วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

BASAL INSULIN 4

Continued…

Starting doses


เมื่อเราได้ตกลงตัดสินใจว่า  จะดำเนินกลยุทธิ์แบบใด
เพื่อให้ร่างกายได้รับ basal insulin แล้ว  ก้าวต่อไปที่เราจะต้องพิจารณา
คือ ขนาดของยาที่เหมาะสม (proper dose)

โดยหลักการที่ถูกต้อง  จะต้องกระทำภายใต้ความร่วมมือของแพทย์เจ้าของ
คนไข้  ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการกำหนดขนาดของยา  และสามารถปรับ
ขนาดของยาได้ตามความเหมาะสม

ในคนไข้ส่วนใหญ่  จะพบว่า  ขนาดของยา basal insulin จะไม่แตกต่างจาก
ขนาดจำนวนรวม ของ bolus insulin ที่คนไข้จะได้รับในแต่ละวัน
(total daily does of  bolus insulin)

ความต้องการของ basal insulin ที่คนไข้ต้องการในแต่ละวัน...
โดยทั่วไปแล้ว  เราจะพบว่า  ขนาดของยาอินซูลินจะขึ้นกับน้ำหนักของร่างกาย
และความไว (sensitivity) ของคนที่มีต่ออินซูลิน
ซึ่งจะถูกกระทบอย่างมากจากการออกแรงของคนไข้เอง  ตลอดรวมไปถึงระดับ
ของฮอร์โมนที่มีอยู่ในร่างกายอีกด้วย

สำหรับคนไข้เป็นเบาหวานประเภทสอง (T2D)….
เราจะพบว่า  ความต้องการของอินซูลินต่อวัน จะมีตวามแตกต่างกันอย่างมาก
โดยที่คนไข้บางราย  ยังสามารถสร้างอินซูลินได้เอง 
ซึ่งในกรณีเช่นนี้  จำนวนอินซูลิน (basal insulin) ที่ควรจะได้จากภายนอกจะต่ำ
ส่วนคนอ้วน (obese) และร่างกายต่อต้านอินซูลิน (insulin resistance)
อาจจำเป็นต้องได้รับ basal insulin จำนวนเป็นร้อยยูนิต ต่อวันก็ได้

ในกรณีที่คนไข้ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย 
รวมทั้งคนที่เป็นเบาหวานประเภทหนึ่ง (T1D) ...
ในคนไข้พวกนี้  เราจะพบว่า  ความต้องการอินซูลิน (basal insulin)  
สามารถคาดการณ์ได้โดยไม่ยากนัก
Fine-tuning basal insulin:
การปรับเปลี่ยนขนาดของยา basal insulin   เพื่อให้ได้รับผลดีที่สุด

ในกรณีที่คนไข้ไม่ได้รับประทานอาหาร และออกกำลังกาย
เราจะพบว่า  ระดับ basal insulin ที่ให้แก่คนไข้ควรจะทำให้ระดับน้ำตาลคงทีได้
ที่กล่าวเช่นนั้น  เป็นเพราะระดับ basal insulin 
ควรใกล้เคียงกับระดับ “อินซูลิน”ที่สามารถจัดการกับน้ำตาล
ที่ตับปล่อยออกสู่กระแสโลหิตได้ตลอดวัน และตลอดคืน (24 ชั่วโมง)

น่าจะเป็นเรื่องที่ดี...
ถ้าเราสามารถปรับขนาดของ basal insulin  ได้ก่อนที่จะกำหนดขนาดของ
Bolus insulin ที่ใช้ควบคุมระดับน้ำตาลที่ได้จากการรับประทานอาหาร
หาไม่แล้ว  หารเกิดมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือต่ำ
จะทำให้การปรับขนาดของ bolus insulin กระทำได้ด้วยความลำบาก 
สำหรับคนไข้ที่ได้รับยาฉีด NPH, glargine, หรือ detemir…
เราจะต้องกำหนดเป้าหมายเพื่อรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่ในช่วงของ
การนอนหลับ (sleeping hours)  โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำ
หรือ ระดับน้ำตาลสูงในช่วงกลางวัน (hypoglycemia & hyperglycemia)

โดยหลักการ  ระดับของน้ำตาลในเลือดไม่ควรมีเปลี่ยนแปลงมากกว่า 30 mg/d
เป็นที่เข้าใจว่าในขณะนอนหลับ เราไม่ได้รับประทานอาหาร,
ไม่มีการออกกำลังกาย  และไม่มีการออกกำลังกายหนัก ก่อนนอน
หากปรากฏว่า  ระดับของน้ำตาลมีเพิ่ม หรือลดมากว่า 30 mg/dL อย่างคงที่
เราจำเป็นต้องทำการปรับขนาด (dose) ของ babal insulin

เราสามารถพิจารณาได้ว่า...
ขนาดของ Basal insulin ที่ใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในตอนกลางคืน
ถูกกำหนดได้ถูกต้องหรือไม่  ลองพิจารณาข้อมูลต่อไปนี้:

1.    รับประทานอาหารสุขภาพ  ซึ่งมีระดับไขมันน้อย  หลีกเลี่ยงอาหาร
ร้านภัตตาคารก่อนทำการตรวจเลือดดูระดับน้ำตาล
อาหารที่มีระดับไขมันสูงจะทำให้ระดับน้ำตาลขึ้นสูง  กว่าจะลดลง
และให้ฉีดอินซูลินก่อนนอนตามปกติ  และยาอินซูลินในตอนกลาง
คืน

2.    ถ้าท่านออกกำลังกายตามปกติในตอนเย็น  ให้ทำต่อไป
แต่ให้ออกกำลังกายพอประมาณ  ระยะเวลาแต่เพียงเล็กน้อย
หากออกกำลังกานหนักไป  จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงได้
และทำให้ผลการตรวจเลือดผิดไป

3.    อย่างน้อย  3 ชั่วโมงก่อนรับประทานอาหารเย็น 
ให้เจาะเลือดตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือด
ถ้าผลการตรวจพบว่า  ระดับน้ำตาลมีค่าเหนือกว่าสูง  80 mg/dL
และต่ำกว่า  250  mg/dL อย่ารับประทานอาหารใด ๆ หรือฉีดยา
Rapid-acting insulin

ถ้าระดับน้ำตาลมีค่าต่ำกว่า 80 mg/dL ให้รับประทานอาหารว่างก่อนนอน
แล้วให้ตรวจดูระดับน้ำตาลในตอนกลางคืนอีกครั้ง  ถ้าระดับน้ำตาลสูงกว่า
250 mg/dL ให้ปรับขนาดของอินซูลิน  จากนั้นให้ตรวจดูระดับน้ำตาลใน
ตอนกลางคืนอีกครั้ง

4.    ถ้าหากตรวจพบว่า ระดับน้ำตาลมีระดับสูงกว่า  80 mg/dL  และต่ำกว่า
250 mg/dL และท่านต้องการตรวจเพื่อหารปริมาณของ basal insulin
ให้ทำการตรวจนำตางในตอนเที่ยงคืน  และตรวจอีกครั้งตอนตื่นเช้าของ
วันถัดไปด้วยจุดประสงค์ที่จะแยกปรากฏการณ์ Somogyi phenomenon

ปรากฏการณ์ Somogyi เกิดขึ้นโดยระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดลดต่ำ
ในตอนกลางคืน  และมีระดับน้ำตาลในตอนเช้าสูงขึ้น
ที่เป็นเช่นนั้น  เป็นเพราะในระหว่างนอนหลับระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง
เป็นเหตุให้มีฮอร์โมนถูกหลั่งออกมา 
ซึ่งจะกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำตาลสู่กระแสเลือด...
เป็นเหตุให้น้ำตาลในกระแสเลือดในตอนเช้าเพิ่มสูงขึ้น

ในช่วงเวลาระหว่างเวลาก่อนนอน (bedtime) จนกระทั้งถึงเวลาตื่นนอน
ถ้าระดับของน้ำตาลในกระแสเลือดอยู่ในระดับ 30 mg/dL
แสดงให้เห็นว่า  basal insulin  ที่ให้ฉีดให้แก่คนไข้เป็นขนาดที่พอเหมาะ
แต่หากระดับน้ำตาลสูงกว่า  30 mg/dL …
เราควรเพิ่มขนาดของ basal insulin อีก 10 %
แล้วทำการตรวจดูระดับน้ำตาลซ้ำอีกครั้ง

ถ้าระดับน้ำตาลลดต่ำมากกว่า  30 mg/dL…
ให้ลดขนาดของ basal insulin ลงอีก 10 %
แล้วทำการตรวจระดับน้ำตาลซ้ำอีกครั้ง  และทำการปรับขนาดของอินซูลิน
และตรวจเลือดดูระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง 
จนกกว่าเราสามารถทำให้ระดับน้ำตาลอยู่ในระดับที่คงที่ตลอดคืน

ยกตัวอย่าง...ถ้าผลการตรวจน้ำตาลก่อนนอน (bedtime)  และในช่วงตื่นนอน
อ่านได้ 185 mg/dL และ  122 mg/dL ตามลำดับ
พบว่า  ระดับน้ำตาลในขณะนอนหลับจะลดลง 185 – 122 = 63 mg/dL
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  ขนาดของ basal insulin ที่คนไข้ได้รับมากไป

ถ้าตรวจพบว่า  ระดับน้ำตาลในช่วงของก่อนนอน (bedtime)
มีค่าใกล้ค่าปกติจะทำให้คนไข้เกิดมีอาการของ hypoglycemia ได้
ในกรณีเช่นนี้  จะต้องลดขนาด (dose) ของ basal insulin ลงอีก 10 %
แล้วติดตามผลการรักษาด้วยการตรวจเลือดซ้ำในคืนถัดไป

ถ้าระดับของน้ำตาลที่เจาะได้ตอนก่อนนอนมีค่าใกล้กับค่าปกติ...
คนเป็นเบาหวานจะมีปัญหา  เกิดมีระดับน้ำตาลลดต่ำ hypoglycemia
ในตอนกลางคืน  ให้ลดขนาดของ basal insulin ลง 10 %
และให้ตรวจดูน้ำตาลในคืนถัดไปอีกครั้ง

ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 87 mg/dL  เป็น 160 mg/dL
เป็นการเพิ่มของระดับน้ำตาล 160 – 87 = 73 mg/dL
ในกรณีเช่นนี้  จะต้องเพิ่มขนาดของ basal insulin

แต่ถ้า ผลการตรวจระดับน้ำตาลตอนก่อนนอน (bedtime) วัดได้ 95 mg/dL
ในตอนตื่นนอน  วัดได้ 87 mg/dL
ในกรณีเช่นนี้  ไม่จำเป็นต้องทำการปรับขนาด (dose) ของ basal insulin
เพราะระดับของน้ำตามีการเปลี่ยนแปลงแค่ 8 mg/dL เท่านั้น

<<  BACK 

www.diabetesselfmanagemnt.com

BASAL INSULIN 3

Continued….

ในการรักษาคนเป็นเบาหวานด้วยการให้อินซูลิน...
เรามี ทางเลือก (options) ให้พิจารณา ดังนี้

Basal option 1:  NPH at Bedtime.
ประโยชน์ที่พึงได้จากโปรแกรมนี้  คือ
ระดับของอินซูลินที่มีช่วงสูงสุดจะเกิดขึ้นในเวลา “ก่อนฟ้าสาง”  (predawn hours) 
ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เหมาะกับคนไข้เบาหวานที่ต้องการอินซูลินที่ระยะดังกล่าว

แต่ผลทีเสีย (disadvantage) ที่เกิดขึ้นจากโปรแกรมนี้ก็มีได้เช่นกัน 
โดยเราไม่สามารถคาดได้ว่า  ระดับสูงสุด (peak) ของอินซูลิน
จะเกิดขึ้นในช่วงใด  และในขณะเดียวกัน  ระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
มีโอกาสสูงขึ้นในกลางวันและในช่วงเย็นได้ 
ซึ่งเป็นช่วงที่ฤทธิ์ของอินซูลินลดต่ำในช่วงดังกล่าว

Basal option 2: Glargine or detemir once daily at bedtime.
ประโยชน์ที่พึงได้รับจากโปรแกรมนี้  คือระดับของอินซูลินจะไม่ขึ้นลง
ส่วนใหญ่กลังการฉีดอินซูลินได้  4 - 6  ชั่วโมง  อาจทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้นเล็กน้อย
นอกจากนั้นยังพบว่า การออกกำลังกาย  หรืออุณหภูมิของร่างกาย
จะไม่กระทบกับการดูดซึมของยา...

ผลเสียจากโปรแกรมดังกล่าว  ได้แก่:
คนไข้มีโอกาสเกิดมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในตอนกลางคืน
(ซึ่งเนื่องมาจากช่วงก่อนฟ้าสาง -Predawn จะมีระดับอินซูลินลดลง)
ประกอบกับในช่วงบ่าย และช่วงเย็น  ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมักจะลดต่ำลง 
และมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการรับประทานอาหารช้ากว่าปกติ
หรือาจเป็นผลเนื่องมาจากระดับ basal insulin มีมากกว่าระดับของน้ำตาลที่
ตับสามารถปล่อยออกสู่กระแสเลือดก็ได้

ในไข้บางราย...
พบว่า  ระดับของ insulin glargine  จะหายไปกระแสเลือดก่อนที่จะครบ 24 ชั่วโมง
เป็นเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงก่อนที่คนไข้จะได้รับยาฉีดครั้งต่อไป

Pump therapy หรือการให้อินซูลินด้วยเครื่องปั้ม จะเป็นวิธีที่สามารถ
ปรับเข้ากับสถานการณ์ของร่างกายที่ต้องการ basal insulin ได้พอดี
การปั้มอินซูลินขนาดน้อย (small pulse) ก็ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ร่างกาย
ได้รับอินซูลินในระดับ basal rate  ( Lispro, aspart หรือ glulisine)
โดยที่เราสามารถปรับได้ทุกๆ ชั่วโมงตามต้องการ 
และเพื่อให้เข้ากันกับระดับของน้ำตาล  
ซึ่งถูกปล่อยออกมาโดยตับตลอด 24  ชม.


การให้อินซูลินด้วยวิธีการปั้มเข้าเส้นเลือด
เพื่อให้ร่างกายได้ระดับ basal insulin rate  เหมาะสมกับความต้องการ
น้ำตาลของร่างกายในสภาพที่แตกต่างกัน เช่น ภายใต้ภาวะไม่สบาย,
ออกกำลังกายมากไป หรือน้อยไป,  ภายใต้ภาวะเครียด และกดดัน
และในรอบประจำเดือน (menstrual cycle) ซึ่งแต่ละสถานการณ์ 
ต่างมีความต้องการ basal insulin ในระดับที่แตกต่างกัน
วิธีการให้อินซูลินด้วยการปั้ม (pump therapy) จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด

อย่างไรก็ตาม  ข้อเสียของ pump therapy…
คือ มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ ketoacidosis
ซึ่งมักจะเกิดในกรณีที่อุปกรณ์เกิดขัดข้อง  เป็นเหตุให้เราไม่สามารถปั้ม
อินซูลินให้แก่คนไข้ได้ (insulin deficiency)
เป็นเหตุให้เกิดมีผลผลิตของ ketones เกิดขึ้น



วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

BASAL INSULIN 2

Continued…


คำถามมีว่า....
หากเราไม่มี basal insulin ละ....อะไรจะเกิดขึ้น ?

ตามปกติแล้ว  ตับจะทำหน้าที่ปล่อยน้ำตาลออกสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง
หากร่างกายของคนเราไม่มี insulin   เอาแค่สองสามชั่วโมงเท่านั้นแหละ!
จะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดของเราพุ่งสูงขึ้นทันที

การที่ร่างกายของคนเรามี basal insulin  โดยตับอ่อนเป็นตัวรับผิดชอบต่อ
การผลิตได้อย่างเพียงพอนั้น  จะทำหน้าที่ช่วยเผาผลาญน้ำตาล
ภายในเซลล์ต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกายได้เป็นปกติ

ในกรณีที่ร่างกายไม่มี basal insulin….
เซลล์ของร่างกายจำนวนไม่น้อยจะขาดพลังงาน (อาหาร) หรืออาจตายไป ?
เซลล์บางตัวจะหาพลังงานจากที่อื่น  ด้วยการเผาผลาญแหล่งพลังงานจากที่อื่น
เช่น  ไขมัน (fat)  ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเลือดเป็นกรด (ketones)
(ผลิตผลของการเผาผลาญไขมัน)

ผลรวมระหว่างสารที่ทำให้เลือดเป็นกรด (acidic waste) กับภาวการณ์ขาดน้ำ
(dehydration) สามารถทำให้เกิดภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต
ซึ่งเรียกว่า  diabeticketoacidosis (DKA)

จากข้อมูลที่กล่าวมา...
พอจะกล่าวได้ว่า  basal insulin เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย
เพื่อคงสภาพระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ 
เพื่อให้ร่างกายของเรามีชีวิตสามารถดำเนินต่อไปได้

คำถามต่อไป...
เราได้ basal insulin จากไหน?,  ร่างกายต้องใช้ในปริมาณแค่ใด ?
และ จำเป็นต้องมีได้เมื่อใด ?

Basal options
ทางเลือก...
คนเราแต่ละคนต่างต้องการอินซูลินชนิด Basal insulin แตกต่างกัน
โดยมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง

เช่น ขนาดของร่างกาย (body size),  ระดับการออกแรง (activity level),
ระยะของการเจริญเติบโต (stage of growth), ปริมาณของอินซูลินที่ร่าง
กายผลิตขึ้นได้จากตับอ่อน

ในระหว่างมีการเจริญเติบโต (จากเกิดถึงอายุ 21)
เราจะพบว่า  basal insulin จะมีระดับสูงขึ้นตลอดช่วงกลางคืน 
ทั้งนี้เป็นเพราะ เป็นผลมาจากฮอร์โมน (growth hormone & cortisol) 
ซึ่งจะทำหน้าที่กระตุนตับ (liver) ให้ปล่อยน้ำตาลสู่กระแสเลือด

พอมาถึงช่วงที่เป็นคนหลังเจริญวัย (after 21) จะพบว่า
ระดับของ growth hormone & cortisol จะลดลง
และจะจำกัดในช่วงเวลา “ก่อนฟ้าสาง”  (predawn) เท่านั้น
ทำให้ตับปล่อยน้ำตาลสู่เลือดลดลง  และระดับของ basal insulin ก็ลดลงเช่นกัน



ปรากฏการณ์ “ฟ้าสาง”  (dawn phenomenon)
ซึ่งเป็นผลมาจากตับ (Liver) ปล่อยน้ำตาลสูกระแสเลือดในช่วงเช้า ๆ
หรือช่วงฟ้าสาง (dawn) เพิ่มขึ้น (early morning)
เป็นเหตุให้ระดับ basal insulin ในช่วงดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น

เพื่อให้ร่างกายของคนเราได้รับ basal insulin ตามความต้องการของร่างกาย
ที่มีระดับของน้ำตาลที่ถูกสร้างโดยตับที่ถูกควบคุมของฮอร์โมนตามกล่าว
เราสามารถให้ basal insulin ได้หลายรูปแบบ  ดังนี้:
 
Intermediate-acting insulin (NPH):
การให้อินซูลินชนิดให้แก่คนไข้  ด้วยการให้วันละครั้ง
สามารถทำให้ร่างกายมี  basal insulin ในร่างกายในระดับคงที่ตลอดวัน
และตลอดคืน (24 ชั่วโมง)

ถึงแม้ว่า  หลังการฉีดยาตัวดังกล่าว จะทำให้อินซูลินมีระดับสูงสุดใน
ช่วง 4-8 ชั่วโมงก็ตาม แต่มันจะลดต่ำลงในระยะเวลา  16 – 24 ชั่วโมง

Insulin glargine (Lantus) และ Insulin detemir (Levemir):
อินซูลินชนิดนี้ หลังฉีดจะทำให้ระดับของสารในเลือดอยู่ในระดับ
คงที่ตลอด 24 ชั่วโมง  แม้ว่าในคนไข้บางราย  จะพบว่าระดับของ
อินซูลินอาจลดต่ำลงในช่วงแรกๆ ได้

Insulin pumps:


การอินซูลินแก่คนไข้ด้วยรูปแบบนี้  สามารถให้ basal insulin แก่
คนไข้ในขนาดน้อย   ด้วยการให้อินซูลินที่ออกฤทธิ์เร็ว-สั้น
โดยการฉีดเข้าเส้นเลือดสอง-สามนาทีตลอดวัน  และตลอดคืน


ด้วยการฉีดในช่วงสั้นตลอดวัน ตลอดคืน (24 ชั่วโมง) นั้น 
เราสามารถปรับขนาดของอินซูลินได้  โดยให้สัมพันธ์กับรระดับของ
น้ำตาลที่ตับ (Liver) ปล่อยสู่กระแสโลหิตได้



BASAL INSULINS 1

อินซูลิน (Insulin) คืออะไร ?

อินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่ง....
ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยตับอ่อน  โดยมีหน้าที่ช่วยทำให้น้ำตาลในกระแสเลือด
เคลื่อนเข้าสู่เซลล์ทั้งหลาย  เพื่อให้เซลล์ต่างๆ เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานต่อไป

การที่ตนเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้นั้น  จำเป็นต้องได้พลังจากการเผาไหม้ของน้ำตาลที่
อยู่ในเซลล์  และการที่จะน้ำตาลจะเข้าสูเซลล์ได้จำเป็นต้อง
พึงพาอินซูลินเป็นตัวช่วยช่วยทำให้เกิดเช่นนั้น 

ถ้าร่างกายของคนเราไม่มี "อินซูลิน" ในระดับที่เพียงพอต่อการทำงาน...
น้ำตาลที่อยู่ในเลือดก็ไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ 
เป็นเหตุให้มีน้ำตาลถูกสะสมภายในกระแสเลือด  จนกระทั้งมีระดับสูง
เราเรียกภาวะเช่นนั้นว่า “hyperglycemia”

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงสามารถก่อให้เกิดอาการแสดงต่าง ๆ 
และทำให้เกิดอาการของโรคเบาหวาน
เช่น น้ำหนักลด,  กระหายน้ำอย่างมาก,  หิวข้าวบ่อย & รับประทานอาหารมา
หรือมีความรู้ปวดปัสสาวะบ่อย....

ชนิดของ “อินซูลิน
โดยอาศัยลักษณะเฉพาะของ “อินซูลิน” เป็นตัวกำหนด
เช่น เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายคนเราแล้ว  มันออกฤทธิ์เมื่อใด? , มีผลกระทบต่อระดับน้ำตาล
ได้สูงสุดตอนไหน?,  และจะอยู่ในร่างกายนานเท่าใด ?
ซึ่งทำให้เราสามารถแบ่งอินซูลินออกได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้:

§   Long-acting.  อินซูลินที่ออกฤทธิ์ได้ยาวนา อีกชื่อเรียก basal insulin
   ซึ่งได้แก่  Levemir (insulin detemir injection)
   เราจะใช้ยาตัวนี้เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดช่วงเวลาระหว่างรับประทาน
   อาหาร   และช่วงกลางคืน (นอนหลับ) ด้วยการใช้ (ฉีด) วันละครั้ง
   หรืออาจให้สองครั้ง (เช้า-เย็น).. ให้ฉีดพร้อมอาหารเย็น  หรือก่อนนอน 
   โดยหวังผลที่จะให้อินซูลินจัดการกับน้ำ
   ตาลในเลือดที่ผลิตจากตับตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง
   
   อินซูลินชนิดนี้  อาจเป็นอินซูลินตัวแรกที่แพทย์สั่งให้แก่คนเป็นโรคเบาหวาน
   ประเภทสอง (T2D)

§  Rapid or fast –acting. อินซูลินออกฤทธิ์เร็ว หรือออกฤทธิ์ในระยะสั้น ๆ
   อีกชื่อเรียกว่า Bolus insulin  ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Novolog เป็นอินซูลินที่ออกฤทธิ์ได้เร็ว
   สมชื่อด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลที่เพิ่มจากอาหารที่คนเรารับประทาน
   ซึ่งฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะคล้ายกับ “อินซูลิน” ที่ตับอ่อนปล่อยออกมา
   เพื่อควบคุมน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นจากระดับที่ได้จากตับ

§  Premixed. เช่น Novolog Mix 70/30 เป็นสารผสมระหว่างอินซูลินออกฤทธิ์เร็ว
  (fast-acting insulin) และอินซูลินที่ออกฤทธิ์ได้นาน (Long actinv insulin)

โดยสรุป  อินซูลินมีสองกลุ่มใหญ่...


กลุ่มแรก Basal insulin:
จะทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดตลอด  24  ชั่วโมง
ด้วยการช่วยการช่วยทำให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ 
เพื่อให้เซลล์สามารถใช้น้ำตาลให้เป็นพลังงานต่อไป
ซึ่งเป็นหน้าที่ของตับอ่อนจะผลิตและปล่อยออกสู่กระแสเลือดตลอดเวลา

กลุ่มสอง Bolusinsulin:
จะทำหน้าที่ควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือดที่เพิ่มจากระดับที่
basal insulin จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งเป็นนำตาลที่ตับสร้างขึ้นเอง
ส่วนน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นจะเป็นน้ำตาลที่ได้จากอาหารที่เรารับประทาน
ในแต่ละมื้อ

NEXT  >>

Algorithm for Treatment of DM2

Jan 28,2013



ขั้นตอนในการรักษาเบาหวานประเภทสอง...
เราใช้ระดับของ A1C เป็นเป้าสำหรับควบคุมให้น้ำตาลในเลือลดลงสู่เป้าหมาย
ด้วยการใช่ระดับของ A1C ที่เป็นปัจจุบันเป็นตัวกำหนดว่า
จะให้การรักษาแบบ  mono-, dual, หรือ triple combination therapy

เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
เรามีขั้นตอนสำหรับทำให้ระดับของ A1C ลดลงสู่ระดับ 6.5 หรือต่ำกว่า

ขั้นตอนที่เหมาะสมเพื่อการรักษาเบาหวาน  เพื่อลดระดับน้ำตาลลงสู่เป้าหมาย (A1C = 6.5)
จะเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (lifestyleModification) เช่น 
การออกกำลังกาย (exercise) และอาหาร (diet)
ต่อจากนั้น  การบริหารจัดการกับระดับน้ำตาลในกระแสเลือด  จะขึ้นกับระดับของ A1C เป็นสำคัญ
โดยแพทย์สามารถพิจารณาเลือกการรักษาตามความเหมาะสม
ซึ่งอาจเป็นการให้ยาเพียงหนึ่งตัว (single medication), ยาสองตัว (dual medication)
หรือเป็นการใช้ยาสามชนิดร่วมกัน (triple combination therapy)

ในขั้นตอนการรักษา (algorithm)... 
มีจำเป็นต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง  เป็นต้นว่า  ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลตก (hypoglycemia), ความมีประสิทธิภาพ (eeficacy), ความเรียบง่าย (simplicity)
และระดับที่คนไข้โดรเบาหวานสามารถปฏิบัติตามได้ง่าย:
ถ้าในขณะที่วินิจฉัยโรคเบาหวาน  ระดับ A1C มีค่า 6.5  - 7.5 %
การรักษาอาจเริ่มต้นด้วยการให้ยาเพียงตัวเดียว (monotherapy)
ซึ่งยาที่ถูกนำมาใช้ในการรักษา  ได้แก่ metformin หรือ thiazolinedione, A DPP-4 inhibitor,
หรือ alpha-glucosidase inhibitor

หลังจากสองเดือนผ่านไป  พบว่า  การรักษาไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย
การรักษาจะปลี่ยนเป็นการให้ยาสองตัว หรือสองขนาน  (dual therapy)
โดยการให้เพิ่มยา  ยกตัวอย่าง  คนไข้ได้รับ metformin อยู่ก่อนแล้ว 
เราให้เพิ่มยากลุ่มอื่นเสริมเข้าไป   เช่น  thiazolinedione,  A DPP 4 inhibitor
หรือ alpha-dlucosidase inhibitor   ตัวใดตัวหนึ่ง

ถ้าในขณะที่วินิจฉัยโรคเบาหวาน  หรือในขณะเริ่มต้นการรักษา ระดับ A1C มีค่า  7.6 – 9.0 %
การรักษาควรเริ่มด้วยการให้ยาสองตัว (dual therapy)
โดยการให้ยา metformin รวมกับยาตัวอื่นๆ ในกลุ่ม monotherapies
เช่น  metormin + thiazolinedione  หรือ  metformin + A DPP inhibitor.....

หากรักษาไปแล้ว 2 – 3 เดือน  ยังปรากฏว่า  ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้
ให้เปลี่ยนเป็นการให้ยาสามตัว (triple combination therapy)
เช่น  ให้ metformi + thiazolidinedione + DPP-4 inhibitor

ถ้าพบว่า ตอนแรกเริ่ม...
(พบคนไข้เบาหวาน ค่า A1C มีค่า มากกว่า 9.0 %
และคนไข้มีอาการต่าง ๆ ของโรคเบาหวาน (เช่น กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย
และรับประทานอาหารมากจนผิดมนุษญ์เขา... 
ให้เริ่มการรักษาคนไข้ด้วยการฉีดยา insulin ได้เลย
แต่หากคนไข้ไม่มีอาการของโรคเบาหวานเลย
การรักษาอาจเป็นการให้ยาสามตัว(triple therapy)  ยังไม่ต้องเริ่มให้อินซูลิน

นั้นคือ ขั้นตอนการรักษาโรคเบาหวาน ที่เราปฏิบัติกัน

http://www.diabeteshealth.com/