โรคกล้ามเนื้อหัวใจโต มักจะเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในนัก
กีฬาทีอยู่ในวันหนุ่ม (young athletes)
ความผิดปกติทางกายภาพ
Anatomical abnormalities
ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างด้านซ้ายมีขนาดโตขึ้น โดยที่หัวใจไม่ได้ขยาย
ขึ้นเลย และไมมีประวัติที่จะเป็นโรคหัวใจมาก่อน
ในคนไข้ที่เป็นโรคชนิดนี้ จะพบเห็นความผิดปกติดังต่อไปนี้ :- ห้องหัวใจห้องล่างซ้ายจะมีขนาด
เล็กลง แต่มัดกล้ามเนื้อหนาตัวขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการบรรจุเลือด
ในช่วงระหว่างการบีบตัว (diastolic filling)
ในบางครั้งเราจะพบว่า เลือดที่ถูกปั้มออกจากหัวใจห้องซ้ายจะถูกขัดขวาง
โดย เนื้อเยื่อบริเวณ sub-aortic septum หรือ mitral valve ที่อยู่ทางด้านหน้า
เกิดความหนาตัวขึ้น
นอกจากความผิดปกติดังกล่าว ยังปรากฎว่า มีภาวะอย่างอื่น ๆ อีก
เช่น supra-ventricular และ Ventricular arrhythmias
ในรายที่เป็น ventricular tachycardia อาจเปลี่ยนเป็นภาวะ ventricular fibrillation
ได้ในภายหลัง
สาเหตุ:
สาเหตุส่วนใหญ่ของกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น (hypertrophic…) จะเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม
(autosomal dominant) หากตรวจพบจากการตรวจคัดกรอง (screening)
ลูกของคนที่เป็นโรค (first degree relative)ควรได้รับการพิจารณาตรวจทุกราย
อาการ:
คนไข้ที่เป็นโรคดังกล่าว อาจมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก (chest pain), ใจสั่นระรัว(palpitation),
เป็นลมหน้ามือหมดสติ (fainting), หายใจหอบเหมือนปลาขาดน้ำ(shortness of breath)
หรือ อาจไม่มีอาการใด ๆ เลย
การตรวจคลื่นหัวใจ (EKG) จะพบความผิดปกติ
ซึ่ง อาจไม่บอกความลักษณะเฉพาะ(non-specific), การตรวจทางเอกเรย์จะพบหัวใจโต ,
ตรวจ “อัลตราซาวด์” ของหัวใจ จะพบห้องหัวใจแคบลง การบรรจุเลือดระหว่างการบีบตัวของหัวใจ
จะมีปริมาณเลือดน้อยลง
ข้อควรระมัดระวัง- ในการออกกำลังกาย
ใครก็ตาม ที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจโตดังกล่าว ควรระมัดระวังการออกกำลังกาย
เขาจะต้องไม่ออกกำลังกาย ที่มีการออกแรงด้วยความเข็มข้นสูง (strenuous exercise) เป็นอัน ขาด
ไม่ว่าจะเป็นแบบมีการเคลื่อนไหว (dynamic) หรือแบบอยู่กับที่ (static)
แต่ควรเป็นการออกกำลังกายแบบที่มีการออกแรงด้วยความเข็มข้นต่ำ
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า...นั่น คือหัวใจของนักกีฬา ?
เราจะพบว่า หัวใจห้องล่างด้านซ้ายของนักกีฬา มีกล้ามเนื้อมีการหนาตัวขึ้น (ventricular hypertrophy)
ซึ่งเป็นผลมาจากการสนองตอบต่อการออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ควรหนาตัวเกิน 12 มิลลิเมตร
ในรายที่ตรวจพบว่า ความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจเกิน 16 มิลลิเมตร
มักจะเป็นพวกที่เป็นโรค (hypertrophic cardiomyopathy)
ปัจจัยเสี่ยง ที่คาดว่าจะทำให้เกิดการเสียชีวิตของคนที่เป็นโรค Hypertrophic
Cardiomyopathy ได้แก่:
• มีประวัติของคนในครอบครัว เสียชีวิตอย่างฉับพลัน (sudden death)
• มีหลักฐานว่าเป็นโรคการเต้นหัวใจเร็วผิดปกติชนิด ventricular tachycardia
• เริ่มอาการขอโรคหัวใจในขณะที่มีอายุยังน้อย
สาเหตุอย่างอื่น ที่นำไปสู่การเสียชีวิตอย่างฉับพลัน:
Right ventricular dysplasia
เคยมีรายงานว่า คนไข้ที่เป็นโรค right ventricular cardiomyathy หรือ dysplasia
เกิดมีการตายอย่างฉับพลันขณะเล่นกีฬา โดยอาจมีปัญหาเฉพาะที่ภายในกล้ามเนื้อหัวใจ
เช่น มีพังผืด (fibrous) มีไขมันเกาะตัวในกล้ามเนื้อของหัวใจ (fatty replacement)
ซึ่ง เป็นเหตุทำให้หัวใจขยายตัวอย่างมาก (grossly dilated)
Congenital coronary artery abnormalities
เป็นความผิดปกติติดตัวมาแต่กำเนิด คนไข้พวกนี้ อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บหน้าอก (chest pain),
เป็นลมหน้ามืด ซึ่งจะเกิดขึ้นในขณะที่มีการออกกำลังกาย หรือ อาจเกิดเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน
การตรวจคลื่นหัวใจ (EKG) หรือ การตรวจ “echogacridiogram” 2มิติ (2D)
สามารถบอกความผิดปกติใน lt. coronary artery ได้
นอกจากนั้น การตรวจด้วย exercise stress test ก็สามารถบอกให้
ทราบถึงความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจได้
Marfan’s syndrome
คนไข้ที่เป็นโรคหัวใจชนิดนี้ จะพบลิ้นหัวใจผิดปกติชนิด mitral valve prolapsed
ซึง จะปรากฏความผิดปกติเช่นนี้ในคนไข้ทุกราย
เมื่อใดที่เกิดมีความสงสัยในโรคดังกล่าวจากการตรวจร่างกายตามปกติ หรือ จากประวัติครอบครัว
คนไข้ควรได้รับการตรวจ Echocardiography
ในคนไข้พวกนี้ ควรได้รับการพิจารณาให้ยากลุ่ม beta blocker เพื่อเป็นการชะลอ
ไม่ให้เกิดการพองตัว (dilate) ของหลอดเลือดแดงใหญ่ aortic root
หรือ อาจต้องให้ยาดังกล่าวในคนไข้ทุกราย ทีมี dilated aortic root
และ ในรายที่ได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับหลอดเลือด aortic
Aortic stenosis
คนไข้ที่มีความผิดปกติชนิดนี้ จะมาพบแพทย์ด้วยภาวะ หัวใจห้องล่างซ้ายล้มเหลว (Lt ventricular failure),
มีอาการหน้ามือเป็นลม หมดสติ หรืออาจเกิดมีอาการเจ็บหน้า (angina) ในระยะหลัง (late)
ในกรณีที่ลิ้นหัวใจ มีตีบตันน้อยถึงปานกลาง (mild to moderate)
การออกกำลังกายด้วยการออกแรงขนาดเบา (low intensity) สามารถทำให้เกิดอาการขึ้นได้
Mitral valve prolapse
ในด้านปฏิบัติ ในคนไข้ที่เป็นโรค mitral valve prolapse ที่ไม่มีอาการ
หรือ ไม่มีประวัติทางครอบครัวว่ามีใครเป็นโรคดังกล่าว สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ
ในกรณีที่มีอาการ เช่น ใจสั่นระริก, วิงเวียน, หรือ เกือบเป็นลมหมดสติ
จากการตรวจ exercise stress test หรือ การติดตั้งเครื่องตรวจที่ตัวคนไข้ (Holster monitoring)
สามารถบอกให้เราได้ทราบถึงอาการที่เกิดขึ้น
นอกเหนือไปจากนี้ ถ้าเมื่อใดคนไข้ที่เป็น mitral prolapsed แล้วตรวจพบ Prolong QT syndrome
หรือ มีประวัติว่า ครอบครัวของเขามีคนเสียชีวิตทันทีจากโรค mitral valve prolapsed...
ในกรณีเช่นนี้ เขาจะถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการกีฬาทันที
Valve replacement
ในคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยกรรมวิธี valvuloplasty ควรหลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาชนิดต้องมีการสัมผัสตัว
เพราะการสัมผัส หรือการกระแทกลำตัว (contact & non-contact)
สามารถทำให้สิ่งที่แพทย์ได้กระทำการรักษาไว้ เกิดการชำรุดได้
สำหรับนักกีฬาที่ได้ทำ หรือใส่ลิ้นหัวใจเทียม (prosthetic valve) และหัวใจของคนไข้ทำงานได้เป็นปกติ
อาจเล่นกิฬาชนิดเบา ๆ (low intensity sport) ได้
โดยสรุป:
ในการออกกำลังกาย หรือ เล่นกีฬา นอกจากจะได้มาซึ่งการมีสุขภาพดี และสนุกกับการอออกกำลังกายแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุด ที่เราจำเป็นต้องกระทำ คือ เราต้องรู้ได้วยว่า เราไม่โรคประจำตัว
หรือ มีปัจจัยเสี่ยง ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของเราได้
ซึ่ งเราสามารถกระทำได้ง่าย ด้วยการให้แพทย์ตรวจสอบสภาพของหัวใจว่า ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติ
ไม่มีโรค หรือ มีปัจจัยเสี่ยงใดต่อการทำให้เกิดโรคหัวใจ..
เพียงแค่นี้ ก็สามารถทำให้เรามีโอกาสออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาได้อย่างสนุกสนาน
โดยไม่ต้องกังวลต่ออันตราย (sudden death)ตามที่กล่าว..
http://www.sportmedicine.ru/articles/sudden_deaths_in_sport.htm
วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555
SUDDEN DEATH IN SPORT(continued): Coronary Artery Disease
Coronary artery disease
โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ)
โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ (Coronary artery disease)
จัดเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในคนสูงอายุ
ซึ่งถือว่า โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะป็นปัจจัยเสียงจะเพิ่มมากยี่งขึ้น
เมื่อคน ๆ นั้น มีอายุย่างเข้าสู่วัยกลางคน หรือ ล่วงเข้าสู่วัยขรา ที่ตองออกกำลงกาย
หรือ เมื่อมีการออกกำลังกายเกินปกติ
ในระหว่างการออกกำลังกาย จะพบการเปลี่ยนทางกายภาพ และทางเมทตาบอลิซึม
ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มอันตรายได้ โดยเฉพาะคนสูงอายุ ที่มีโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ
แค่เป็น occult coronary atheroma ก็สามารถทำให้คนสูงอายุเสียชีวิตได้ทันที
และความตายที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการออกแรง เช่น วิ่ง, jogging,
หรือ การเล่นที่ต้องใช้แรงมาก อย่างเชน การเล่นรักบี้, ฟุตลอลล์, สคอว์ต เป็นต้น
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค
คนไข้ส่วนใหญ่จะมีอาการของโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ และ มักจะมีปัจจัยเสี่ยงด้วยเสมอ
รวมถึงประวัติการสูบบุหรี่ มีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายในขณะอายุต่ำกว่า 55,
โรคความดันโลหิตสูง, ระดับไขมัน Cholesterol ในกระแสเลือดสูง
คนที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพสมบูรณ์ดี (fit)
และ อาจมีประวัติเป็นนักกีฬาแข่งขันอีกด้วย)
พยาธิสภาพ:
(pathology)
จากการศึกษาทางพยาธิวิทยา เรามักจะพบว่า
คนไข้มีหลอดเลือดแดงของหัวใจถูกอุดตัน (obstructive arheromatous...)
กล้ามเนื้อหัวใจอาจแสดงให้เห็นสภาพของกล้ามเนื้อตาย พร้อมกับการมีพังผืดเกิดขึ้น (healed infarcts)
การป้องกัน:
(prevention)
ในคนที่มีสุขภาพดี เป็นนักกีฬา ก็ไม่รอดพ้นจากการเป็นโรค ทีเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
เช่น โรคหลอดเลือดตีบแข็ง (atherosclerosis)
หรือ รอดพ้นจากความตายชนิด เฉียบพลันได้หรอก
ดังนั้น ทุกคนควรเรียนรู้ ที่จะทราบถึงอาการเตือน (waring symptomes)จากโรคเส้นเลือดตีบแข็งให้ได้
เช่น อาการเจ็บหน้าอก (chest pain),ใจสั่นระรัว (palpitation),
และ หน้ามืดเป็นลมหมดสติ (syncope)
ดังนั้น สำหรับท่านที่มีอายุมากกว่า 40 ควรระมัดระวังให้มากเมื่อมีการออกกำลังกาย
โดยเฉพาะในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และต้อออกแรงเกินไป (severe exercise)
มีข้อสังเกต... การตรวจ Exercise stress test ในคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
อาจมีความจำกัดหลายประการ นอกจากนั้น เราจะพบข้อมูลบวกหลอก(false positive)
ในนักกีฬาได้ถึง 25 %
ระดับความเสี่ยง:
คนที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ อาจแบ่งเป็น 3 ระดับ: ระดับต่ำ (low)
ปานกลาง (moderate) และ สูง (high) ซึ่งเราสามารถประเมินได้จากการตรวจ
การทำงานของหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricular function), ตรวจคัดกรอง
หาหลักฐานการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดชั่วคราว(reversible ischemia)
โดยเปรียบเทียบกับคนปกติทีอยู่ในวัยเดียวกัน
การตรวจ EKG- exercise stress test สามารถตรวจพบภาวะ ventricular
Arrhythmia หรือ การตอบสนองต่อการตรวจด้วยการมีความดันโลหิตลดลง
คนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง (high risk) ได้แก่คนไข้ ที่มีระดับการทำงานของหัวใจ
ด้านล่างซ้ายทำงานลดลงในขณะที่มีการพักผ่อน
คนที่มีปัจจัยเสี่ยงพอประมาณ (moderate risk) คือ คนที่สมรรถภาพในการทำงานลดลง
โดยมีหลักฐานว่ามี reversible ischemia, ventricular tachycardia,
หรือ ระดับความดันตัวบน-systolic ลดลง
สำหรับคนมีปัจจัยเสี่ยงต่ำ ซึ่ง มีการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานในระดับปกติ
โดยไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิด –reversible ischemia
ซึ่ง สามารถเข้าร่วมกับการออกกำลังกายชนิดความเข็มข้นต่ำ (low intensity)
ในคนไข้ที่เคยได้รับการรักษาด้วยการทำ coronary bypass grafting
ควรได้รับการตรวจสอบเป็นระยะ ๆ
Continued 3
โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ)
โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ (Coronary artery disease)
จัดเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในคนสูงอายุ
ซึ่งถือว่า โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะป็นปัจจัยเสียงจะเพิ่มมากยี่งขึ้น
เมื่อคน ๆ นั้น มีอายุย่างเข้าสู่วัยกลางคน หรือ ล่วงเข้าสู่วัยขรา ที่ตองออกกำลงกาย
หรือ เมื่อมีการออกกำลังกายเกินปกติ
ในระหว่างการออกกำลังกาย จะพบการเปลี่ยนทางกายภาพ และทางเมทตาบอลิซึม
ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มอันตรายได้ โดยเฉพาะคนสูงอายุ ที่มีโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ
แค่เป็น occult coronary atheroma ก็สามารถทำให้คนสูงอายุเสียชีวิตได้ทันที
และความตายที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการออกแรง เช่น วิ่ง, jogging,
หรือ การเล่นที่ต้องใช้แรงมาก อย่างเชน การเล่นรักบี้, ฟุตลอลล์, สคอว์ต เป็นต้น
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค
คนไข้ส่วนใหญ่จะมีอาการของโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ และ มักจะมีปัจจัยเสี่ยงด้วยเสมอ
รวมถึงประวัติการสูบบุหรี่ มีประวัติของคนในครอบครัวเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายในขณะอายุต่ำกว่า 55,
โรคความดันโลหิตสูง, ระดับไขมัน Cholesterol ในกระแสเลือดสูง
คนที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าตัวเองมีสุขภาพสมบูรณ์ดี (fit)
และ อาจมีประวัติเป็นนักกีฬาแข่งขันอีกด้วย)
พยาธิสภาพ:
(pathology)
จากการศึกษาทางพยาธิวิทยา เรามักจะพบว่า
คนไข้มีหลอดเลือดแดงของหัวใจถูกอุดตัน (obstructive arheromatous...)
กล้ามเนื้อหัวใจอาจแสดงให้เห็นสภาพของกล้ามเนื้อตาย พร้อมกับการมีพังผืดเกิดขึ้น (healed infarcts)
การป้องกัน:
(prevention)
ในคนที่มีสุขภาพดี เป็นนักกีฬา ก็ไม่รอดพ้นจากการเป็นโรค ทีเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
เช่น โรคหลอดเลือดตีบแข็ง (atherosclerosis)
หรือ รอดพ้นจากความตายชนิด เฉียบพลันได้หรอก
ดังนั้น ทุกคนควรเรียนรู้ ที่จะทราบถึงอาการเตือน (waring symptomes)จากโรคเส้นเลือดตีบแข็งให้ได้
เช่น อาการเจ็บหน้าอก (chest pain),ใจสั่นระรัว (palpitation),
และ หน้ามืดเป็นลมหมดสติ (syncope)
ดังนั้น สำหรับท่านที่มีอายุมากกว่า 40 ควรระมัดระวังให้มากเมื่อมีการออกกำลังกาย
โดยเฉพาะในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยง และต้อออกแรงเกินไป (severe exercise)
มีข้อสังเกต... การตรวจ Exercise stress test ในคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
อาจมีความจำกัดหลายประการ นอกจากนั้น เราจะพบข้อมูลบวกหลอก(false positive)
ในนักกีฬาได้ถึง 25 %
ระดับความเสี่ยง:
คนที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ อาจแบ่งเป็น 3 ระดับ: ระดับต่ำ (low)
ปานกลาง (moderate) และ สูง (high) ซึ่งเราสามารถประเมินได้จากการตรวจ
การทำงานของหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricular function), ตรวจคัดกรอง
หาหลักฐานการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดชั่วคราว(reversible ischemia)
โดยเปรียบเทียบกับคนปกติทีอยู่ในวัยเดียวกัน
การตรวจ EKG- exercise stress test สามารถตรวจพบภาวะ ventricular
Arrhythmia หรือ การตอบสนองต่อการตรวจด้วยการมีความดันโลหิตลดลง
คนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง (high risk) ได้แก่คนไข้ ที่มีระดับการทำงานของหัวใจ
ด้านล่างซ้ายทำงานลดลงในขณะที่มีการพักผ่อน
คนที่มีปัจจัยเสี่ยงพอประมาณ (moderate risk) คือ คนที่สมรรถภาพในการทำงานลดลง
โดยมีหลักฐานว่ามี reversible ischemia, ventricular tachycardia,
หรือ ระดับความดันตัวบน-systolic ลดลง
สำหรับคนมีปัจจัยเสี่ยงต่ำ ซึ่ง มีการทำงานของหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานในระดับปกติ
โดยไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิด –reversible ischemia
ซึ่ง สามารถเข้าร่วมกับการออกกำลังกายชนิดความเข็มข้นต่ำ (low intensity)
ในคนไข้ที่เคยได้รับการรักษาด้วยการทำ coronary bypass grafting
ควรได้รับการตรวจสอบเป็นระยะ ๆ
Continued 3
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
HEART DISEASE IN ELDERLY (continued): Rhythm Disorders
RHYTHM DISORDERS AND
PACEMAKERS
ปัญหา หรือความผิดปกติ ในจังหวะการเต้นของหัวใจ
และระบบคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ สามารถพบได้ในคนทุกอายุ
แต่พบไดบ่อยในคนที่มีอายุเข้าวัยชรา
ความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ (rhythm abnormalities)
หรือที่เราเรียกว่า Arrhythmias คนไข้อาจไม่มีอาการใด ๆ เลย
หรือ อาจทำให้เจ้าตัว สัมผัสกับความรู้สึกหัวใจเต้นช้าลง,
บางขณะการเต้นของหัวใจหายไป, หรือ หัวใจอาจเต้นเร็ว
หรือ มีความรู้สึกใจสั่นระริก, เกิดมีความรู้สึกวิงเวียน
หรือ หน้ามืดเป็นลมหมดสติไป
การเต้นของหัวใจ หรือการบีบตัวของมัน อาจมีการเต้นช้าเกินไป (bradycardia)
หรือ มีการเต้นเร็วเกินไป (tachycardia)
SLOW RHYTHM DISORDERS
ในกลุ่มคนสูงอายุ จังหวะการเต้นของหัวใจ ที่เต้นช้าลง
ถือเป็นเรื่องใหญ่ในคนสูงอายุ
ระบบคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ ซึ่ง ทำหน้าปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าตามปกตินั้น
อาจเกิดความผิดปกติที่จุดใดจุดหนึ่งในระบบ ที่ทำหน้าที่ให้คลื่นกระแสไฟฟ้า
ใน Sick sinus syndrome
เป็นการเต้นผิดปกติของหัวใจ พบเห็นในเด็กนั้น
สามารถพบได้ในคนสูงอายุได้บ่อยเช่นกัน
กลุ่มโรคพวกนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรงจมูก sinuses ในกะโหลกศีรษะ
แต่ เป็นกลุ่มอาการทีเกิดจากปุ่มเนื้อเยื่อพิเศษ เรียก “sinus node”
ทำหน้าที่เป็นตัวก่อกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจ (internal pacemaker)
ทำหน้าที่ผิดปกติไปเท่านั้นอง
เนื่องจากโรคเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อของหัวใจ หรือ จากเหตุผลที่เราไม่สามารถ
อธิบายได้ ทำให้การเต้นของหัวใจเกิดความผิดปกติ- มีจังหวะการเต้นช้าลง
ต่ำกว่า 35 – 40 ครั้ง ต่อนาที ซึ่ง จะทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง ถึง ระดับต่ำสุด
ทำให้เกิดอาการ เหนื่อยล้า เกิดอาการสับสน ปวดเมื่อยตามตัว
และ ตามด้วยอาหารหน้ามืดหมดความรู้สึก (fainting)
การให้ยารักษาโรคความดันโลหิตสง หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ด้วยกลุ่ม
beta blocker, หรือ calcium channel blockers
บางครั้งจะกระทำให้อาการจากการเต้นผิดปกติของหัวใจ เลวลงกว่าเดิม
คนไข้ที่เป็น Sick sinus syndromeอาจได้รับการรักษาด้วยการ
ใช้เครื่องกำเนิดคลื่นของหัวใจ (cardiac pacememer)
ซึ่งสามารถทำให้อาการของโรคดีขึ้น
ปัญหาด้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ อาจปรากฏขึ้นที่ส่วนอื่นของระบบ
คลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจได้ โดยการเสื่อมสลายของระบบที่นำคลื่นกระแส
ไฟฟ้า ซึ่งเกิดขึ้นตามอายุที่ผ่านไป สามารถทำให้เกิดภาวะที่เราเรียกว่า
Heart Mock ถือป็นความล้มเหลวของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ อย่างหนึ่ง
ทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ เคลื่อนจากหัวใจห้องบน ลงสู่หัวใจห้องล่าง
ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่าง อาจถูกกระตุ้นได้ไม่สม่ำเสมอ
หรือไม่ถูกระตุ้นให้มีการบีบตัว (contraction)เลย
ซึ่งยังผลให้คนที่เป็นโรคดังกล่าว เกิดมีอาการหน้ามืดเป็นลมหมดสติไป
อาการของคลื่นหัวใจถูกสกัด ชนิดม่รุนแรง (minor type)
ทำให้คนเราดำเนินชีวิตต่อไปหลายปี โดยไม่มีอาการใด ๆ
แต่ ถ้าหากเป็นชนิดที่มีความรุนแรง อาจทำให้คนไข้ มีอาการหมดสติได้
ซึ่งอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ เครื่องกำเนิดคลื่นไฟฟ้า (pacemaker)
ในปัจจุบัน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า pacemakers ได้มีการพัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาการเต้นของหัวใจ ได้หลายรูปแบบ
การใส่ pacemaker ในคนสูงอายุ โดยทั่วไป ถือว่า เป็นวิธีที่มีอันตรายน้อย
สามารถกระทำได้ภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น
FAST RHYTHM DISORDERSThe Atria หรือ หัวใจสองห้องบนจำนวนสองห้อง อาจเต้นด้วยจงหวะที่เร็ว
และไม่สม่ำเสมอได้ เรียกว่า atrial fibrillation
เป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง ทีเกิดในคนสูงอายุได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มันจะไม่เป็นอันตรายเท่าใดนัก
สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา (medication)
บางครั้ง คนไข้ที่มาพบแพทย์ด้วยภาวะดังกล่าว
อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษา ด้วยวิธีที่เรียกว่า cardioversion-
ซึ่งเป็นการกระตุกหัวใจด้วยคลื่นกระแสไฟฟ้า เพื่อแก้ไขการเต้นของหัวใจผิดปกติ
เป็นการกระทำภายใต้การดมยาสลบในระยะสั้น ๆ
การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว สามารถแก้ไขการเต้นที่ผิดปกติ
ให้กลับสู่สภาพปกติได้ แต่อยู่ได้ไม่นาน
คนไข้ที่มีหัวใจเต้นผิดปกติ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมีก้อนเลือดภายในหัวใจ
และก้อนเลือดที่เกิดขึ้น อาจเคลื่อนตัวไปตามกระแสเลือด ไปอุดตันเส้น
เลือดทีสำคัญ ๆ เช่น ในสมอง ทำให้สมองขาดเลือด
เกิดภาวะที่เรียกว่า brain attack หรือ stroke
เพือเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ stroke ในคนสูงอายุ
แพทย์ชอบที่จะสั่งยา Anticoagulant หรือ aspirin
ให้แก่คนไข้ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวกัน
หัวใจสองห้องล่างติดผิดปกติแบบเต้นเร็ว
ซึ่งเรียกว่า ventricular arrhythmia
มักจะเกิดตามหลังภาวะหัวใจถูกทำลายจากการขาดเลือด (heart attack)
หรือเกิดขึ้นตามหลังการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)
แต่จะว่าไปแล้ว การที่หัวใจสองห้องล่างเต้นผิดปกติชนิดนี้
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพียงเดี๋ยวเดียว ส่วนที่เกิดนานหน่อย
อาจทำให้คนไข้เกิดอาการวิงเวียน หรือมีอาการเป็นลม หมดสติ
และบางครั้ง อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
ในรายทีมีความรุนแรง เช่น ventricular tachycardia
อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา anti-arrhythmia drugs
หรือที่มากกว่านั้น อาจจำเป็นต้องฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้ภายในร่างกาย
เพื่อกระตุก (shock) การเต้นผิดปกติ ของหัวใจ
เรียกว่าอุปกรณ์ชนิดนั้นว่า cardioverter defibrillator
Continued > Cardiac Diagnosis
PACEMAKERS
ปัญหา หรือความผิดปกติ ในจังหวะการเต้นของหัวใจ
และระบบคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ สามารถพบได้ในคนทุกอายุ
แต่พบไดบ่อยในคนที่มีอายุเข้าวัยชรา
ความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ (rhythm abnormalities)
หรือที่เราเรียกว่า Arrhythmias คนไข้อาจไม่มีอาการใด ๆ เลย
หรือ อาจทำให้เจ้าตัว สัมผัสกับความรู้สึกหัวใจเต้นช้าลง,
บางขณะการเต้นของหัวใจหายไป, หรือ หัวใจอาจเต้นเร็ว
หรือ มีความรู้สึกใจสั่นระริก, เกิดมีความรู้สึกวิงเวียน
หรือ หน้ามืดเป็นลมหมดสติไป
การเต้นของหัวใจ หรือการบีบตัวของมัน อาจมีการเต้นช้าเกินไป (bradycardia)
หรือ มีการเต้นเร็วเกินไป (tachycardia)
SLOW RHYTHM DISORDERS
ในกลุ่มคนสูงอายุ จังหวะการเต้นของหัวใจ ที่เต้นช้าลง
ถือเป็นเรื่องใหญ่ในคนสูงอายุ
ระบบคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ ซึ่ง ทำหน้าปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าตามปกตินั้น
อาจเกิดความผิดปกติที่จุดใดจุดหนึ่งในระบบ ที่ทำหน้าที่ให้คลื่นกระแสไฟฟ้า
ใน Sick sinus syndrome
เป็นการเต้นผิดปกติของหัวใจ พบเห็นในเด็กนั้น
สามารถพบได้ในคนสูงอายุได้บ่อยเช่นกัน
กลุ่มโรคพวกนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรงจมูก sinuses ในกะโหลกศีรษะ
แต่ เป็นกลุ่มอาการทีเกิดจากปุ่มเนื้อเยื่อพิเศษ เรียก “sinus node”
ทำหน้าที่เป็นตัวก่อกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจ (internal pacemaker)
ทำหน้าที่ผิดปกติไปเท่านั้นอง
เนื่องจากโรคเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อของหัวใจ หรือ จากเหตุผลที่เราไม่สามารถ
อธิบายได้ ทำให้การเต้นของหัวใจเกิดความผิดปกติ- มีจังหวะการเต้นช้าลง
ต่ำกว่า 35 – 40 ครั้ง ต่อนาที ซึ่ง จะทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง ถึง ระดับต่ำสุด
ทำให้เกิดอาการ เหนื่อยล้า เกิดอาการสับสน ปวดเมื่อยตามตัว
และ ตามด้วยอาหารหน้ามืดหมดความรู้สึก (fainting)
การให้ยารักษาโรคความดันโลหิตสง หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจ ด้วยกลุ่ม
beta blocker, หรือ calcium channel blockers
บางครั้งจะกระทำให้อาการจากการเต้นผิดปกติของหัวใจ เลวลงกว่าเดิม
คนไข้ที่เป็น Sick sinus syndromeอาจได้รับการรักษาด้วยการ
ใช้เครื่องกำเนิดคลื่นของหัวใจ (cardiac pacememer)
ซึ่งสามารถทำให้อาการของโรคดีขึ้น
ปัญหาด้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ อาจปรากฏขึ้นที่ส่วนอื่นของระบบ
คลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจได้ โดยการเสื่อมสลายของระบบที่นำคลื่นกระแส
ไฟฟ้า ซึ่งเกิดขึ้นตามอายุที่ผ่านไป สามารถทำให้เกิดภาวะที่เราเรียกว่า
Heart Mock ถือป็นความล้มเหลวของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ อย่างหนึ่ง
ทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ เคลื่อนจากหัวใจห้องบน ลงสู่หัวใจห้องล่าง
ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่าง อาจถูกกระตุ้นได้ไม่สม่ำเสมอ
หรือไม่ถูกระตุ้นให้มีการบีบตัว (contraction)เลย
ซึ่งยังผลให้คนที่เป็นโรคดังกล่าว เกิดมีอาการหน้ามืดเป็นลมหมดสติไป
อาการของคลื่นหัวใจถูกสกัด ชนิดม่รุนแรง (minor type)
ทำให้คนเราดำเนินชีวิตต่อไปหลายปี โดยไม่มีอาการใด ๆ
แต่ ถ้าหากเป็นชนิดที่มีความรุนแรง อาจทำให้คนไข้ มีอาการหมดสติได้
ซึ่งอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ เครื่องกำเนิดคลื่นไฟฟ้า (pacemaker)
ในปัจจุบัน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า pacemakers ได้มีการพัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาการเต้นของหัวใจ ได้หลายรูปแบบ
การใส่ pacemaker ในคนสูงอายุ โดยทั่วไป ถือว่า เป็นวิธีที่มีอันตรายน้อย
สามารถกระทำได้ภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่เท่านั้น
FAST RHYTHM DISORDERSThe Atria หรือ หัวใจสองห้องบนจำนวนสองห้อง อาจเต้นด้วยจงหวะที่เร็ว
และไม่สม่ำเสมอได้ เรียกว่า atrial fibrillation
เป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง ทีเกิดในคนสูงอายุได้ถึง 5 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มันจะไม่เป็นอันตรายเท่าใดนัก
สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา (medication)
บางครั้ง คนไข้ที่มาพบแพทย์ด้วยภาวะดังกล่าว
อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษา ด้วยวิธีที่เรียกว่า cardioversion-
ซึ่งเป็นการกระตุกหัวใจด้วยคลื่นกระแสไฟฟ้า เพื่อแก้ไขการเต้นของหัวใจผิดปกติ
เป็นการกระทำภายใต้การดมยาสลบในระยะสั้น ๆ
การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว สามารถแก้ไขการเต้นที่ผิดปกติ
ให้กลับสู่สภาพปกติได้ แต่อยู่ได้ไม่นาน
คนไข้ที่มีหัวใจเต้นผิดปกติ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมีก้อนเลือดภายในหัวใจ
และก้อนเลือดที่เกิดขึ้น อาจเคลื่อนตัวไปตามกระแสเลือด ไปอุดตันเส้น
เลือดทีสำคัญ ๆ เช่น ในสมอง ทำให้สมองขาดเลือด
เกิดภาวะที่เรียกว่า brain attack หรือ stroke
เพือเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ stroke ในคนสูงอายุ
แพทย์ชอบที่จะสั่งยา Anticoagulant หรือ aspirin
ให้แก่คนไข้ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวกัน
หัวใจสองห้องล่างติดผิดปกติแบบเต้นเร็ว
ซึ่งเรียกว่า ventricular arrhythmia
มักจะเกิดตามหลังภาวะหัวใจถูกทำลายจากการขาดเลือด (heart attack)
หรือเกิดขึ้นตามหลังการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)
แต่จะว่าไปแล้ว การที่หัวใจสองห้องล่างเต้นผิดปกติชนิดนี้
ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพียงเดี๋ยวเดียว ส่วนที่เกิดนานหน่อย
อาจทำให้คนไข้เกิดอาการวิงเวียน หรือมีอาการเป็นลม หมดสติ
และบางครั้ง อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
ในรายทีมีความรุนแรง เช่น ventricular tachycardia
อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา anti-arrhythmia drugs
หรือที่มากกว่านั้น อาจจำเป็นต้องฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าไว้ภายในร่างกาย
เพื่อกระตุก (shock) การเต้นผิดปกติ ของหัวใจ
เรียกว่าอุปกรณ์ชนิดนั้นว่า cardioverter defibrillator
Continued > Cardiac Diagnosis
HEART DISEASE IN ELDERLY: Heart Valve Disorders (continued)

HEART VALVE DISORDERS
หัวใจของมนุษย์เรา มีลิ้นหัวใจอยู่ 4 อัน มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของหัวใจ
โดยการทำให้เลือดจากหัวใจทั้งสี่ห้อง ไหลผ่านลิ้นหัวใจไปทิศทางเดียวนั้น
ซึ่ง มีโอกาสเกิดความผิดปกติได้หลายอย่าง
ความผิดปกติบางอย่างเท่านั้น ที่จะพบเห็นในคนสูงอายุเสียเป็นส่วนใหญ่
คนไข้บางราย สามารถรักษาได้ด้วยยา (medications)
ส่วนรายอื่น ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด
เพราะมันมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจของคนสูงอายุ ได้แก่โรคที่เกิดขึ้น aortic valve
ซึ่ง ลิ้นหัวใจตัวนี้ จะทำหน้าที่เป็นประตู ให้เลือดที่ถูกหัวใจห้องล่างซ้ายปั้ม
ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โรคที่เกิดขึ้น ได้แก่ aortic sclerosis และ aortic stenosis
ใน Aortic sclerosis หมายถึงภาวะที่ลิ้นหัวใจ “aortic” เกิดการแข็งตัว และ
หนาตัวขึ้น (เป็นผลเนื่องมาจากเกิดพังผืดขึ้น) ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณหนึ่งใน
สามของคนสูงอายุทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม ลิ้นหัวใจที่เป็นโรคดังกล่าว อาจ
ทำงานได้เป็นปกติเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีอาการ ยกเว้นเฉพาะเสียงผิด
ปกติ (murmur) ที่แพทย์ฟังได้จากการเต้นของหัวใจเท่านั้น (stethoscope)
เป็นเสียที่เกิดจากกระแสเลือด ที่วิ่งผ่านความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
สำหรับ aortic stenosis (ลิ้นหัวใจ...ตีบแคบ) ซึ่งเป็นผลมาจากการมีหินปูน
มาเกาะ (calcified deposits) เกิดได้แค่ 4 % ของคนสูงอายุ
ในรายที่เป็นมาก ๆ (รุนแรง)อาจทำให้คนไข้มีอาการเป็นลม (fainting)หมดสติ
เพราะมีเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่แคบได้ลำบาก เป็นเหตุให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอกับความต้องการ
นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว (heart failure)
เพราะหัวใจต้องทำงานหนัก ไม่สามารถปั้มเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบแคบได้
นอกจากนั้น มันยังทำให้เกิดมีอาการเจ็บหน้าอก ด้วยเหตุที่หัวใจขาดออกซิเจน
จากการออกแรง เพื่อปั้มเลือดให้ไหลผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบแคบ
ซึ่งภายใต้ภาวะดังกล่าว กล้าเนื้อหัวใจย่อมต้องการออกซิเจนมากกว่าปกตินั่นเอง
ในการวินิจฉัยลิ้นหัวใจเอ-ออร์-ติค ตีบแคบ (Aortic stenosis)
เราสามารถวินิจฉัยจากกาตรวจร่างกายได้ แต่การตรวจหัวใจด้วยเครื่อง electrocardiogram
ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว ถูกนำมาใช้ประเมินความรุนแรง และ ความผิดปกติของลิ้นหัวใจชนิดอื่นได้
จากรายงานกล่าวว่า การรักษาด้วยการใส่ลิ้นหัวใจเทียมแก่คนไข้สูงอายุ
จะได้ผลดี ไม่แตกต่างจากการรักษาในคนหนุ่ม
ในคนไข้ที่มีสุขภาพดี ยกเว้นโรคลิ้นหัวใจ เอ-ออร์-ติค ที่เกิดการตีบแคบ
การรักษาด้วยการใช้ลิ้นหัวใจที่ได้จากหมู (pig) หรือ ลิ้นหัวใจที่ทำด้วยโลหะ (artificial)
อาจทำให้หัวใจของคนไข้สามารถกลับสู่สภาพปกติ หรือเกือบเหมือนปกติได้
นอกเหนือจากการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจ (valve replacement) แล้ว
เขามีมีวิธีการโดยไม่ต้องผ่าตัด เป็นแต่เพียงทำให้ลิ้นหัวใจที่ตีบแคบเปิดออกเท่านั้น
เรียกวิธีการนี้ว่า valvuloplasty ซึ่งใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยที่ปลายของอุปกรณ์มีบอลลูน
เมือสอดใส่เข้าสู่หัวใจ และปล่อยให้บอลลูนขยายตัวตรงบริเวณลิ้นหัวใจตีบแคบ จะทำให้ลิ้นหัวใจเปิดกว้างขึ้น
วิธีการดังกล่าว ถูกนำมาใชในรายที่คนไม่สามารถรับการผ่าตัดได้(high risk)
แต่ปัจจุบัน พบว่าผลที่ได้รับไม่ค่อยดีเท่าที่ควร จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าใด
เพราะผลที่ได้เป็นผลดีในระยะสั้น เท่านั้น
ในการรักษาด้วยการผาตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม ปรากฏว่าไดผลดีในระยะยาว
ถ้าคนไข้ไม่มี ภาวะแทรกซ้อนทางกายอย่างอื่น การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียม
โดยเฉพาะลิ้นหัวใจ “เอ-ออร์-ติค” จัดเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย
แม้ว่าจะมีอันตรายจากการผ่าตัดมากกว่าคนหนุ่มก็ตาม
ก่อนใช้วิธีการดังกล่าว สุขภาพโดยรวมของคนไข้
จำเป็นต้องนำมาพิจารณาร่วมกับการตัดสินใจด้วย
สำหรับโรค (ปัญหา)ลิ้นหัวใจชนิดอื่น ๆ สามารถตัดออกจากคนสูงอายุได้ เช่น
“mitral annular calcification” ผลของความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ชนิดนี้
มักจะทำให้เกิดการอุดตัน หรือทำให้เลือดไหลย้อนกลบ (regurgitate) จากหัวใจห้องล่างกลับสู่
หัวใจห้องบน ซึ่งภาวะเช่นนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรุนแรง และ ไม่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทางการผ่าตัดเลย
ในคนสูงอายุ ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจ เช่น aortic stenosis หรือ mitral valve prolapsed
ต่างมีแนวโน้มเกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ (endocarditis)
ซึ่ง อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด โดยมีการอักเสบจากทื่อื่น
เช่น ทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือ จากกระเพาะ และลำไส้หรือเกิดจากการทำฟัน (dental work)
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน หรือ ให้ยาปฏิชีวินะก่อนที่จะทำการรักษาเรื่องฟัน
โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงต่อการอักเสบ และ มีโรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
Continued: Rhythm Disorders and Pacemakers
HEART DISEASE IN ELDERLY (continue)
Coronary Heart disease

โรคหลอดเลือดของหัวใจ หรือ ทีเรียกว่า coronary artery disease ถือว่า
เป็นมัจจุราช ตัวสำคัญ ที่ทำลายชีวิตของคนสูงอายุ
ครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย มักจะมีอายุมากกว่า 65 ปี ขึ้นไป
จากสถิติ พบว่า ในคนที่มีอายุวัยกลางคน ที่พบว่าเป็นโรคหลอดเลือดของหัวใจ
มักจะเกิดในผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง ซึ่งจะพบมากขึ้น เมื่อเธอหมดประจำเดือนไปแล้ว
ซึ่งตอนนั้น ทั้งชาย & หญิงจะมีโอกาสเกิดโรคได้เท่ากัน
เป็นที่ยอมรับกันว่า โรคหัวใจในคนสูงอายุ เป็นปัญหาที่เกิดจริง และ
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น แพทย์ จึงพยายามทุกวิถีทาง
เพื่อ หาทางป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจในคนแก่ (มันเป็นเรื่องสำหรับคนในประเทศที่พัฒนาเท่านั้น)
และยายามทำให้หัวใจของคนแก่ทั้งหลายมีสุขภาพดี ให้นานที่สุดที่จะนานได้
โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ จะมาพบแพทย์ด้วยภาวะของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ได้ ซึ่งในคนไข้พวกนี้ จะมีอาการเจ็บหน้าอก (angina) หายใจไม่เต็มอิ่ม
มีลักษณะถี่ และ สั้น (shortness of breath)
ซึ่งสามารถรักษาให้เหมือนเดิมได้ โดยไม่มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
ในรายที่มีอาการรุนแรง หรือในรายที่รักษาได้ไม่ดีพอ อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตายไป (heart attack)ไปในที่สุด
ในคนสูงอาย เมื่อเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (heart attack)ไปแล้ว
มักจะปรากฏว่า มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้มากกว่าคนหนุ่ม
เช่น เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และ มีการเปลี่ยนแปลงในการเต้นของหัวใจ
นอกจากนั้น ยังพบว่า การฟื้นตัว (recovery)จากโรคของคนสูงอายุ มักจะฟื้นตัวได้ช้า
จึงเป็นเหตุให้คนสูงอายุที่เป็นโรค ต้องนอนพักรักษาตัวนานกว่าคนหนุ่ม
และบางที ได้โรคเพิ่มขึ้นอีก เช่น โรคปอดแกเสบ (pneumonia)เป็นต้น
มีภาวะหนึ่ง ที่เขาเรียก “Silent Heart Attack” เป็นภาวะที่หัวใจถูกทำลาย
เพราะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แต่ไม่มีอาการ หรือ คนไข้ไม่รู้ว่า อาการที่เกิดนั้นเป็นอาการของโรค
เป็นโรคที่มักจะเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ โดยเฉพาะ คนที่เป็นโรคเบาหวาน
คนไข้พวกนี้ แทนที่จะมีอาการที่มีลักษณะ ที่เป็นเอกลักษณะของโรค heart attack....ไม่เลย!
เขาจะมาด้วยอาการแสบยอดอก (heart burn) ซึ่งเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร,
มีอาการหายใจไม่เต็มอก: ถี่ และหอบ (shortness of breath),
เป็นลม, (fainting) และ มีอาการสับสน (confusion)
ในบางราย อาจมีอาการน้อยมาก หรือ ไม่มีอาการใด ๆ เลย เป็นเหตุให้คนสูง
อายุเหล่านั้น ไม่รู้ตัวเลยว่า “มีมัจจุราช” (silent heart attack)
ได้อาศัยอยู่ภายในตัวเอง...
อย่างไรก็ตาม สำหรับทานผู้สูงอายุที่มีความห่วงใยในสุขภาพของตนเอง
หากท่านเกิดมีความสงสัยในอาการต่าง ๆ ดังกล่าว มันเป็นสิทธิของท่านจะรู้สภาพของหัวใจท่าน
ซึ่งท่านสามารถทำได้ด้วยการปรึกษาแพทย์ และทำการตรวงสภาพของหัวใจของท่านเสีย
จากเวชปฏิบัติ เราจะพบว่า มีบ่อยครั้งที่เราพบเห็นกล้ามเนื้อหัวใจของคนไข้
ถูกทำลาย (myocardial infarction) โดยพบจากการตรวจคลื่นหัวใจ EKG
โดยที่เจ้าตัว ไม่มีประวัติของการเป็นโรคหัวใจมาก่อนเลย
นั้นคือตัวอย่างของคนที่เคยเป็น silent heart attack มาก่อน
ในการรักษาคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ ที่เกิดจากโรคหลอดเลือดแดง (coronary)
เราอาจได้พบเห็นความแตกต่างของการรักษา ระหว่างโรคของคนแก่ วัย 75
กั[คนหนุ่ม วัย 45: โดยเราจะเห็นวา การให้ lidocaine และ antiarrhythmic
Drugs เพื่อเป็นป้องกัน ไม่ให้เกิดการเต้นของหัวใจห้องล่างผิดปกติ
ตอนแรก แพทย์อาจไม่ให้ในคนสูงอายุ เพราะยาดังกล่าว อาจทำให้ เกิดอาการสับสน (confusion)
และ เกิดอาการ ที่ไม่พึงประสงค์อย่างอื่น ได้
ในการให้ยาสลายลิ่มเลือด (thrombolytic therapy)ให้แก่คนสูงอายุ
เพื่อทำลายลิ่มเลือดที่อุดตันทางเดินของเลือดสู่หัวใจ จำเป็นต้องพิจารณาถึงประโยชน์ที่พึงได้รับ
มีเหนือกว่าอันตรายที่พึงเกิดจากการีเลือดออก (bleeding)
การให้ยาดังกล่าวจะกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตขอบคนไข้ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย
ถ้าคนไข้ยอมรับสภาพว่า เมื่อได้รับยาดังกล่าวแลว เขายินดีจำกัดการออกกำลังกาย
ก็ไม่เป็นปัญหาใด
การรักษาอาการเจ็บหน้าอก (angina) ก็อาจมีความแตกต่างกันระหว่างคนหนุ่ม
และคนแก่ สำหรับคนสูงอายุ ส่วนใหญ่ยินดียอมรับอาการเจ็บหน้าอกได้ในระดับหนึ่ง
มากกว่าที่จะได้รับการรักษาด้วยวิธีการอย่างอื่น เช่น การรักษาดวยกรรมวิธีทางศัลยกรรม
คนสูงอายุ อาจมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการ “วิงเวียน” จากผลข้างเคียงของยาต้าน
อาการเจ็บหน้าอก (anti-anginal medications)
ซึ่ง เกิดได้มากกว่ากว่าคนอายุน้อยกว่า และบางที
คนสูงอายุไม่สามารที่จะทนต่ออาการข้างเคียงดังกล่าวได้เลย
โดยเฉพาะกับยาที่เป็น nitroglycerine derivatives
นอกจากนี้ การให้ยากลุ่ม beta blockers มีแนวโน้มที่จะทำให้หัวใจของ
คนสูงอายุเต้นช้าลงได้ แต่กรณีดังกล่าว ไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัวแต่อย่างใด
ยกเว้นเสียแต่ว่า จงหวะการเต้นของหัวใจเต้นช้ากว่า 50 ครั้ง ต่อ นาที
และ ไม่มีอาการอ่อนแรง(weakness) หรือ เกิดมีอาการวิงเวียน (dizziness)
Continued > Heart valve disorders

โรคหลอดเลือดของหัวใจ หรือ ทีเรียกว่า coronary artery disease ถือว่า
เป็นมัจจุราช ตัวสำคัญ ที่ทำลายชีวิตของคนสูงอายุ
ครึ่งหนึ่งของคนที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย มักจะมีอายุมากกว่า 65 ปี ขึ้นไป
จากสถิติ พบว่า ในคนที่มีอายุวัยกลางคน ที่พบว่าเป็นโรคหลอดเลือดของหัวใจ
มักจะเกิดในผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง ซึ่งจะพบมากขึ้น เมื่อเธอหมดประจำเดือนไปแล้ว
ซึ่งตอนนั้น ทั้งชาย & หญิงจะมีโอกาสเกิดโรคได้เท่ากัน
เป็นที่ยอมรับกันว่า โรคหัวใจในคนสูงอายุ เป็นปัญหาที่เกิดจริง และ
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น แพทย์ จึงพยายามทุกวิถีทาง
เพื่อ หาทางป้องกันไม่ให้เกิดโรคหัวใจในคนแก่ (มันเป็นเรื่องสำหรับคนในประเทศที่พัฒนาเท่านั้น)
และยายามทำให้หัวใจของคนแก่ทั้งหลายมีสุขภาพดี ให้นานที่สุดที่จะนานได้
โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ จะมาพบแพทย์ด้วยภาวะของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ได้ ซึ่งในคนไข้พวกนี้ จะมีอาการเจ็บหน้าอก (angina) หายใจไม่เต็มอิ่ม
มีลักษณะถี่ และ สั้น (shortness of breath)
ซึ่งสามารถรักษาให้เหมือนเดิมได้ โดยไม่มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
ในรายที่มีอาการรุนแรง หรือในรายที่รักษาได้ไม่ดีพอ อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตายไป (heart attack)ไปในที่สุด
ในคนสูงอาย เมื่อเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย (heart attack)ไปแล้ว
มักจะปรากฏว่า มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้มากกว่าคนหนุ่ม
เช่น เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และ มีการเปลี่ยนแปลงในการเต้นของหัวใจ
นอกจากนั้น ยังพบว่า การฟื้นตัว (recovery)จากโรคของคนสูงอายุ มักจะฟื้นตัวได้ช้า
จึงเป็นเหตุให้คนสูงอายุที่เป็นโรค ต้องนอนพักรักษาตัวนานกว่าคนหนุ่ม
และบางที ได้โรคเพิ่มขึ้นอีก เช่น โรคปอดแกเสบ (pneumonia)เป็นต้น
มีภาวะหนึ่ง ที่เขาเรียก “Silent Heart Attack” เป็นภาวะที่หัวใจถูกทำลาย
เพราะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แต่ไม่มีอาการ หรือ คนไข้ไม่รู้ว่า อาการที่เกิดนั้นเป็นอาการของโรค
เป็นโรคที่มักจะเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ โดยเฉพาะ คนที่เป็นโรคเบาหวาน
คนไข้พวกนี้ แทนที่จะมีอาการที่มีลักษณะ ที่เป็นเอกลักษณะของโรค heart attack....ไม่เลย!
เขาจะมาด้วยอาการแสบยอดอก (heart burn) ซึ่งเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร,
มีอาการหายใจไม่เต็มอก: ถี่ และหอบ (shortness of breath),
เป็นลม, (fainting) และ มีอาการสับสน (confusion)
ในบางราย อาจมีอาการน้อยมาก หรือ ไม่มีอาการใด ๆ เลย เป็นเหตุให้คนสูง
อายุเหล่านั้น ไม่รู้ตัวเลยว่า “มีมัจจุราช” (silent heart attack)
ได้อาศัยอยู่ภายในตัวเอง...
อย่างไรก็ตาม สำหรับทานผู้สูงอายุที่มีความห่วงใยในสุขภาพของตนเอง
หากท่านเกิดมีความสงสัยในอาการต่าง ๆ ดังกล่าว มันเป็นสิทธิของท่านจะรู้สภาพของหัวใจท่าน
ซึ่งท่านสามารถทำได้ด้วยการปรึกษาแพทย์ และทำการตรวงสภาพของหัวใจของท่านเสีย
จากเวชปฏิบัติ เราจะพบว่า มีบ่อยครั้งที่เราพบเห็นกล้ามเนื้อหัวใจของคนไข้
ถูกทำลาย (myocardial infarction) โดยพบจากการตรวจคลื่นหัวใจ EKG
โดยที่เจ้าตัว ไม่มีประวัติของการเป็นโรคหัวใจมาก่อนเลย
นั้นคือตัวอย่างของคนที่เคยเป็น silent heart attack มาก่อน
ในการรักษาคนไข้ที่เป็นโรคหัวใจ ที่เกิดจากโรคหลอดเลือดแดง (coronary)
เราอาจได้พบเห็นความแตกต่างของการรักษา ระหว่างโรคของคนแก่ วัย 75
กั[คนหนุ่ม วัย 45: โดยเราจะเห็นวา การให้ lidocaine และ antiarrhythmic
Drugs เพื่อเป็นป้องกัน ไม่ให้เกิดการเต้นของหัวใจห้องล่างผิดปกติ
ตอนแรก แพทย์อาจไม่ให้ในคนสูงอายุ เพราะยาดังกล่าว อาจทำให้ เกิดอาการสับสน (confusion)
และ เกิดอาการ ที่ไม่พึงประสงค์อย่างอื่น ได้
ในการให้ยาสลายลิ่มเลือด (thrombolytic therapy)ให้แก่คนสูงอายุ
เพื่อทำลายลิ่มเลือดที่อุดตันทางเดินของเลือดสู่หัวใจ จำเป็นต้องพิจารณาถึงประโยชน์ที่พึงได้รับ
มีเหนือกว่าอันตรายที่พึงเกิดจากการีเลือดออก (bleeding)
การให้ยาดังกล่าวจะกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตขอบคนไข้ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย
ถ้าคนไข้ยอมรับสภาพว่า เมื่อได้รับยาดังกล่าวแลว เขายินดีจำกัดการออกกำลังกาย
ก็ไม่เป็นปัญหาใด
การรักษาอาการเจ็บหน้าอก (angina) ก็อาจมีความแตกต่างกันระหว่างคนหนุ่ม
และคนแก่ สำหรับคนสูงอายุ ส่วนใหญ่ยินดียอมรับอาการเจ็บหน้าอกได้ในระดับหนึ่ง
มากกว่าที่จะได้รับการรักษาด้วยวิธีการอย่างอื่น เช่น การรักษาดวยกรรมวิธีทางศัลยกรรม
คนสูงอายุ อาจมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการ “วิงเวียน” จากผลข้างเคียงของยาต้าน
อาการเจ็บหน้าอก (anti-anginal medications)
ซึ่ง เกิดได้มากกว่ากว่าคนอายุน้อยกว่า และบางที
คนสูงอายุไม่สามารที่จะทนต่ออาการข้างเคียงดังกล่าวได้เลย
โดยเฉพาะกับยาที่เป็น nitroglycerine derivatives
นอกจากนี้ การให้ยากลุ่ม beta blockers มีแนวโน้มที่จะทำให้หัวใจของ
คนสูงอายุเต้นช้าลงได้ แต่กรณีดังกล่าว ไม่เป็นเรื่องที่น่ากลัวแต่อย่างใด
ยกเว้นเสียแต่ว่า จงหวะการเต้นของหัวใจเต้นช้ากว่า 50 ครั้ง ต่อ นาที
และ ไม่มีอาการอ่อนแรง(weakness) หรือ เกิดมีอาการวิงเวียน (dizziness)
Continued > Heart valve disorders
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555
HEART DISEASE IN ELDERLY: Heart Valve Disorders (continued)
HEART VALVE DISORDERS

หัวใจของมนุษย์เรา มีลิ้นหัวใจอยู่ 4 อัน มีบทบาทสำคัญต่อการทำงาน
ของหัวใจ โดยการทำให้เลือดจากหัวใจทั้งสี่ห้อง ไหลผ่านลิ้นหัวใจไป
ทางเดียวนั้น มีโอกาสเกิดความผิดปกติได้หลายอย่าง ซึ่งความผิดปกติ
บางอย่าง จะเกิดขึ้นในกลุ่มคนสูงอายุเสียเป็นส่วนใหญ่
คนไข้บางราย สามารถรักษาได้ด้วยยา (medications) ส่วนรายอื่น ไม่
ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่า
ตัด (surgery) ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณารักษา เมื่อมันมีผลกระทบต่อ
การดำเนินชีวิตประจำวันของเขา
ปัญหาที่เกิดขึ้นกบลิ้นหัวใจของคนสูงอายุ ได้แก่โรคที่เกิดขึ้น aortic valve
ซึ่ง ลิ้นหัวใจตัวนี้ จะทำหน้าที่เป็นประตู ให้เลือดที่ถูกหัวใจห้องล่างซ้ายปั้ม
ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โรคที่เกิดขึ้น ได้แก่ aortic sclerosis และ aortic stenosis
ใน Aortic sclerosis หมายถึงภาวะที่ลิ้นหัวใจ “aortic” เกิดการแข็งตัว และ
หนาตัวขึ้น (เป็นผลเนื่องมาจากเกิดพังผืดขึ้น) ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณหนึ่งใน
สามของคนสูงอายุทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม ลิ้นหัวใจที่เป็นโรคดังกล่าว อาจ
ทำงานได้เป็นปกติเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีอาการ ยกเว้นเฉพาะเสียงผิด
ปกติ (murmur) ที่แพทย์ฟังได้จากการเต้นของหัวใจเท่านั้น (stethoscope)
เป็นเสียที่เกิดจากกระแสเลือด ที่วิ่งผ่านความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
สำหรับ aortic stenosis (ลิ้นหัวใจ...ตีบแคบ) ซึ่งเป็นผลมาจากการมีหินปูน
มาเกาะ (calcified deposits) ภาวะแบบนี้เป็นได้น้อย เกิดได้แค่ 4 % ของ
คนสูงอายุ ในรายที่เป็นมาก ๆ อาจทำให้คนไข้มีอาการเป็นลม (fainting)
เพราะมีเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่แคบได้ลำบาก เป็นเหตุให้เลือดไปเลี้ยงสมอง
ไม่พอกับความต้องการ นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดหัวใจล้มเหลว (heart failure)
เพราะหัวใจต้องทำงานหนัก ไม่สามารถปั้มเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบแคบได้
ตามปกติ และ ยังทำให้เกิดมีอาการเจ็บหน้าอก ด้วยเหตุที่หัวใจขาดออกซิเจน
จากการออกแรง เพื่อปั้มเลือดให้ไหลผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบแคบ
ลิ้นหัวใจเอ-ออร์-ติค ตีบแคบ (Aortic stenosis)
สามารถวินิจฉัยจากกาตรวจร่างกายได้ แต่การตรวจด้วยเครื่อง electrocardiogram
ถูกใช้ประเมินความรุนแรงของโรค และความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่ผิดปกติชนิดอื่น
จากรายงานกล่าวว่า การรักษาด้วยการใส่ลิ้นหัวใจเทียมแก่คนไข้สูงอายุ จะได้ผล
ดีพอ ๆ กับคนหนุ่ม
ในคนไข้ที่มีสุขภาพดี ยกเว้นโรคลิ้นหัวใจ เอ-ออร์-ติค เกิดการตีบแคบ การรักษา
ด้วยการใช้ลิ้นหัวใจที่ได้จากหมู (pig) หรือ ลิ้นหัวใจที่ทำด้วยโลหะ (artificial) อาจ
ทำให้หัวใจของคนไข้สามารถกลับสู่สภาพปกติ หรือเกือบเหมือนปกติได้
นอกเหนือจากการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจ (valve replacement) แล้ว เขามีมีวิธีการโดย
ไม่ต้องผ่าตัด เป็นแต่เพียงทำให้ลิ้นหัวใจที่ตีบแคบเปิดออกเท่านั้น
เรียกวิธีการนี้ว่า valvuloplasty ซึ่งมีบอลลูนที่ปลายอุปกรณ์ ที่สอดใส่เข้าสู่หัวใจ
และปล่อยให้บอลลูนขยายตัว เป็นการเปิดลิ้นหัวใจตีบแคบ ให้ขยายตัวกกว้างขึ้น
เป็นวิธีที่แพทย์ใช้ในคนไข้ ที่ไม่สมารถรับการผ่าตัดได้ (high risk surgery)
แต่ปัจจุบัน พบว่าผลที่ได้รับไม่ค่อยดีเท่าที่ควร จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าใด
ในการรักษาด้วยการผาตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม ปรากกว่าไดผลดีในระยะยาว
ถ้าคนไข้ไม่มี ภาวะแทรกซ้อนทางกายอย่างอื่น การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมสำหรบลิ้น
หัวใจ “เอ-ออร์-ติค” จัดเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย แม้ว่าจะมีอันตราย
จากการผ่าตัดมากกว่าคนหนุ่มก็ตาม สุขภาพโดยรวมของคนไข้ จำเป็นต้องนำมาพิจารณาร่วมกับการตัดสินใจด้วย
สำหรับโรค (ปัญหา)ลิ้นหัวใจชนิดอื่น ๆ สามารถตัดออกจากคนสูงอายุได้ เช่น
“mitral annular calcification” ผลของความผิดปกติชองลิ้นหัวใจ มักจะทำให้เกิดการอุดตัน
หรือทำให้เลือดไหลย้อนกลบ (regurgitate) จากหัวใจห้องล่างกลับสู่
หัวใจห้องบน ซึ่งภาวะเช่นนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรุนแรง และ ไม่จำเป็นต้องได้รับการ
แก้ไขทางการผ่าตัดเลย
ในคนสูงอายุ ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจ เช่น aortic stenosis หรือ mitral valve prolapsed
ต่ามีแนวโน้มเกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ (endocarditis)
การอักเสบติดเชื้อ อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด โดยมีการ
อักเสบจากทื่อื่น เช่น ทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือ จากกระเพาะ และลำไส้
หรือเกิดจากการทำฟัน (dental work) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่าง
รีบด่วน หรือ ให้ยาปฏิชีวินะก่อนที่จะทำการรักษาเรื่องฟัน (dental work)
โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงต่อการอักเสบ และ มีโรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
Continued: Rhythm Disorders and Pacemakers

หัวใจของมนุษย์เรา มีลิ้นหัวใจอยู่ 4 อัน มีบทบาทสำคัญต่อการทำงาน
ของหัวใจ โดยการทำให้เลือดจากหัวใจทั้งสี่ห้อง ไหลผ่านลิ้นหัวใจไป
ทางเดียวนั้น มีโอกาสเกิดความผิดปกติได้หลายอย่าง ซึ่งความผิดปกติ
บางอย่าง จะเกิดขึ้นในกลุ่มคนสูงอายุเสียเป็นส่วนใหญ่
คนไข้บางราย สามารถรักษาได้ด้วยยา (medications) ส่วนรายอื่น ไม่
ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่า
ตัด (surgery) ซึ่งสมควรได้รับการพิจารณารักษา เมื่อมันมีผลกระทบต่อ
การดำเนินชีวิตประจำวันของเขา
ปัญหาที่เกิดขึ้นกบลิ้นหัวใจของคนสูงอายุ ได้แก่โรคที่เกิดขึ้น aortic valve
ซึ่ง ลิ้นหัวใจตัวนี้ จะทำหน้าที่เป็นประตู ให้เลือดที่ถูกหัวใจห้องล่างซ้ายปั้ม
ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โรคที่เกิดขึ้น ได้แก่ aortic sclerosis และ aortic stenosis
ใน Aortic sclerosis หมายถึงภาวะที่ลิ้นหัวใจ “aortic” เกิดการแข็งตัว และ
หนาตัวขึ้น (เป็นผลเนื่องมาจากเกิดพังผืดขึ้น) ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณหนึ่งใน
สามของคนสูงอายุทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม ลิ้นหัวใจที่เป็นโรคดังกล่าว อาจ
ทำงานได้เป็นปกติเป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีอาการ ยกเว้นเฉพาะเสียงผิด
ปกติ (murmur) ที่แพทย์ฟังได้จากการเต้นของหัวใจเท่านั้น (stethoscope)
เป็นเสียที่เกิดจากกระแสเลือด ที่วิ่งผ่านความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
สำหรับ aortic stenosis (ลิ้นหัวใจ...ตีบแคบ) ซึ่งเป็นผลมาจากการมีหินปูน
มาเกาะ (calcified deposits) ภาวะแบบนี้เป็นได้น้อย เกิดได้แค่ 4 % ของ
คนสูงอายุ ในรายที่เป็นมาก ๆ อาจทำให้คนไข้มีอาการเป็นลม (fainting)
เพราะมีเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่แคบได้ลำบาก เป็นเหตุให้เลือดไปเลี้ยงสมอง
ไม่พอกับความต้องการ นอกจากนั้น ยังทำให้เกิดหัวใจล้มเหลว (heart failure)
เพราะหัวใจต้องทำงานหนัก ไม่สามารถปั้มเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบแคบได้
ตามปกติ และ ยังทำให้เกิดมีอาการเจ็บหน้าอก ด้วยเหตุที่หัวใจขาดออกซิเจน
จากการออกแรง เพื่อปั้มเลือดให้ไหลผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบแคบ
ลิ้นหัวใจเอ-ออร์-ติค ตีบแคบ (Aortic stenosis)
สามารถวินิจฉัยจากกาตรวจร่างกายได้ แต่การตรวจด้วยเครื่อง electrocardiogram
ถูกใช้ประเมินความรุนแรงของโรค และความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่ผิดปกติชนิดอื่น
จากรายงานกล่าวว่า การรักษาด้วยการใส่ลิ้นหัวใจเทียมแก่คนไข้สูงอายุ จะได้ผล
ดีพอ ๆ กับคนหนุ่ม
ในคนไข้ที่มีสุขภาพดี ยกเว้นโรคลิ้นหัวใจ เอ-ออร์-ติค เกิดการตีบแคบ การรักษา
ด้วยการใช้ลิ้นหัวใจที่ได้จากหมู (pig) หรือ ลิ้นหัวใจที่ทำด้วยโลหะ (artificial) อาจ
ทำให้หัวใจของคนไข้สามารถกลับสู่สภาพปกติ หรือเกือบเหมือนปกติได้
นอกเหนือจากการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจ (valve replacement) แล้ว เขามีมีวิธีการโดย
ไม่ต้องผ่าตัด เป็นแต่เพียงทำให้ลิ้นหัวใจที่ตีบแคบเปิดออกเท่านั้น
เรียกวิธีการนี้ว่า valvuloplasty ซึ่งมีบอลลูนที่ปลายอุปกรณ์ ที่สอดใส่เข้าสู่หัวใจ
และปล่อยให้บอลลูนขยายตัว เป็นการเปิดลิ้นหัวใจตีบแคบ ให้ขยายตัวกกว้างขึ้น
เป็นวิธีที่แพทย์ใช้ในคนไข้ ที่ไม่สมารถรับการผ่าตัดได้ (high risk surgery)
แต่ปัจจุบัน พบว่าผลที่ได้รับไม่ค่อยดีเท่าที่ควร จึงไม่ได้รับความนิยมเท่าใด
ในการรักษาด้วยการผาตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม ปรากกว่าไดผลดีในระยะยาว
ถ้าคนไข้ไม่มี ภาวะแทรกซ้อนทางกายอย่างอื่น การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมสำหรบลิ้น
หัวใจ “เอ-ออร์-ติค” จัดเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย แม้ว่าจะมีอันตราย
จากการผ่าตัดมากกว่าคนหนุ่มก็ตาม สุขภาพโดยรวมของคนไข้ จำเป็นต้องนำมาพิจารณาร่วมกับการตัดสินใจด้วย
สำหรับโรค (ปัญหา)ลิ้นหัวใจชนิดอื่น ๆ สามารถตัดออกจากคนสูงอายุได้ เช่น
“mitral annular calcification” ผลของความผิดปกติชองลิ้นหัวใจ มักจะทำให้เกิดการอุดตัน
หรือทำให้เลือดไหลย้อนกลบ (regurgitate) จากหัวใจห้องล่างกลับสู่
หัวใจห้องบน ซึ่งภาวะเช่นนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรุนแรง และ ไม่จำเป็นต้องได้รับการ
แก้ไขทางการผ่าตัดเลย
ในคนสูงอายุ ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจ เช่น aortic stenosis หรือ mitral valve prolapsed
ต่ามีแนวโน้มเกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ (endocarditis)
การอักเสบติดเชื้อ อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือด โดยมีการ
อักเสบจากทื่อื่น เช่น ทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือ จากกระเพาะ และลำไส้
หรือเกิดจากการทำฟัน (dental work) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่าง
รีบด่วน หรือ ให้ยาปฏิชีวินะก่อนที่จะทำการรักษาเรื่องฟัน (dental work)
โดยเฉพาะในคนที่มีความเสี่ยงต่อการอักเสบ และ มีโรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
Continued: Rhythm Disorders and Pacemakers
HEART DISEASE IN ELDERLY: Hypertension (continued) 1

เรามักจะพบว่า พอคนเรามีอายุสูงขึ้น โรคความดันโลหิตมักจะมาเยี่ยมกราย และ
เรามักจะพบภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะของสมองขาดเลือด เป็นอัมพาติ (stroke),
โรคไตเรื้อรัง (kidney disease), หัวใจถูกทลายจากการขาดเลือด (heart attack)
และ โรคหัวใจวาย (heart failure)
จากสถิติของชาวสหรัฐฯอีกเช่นเคย เขารายงานอาไว้ว่า เมื่อประชากรมอายุถึง 80
พบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้ จะมีโรคความดันโลหิตสูง โดยไม่ทราบสาเหตุ
ด้วยเหตุผลดังกล่าว คนสูงอายุ ควรได้รบการตรวจความดันโลหิตกันทุกปี
มีคนตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า การมีระดับคมดันโลหิตสูงขึ้นในระดับหนึ่ง เป็นกระบวน
การตามปกติของธรรมชาติของคนสูงอายุ ซึ่งอาจมีความจำเป็นต่อการปั้มเลือดให้ไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ ๆ
แต่ในปัจจุบัน...มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ความดันโลหิตที่สูงขึ้นในคนสูงอายุไม่ใช้เรือง
ปกติเสียแล้ว...หากปล่อยทิ้งไว้ ไม่รักษา ย่อมก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน
ในคนสูงอายุที่มีความดันโลหิตสูง การรักษาด้วยการลดระดับความดันที่สูงขึ้น
ย่อมสามารถชวยชีวิตของคนสูงอายุได้ ถึงแม้ว่า การควบคุมความดันโลหิตสูง
ในคนสูงอายุอาจไม่สามารถกระทำได้ง่าย ไม่เหมือนกับการลดความดันในคนที่
อายุน้อยกว่า ถึงกระนั้นก็ตาม เพียงการลดความดันโลหิตลงได้บางส่วน ย่อม
ลดภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง
คำถามที่มีคนชอบถามกันเสมอ คือ
เราควรลดความดันโลหิตของคนสูงลงมากแค่ไหน?
โดยทั่วไป การลดความดันโลหิตสูงในคนสูงอายุ แม้ว่า จะเป็นความดันโลหิตที่
ไม่สูงมากนัก (mildly elevated…) การลดความดันลงก็ได้รับประโยชน์แล้ว และ
จะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นเมื่อ คนไข้ มีโรคในระบบหัวใจ และเส้นเลือดอย่างอื่นเกิดร่วมดัวย
สำหรับคนที่ไม่โรคหัวใจเกิดร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง การทำลองรักษาด้วย
การปรับเปลี่ยนอาหารการกิน, การออกกำลังกายพอประมาณ, ถ้าสูบบุหรี่ก็ให้เลิก
เสีย, และลดน้ำหนักตัว อาจเพียงพอต่อการลดระดับความดันโลหิตลง รวมไป
ถึงการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอย่างอื่นได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนสูงอายุ เราจะพบว่า การทำอะไรก็ตาม อย่าให้เคร่งคัด
จนเกินไป โดยเฉพาะเรื่องอาหาร และการออกกำลงกาย ถ้ากระทำด้วยความเคร่ง
คัดจนเกินไป โอกาสที่จะได้รับประโยชน์อาจไมได้ตามที่ต้องการ
ควรกระทำด้วยความสนุก ทำพอประมาณ...
ถ้าคนสูงอายุได้รบยาลดความดันโลหิต เขา หรือเธอ ควรพบแพทย์เป็นระยะ ๆ
เพื่อตรวจสอบผลของการรักษา ถ้าคนไข้มีอาการของผลข้างเคียงเกิดขึ้น เขาจะ
ต้องรายงานแพทย์ ในคนไข้ส่วนใหญ่ เพียงการปรับขนาดของยา หรือเปลี่ยนชนิดของยา สามารถกำจัดภาวะอันไม่พึงปรารถนาได้ไม่ยาก นอกจากนั้น ในขณะที่รับการรักษา ไม่ควรหยุดยาทันที เพราะการทำดังกล่าว มันสามารถก่อให้เกิดมีความดันกลับสูงขึ้นได้อีก ทำให้เป็นอันตรายต่อคนไข้ได้...
ในคนปกติที่ไม่มีความดันโลหิตสูง ถ้าลุกจากท่านั่ง หรือท่านอนอาจก่อเกิดอาการ
วิงเวียนได้ ยิ่งคนสูงอายุด้วยแล้ว การเปลี่ยนแปลงอิริยาบถจากท่านั่ง หรือ นอน
เป็นยืนทันที จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนขึ้น เรียกภาวะดังกล่าว Orthostatic hypotension ในคนสูงอายุ ที่รับประทานยาลดความดัน สามารถทำให้เกิด
อาการดังกล่าวเลวลงไปได้
และเพื่อหลีกเลี่ยงอาการอันไม่พึงประสงค์ดังกล่าว (position-related low
blood pressure) การให้ยาในคนสูงอายุ ควรเริ่มจากน้อยไปหามากอย่างช้า ๆ
ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ เราให้การรักษาแบบธรรมดา
ด้วยการให้ยาขับปัสสาวะ (diuretics) ขนาดต่ำ ๆ หรือ ยาอย่างอื่น เช่น
Beta blocker, calcium channel blocker หรือ ACE inhibitors ก็เพียงพอ
ต่อการรักษาความดันในคนสูงอายุด้วยความปลอดภัยแล้ว ถ้าจะมี...ก็มีน้อย
มาก เช่น อาการอันไม่ประสงค์ (side effects)
ในการสั่งยาลดความดันโลหิต ให้แก่คนสูงอายุ แพทย์ต้องพิจารณาด้วยว่า
คนไข้ได้รับยาตัวอื่น ๆ หรือไม่, มีปัญหาด้านสุขภาพอย่างอื่นไหม?, และปัญ
หาด้านเศรษฐกิจของเขาด้วย ถ้าหากมี เขาอาจมีปัญหาด้านค่าใช้จ่าย ซึ่ง
จะเป็นภาระแก่เขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาบางตัวมีราคาแพง
สำหรับของไทยเรา...มีโครงการ 30 บาท ก็จริง แต่ หากสั่งจ่ายยาที่มีราคา
แพง ๆ โดยไม่คิดว่าสมควรหรือไม่...ข้าฯ จะสั่งเสียอย่าง ใครจะทำไม ?
...ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
มีความดันสูงในคนสูงอายุ ทีพบบ่อย เรียกว่า
Isolated systolic hypertension ในกรณีเช่นนี้ มีเพียงความดันตัวบน
ที่ เราเรียก systolic เท่านั้น ที่เพิ่มสูง
ยกตัวอย่าง 160/70 หรือ 200/80 mm Hg
ความดันตัวบน systolic เป็นความดันโลหิต เกิดจากความดันที่เกิดขึ้นที่ผนัง
ของเส้นเลือดแดง ซึ่งเกิดในขณะที่หัวใจมีการบีบตัว เพื่อปั้มเลือดออกจาก
หัวใจ ส่วนความดันตัวล่าง (diastolic) เป็นตัวเลขที่บอกให้ทราบถึงแรง ที่
เกิดขึ้นในระหว่างที่หัวใจมีการบีบตัว
ในคนหนุ่ม ที่มีความดันโลหิตสูง จะพบว่า ความดันโลหิตทั้งตัวบน และตัว
ล่าง (systolic & diastolic) จะเพิ่มสูงด้วยกัน
แต่พอผนังเส้นเลือดมีการแข็งตัวขึ้น (stiffen) จากอายุที่แก่ตัวขึ้น จึงเป็น
สาเหตุทำให้ความดันเฉพาะตัวบน (systolic) เพียงตัวเดียวสูงขึ้น ซึ่งอาจสูง
ขึ้นถึง 200 mmHg หรือ สูงกว่าในระหว่างที่มีการปั้มเลือดจากหัวใจ
ในกรณีที่คนไข้มี systolic pressure สูงขึ้น เป็นที่รู้กันว่า เป็นความเสี่ยง
ต่อการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือด ดังนั้น การลดระดับความดันที่สูงลงมา
จึงเป็นเรื่องที่แพทย์เขาปฏิบัติกัน (Yale: Systolic hypertension in elderly)
ถือว่า เป็นคำแนะนำให้ทำการรักษา
จากหลักฐาน ชี้ให้เห็นว่า การรักษาคนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงเฉพาะ
ตัวบน (systolic isolated hypertension) สามารถลดอุบัติการณ์ของโรค
สมองขาดเลือด (stroke) หัวใจถูกทำลายจากการขาดเลือด (heart attack)
และโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure) ยิ่งเมื่อคนไข้เกิดมีโรคหัวใจด้วย
และมีอาการแสดงเกิดขึ้น เช่น เกิดมีอาการเจ็บหน้า จึงถือเป็นเรื่อง
สำคัญ ที่ต้องลดระดับความดันตัวบนให้ได้
สภาวะอย่างอื่น ที่เป็นผลมาจากความดันโลหิตสูงในคนสูงอายุ
เช่น หัวใจห้องล่างด้านซ้ายโต (lt. ventricular hypertrophy) หรือ
กล้ามเนื้อหัวใจโตขึ้น (hypertrophy) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลัก ที่ทำหน้าที่
ปั้มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนัก
ด้วยการปั้มเลือด ต้านความต้านทานที่สูง นั้น คือ สาเหตุที่ทำให้หัวใจโต
ขึ้น และ กล้ามเนื้อหนาตัวขึ้น เหมือนพวกเล่นกล้ามทั้งหลายนั่นแหละ
การที่เราพบคนไข้รายใด มีหัวใจโตขึ้น หรือกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น มัน
เป็นเสมือนหนึ่งลางบอกเหตุให้ทราบว่า หัวใจของคนไข้รายนั้นกำลังจะแย่
ในอนาคตข้างหน้า ซึ่ง อาจลงเอยด้วยการเป็นโรคหัวใจล้มเหลว เพราะไม่
สามารถทำงานได้ตามปกติ
ในการรักษาความดันโลหิตสูง ที่มีกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างด้านซ้าย ยาเป็น
เครื่องมือสำคัญต่อการรักษาภาวะดังกล่าว ซึ่ง โดยทั่วไปแล้ว มียาหลายตัว
ถูกนำมาใช้ในการรักษา เช่น ACE inhibitors, calcium channel blockers,
และ beta blocker...
โดยยาเหล่านี้ สามารถป้องกัน หรือบางทีทำให้หัวใจ
ที่โตขึ้นกลับเล็กลง ยา calcium channel blockers อาจช่วยทำให้กล้าม
เนื้อหัวใจ ในระหว่างการบีบตัว เกิดการผ่อนคลาย (relaxation) และหาก
การรักษาโรคความดันที่สูงขึ้นได้ผลดี สามารถทำให้ขนาดของหัวใจห้องล่าง
ด้านซ้าย ของคนที่ความดันสูง ลดลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง (50 %)
continued > Coronary Heart Disease
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)