Palpitation เป็นความรู้สึกของการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
เช่น รู้สึกใจสั่น ความรู้สึกดังกล่าว ยังสามารถพบได้ในคนปกติ ซึ่ง หัวใจเต้นปกติ แต่รู้สึกไม่ปกติ
ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญแพทย์ระะบบหัวใจ ทำการ
วินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง
o ชีพจรที่เกิดขึ้น อาจเต้นเร็ว เต้นช้า หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ
o มีความรู้สึกวิงเวียน (dizziness) หรือ รู้สึกจะเป็นลม (faint)
หายใจไม่พอ บางคนบอกว่า เป็นการหายใจไม่ทั่วท้อง ซึ่งมีลักษณะหายใจถี่ และ สั้น
(shortness of breath)
o บางคนเกิดความรู้สึกเจ็บหน้าอก

การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติบางราย อาจมีความรุนแรงมากกว่าคนอื่นอัตราการเต้นของหัวใจ ที่เต้นเร็ว หรือ ช้า กว่าปกติ
ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเลือด ที่ไปเลี้ยงหัวใจน้อยกว่าปกติ
ในบางรายอาจลงเอยด้วยการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว หรือ หมดความรู้สึกไป (collapse)

จำเป็นต้องได้รับการตรวจด้วยหรือ ?
Do I need any tests?

ในคนไข้บางราย ที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ แพทย์สามารถบอกได้ไม่ยาก
หมอเขา เพียงแต่ตรวจดูชีพจร และตรวจดูร่างกายของท่านเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในบางรายที่มีอาการไม่สม่ำเสมอ นาน ๆ เกิดที
อาการทีเกิดนั้น อาจเป็น หรือไม่ได้เกิดจากการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติก็ได้

ยกตัวอย่าง คนบางคนมีอาการ palpitation อาจเกิดจาก ectopic beats
หรือ อาจเกิดจากการที่เขาตระหนักรู้ถึงภาวการณ์เต้นของหัวใจที่ปกติก็ได้
คนบางราย มีอาการวิงเวียน dizziness spells หรือ เป็นลม (fainting attack)
อาจเกิดจากการมีการเต้นของหัวใจ ที่นาน ๆ เกิดมีอาการที (intermittent)

ดังนั้น การตรวจสามารถสามารถยืนยันได้ว่า การเต้นหัวใจของท่านผิดปกติหรือไม่
ซึ่งแพทย์สามารถบอกได้ว่า การเต้นที่ผิดปกตินั้น เป็นผิดปกติชนิดใด
การตรวจที่ท่านควรรู้มดังนี้:

 Electrocardiogram (ECG)
EKG Test เป็นวิธีการตรวจที่ไม่เจ็บปวด และปลอดภัย
มี electrodes แปะไว้ที่บริเวณแขน ขา และบริเวณหน้าอก แล้วต่อเข้ากับเครื่อง EKG
คลื่นของกระแสไฟฟ้าของหัวใจ จะถูกบันทึกบนแผ่นกระดาษ หรือ บันทึกด้วยคอมพิวเตอร์
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติขณะที่ทำการตรวจ สามารถพบได้ และบันทึกได้ในขณะทำการตรวจ

 Ambulatory ECG
ในกรณีที่ท่านมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ จะเต้นเมื่อไดก็ไม่รู้ (intermittent) เราไม่สามารถตรวจ
ด้วยการตรวจตามปกติ จำเป็นต้องตรวจด้วยเครื่องที่ติดไว้กับตัวคนไข้ (ambulatory EKG)
เป็นการตรวจคลื่นของหัวใจขณะที่ท่านทำงานในกิจวัตรประจำวัน เป็นการตรวจตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมกันนั้น ท่านจะต้องบันทึกเวลาที่ท่านมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น (เช่น อาการใจสั่น-palpitation)
เมื่อสิ้นสุดการตรวจ แพทย์จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกจากเครื่องตรวจ EKG
ที่สำคัญ อาการที่เกิดขึ้นในขณะทีท่านบันทึก เมื่อเทียบเคียงกับคลื่นที่บันทึกไว้ สามารถบอกได้ว่า
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือ ปกตินั้น มันตรงกับอาการความรู้สึกที่ท่านมีหรือไม่

 Exercise ECG
บางครั้ง การตรวจคลื่นของหัวใจ EKG จะกระทำในขณะที่ท่านออกกำลังกาย
เช่น เดินบนสายพาน หรือถีบจักรยาน เป็นการกระตุ้นให้เกิดมีอาการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติขึ้น
ซึ่ง อาจพบชนิดการเต้นที่ผิดปกติ ที่นาน ๆ เกิดที (intermittent arrhythmia)

การรักษาภาวการณ์เต้นหัวใจผิดปกติ (arrhythmia)

หัวใจที่เต้นผิดปกติในแต่ละชนิด มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน
นอกจากนั้น การรักษาโรคที่ซ่อนตัวอยู่ เช่น โรคต่อมไทยรอยด์ทำงานเกิน หรือ
หัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) หรือ โรคความดันสูง

 Medication
มียาหลายขนาน ที่สามารถกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการป้องกัน
การเกิดการเต้นของหัวใจแบบที่เราไม่ทราบว่าจะเกิดเมื่อใด (intermittent arrhythmia)
หรือ ถูกนำไปใช้ในการควบคุมภาวะ atrial fibrillation

 Catheter ablation (destruction) treatment
เป็นวิธีการรักษาคนไข้ที่มีการเต้นหัวใจผิดปกติแบบ SVT, Ventricular tachycardia
และ AF เป็นการรักษาด้วยการทำลายตำแหน่งที่ก่อให้เกิดคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติ
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการสอดใส่ catheter ผ่านเส้นเลือดดำที่บริเวณต้นขา เข้าสู่หัวใจ
ให้ปลาย catheter ไปจ่อตรงบริเวณที่ต้องการทำลาย โดยอาศัย X-rays เป็นเครื่องช่วย

 Cardioversion
เป็นวิธีการรักษาคนไข้ที่มีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติบางชนิด เช่น หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia)
ยกตัวอย่าง ในคนไข้บางรายที่เป็น Atrial fibrillation (AF) ซึ่งเกิดขึ้นไม่นาน
และใช้รักษาคนไขบางรายที่เป็น ventricular tachycardia

ในขณะที่คนไข้ได้รับการดมยาสลบ เขาทำการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (electric shock) ตรงบริเวณ
หน้าอกตรงตำแหน่งของหัวใจ
การกระทำด้วยการกระตุกด้วยไฟฟ้าดังกล่าว สามารถเปลี่ยนคลื่นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ
ให้กลับสู่ปกติได้

 Artificial pacemakers
เป็นวิธีการรักษา ที่นำมาใช้รักษาคนไข้ที่คลื่นของหัวใจถูกสกัดกั้น (heart block)
และในบางสถานการณ์ artificial pacemaker เป็นเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ที่ฝังไว้ใต้ผิวหนัง
บริเวณหน้าอก จากเครื่องมือดังกล่าว มีสายลวดเส้นเล็ก ๆ สอดผ่านไปยังหัวใจ
ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว สามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นได้ตามปกติ

 Implantable cardioverter defibrillators (ICDs)
เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะคล้าย pacemaker ซึ่งถูกฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณยอดอก
มีลวดเส้นเล็ก ๆ สอดผ่านไปยังหัวใจ เครื่องมือดังกล่าวจะตรวจสอบการเต้นของหัวใจ
ถ้าการเต้นของหัวใจผิดปกติ เครื่องมือจะส่งคลื่น electric shock ไปยังหัวใจ ทำให้
คลื่นที่ผิดปกติหยุดลง


http://www.patient.co.uk/health/Arrhythmias.htm

1 ความคิดเห็น:

  1. เป็น SVT ตรวจพบเมื่ออายุ 12 ปี แพทย์ได้จ่ายยาให้ 3 ชนิด ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นชื่อยาอะไร แต่จำได้ว่า เป็นเม็ดสีขาว ๆ ทานเช้าครึ่งเม็ด และเย็นครึ่งเม็ด พร้อมมียาเม็ดเล็ก ๆ สีชมพูเข้ม (บานเย็น) ขนาดใกล้เคียงกับยาเม็์ดสีขาว ๆ ทานวันละ 1 เม็ด และ ให้เม็ดสีเหลือง ในแผง โดยแพทย์ให้ทานเมื่อเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว ทานต่อเนื่อง และหยุดยา เมื่ออายุ 22 ปี และทานใหม่เมื่ออายุ ประมาณ 27 ปี ทานนาน 1- 2 ปี จึงหยุดยาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันอายุ 52 ปี จะมีอาการใจเต้นผิดปกติเป็นบางครั้ง ครั้งละ ไม่เกิน 5 นาทีก็เป็นปกติ และแพทย์ตราจพบลูกสาวอายุ มีอาการใจเต้นผิดปกติเมื่ออายุ 10 ปี แต่ผลวินิจฉัยไม่ได้เป็นชนิด SVT แต่เป็นกลุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีอาการใจเต้นเร็วเช่นกัน ได้ยา Prenolol มา ซึ่งดิฉันเคยหยิบใช้บ้างเมื่อเกิดอาการ แต่ใช้ ไปไม่เกิน 2 แผง ไม่ทราบว่า อาการ SVT ของดิฉัน สามารถใช้ Prenolol ได้หรือไม่ และลูกทานยาตัวนี้มานานมาก จะมีผลข้างเคียงในระยะยาวหรือไม่ เพราะทราบมาว่า ยาตัวนี้ ใช้กับคนเป็นความดันโลหิตสูง จึงสงสัยว่า เป็นตัวยารักษาโรคความดันโลหิตด้วยหรือไม่ เพราะเคยได้ยินผลในทางลบของการใช้ยารักษาโรคความดันค่ะ จึงขอรบกวนขอความรู้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ

    ตอบลบ