วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Should We Treat Moderately Elevated Triglycerides?

ในยุคอินเตอร์เนต....
เป็นที่ยอมรับกันว่า  เราสามารถเรียนรู้ประเด็นต่าง ๆ ได้ตามที่ต้องการ
แต่ละเรื่องอาจมีประเด็นให้ถกเถียงกันด้วยความเห็นต่าง
ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกัน  ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน
ยกตัวอย่าง  ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนเรา 
เช่น การมีระดับไขมัน  Triglyceride ในกระแสเลือดสูงว่า
ควรรักษาอย่างไร  จะใช้ยาหรือไม่ ?

ปกติเราจะพบว่า  ระดับของไขมัน triglyceride ในกระแสเลือดของคนเรา
จะมีค่าอยู่ระหว่าง 10 – 70 mg per dL
เมื่อใดที่ค่าของไขมันตัวดังกล่าว  มีค่ามากกว่า 150 mg/dL
ถือว่า  เป็นระดับที่ผิดปกติ  และถ้ามีค่าระหว่าง 200 – 500 mg/dL
จะถือว่าสูง (โดย The National Cholesterol Education Program-NCEP)

ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ...
การรักษาระดับ triglyceride ในกรแสเลือดสูงนั้น 
คนไข้จะได้รับประโยชน์จากการรักษาจริง ๆ หรือไม่ ? 

สิ่งที่เรามีการกล่าวกันบ่อยที่สุด...
เมื่อระดับของ triglyceride มีค่าสูงมากกว่า 500 mg/dL
เรามีความกลัวว่า  มันอาจทำให้เกิดการอักเสบของตับอ่อน (pancreatitis)

ถ้าระดับของสารดังกล่าว  มีค่าต่ำลงมาเป็น  200 – 500 mg/dL โดยเฉพาะ
ระดับของ subfractions มีค่าปกตินั้น....  
มีอันตรายจากภาวะ triglyceride สูงหรือไม่  ไม่มีใครทราบได้?



ในคนไข้ที่เป็น familial hypertriglyciemia (Frerickson type IV)
ไม่ปรากฏว่า  มีความเสี่ยง (เพิ่ม) ต่อการทำให้เกิด
โรคหัวใจจากหลอดเลือด (cardiovascular risk) เลย



อย่างไรก็ตาม  หากคนไข้ที่มีระดับ triglyceride สูง
ร่วมกับความผิดปกติของไขมันตัวอื่น ๆ 
จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจจากเส้นเลือดได้โดยไม่ใครเถียง

เช่น  LDL สูง, LDL ต่ำ, และในรายที่มีเกิดร่วมกับ metabolic syndrome
ซึ่งประกอบด้วย  ความอ้วนรอบเอว (abdominal obese) หรือลงพุง,
ความดันโลหิตสูง (hypertension), ภาวะไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน
(insulin Resistance), Low HDL และ High LDL


การทีใครก็ตามมีระดับไขมัน triglyceride ในกระแสเลือดสูง...
ทำให้เราคิดได้ว่า  ไขมันตัวดังกล่าว  ได้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวะภาพให้เราได้ทราบว่า 
เขาคนนั้นเป็นคนทำงานั่งโต๊ะ (sedentary), ชอบรับประทาน
อาหารประเภท “คาร์โบฮัยเดรต” สูง (high carbohydrate diets)
และมักเป็นคนมีน้ำหนักเกิน (overweight) หรืออ้วน (obese) อย่างแน่นอน

มีการศึกษาจำนวนไม่น้อย...
ระบุว่า  การมีระดับไขมัน triglyceride ในกระแสเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรง 
ต่อการเกิดโรคหัวใจจากหลอดเลือด (CHD)
ดูเหมือนว่า  คนเพศหญิง  และคนเป็นโรคเบาหวาน  เมื่อร่วมกับระดับ TG สูง
ต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด

และจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวสูง  เมื่อร่วมกับภาวะ HDL cholesterol ต่ำ,
และมีระดับ LDL cholesterol สูง

และถึงแม้ว่า  ความเสี่ยงต่อการเกิดโรค (CHD) จากระดับ triglyceride สูง
จะลดลงเพราะเราได้ควบคุมระดับ LDL ได้ก็ตาม...
แต่ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคก็ยังคงเหลืออยู่

มีการศึกศึกษาถึงความเสี่ยงที่เกิดร่วมกับภาวะของ triglyceride ในกระแส
เลือด  เมื่อพบว่า  ระดับของไขมันดังกล่าวสูงกว่าปกติ  จะเพิ่มความเสี่ยง
ต่อการเกิดโรค...โดยพบว่า  ทุก ๆ 88mg/dL ของ  triglyceride ที่สูงกว่าระดับปกติ 
จะทำให้เพศมีความเสี่ยงได้  14 % และในเพศหญิงได้ 37 %

ที่เป็นเช่นนั้น  เขาให้เหตุผลว่า...
การที่คนไขมีระดับ triglyceride ในเลือดสูง
จนเป็นเหตุให้เกิดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคในระบบหลอดเลือด และหัวใจ 
เป็นเพราะในกระแสเลือดของคนไข้มีอนุภาคของสารอย่างอื่น
ซึ่งก่อให้เกิดเส้นเลือดแข็ง (atherogenic remnants) ร่วมด้วยนั่นเอง
ไม่ใช่จาก triglyceride เพียงอย่างเดียว


Atherogenic conditions (remnansts)…
ที่กล่าวถึงนั้นเขาหมายถึง  non-HDL cholesterol
ซึ่งสามารถประเมินได้ด้วยการตรวจหาค่า non-HDL cholesterol จากสูตร

non-HDL cholesterol  =  Total cholesterol  minus  HDL)

NCEP adult Treatment Panel III (ATP III) guideline….
ได้แนะนำให้ทำการคำนวณค่า non-HDL cholesterol ในคนไข้ที่มีระดับ
Triglyceride สูงเกิน 200 mg/dL ทุกราย
เพื่อพิจารณาดูอนุภาคที่เป็นตัวทำให้เกิดเส้นเลือดแข็ง

มีบางคนแนะนำให้ใช้ non-HDL cholesterol level สำหรับคนไข้ทุกราย
โดยให้เหตุผลว่า  มันเป็นตัวที่มีส่วนสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับการเกิดโรคหัวใจ
จากหลอดเลือด (CHD) ได้ดีกว่าค่าของ LDL cholesterol

การรักษาภาวะ severe hypertriglyceridemia (> 500 mg per dL)…
ควรเริ่มต้นทันทีเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะตับอักเสบ (pancreatitis)
โดยปกติ เราจะใช้ยา fibrates เป็นตัวแรกในการรักษาร่วมกับ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (lifestyle changes)

ส่วนการรักษาภาวะ modest hyperglyceridemia (200 – 500 mg pe/dL)
ควรให้การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (lifestyle changes)
พร้อมกับค้นหาต้นเหตุ  หรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค modest hyperglycemia 
เช่น ความอ้วน (obesity),  ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ
(hypothyroidism), หรือโรคเบาหวาน (diabetes)

ถ้าระดับ triglyceride ในกระแสเลือดยังคงสูง...
NCEP-ATP III guideline แนะนำให้ทำการรักษา LDL cholesterol ก่อน
ต่อไปให้รักษา non-HDL cholesterol  ให้ลดลงสู่เป้าหมายด้วยการให้
ยากลุ่ม statin ด้วยการให้ขนาดจากน้อยไปหามาก
และให้ใช้ statin  ร่วมกับยากลุ่ม fibrates ได้ถ้าจำเป็น

ในการใช้ยาร่วมระหว่าง statin และ fibrate…
เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวการณ์สลายตัวของกล้ามเนื้อ (rhabdomyolysis)
ให้ใชยา fenofibrates (Tricor) จะปลอดภัยสุด
ส่วนยา gemfibrozil (Lopid) มีโอกาสเกิด rhabdomyolysis ได้

มีคำแนะนำให้ใช้ Omega-3 fish oil ร่วมกับ statin รักษาภาวะ triglyceride
ในกระแสเลือดที่มีระดับสูง
นอกจากนั้น  ยา Niacin ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ใช้ร่วมกับ statin
เพื่อรักษาภาวะ hypertriglyceridemia ได้

NCEP-ATP III ไม่ได้แนะนำให้ทำการรักษาภาวะที่มีไขมัน triglyceride
เพียงตัวเดียว  ที่มีค่าสูงพอประมาณ (moderated elevated TG)

อย่างไรก็ตาม  ในกรณีที่ระดับของ LDL และ  non-HDL cholesterol
ถูกรักษาให้ลงสู่ระดับปกติแล้ว  ยังพบว่า ระดับ triglyceride ยังสูง
เราควรให้ยารักษาด้วยการลด triglyceride ต่อไป  โดยเฉพาะในรายที่มี
ความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจจากหลอดเลือด (CHD)
หรือเป็นโรคเบาหวานประเภทสอง (T2D)

เนื่องจากในปัจจุบัน  เรายังไม่มีวิธีที่ที่ชัดแจ้งที่สามารถจะระบุได้ว่า...
เราควรรักษาคนไข้รายใดจึงจะได้ประโยชน์ ?
และอาจเป็นความรอบคอบ  หากเราให้การรักษาทุกราย 
ซึ่งที่มี “ความเสี่ยงสูง” ต่อการเกิดโรคด้วยการทำให้ LDL cholesterol,
non-HDl cholesterol และ trigycerides ให้ลดสู่ระดับปกติให้ได้

ส่วนในรายที่มีความสียงต่อการเกิดโรคต่ำ หรือสูงพอประมาณ...
ควรมีตรวจตราให้สม่ำเสมอ  และให้การรักษาเมื่อพบว่า 
ระดับของไขมันในกระแสเลือดเลวลง และ...
ในคนไข้ทุกรายที่มีระดับไขมัน triglyceride ในเลือดสูง  จะต้องงดการ
สูบบุหรี่, ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  รับประทานอาหารตามสั่ง


Basal-Bolus Insulin Therapy 2


Continued…

ในคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทสอง (T2D)



ในคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทสอง...
เป็นภาวะที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถผลิต insulin ได้ในระดับที่เพียงพอ
ต่อการทำงานทั้งสองอย่าง (basal & Bolus) ตามที่กล่าวได้
เป็นเหตุให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้น

การมีระดับน้ำตาลสูงขึ้นอาจเป็นเพราะระดับอินซูลินในกระแสเลือดสูง
แต่มันไม่สมารถทำงานได้ตามปกติ  ซึ่งเราเรียกว่า insulin resistance
เป็นภาวะที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการทำงานของ “อินซูลิน”
ที่ไหลเวียนในกระแสเลือดได้

การรักษาด้วย “อินซูลิน” หรือ insulin therapy…
จึงหมายถึงการให้ Insulin เพิ่มขึ้นเพื่อเสริมปริมาณของอินซูลิน 
ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้าง หรือไม่สามารถทำงานได้นั่นเอง

ยกตัวอย่าง....คนที่เป็นเบาหวานประเภทสอง (T2D)
การให้อินซูลิน (insulin)  ที่จำเป็นต่อการสร้างความแตกต่างระหว่าง
“สิ่งที่ร่างกายต้องการ”  และ “ปริมาณอินซูลินที่มี แต่ไม่เพียงพอต่อ
การใช้งาน”

การให้ “อินซูลิน”  อาจแบ่งเป็นกลุ่มที่เข้าไปสรวมบทบาททำงาน
ของ basal role หรือ bolus role

โดยทั่วไปอินซูลินที่ทำหน้าที่เฉพาะ (specific insulin)
จะเหมาะสมกับกับบทบาทเพียงอย่างเดียวมากกว่าที่จะแสดงบทบาทอื่น

Bolus Insulinห
  • Aspart (Novolog®)
  • Glulisine (Apidra®)
  • Lispro (Humalog®)
  • Regular
Basal Insulins:
  • Detemir (Levemir®)
  • Glargine (Lantus®)
  • NPH*
หมายเหตุ  ความเข็มข้นสูงสุด ( Peak) ของ insulin NPH
จะอยู่ที่ 6 ชั่วโมงหลังฉีด....


วิธีการรักษาเบาหวานด้วย Insulin ด้วยวิธี Basal-bolus insulin therapy
เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการรักษาเบาหวาน  ด้วยการชดเชยอินซูลิน
ทีขาดหายไป หรือไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

ส่วนมากคนที่เป็นโรคเบาหวานประเภทสอง (T2D)...
สามารถกระทำได้ด้วยการฉีด basal insulin 
เพื่อเป็นการเสริมยาเม็ดลดน้ำตาล(OADs) ให้แก่คนไข้
ซึ่งเคยได้รับอยู่ก่อนแล้ว  แต่ไม่สามารถลดระดับน้ำตาลสู่เป้าหมายได้
หรือจะกล่าวว่า  ประสบความล้มเหลวก็คงไม่ผิด

ถ้าคนเป็นเบาหวาน (T2D) จำเป็นต้องได้รับ insulin สำหรับอาหาร
ในบางมื้อ  เราอาจให้ insulin ฉีดเสริมให้แก่คนไข้
เพื่อจัดการกับน้ำตาลที่ได้จากอาหารในมื้อนั้น ๆ 
เราเรียก “อินซูลิน” ที่ให้ในกรณีเช่นนี้  เรียก Bolus insulin




ฟังดูแล้วจะรู้สึกไม่ยุ่งยาก หรือซับซ้อน....
โดยในแต่ละมื้อที่มีการรับประทานอาหารจะต้องฉีด insulin
และตามด้วยการฉีด basal insulin สำหรับจัดการกับน้ำตาลที่ได้จากตับ
รวมกันเป็นการฉีด “อินูซูลิน” 4 ครั้ง ( Bolus 3, Basal 1)

การฉีดยาด้วยวิธีการดังกล่าว  จะมีประโยชน์สำหรับคนเป็นเบาหวาน...
เพราะในคนไข้แต่ละราย  จะรับประทานอาหารในเวลาที่แตกต่างกัน
จึงทำให้การฉีดยาตามปกติจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ในกรณีกลับกัน...
คนไข้ฉีดยา insulin โดยไม่ได้รับประทานอาหารตามปกติ
ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลลดต่ำ (hypoglycemia) ได้

ดังนั้น  ในการฉีดยาอินซูลินเพื่อจัดการกับต้ำตาลที่ได้จากอาหาร...
ไม่จำเป็นตรงตามเวลา...
และสามารถปรับขนาดยาได้ตามปริมาณอาหารแต่ละมื้อที่คนเรารับประทาน  
ถ้ารับประทานอาหารที่มีปริมาณอาหารน้อย....  ใช้ยาน้อย
ถือเป็นวิธีการที่ดีสำหรับควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดตามที่ปรากฏ

มีผลของการศึกษาจำนวนมาก ที่ได้เปรียบเทียบวิธี basal-bolus insuin
กับการรักษาเบาหวาน (T2D) ตามรูปแบบอื่น ๆ  ปรากฎว่า…
การให้ยา (อินซูลิน”  ตามรูปแบบ basal bolus therapy
จะเกิดภาวะน้ำตาลลดต้ำ (hypoglycemia) ได้น้อย

อย่างไรก็ตาม  การรักษาตามรูปแบบ basal-bolus insuin therapy ไม่ได้
โฟกัสไปที่คุณภาพชีวิตแต่อย่างใด
แต่การให้อินซูลินในรูปแบบดังกล่าว  สามารถช่วยทำให้คนเป็นเบาหวานมีชีวิต
เหมือนคนปกติ  สามารถรับประทานอาหารเมื่อใดก็ได้ 
(เป็นแต่เพียงต้องปรับการใช้ยาทุกครั้งที่มีการรับประทานอาหารเท่านั้นเอง)

โดยสรุป  basal-bolus insulin เป็นวิธีการรักษาเบาหวาน
ที่ทำให้ระดับอินซูลินในกระแสเลือดได้เหมือนกับธรรมชาติ 
ดังนั้น Basal-bolus insulin therapy จึงเหมาะกับคนเป็นเบาหวานในแต่ละคน....


<<  Back


Basal-Bolus Insulin Therapy: 1


ในการรักษาคนเป็นเบาหวานประเภท 2 (T2D)...
เรามีทั้งยาเม็ดรับประทาน (OADs) และยาฉีดเพื่อลดระดับระดับน้ำตาล


ยาฉีด insulin มีหลายชนิด  นอกจากมีทั้งออกฤทธิ์เร็ว (fast-acting)
และออกฤทธิ์ได้ในระยะยาวแล้ว  เรายังมียาสองชนิดอยู่ในขวดเดียวกัน เป็นยา 
ออกฤทธิ์เร็ว และออกฤทธิ์ช้า   เพื่อใช้จัดการกับน้ำตาลใน
กระแสเลือดที่เกิดจากตับ และได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไป

เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคที่มีการเสื่อมลงด้วยการดำเนินอย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง
โดยเกิดจากร่างกายต่อต้านฮอร์โมนอินซูลิน (insulin resistance) จนกระ
ทั้งถึงขั้นเซลล์ของของตับอ่อน (beta-cell) มีการเสื่อมสลายลงไปจนเป็นเหตุ
ให้ร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน (insulin deficiency)

ด้วยเหตุผลดังกล่าว  การรักษาคนที่เป็นโรคเบาหวานจึงจำเป็นต้องมีการ
ปรับเปลี่ยน....เพื่อจัดการควบคุมระดับน้ำตาลที่สูงให้ลดลงสู่ระดับปกติให้ได้

ในการปรับเปลี่ยน  หรือรักษาโรคเบาหวานให้เป็นไปตามที่ต้องการ...
มีวิธีการรักษาเรียก  Basal-bolus insulin therapy
ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ใช้สารอินซูลินต่างชนิดรวมกัน 
เพื่อจัดการกับระดับน้ำตาลที่สูงเกิน  ให้กลับสู่สภาพปกติ

 

โดยปกติ...
น้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดมาจากสองแหล่งด้วยกัน
หนึ่งนั้นมาจากสาร “คาร์โบฮัยเดรต” ที่ได้จากอาหารที่คนเรารับประทานเข้า
และสอง เป็นน้ำตาล “กลูโกส”  ที่สร้างของตับ (Liver) เอง

ตับจะทำหน้าที่จัดหาน้ำตาล “กลูโกส” ให้แก่ร่างกายในระหว่างที่คนเรา
ไม่ได้รับประทานอาหาร  ซึ่งกระทำได้โดยทำให้น้ำตาลที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อน
(complex sugar) ในรูปของ glycogen  ให้เกิดการแตกตัวเป็น “กลูโกส”
และยังได้จากการสร้างน้ำตาลขึ้นมาใหม่จาก protein และ fats  ด้วยกระบวนการ
ที่เรารียกว่า gluconeogenesis

น้ำตาลที่ได้จากการรับประทานอาหาร และน้ำตาลที่ได้จากการสร้างของตับ
จะทำให้ร่างกายมีน้ำตาลไหลเวียนในกระแสเลือดตลอด 24 ชั่วโมง
และเป็นหน้าที่ของ “อินซูลิน”  ที่สร้างจาก"เบต้าเซลล์" ของตับอ่อน (pancreas)
ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย
เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงานต่อไป  ซึ่งนั่นหมายความว่า... 
ร่างกายจะต้องมี “อินซูลิน” ไหลเวียนในกระแสเลือดตลอด  24 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน

แม้ว่าร่างกายของเรา  สามารถสร้างน้ำตาลได้อย่างต่อเนื่องก็ตาม
แต่ปริมาณของน้ำตาลในเลือดจะแตกต่างกันในแต่ละช่วงของวัน

หลังการรับประทานอาหาร...
ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นตามชนิดของอาหารที่มีน้ำตาล
และอาหารทีมี “คาร์โบฮัยเดรต” ชนิดต่าง ๆ
 
และน้ำตาลในกระแสเลือด  ส่วนน้อยจะเป็นน้ำตาลที่ผลิตจากตับ
ซึ่งมีการสร้างตลอดเวลา  ในปริมาณคงที่

เบต้าเซลล์ของตับอ่อน  จะทำหน้าที่ผลิต insulin ในรูปแบบที่เหมือนเดิม...
ซึ่งหมายความว่า  ตับอ่อนจะผลิต “อินซูลิน” ออกมาในปริมาณไม่มากนัก 
แต่มีปริมาณเพียงพอที่จะจัดการกับน้ำตาลที่ตับที่สร้างขึ้นได้เท่านั้น
อินซูลินชนิดนี้จะทำหน้าที่เป็น basal insulin

ปริมาณของอินซูลินจะถูกสร้างเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นการตอบสนองต่อระดับน้ำตาล
ที่ได้จากรับประทานอาหาร  และ จะเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนอาหารที่มี
คาร์โบฮัยเดรต และน้ำตาลเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลที่กล่าวมา  จะเห็นว่า...
สำหรับบทบาท “bolus role”…
เป็นปฏิบัติการณ์ของ “อินซูลิน” ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
โดยตับอ่อน (pancreas) จะเป็นตัวสร้าง “อินซูลิน” ขึ้นมาเพื่อจัดการกับ
น้ำตาลที่เพิ่มจากอาหารที่คนเรารับประทานเข้าไป

Bolus insulin อาจเรียกอีกชื่อว่า mealtime insulin
และ basal insulin เป็น all-day background insulin


NEXT >>http://vatchainan2.blogspot.com/2013/02/basal-blus-insulin-therapy-2.html

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Urine Albumin-to-Creatinine Ratio (UACR) and eGFR


 Patients with Diabetes for Kidney Disease

ในการเล่นกอล์ฟ....
ดูลักษณะการเล่น  จะเหมือนการรักษาคนไข้ยังไงยังงั้น

ในสนามกอล์ฟ  ผู้เล่นพยายามตีลูกกอลฟ์ไปหาหลุม  ซึ่งมีระยะห่าง
ประมาณ 300 -  600 หลา  และระหว่างทางจะมีอุปสรรคมากมาย
เพื่อให้ผู้เล่นระวัง  และแก้ไข  เช่น ต้นไม้, สะน้ำ หรือทะเล, บ่อทราบ

ถ้าผู้เล่นตีลูกกอล์ฟลงน้ำไป  ก็เสียแต้ไป
แต่หากตีลงหลุมทรายผู้เล่นก็พอจะแก้ไขไม่ใหเสียแต้มมากนัก
จากนั้นก็พยายามทำให้ลูกกอล์ฟลงหลุมด้วยการตีลูกกอล์ฟด้วย
จำนวนครั้งที่น้อยที่สุด

ในการรักษาคนไข้ (อะไรก็ได้) ผู้ทำการรักษาจะต้องทำให้เขาหาย
จากโรคให้ได้  และในระหว่างการให้การรักษามีอุปสรรคเช่นกัน
ถ้าไม่ระวัง  แทนที่จะทำให้คนไข้หายจากโรค  อาจทำให้คนไข้มีอัน
เป็นไป  เหมือนกับ “หวดลูกกอล์ฟ”

เช่น การรักษาคนเป็นโรคเบาหวานเป็นตัวอย่าง
ในการรักษาคนเป็นโรคเบาหวาน...
หากรักษาได้ไม่ดี  ไม่ระมัดระวัง  ทั้งคนไข้ และผู้ให้การรักษาอาจหล่น
ลงไปในหลุ่มของภาวะแทรกซ้อนได้ 
เช่น เกิดมีโรคไตวายขึ้นมา

และเพื่อไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าว...
ในระหว่างการรักษา  ผู้เล่นเกมการรักษาโรค นอกจากจะพยายามควบ
คุมระดับน้ำตาลให้ลดลงสู่... หรือใกล้ระดับปกติแล้ว  แพทย์เราจะต้อง
หมั่นตรวจดูการทำงานของไตเป็นระยะ ๆ ด้วยกรรมวิธีง่าย ๆ
เรียกว่า  การตรวจหาค่า UACR และ eGFR

UACR & eGFR คืออะไรกัน ?

มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์สองอย่างที่เราสามารถนำมาพิจารณาว่า
คนไข้เป็นโรคไตเรื้อรัง (CKD) หรือไม่  นั่นคือการตรวจหา:
“แอลบลูมิน” และ “ครีเอตินิน” ในปัสสาวะ
(urine albumin/creatinin--- mg/g)

และการตรวจการทำงานของตไตด้วย
การหาค่าของกลองเอาของเสียจากร่างกาย โดยการทำงานของไต
เราเรียกว่า estimated Glomerular filtration rate (eGFR)
โดยทั่วไป...

การตรวจทั้งสองจะถูกนำมาใช้ตรวจ & ประเมินการทำงานของไตปีละครั้ง
เพื่อประเมินดูว่า  ไตของคนเป็นเบาหวานเป็นอย่างไร  ถูกทำลายลงหรือไม่ ?
โดยปกติ  จะถูกนมาใช้ตรวจในคนไข้เบาหวานทั้งสองประเภท
(T1D & T2D)

ในคนไข้ที่เป็นเบาหวาน...
ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางคลินิก  หรือเกิดการเปลี่ยนหลังการรักษา
เราสามารถตรวจหาค่า urine albumin-to-creatinine ratio (UACR)
โดยการตรวจเพียงครั้งเดียว (spot test) ทำให้เราสามารถประมาณการณ์ได้ว่า
ภายใน  24 ชั่วโมง ไตขับ “แอลบลูมิน” ออกมามากน้อยแค่ใด 
โดยไม่จำเป็นต้องรวบรวมปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ให้เสียเวลา

ค่าของ urine alubumin creatinine (UACR)  สามารถคำนวณได้จาก:

UACR  =  Albumin (mg/d) / Urine creatine (g)

การตรวจหากค่าของ UACR เป็นการหาค่าที่ได้จากอัตราส่วนของ
สารสองตัวที่ถูกขับออกทางปัสสาวะสองตัว: albumin & creatinine
ซึ่งแตกต่างจากการตรวจ dipstick test
โดย UACR จะไม่ถูกกระทบโดยความเข้มข้นของปัสสาวะเลย

ผลของการตรวจ UACR:
เมื่อใดที่ตรวจพบว่า  UACR มีค่ามากกว่า 30 mg/g…
เป็นตัวบ่งบอกให้ทราบว่า  ไตของคนไข้เริ่มมีปัญหาเกิดขึ้นซะแล้ว
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแล-รักษาต่อไป

Albuminuria เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงalbuminที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ....
เมื่อเรากล่าวถึง microalbuminuria เป็นคำที่ใช้อธิบายถึง
ระดับที่ไม่สามารถตรวจสอบโดยวิธีการที่เรียกว่า
dipstick test เช่น มีค่า 30 mg/g- 300 mg/g

ส่วน macroalbuminuria บางครั้งจะถูกใข้อธิบายความว่า
มี albumin ในปัสสาวะในระดับที่มากกว่า  300 mg/g

การเปลี่ยนแปลงในระดับของ albuminuria…
อาจสะท้อนให้เราได้รู้ว่า  ภาวะของไตที่เสื่อมไปมีการตอบสนองต่อการรักษา
หรือไม่ ? ….


นอกจาก Urine Albumin…
เรายังสามารถตรวจภาวะของการเกิดโรคไตเรื้อรังได้ด้วยการตรวจหาค่า
estimated glomerular fitration rate (eGFR)
ซึ่งสามารถหาได้จากการคำนวณจากค่า serum creatinine ของคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน 
ซึ่งมักจะมีการตรวจกันปีละครั้งในคนทุกราย

การตรวจหาค่า eGFR จะแม่นยำกว่าค่า serum creatinine เพียงอย่างเดียว
เพราะ ค่าของ serum creatinine จะถูกกระทบโดย muscle mass
และปัจจัยอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง เชน  อายุ, เพศ, เชื้อชาติ

การตรวจค่าของ eGFR จะไร้ประโยชน์ในรายที่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ของ serum creatinine level , extreme muscle mass & body size
หรือมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการรับประทานอาหาร

ค่าของ eGFR ได้จากสมการต่อไปนี้:


eGFR = (140 - Age) x Mass in Kg  X  (0.85 if female) / 72 x Serum creatinine (g)


โดย NKDEP  แนะนำว่า….
คนไข้เบาหวานที่เป็นโรคไตเสื่อมเรื้อรัง (CKD)  
UACR จะต้องมีค่าต่ำกว่า 30 mg/g  และ  eGFR  จะมีค่าต่ำกว่า 60

โดยสรุป
ในการรักษาคนเป็นโรคเบาหวาน...
เมื่อเราตรวจพบว่า  คนไข้เกิดมีภาวะเสื่อมถอยของไต (CKD) เกิดขึ้น
เขาจะต้องได้รับการรักษา  โดยเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่าง
ใกล้ชิดเหมือนกับการควบคุมโรคเบาหวาน

http://nkdep.nih.gov/