วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

What are the characteristics of Mycoplasma?

ศูนย์ควบคุมโรค และการป้องกัน (CDC) ในประเทศสหรัฐฯ
พบว่า ในแต่ละปี จะมีคนไข้ประมาณ สองล้านคน เป็นโรคปอดอักเสบจาก
เชื้อสายพันธุ์ mycoplasma pneumoniae
ในจำนวนนี้จะมีคนไข้ประมาณ 100,000 ที่เกิดการอักเสบดังกล่าว
ซึ่งจำเป็นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล

เชื้อ mycoplasma pneumoniae จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปอดอักเสบที่พบบ่อยที่สุด
ที่เกิดขึ้นในคนหนุ่ม-สาว และเด็กเล็ก ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

What are Mycoplasma?
ไมโคพลาสมา จัดเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 14 สายพันธุ์
มีเพียง 4 สายพันธุ์เท่านั้น ที่มีความสำคัญทางการแพทย์

o M. pneumonia เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดปอดอักเสบ (pneumonia)
o M. genitalium ทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ
o M. hominis ทำให้เกิดการอักเสบหลังกำเนิดบุตร (postpartum ever)
o Ureaplasma urealyticum เป็นเชื้อที่พบในครอบครัว
สามารถทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะได้ และการอักเสบของต่อมลูกหมาก

เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ เป็นเชื้อโรคที่ไม่มีผนังห่อหุ้มผนังเซลล์เหมือนเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นเขา
ดังนั้นยาปฏิชีวนะทั้งหลาย ที่มีฤทธิ์ทำลายผนังห่อหุ้มเซลล์ จึงไม่สามารถทลายเชื้อโรคตัวนี้ได้
เป็นเชื้อโรคที่มีสาร cholesterol ที่เยื้อ membrane หุ้มเซลล์

How do mycoplasma cause disease ?
เป็นที่รู้กันว่า เชื้อ M. pneumonia จะกระจายจากคนหนึ่งสู่คนได้ โดยผ่านทางระบบหายใจ
ดังนั้น เราจึงพบเห็นการแพร่ระบาดในสถานที่มีผู้คนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก ๆ
เช่น โรงเรียน กองทหาร และอื่น ๆ

ผู้เชี่ยวชาญจากสถานบันทาง microbiogy และ immunolofy..ของมหาวิทยาลับ California
กล่าวว่า เชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมา ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่ง มีส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวเชื้อโรค (tip)
ซึ่งทำด้วยโปรตีน เป็นส่วนที่ทำหน้าที่จับขน(เส้นเล็ก) ที่อยู่บนเซลล์บุผิวของทางเดินหายใจ

ปกติ เซลล์ที่บุผิวของทางเดินหายใจ จะมีขนเส้นเล็ก ๆ ทำหน้าที่ผลักดันสิ่งแปลกปลอมออกจากปอด
เมื่อเชื้อโรคไมโคพลาสมาเข้าสู่ปอด ส่วนที่ยื่นออกมาจะเรียกว่ามือ หรือขาก็แล้วแต่
จะไปจับกับขนที่อยู่บนผิวของเซลล์บุทางเดินลมหายใจ
หลังจากนั้น ขนดังกล่าวจะยุติการทำงานทันที

จากนั้น เชื้อไมโคพลาสมา จะสร้าง Hydrogen peroxide,enzymes,และ superoxide radicals.
ซึ่งสารเหล่านี้ จะทำลาย (damage)เซลล์ที่อยู่บนผิวของทางเดินหายใจ
และทำให้เกิดกระบวนการอักเสบดำเนินต่อไป

ปอดอักเสบ (pneumonia) ที่เกิดจากเชื้อ M. pneumoniaeเป็นการอักเสบของปอดของปอด
ที่เกิดขึ้นจากเชื้อดังกล่าว ถูกเรียกว่า atypical pneumonia
บางคนตั้งชื่อว่า walking pneumonia ซึ่งหมายถึงคนที่เป็นโรคปอดอักเสบชนิดนี้แล้ว
สามารถเดินเหิน และสามารถทำงานได้ตามปกติ ไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล

อาการของโรค จะดำเนินไปอย่างช้าๆ
เริ่มต้นด้วย อาการไอ ไอจนกระทั้งปวดหู
ท่านอาจมีอาการเจ็บคอ ตามด้วยอาการปวดศีรษะ มีไข้ และปวดกล้ามเนื้อ

www.livestrong.com/article/16113-symptoms-mycoplasma-pneumonia/

About Mycoplasma

เวลาเราเห็นพวกหมอ หรือพยาบาลเขาไม่สบาย เช่นเป็นไข้เจ็บคอ และไอ...
เขาสามารถทำการรักษาตัวเอง ได้โดยไม่ลำบากอะไรเลย
นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่ประเด็นที่ผู้เขียนต้องการจะพูดต่อไปนี้ ก็คือ
หมอที่เก่งที่สุด คือตัวคนไข้นั้นเอง
และการที่คนไข้จะเป็นหมอที่เก่งได้....

มันก็เป็นเรื่องไม่ยากเท่าใด....สิ่งท่านต้องทำ คือ เรียน เรียน และเรียนรู้เท่านั้นเอง
โดยเฉพาะเรื่องง่าย ๆ ที่พวกเราเป็นกันบ่อย ๆ
เราเพียงแต่เรียนให้รู้ด้วยการถาม และอ่าน...
โรคนั้นมันคืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีอาการอย่างไร? และเขารักษาอย่างไร?

โรคที่เราพบบ่อยที่สุดโรคหนึ่ง คือ “ Mycoplasma”
โรคนี้แต่ก่อน คิดว่าเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ต่อมาภายหลัง มันถูกจัดกลุ่มขึ้นใหม่
เป็น “แบคทีเรีย” ชนิดที่ไม่มีผนังเซลล์ห่อหุ้ม
เชื้อ “ไมโคพลาสมา” ที่เป็นตัวทำให้เกิดโรคในมนุษย์เรานั้น มีหลายตัวด้วยกัน
รวมทั้ง mycoplasma Pneumonia และ mycoplasma genitalium
ซึ่งทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ (pneumonia)
และโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (urinary tract infections) ตามลำดับ

Characteristics:
เชื้อ “ไมโคพลาสมา” จัดเป็นเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งมีความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา host
(free living organism) แม้ว่า ส่วนใหญ่มันจะเป็นพวก parasitic ก็ตาม
ไมโคพลาสมา เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งมี ขนาด 1/10 ของเชื้อ E. coli

เชื้อ “ไมโคพลาสม่า” จะมีเยื่อ memraneหุ้มเซลล์ที่มีลักษณะพิเศษ
มีโมเลกุลของโปรตีนเป็นพวก sterols เช่น cholesterol ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปได้
ทำให้ยากแก่การตรวจพบ...

Antibiotic Resistance:
ยาปฏิชีวนะทั้งหลายที่เราได้ยินชื่อว่า เช่น Penicillins, cephalosporins และยาตัวอื่นๆ
ทีอยู่ในกลุ่มตระกูล beta lactam
ซึ่ง มีฤทธิ์ทำลายเชื้อโรคด้วยการทำลายกระบวนการณ์สร้างผนังหุ้มเซลล์ของเชื้อโรค
ก็ในเมื่อเชื้อ “ไมโคพลาสมา” ไม่มีผนังหุ้มเซลล์เลย
ดังนั้น ยากลุ่มดังกล่าวจึงไม่สามารถทำอะไรต่อเชื้อไมโคพลาสมาได้...

Pathophysiology
Pathophysiology หมายถึงการศึกษากลไกการเกิดโรค โดยใช้พื้นฐานความผิดปกติทางสรีรวิทยา
มีเชื้อไมโคพลาสมาบางชนิด สามารถทำให้เกิดการอักเสบในมนุษย์เราได้
โดยเชื้อดังกล่าว จะจับเซลล์บุผิว (erpitherial cells) ของทางเดินหายใจ (respiratory tract)
และทางเดินของน้ำปัสสาวะ และอวัยวะเพศ (urinary and genital tract)

เชื้อโรคตัวนี้จะทำลายร่างกายของเรา ด้วยการปล่อยสารพิษ (hydrogen peroxide)
ออกมาทำลายเซลล์ของเรา โดยผ่านกระบวนการของระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง
(antibody mediated autoimmunity)

Mycoplasma pneumonia:
เชื้อโรคในสายพันธุ์ไมโคพลาสมา ที่สามารถทำให้เกิดโรคในมนุษย์เราได้
คือเชื้อ mycoplasma pheumonia ซึ่งแพร่เชื้อเข้าสู่ร่างกายของเราทางการหายใจ
โดยที่เชื้อดังกล่าวมีกระจายอยู่ในอากาศ จากคนเป็นโรค ไอ หรือจามขับเชื้อโรคออกมา
ในรูปของ infected water droplets

เมื่อเชื้อโรคตัวนี้เข้าสู่ร่างกายของเราแล้ว จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2 – 3 อาทิตย์
จะเริ่มมีอาการปวดกล้ามเนื้อ (muscle pain) เจ็บคอ (sore throat)
มีอาการไอบ่อย ๆ (persistent cough) มีไข้ (high temperature)
มีเพียงประมาณ 10 % เท่านั้นที่มีโอกาสกลายเป็นโรคปอดอักเสบ (pneumonia)

Mucoplasma Genitalium:
โรคของทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะเพศ ซึ่งเกิดจากเชื้อ mycoplasma genitalium
อาจเกิดจากไมโรพลาสมาสายพันธุ์อื่นได้
เชื้อโรคเหล่านี้ จะแพร่เข้าสู่คนในระหว่างที่มีเพศสัมพันธุ์ ที่ไม่ได้ป้องกันตน
เป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ และทางเดินอวัยวะเพศ
หรือทำให้เกิดการอักเสบในช่องเชิงกราน และมีอาการคันในช่องคลอดของสตรี

www. Livestrong.com/article/100424-mycoplasma/

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Morgellons Disease

ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีอาชิพอะไร
เรามีสิทธิในการเรียนรู้ทุกเรื่อง...ที่เราต้องการ
โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพแล้ว ยิ่งต้องศึกษาให้มาก
เพราะเราไม่มีทางที่จะทราบได้ว่า มันจะเกิดขึ้นกับเรา คนที่เรารู้รัก
หรือคนที่เรารู้จักเมื่อได?

มีแต่การเรียน เรียน และ เรียนรู้เท่านั้น
เราจึงจะสามารถเอาชนะมันได้ด้วยความปลอดภัย

นี้คือโรคหนึ่ง ทีคนไข้สูงอายุนำมาให้เราพบเห็น ได้ ศึกษา และ แบ่งปัน
“morgellons disease”

มันเป็นโรคอะไร ?

Morgellons disease เป็นโรค หรือความผิดปกติอย่างหนึ่งของผิวหนังของคนเรา
จากการวิจัยของ Morgellon Disease Research เป็นโรคทีพบมานาน
อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า Morgellons syndrome
เขาพบโรคนี้นาน กว่า 300 ปีแล้ว โดยไม่สามารถบอกได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
แถมยังกล่าวออกมาว่า เป็นโรคประหลาด มีความลึกลับ (mysterious) ซับซ้อน

อาการ (symptoms)

โรค morgellons จะปรากฏด้วยผื่นบนผิวหนัง (rash) และมีอาการเจ็บปวด (sore)
ซึ่งเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันอย่างแสนสาหัส (extremely itching)
นอกเหนือจากอาการ “คัน” ดังกล่าว คนไข้จะมีอาการเหมือนมีแมลง (insects)
คลานหรือมุดอยู่ภายใต้ผิวหนัง มีความรู้สึกเหมือนถูกกัด แถมยังมีความรู้สึกเห็นเป็นเส้นสีดำ
อยู่ในผิวหนัง..พร้อมกันนั้น คนไข้มีอาการเหนื่อยเพลีย สูญเสียความจำ ใจลอย
พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง มีอาการปวดตามข้อต่าง และมีความผิดปกติเกี่ยวกับสายตาอีกด้วย

Mayo Clinic ยังกล่าวต่อไปอีกว่า โรคตัวนี้มีลักษณะเหมือนกับโรคอีกหลายอย่าง
เช่น Lyme Disease,liver and kidney disease, schizophrenia,
drug หรือ alcohol abuse และ delusional parasitosis
ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ผิดๆ ว่า ตนเองถูกรบกวนจากโรคพยาธิที่มีอยู่ภายตัวของเขา

จากสถิติของสหรัฐฯ กล่าวว่า โรคชนิดนี้ สามารถพบได้ในทุกรัฐฯ และพบได้ทั่วโลก...

Controversy:

ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีแตกต่างกันไป
แพทย์บางคนเห็นว่า โรค Morgellons มันเป็นโรค ๆ หนึ่ง
ซึ่งควรได้รับการศึกษาวิจัยกันต่อไป
บางท่านมีความเห็นว่า อาการ และอาการแสดงต่าง ๆ ที่ปรากฏ
มันเป็นอาการของโรคอื่น ๆ เช่น โรคทางจิตประสาท
(psychological disorders)

Mayo Clinic เจ้าตำรับก็ยอมรับว่า แพทย์ที่พบเห็นคนไข้ที่มีอาการอย่างนี้
จะไม่ยอมรับว่า
คนไข้เป็นโรค Morgellon จนกว่า เราจะมีข้อมูลมากกว่านี้

มีการกล่าวว่า อาการแสดงต่าง ๆ ของคนไข้ ที่คนไข้พยายามบอกให้แพทย์ได้รับรู้นั้น
บางครั้งจะถูกเพิกเฉย ไม่รายงานทั้งหมด แล้วตัดสินด้วยอคติว่า
สิ่งที่คนไข้รายงานต่อแพทย์เป็นความรู้สึกที่หลอกหลอนคนไข้เอง
หรือไม่ก็กล่าวหาว่า คนไข้สร้างเรื่องขึ้นทั้งนั้น

แต่แพทย์จาก Mayo Clinc กลับอ้างว่า การทีเขาวินิจฉัยว่า
คนไข้เป็นโรค Morgellons disease
เนื่องจากอาการแสดงของคนไข้เอง ไม่สามารถที่จะเข้ากับโรคใด ๆ ได้ นั่นเอง

Coping

เราจะจัดการกับโรคนี้กันอย่าไร ?

ต้องยอมรับว่า โรค Morgellons เป็นโรคที่ยากต่อการรักษา
จะไม่ยากได้อย่างไรละ...ในเมื่อเรามีข้อมูลเกี่ยวกับมันน้อยเหลือเกิน
แม้ว่าจะมีความเห็นขัดแย้งในเรื่องโรคดังกล่าวก็ตาม
แต่แพทย์ควรให้การรักษาคนไข้ด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช้ตัดสินใจตามความรู้สึกของเรา

การรักษาจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่เราพบคนไข้
ควรรับฟังคนไข้ที่เขาบอกอาการ ด้วยความอดทน เปิดใจให้กว้าง
ขณะเดียวกัน อย่าได้ละเลยที่จะมองหาสาเหตุของโรคที่อาจเป็นได้
ตลอดรวมถึงติดตามข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรค Morgellons ให้มากที่สุด
ซึ่งเราอาจพบอะไรบางอย่าง ที่เราสามารถนำช่วยเหลือคนไข้ได้ดีขึ้น

Center for Disease Control (CDC)

Center for Disaease Control (CDC) รายงานว่า
เขาไม่สามารถทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้ และจากการที่มีคนไข้
ที่มีอาการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการศึกษาต่อไป
เพื่อเรียนรู้ที่จะเข้าใจโรคที่ไม่สามารถอธิบายได้กัน
เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับโรคดังกลาว ยังมีจำกัด
CDC ไม่แนะนำ หรือสนับสนุนการรักษาใดๆ ในการรักษา
โรคนี้เป็นการเฉพาะ....

นั่นคือเรื่องราวเกี่ยวกับ โรค Morgellons

www. Livesstrong.com/article/106191-morgellon-disease/

Seventh age Itch

โรคคันที่เกิดขึ้นในช่วงอายุ 7th รอบ
Shakespeare รู้ว่า ความคมชัดของรู้สึกของคนสูงอายุในสมัยหนุ่ม ได้หายไปนั้น
เป็นเครื่องบ่งบอก (hallmarks) ให้คนเราได้ทราบว่า คนเราได้แก่แล้วนะ
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มีสิ่งหนึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรืออ่อนแรงลงแม้แต่น้อย
นั่นคือ อาการคันของคนสูงอายุ ดูเหมือนจะสวนทางกับความชราภาพไปซะนี่

คำว่า Pruritus หรือ Itch เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ มันหมายถึง อาการคันนั่นเอง
เราจะใช้คำๆ นี้เมื่อ คนไข้มีอาการคันเกิดขึ้น
โดยไม่มีโรคผิวหนัง (primary disease) ปรากฏให้เห็น
แต่ คนสูงอายุส่วนใหญ่ เขามองไม่ค่อยเห็นผิวหนังของเขาเท่าไหร่หรอก เพราะสายตาไม่ค่อยจะดี

และการที่จะบอกว่า คนสูงอายุไม่มีโรคผิวหนังในขณะที่กำลังมีอาการคัน
บางครั้งก็ยากที่จะบอกได้ทั้งนี้เป็นเพราะ ผิวหนังของคนสูงอายุจะเต็มไปด้วยรอยเกา (scatches)

คำว่า Prurigo ก็เป็นอีกคำหนึ่งซึ่งไม่สามารถบ่งบอกความเจาะจงล'ไปได้ (ill-defined)
ซึ่งหมายถึงผิวหนังที่มีรอยแตกจากการเกา

ส่วนคำว่า lichenification หมายถึงหนังที่หนา เหมือนกับแผ่นหนัง Morocco
ซึ่งเกิดจากการเกา หรือขัดถูกบ่อย ๆ

ถึงกระนั้นก็ตาม คนไข้ที่มาด้วยอาการคันที่ผิวหนัง ได้ทำการตรวจอย่างละเอียดแล้วก็ตาม
มีบางคน ที่มีอาการคันตามตัว ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติใด ๆ ทางผิวหนังแม้แต่น้อย

จากสถิติพบว่า คนไข้ที่มีอาการคันที่ผิวหนัง จะพบโรคที่เกี่ยวกับระบบร่างกายทั้งหมด (systemic)
ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอาการคันตามผิวหนังได้ในระหว่าง 16 % ถึง 50 %
สาเหตุที่ตรวจพบได้นั้น ได้แก่โรคต่อไปนี้

o Obstrucitve jaundice
o Chronic renal failure
o Pregnancy
o Thyroid disease s
o Lymphoma
o Carcinomatosis
o Iron deficiency
o Intestinal parasites
o Diabetes
o Polycythaemhia
o Haemochromatosis
o Brain tumor (especially those infiltrating thel floor offourth ventricle)
o Drugs such ad cocaine, morphine and choloroquine

ในการวินิจฉัยโรค แพทย์จำเป็นต้องอาศัยประวัติของของคนไข้
และตามด้วยการตรวจร่างกาย
หากผลจากการตรวจร่างกาย ไม่สามารถพบโรคดังที่กล่าวมา
แพทย์จำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์ และอื่น ๆ เพื่อยืนยันว่า
คนไข้ไม่เป็นโรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ โรคไต โรคตับ และโรคพยาธินำไส้
รวมไปถึงการตรวจทางาเอกซเรย์

หากผลจากการตรวจดังกล่าว ไม่พบอะไรเลย และคนไข้ไม่เป็นโรค xerosis (ผิวหนังแห้ง)
การวินิจฉัยของบโรค น่าจะเป็นโรค idiopathic prurisis ที่เกิดในคนสูงอายุแล้วละ
และคงต้องยอมรับว่า โรคดังกล่าวน่าจะเป็นอีกโรคหนึ่ง
โดยที่ บางทีอาจมีส่วนสัมพันธ์ระหว่าง อายุที่แก่มากขึ้น กับมีการเสื่อมของปลายประสาท
(peripheral nerve endings)
ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการคันในคนสูงอายุขึ้น

นั้นคือเรื่องราวเกี่ยวกับ Seventh age itch
ซึ่งมีอีกชื่อที่ควรทราบ คือ Willan’s itch

www.ncbi.nlm.nih.gov./pmc/articles/pmc1416725/pdf/.......

Topic: Itch in elderly: Introduction (1)

Itch….คัน ใครว่าไม่สำคัญ
วันหนึ่ง ๆ มีคนไข้สูงอายุมาพบแพทย์ด้วยอาการคันตามผิวหนัง
บางรายรายเห็นรอยผื่นบนผิวหนัง....นั่นไม่เป็นปัญหาในด้านการวินิจฉัย
แต่ที่เป็นปัญหา คือรายที่เป็นทั้งตัว จากหัวจรดเท้า
แต่ไม่มีรอยผื่นปรากฏให้เห็นนี่ซิแปลก ?
จะบอกว่า คันเพราะผิวหนังแห้งของคนแก่นะ....
อาจจะถูก....หรืออาจจะไม่ถูกก็ได้

ก่อนที่เราจะพูดถึงโรคคันของคนสูงอายุ
ลองมาดูซิว่า-
เวลาที่ท่านเกิดมีอาการ “คัน” ขึ้นมา...มันมีอะไรเกิดขึ้นภายใต้ผิวหนังของท่าน
ให้ท่านมองดูมันประหนึ่งว่า ท่านกำลังปฏิบัติธรรม
เจริญสติปัฐถาน ดูลมหายใจเข้าออกตามที่เป็นจริง...

ตัวคนเราจะถูกคลุมด้วยผิวหนัง มีพื้นที่ประมาณ 20 ตารางฟุต หรือ 2 ตารางเมตร
และผิวหนังของคนเราจะถูกละคาย (irritated) จากสิ่งที่อยู่นอกร่างกายอยู่ตลอดเวลา
มีหลายอย่างที่มาสัมผัสกับผิวหนังของเรา และอาจมีหนึ่ง หรือสองอย่าง
ที่จะทำให้เราเกิดมีความรู้สึกคันขึ้นที่ผิวหนัง

เราจะไม่พูดถึงอาการคันอย่างรุนแรง จาก อาการแพ้ (allergy) คันจากโรค
คันจากอารมณ์ หรือคันจากการอักเสบ
แต่เราจะพูดกลไกที่ทำให้เกิดอาการคันขึ้น ทีเกิดขึ้นกับเราทุก ๆ วันนั้น มันเป็นอย่างไร?

คัน (itching) บางทีเราพูดว่า pruritus
มันจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อมีอะไรบางอย่างนอกกาย มากระทบ และกระตุ้นร่างกายเข้า
เช่น ตัวหมัด ฝุ่นละออง ใยของเสื้อผ้า และเส้นผม และ...

อาการคัน (itching) เป็นกลไกภายใน... ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันร่างกาย
ส่งสัญญาณให้สมองได้ทราบว่า มีบางอย่างกำลังรุกล้ำกายของเรา
ในกรณีดังกล่าว อาจเป็นแมลงกัดเอาก็ได้

เมื่อมีตัวกระตุ้น (stimuli) จะเป็นอะไรก็ตาม
ในระยะแรก มันอาจไม่รบกวนตัวท่านแต่อย่างใด แต่ภายหลังจากตัวกระตุ้นอันนั้นมันเสียดสี
ผิวหนังของท่าน ยกตัวอย่าง เช่น ขน หรือฝุ่นละออง ที่สัมผัสผิวหนังของท่าน
เมื่อมันเสียดสีไปมา (scatches) ประสาทรับความรู้สึก (receptors) ที่อยู่ในผิวหนัง (dermis)
จะถูกละคายเคือง (irritated)
และภายในเสี้ยวของวินาที มันจะส่งคลื่นประสาท (signals) ไปตามเส้นใยประสาท
เดินทางสู่ไขประสาทสันหลัง เคลื่อนสู่สมองส่วนที่เรียก cerebral cortex

และใยประสาท( fiber)ใยเดียวกันนี้แหละ (unmyelinated C fibers)
ทำหน้าที่นำความรู้สึกเกี่ยวกับอาการปวด (pain)เข้าสู่สมองด้วย
ความรู้สึกทั้งสองที่กล่าว จะมีการตอบสนองที่ต่างกัน
การตอบสนองต่ออาการปวด จะเป็นแบบถอยหนี (withdrawal)
ส่วนอาการคัน จะตอบสนองด้วยการเกา (scatching)

เมื่อเรารู้สึกคันขึ้นมา การตอบสนองอันแรกที่เกิดขึ้น คือ “เกา” ตรงตำแหน่งที่คันด้วยเล็บของเราทันที
เป็นการตอบสนองง่ายๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อขจัดเอาสิ่งที่ทำให้เกิดอาการคันออกไป
เมื่อคุณ "เกา"ตรงบริเวณที่คัน คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการคันทันที
ไม่ว่าสิ่งที่ทำหคันถูกขจัดออกไปหรือไม่

สมมุติว่า มันยังคงอยู่ที่เดิม แต่ท่านจะไม่คันอีกต่อไป
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะคลื่น (signal) ที่ส่งไปยังสมอง ถูกแทนที่ด้วยคลื่น( signal)ใหม่
ซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากการเกา (scatches)เป็นความรู้สึกเกี่ยวกับอาการปวด(pain)

ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะ สิ่งที่ทำให้เกิดอาการคัน เช่น ฝุ่นละออง มีขนาดเล็กมาก (ขนาดไม่กี่ไมครอน)
ละคายปลายประสาทรับความรู้สึก (receptors) จำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับการเกา
ซึ่งกินเนื้อที่เป็นบริเวณที่กว้างกว่าหลายพันเท่า และการเกาจะกระตุ้นความรู้สึกเจ็บปวด (pain)ขึ้น
และคลื่นที่ส่งไปยังสมองด้วยความรู้สึกที่เกิดจากการเกา (scatches) ย่อมมีมากว่าคลื่นที่ส่งจากอาการคัน...
เป็นเหตุให้สมองไม่รับรู้เกี่ยวกับอาการคันต่อไป

นั่นคือปรากฏการณ์อาการคันที่เกิดขึ้นตามปกติ

>>Seventh age itch

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Prostatic Cancer : status post treament


จะมีชายสูงวัยสักกี่คน  ที่ย่อมรับความเสี่ยงต่อการ “เกิดผลอันไม่พึงประสงค์” 
อันอาจเกิดขึ้น  หลังการผ่าตัดเอาต่อมลูกหมากออกทิ้ง
ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด...

แต่ที่รู้แน่ ๆ  คือกลัวการผ่าตัดกันทุกคน

ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก  ความจริงมีว่า   จะมีผลอันไม่พึงประสงค์บางอย่างเกิดขึ้น 
กว่าจะหายก็กินเวลานาน  หรือไม่หายเลย
ปัญหาที่เราพบเสมอ ๆ ได้แก่  การควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ (incontinence) 
ปัญหาเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศ (erectile dysfunction) 
และไร้ความสามารถที่ผลิตลูกได้ (infertility)
Incontinence:
Incontinence  หมายถึงการที่เราไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้ตามปกติ 
มันสามารถเกิดขึ้นได้  โดยกระเพาะปัสสาวะได้รับบาดเจ็บ (damage) ในระหว่างการผ่าตัด 
ซึ่งอาจเป็นกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะเอง  หรือ เส้นประสาทของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ 
หรือทั้งสองอย่าง
ท่านอาจมีอาการปัสสาวะเล็ดเวลาท่านจาม  ไอ หัวเราะ  หรือออกแรง หรือ ออกกำลังกาย
บางครั้งปัสสาวะไหลออกมาเอง
เมื่อกระเพาะปัสสาวะมีน้ำปัสสาวะเต็ม 
หรือเกิดอาการปวดปัสสาวะ  ไหลออกมาอง  โดยท่านไม่สามารถควบคุมได้เลย
หลังการผ่าตัด  ท่านจะสังเกตเห็นอาการดังกล่าวทันที 
เมื่อร่างกายของท่านฟื้นตัว  อาการดังกล่าวอาจฟื้นตัวสู่สภาพปกติได้
บางรายไม่ฟื้น  ไม่สามารถควบคุมได้เหมือนเดิม
เรามีวิธีสำหรับแก้อาการดังกล่าว 
ด้วยกรรมวิธี Kegel maneuver หรือวิธี ขมีบอย่างมีศิลป์ (ที่ผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังมาก่อนแล้ว)
ส่วนมาก  จะใช้เวลา 6 เดือนฟื้นตัว
Electile Dtsfusfunction (ED):
ED เป้นภาวะที่ใคร ๆ ต่างกลัวกัน  สามารถเกิดตามหลังการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และการฉายแสง
เป็นภาวะที่ทำให้อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว
เป็นผลจากการที่ได้รับบาดเจ็บ long lasting damage
เป็นเรื่องปกติที่แพทย์เขาจะติดตามผลการฟื้นตัว  ซึงต้องใช้เวลานานก่อนที่จะพิจารณาช่วยเหลือกันต่อไป
เท่านที่เห็น...บางรายไม่มีอะไรดีขึ้น  คนไข้ต้องทำใจ  รับผลที่เกิดขึ้น 
เหมือนกับจำเลยถูกท่าน...พิจารณาตัดสินคดีความนั่นแหละ...
หลังการผ่าตัด  โดยทั่วไปฟื้นตัวภายในเวลา 2- 3 ปี
ประมาณ 10- 60 % จฟิ้นตัวได้บางส่วน
Infertility:
การรักษามะเร็งของต่อมลูกหมาก  ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด  มักลงเองด้วยปัญหาที่ไม่สามารถมีบุตรได้
ฉะนั้น  ในกรณีที่ท่านต้องการมีบุตร  ท่านต้องปรึกษาแพทย์เตรียมพร้อมก่อนการรักษา 
เช่น  เก็บรักษาสะเปิร์มเอาไว้เมื่อท่านต้องการมีบุตร (sperm banking-freezing spern for use in the future)

นั่นคือผลอันไมีพึงประสงค์  ซึ่งสามารถเกิดตามหลังการรักษได้

Prostatic Cancer: Treatment (5)


อาวุธของคนเล่นกอล์ฟ  มีไว้เพื่อจัดการกับลูกกอล์ฟ ให้ลงหลุม...มี 14 ชิ้น
ส่วนอาวุธของแพทย์ที่มีไว้เพื่อการรักษาโรคงมะเร็ง ก็มีสามวิธีใหญ่ ๆ
เป็นสามวิธีหลัก  ที่เราใช้ในการรักษาคนไข้จนกระทั้งปัจจุบัน 
นั่นคือ  การผ่าตัด (sugery)  การรักษาด้วยรังสี (radiation) และ เคมีบำบัด (chemotherapy)
สำหรับการรักษาอย่างอื่น ๆ   อาจจำเป็นต้องนำมาใช้ในบางราย   เช่น
 
การรักษาด้วยฮอร์โมน 
การบำบัดทางชีวะ (Biological therapy) 
และการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell transplant)

ในการรักษามะเร็งจำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญทาวเนื้องอกโดยเฉพาะ (oncologists) 
ซึ่งบางท่านชำนาญในทางศัลยกรรม  บางท่านชำนาญทางเอกซเรย์  และบางท่านชำนาญทางยา
ท่านเหล่านี้  มีหน้าที่วางแผนการณ์  ตัดสินใจในการรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็ง
การรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็ง  เป็นการรักษาคนไข้เป็นราย ๆ ไป โดยอยู่บนพื้นฐานของคนไข้รายนั้น ๆ เองว่า 
มะเร็งที่เกิดขึ้นกับเขานั้น  เป็น

§  มะเร็งชนิดใด (type of cacer)
§  รูปลักษณ์ของมะเร็ง (cancer’s  characteristics)
§  ระยะของมะเร็งมันพัฒนาไปถึงใหนแล้ว (stage f cancer)      และ
§  สถานการณ์ของตัวคนไข้เอง  รวมถึงความต้องการของเขาด้วย (personal situation and wish)

ขอให้ทราบไว้เถิดว่า  บางครั้งคนไข้ที่เป็นมะเร็งเหมือนกัน  อาจได้รับการรักษาที่แตกต่างกัน
เป้าหมายของการรักษา
(Treatment goals)
แพทย์ผู้ให้การรักษามะเร็ง  เขาอาจมีเหตุผลมากมาย  ซึ่งจะทำให้เราที่ไม่รู้เรื่องงุนงงกับการตัดสินใจของเขา 
ซึ่งบางครั้ง  เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า  เป้าหมายของการรักษาของเขาจะเปลี่ยนไป...
ไม่มีคำว่าตายตัว 
นั่นแหละคือ ความมีชีวิตชีวาของการรักษาละ...
เป้าหมาของการรักษาได้แก่:

§  การป้องกัน (prevention)   การรักษาที่ให้ไปนั้น  เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งมีการเจริญขึ้น 
หรือกำจัดเนื้อเยื้อที่กำลังจะกลายเป็นมะเร็ง (precancerous…)  ออกทิ้งไป
§  รักษาให้หายขาด (cure)-  เป็นการรักษาหลัก  หวังให้ผลการรักษานั้น  ทำใหดรคหายขาด
§  ควบคุม (control)- การรักษาที่ให้ไปนั้น  เป็นการหยุดยั้งเซลล์มะเร็งจาก  การเจริญขึ้น 
และไม่ให้มีการแพร่กระจาย  นอกนั้น  ยังลดอัตราเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของแซลล์มะเร็งอีกด้วย (recurring)
§  บรรเทาอาการของคนไข้ (palliation)- เมื่อเราไม่สามารถรักษาโรดหายขาดได้ 
การรักษาที่เราจะให้ได้ คือ
-ทำให้มะเร็งหดเล็กลงได้ชั่วขณะ
-ลดอาการต่าง ๆ ลง เช่น เลือดออก  เจ็บปวด  และอาการที่เกิดจากการกดทับ
-แก้ปัญหาที่เกิดจากมะเร็ง  หรือที่เกิดจากการรักษา  สุดท้าย
-ช่วยทำให้คนไข้อยู่กับโรคอย่างมีความสุข (อยู่ได้อย่างสบาย  ไม่ทรมาน)
พร้อมกับทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น

แผนการรักษา
(Treament plans)

อย่างที่กล่าว  การรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งนั้น  จำเป็นต้องขึ้นกับตัวคนไข้เป็นหลัก
มีบ่อยครั้ง  ที่พบว่า ในการรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งนั้น  เราใช้เพียงวิธีเดียวเท่านั้นก็เพียงพอ 
และการรักษาวีดังกล่าวเรียกว่า “การรักษาแบบปฐมภูมิ” หรือ primary treatment
ส่วนรายอื่น ๆ   การรักษาเพียงอย่างเดียว  ไม่เพียงพอเสียแล้ว 
เราต้องให้การอย่างอื่นๆ  เพิ่มเข้าไป  จึงจะทำให้ผลของการรักษาดีขึ้น 
และสามารถควบคุมมะเร็งได้

§  Neoadjuvant-  การรักษาชนิดนี้  ได้แก่  “เคมีบำบัก”  และ “การฉายแสงรัสี” 
เราจะให้ก่อนที่การรักษาหลัก (primary treatment) จะเริ่มขึ้น  เป็นการทำให้ก้อนมะเร็งหดเล็กลง 
ทำให้ง่ายต่อการผ่าตัด  ซึ่งจะกระทำขึ้นในภายหลังจากการทีได้รับการรักษาด้วยวีดังกล่าวแล้ว
§  Adjuvant-  เป็นการรักษที่เราให้ภายหลังจากการรักษาหลักได้กระทำไปแล้ว 
โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำการรักษนั้นประสบผลดี  เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลือ
หรือป้องกันไม่ให้มะเร็งเกิดซ้ำขึ้นมาได้

เมื่อเราพูดถึงการรักษาแล้ว  เราอาจแบ่งการรักษาอย่างกว่างได้ ดังนี้:

Local therapy:
Local therapy  เป็นการรักษาที่มุ่งไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นการเฉพาะ 
และมักจะใช้ในกรณีที่มะเร็งมีจำกัดตัวของเองอยู่ในบริเวณนั้น  ไม่ได้แพร่กระจายไปที่อื่น
การรักษาชนิดนี้ได้แก่  “การผ่าตัด”  และ  “การฉายแสงรังสีเพื่อการรักษา”
ทั้งสองวิธีที่กล่าวมา  ต่างเป็นการรักษาเฉพาะที่ด้วยกันทั้งนั้น

Systemic Therapy:
เป็นการรักษาเกี่ยวกบร่างกายทั้งร่าง  โดยยาที่ให้เพื่อการรักษานั้น 
จะเดินทางไปตามกระแสเลือดบรรลุถึงเซลล์มะเร็งได้  โดยที่มะเร็งนั้นจะอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกาย
ยาที่ใช้ในเคมีบำบัด (chemotherapy) จำนวนมากที่แพทย์ใช้  ต่างเป็น systemic therapy  ทั้งนั้น 
ซึ่งยาจะถูกดูดซับโดยเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
การรักษาแบบนี้  ส่วนใหญ่เราใช้ในกรณีที่มะเร็งได้กระจายไปทั่วตัว (several parts of the body) 
และใช้เพื่อลดโอกาสไม่ให้มะเร็งย้อนกลับมาอีก
Targeted therapy:
เป็นการรักษาที่น่าสนใจอีกวีหนึ่ง  เป็นการักษาที่มุ่งเป้าไปที่ตัวเซลล์มะเร็งโดยตรง 
โดยไม่ไปกระทบกระเทือนต่อเซลล์ปกติแต่ประการใด
การรักษาแบบมุ่งเป้า  มีการใช้สารทางชีวิเคมี (biological agent)  ซึ่งสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็ง

ผลอันไม่พึงประสงค์จากการรักษา
(Side effects of treatment)
หลายท่านอาจไม่ทราบว่า การรักษาทุกชนิดที่เราให้แก่คนไข้ 
ต่างมีผลอันไม่พึงประสงค์ได้ทั้งนั้นในการรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งก็เป็นเช่นเดียวกัน 
ผลข้างเคียงสามารถเกิดขึ้นกับการรักษาทุกชนิด  ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบใด  ชนิดใด 
การแพ้ของแต่ละคน  ไม่เหมือนกัน  บางคนเกิดอาการแพ้ในระหว่างให้การรักษา 
อีกคนจะเกิดอาการแพ้หลังการรักษา
อาการแพ้อาจหายไปอย่างรวดเร็ว   หรือคงสภาพของอาการแพ้ยาเป็นเวลานานได้
อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากการรักษาโรคมะเร็งได้พัฒนาไปเรื่อยๆ  มีวิธีการหลายอย่างที่เรามี 
 และนำมาใช้จัดการกับอาการแพ้ หรือผลอันไม่พึงปราถนาได้ดี  ตลอดรวมไปถึงการทำให้
คุณภาพชีวิตของคนไข้ที่เป็นมะเร็งดีขึ้น