วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Cervical Disc Disease Treatment ( 1 ): ท่านสามารถทำได้...

Aug. 9,2013


ได้กล่าวมาแล้วว่า...
โรคหมอนกระดูกคอ (cervical disc disease) อาจเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย
ที่ทำให้เกิดอาการปวดต้นคอ  โดยมีสาเหตุมาจาก
ความเสื่อมสภาพของหมอนกระดูกเพียงอันเดียว  หรือหลายอัน   
เป็นเหตุให้หน้าที่ในการป้องกันการกระแทกของกระดูกคอเสียไป

Go to link:
http://www.birminghamdiscdecompressioncenter.com/

เมื่อหมอนกระดูก  ถูกทำลายจากข้ออักเสบ (arthritis) หรือสาเหตุอย่างอื่น
ซึ่งนำไปสู่การเกิดอาการปวดคอ หรือการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอได้

และในรายที่หมอนกระดูกถูกทำลายมาก  อาจทำให้เส้นประสาทถูกกดรัด
เป็นเหตุให้เกิดทำให้มีอาการปวดต้นคอ และอาจมี อาการชา 
และปวดร้าวไปที่บริเวณแขนได้

ถ้าท่านเป็นโรคดังกล่าว  ท่านจะได้รับการรักษาให้หายจากความเจ็บปวดได้
ด้วยการรับประทานยาแก้ปวด,  กายภาพบำบัด  เช่น  การประคบ...และการดึงคอ 
และสุดท้าย  ถ้าอาการไม่ดีขึ้น  ท่านอาจลงเอยด้วยการผ่าตัด

ในกรณีที่ไม่ต้่องผ่าตัด...
ท่านจะได้รับคำแนะนำให้ทำการรักษาต่อที่บ้าน
นอกจากจะช่วยลดอาการปวดคอแล้ว ยังช่วยเร่งให้โรคหายเร็วขึ้นได้ 
ซึ่งเป็นคำแนะนำง่ายๆ ดังนี้:

Neck Pain Tip 1: Take It Easy
ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่ดำเนินชีวิตยุ่งอยู่กับงาน เป็นชีวิตที่วุ่นวาย...
และในขณะเดียวกัน ท่านต้องทนทุกข์ดำเนินชีวิตร่วมกับโรคโรคหมอนกระดูก 
ซึ่งทำให้ท่านมีอาการปวดต้นคอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ท่านจะต้องลดการทำงานต่างๆ ของท่านลง

ในขณะที่ท่านพักผ่อน ท่านจะต้องหาท่า (posture) ที่ทำให้ท่านรู้สึกสบาย 
ไม่ทำให้เกิดอาการปวดคอ หรือเป็นท่าที่ปวดน้อยที่สุด
ซึ่งท่านสามารถทำได้ด้วยการใช้ผ้าเช็ดตัว  พับตามแนวยาว แล้วพันรอบคอ 
หรือใช้หมอนรองใต้คอให้คออยู่ในท่าพอเหมาะ (neutral position) 

ในการพักผ่อน ไม่ได้หมายความว่า  ท่านจะต้องคลานขึ้นเตียง 
และพักอยู่ในท่านิ่งๆ  ไม่ต้องการเคลื่อนไหว 
ในการทำเช่นนั้นนานเกินวัน-สองวัน  มีแต่จะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าประโยชน์
ที่พึงจะได้รับ  เพราะการพักนานๆ  ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ
ซึ่งทำหน้าที่ประคองคอเกิดภาวะถดถอย  และทำให้อาการปวดคอเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่โรคกำลังหาย (healing) จากการรักษา...
ท่านจะต้องปรับเปลี่ยนกิจกรรมของท่าน  ให้อยู่ในระดับที่สามารถทำได้อย่างสบาย
ไม่ทำให้ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้น   หลังจากอาการของท่านดีขึ้น ให้ท่านค่อย ๆ  เพิ่ม
กิจกรรมของท่านให้กลับสูระดับปกติต่อไป

Neck Pain Tip 2: Apply Cold/Heat
คนส่วนใหญ่จะมีปัญหาคล้ายๆกัน นั้นคือ   ระหว่างความเย็น และความร้อน 
ว่าเราควรใช้อะไรดี ?

โดยทั่วไป ในระยะ 24 – 48 ชั่วโมง   ภายหลังจากได้รับบาดเจ็บ  ท่านจำเป็นต้อง
ลดอาการบวมด้วยการใช้ความเย็น (น้ำแข็ง)   ต่อจากนั้นจึงใช้ความร้อนเพื่อคลาย
กล้ามเนื้อ   ซึ่งจะทำให้อาการคอแข็งทืือค่อยๆ หายไป 

แต่ในโรคหมอนกระดูก (cervical disc disease)
ปรากฏว่า ไม่ว่าจะเป็นความร้อน  หรือความเย็น  ต่างไม่สามารถทำให้การอักเสบลดลงได้  
ดังนั้น  ไม่ว่าท่านจะใช้อะไร  หากทำแล้ว  ท่านรู้สึกดี ก็ขอให้ใช้อันนั้นเถิด

ในการใช้ความร้อน หรือความเย็น  มีหลักอยู่ว่า:
แตละครั้ง ให้ใช่ประคบนานประมาณ  20  นาที่  หลังจากนั้น  ให้หยุดพักนาน 40 นาที 
ในการใช้น้ำแข็ง  ให้ห่อด้วยผ้านุ่ม หรือในการใช้ความร้อน  ให้ใช้ผ้าชุบน้ำร้อน...
อย่าวางความเย็น หรือร้อนตรงผิวหนังเป็นอันขาด
เพราะจะทำให้ผิวหนังเป็นอันตรายได้

>> Next

เมื่อท่านเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม(5): Nature & Cervical Myelopathy

Aug. 9,2013
             
คนไข้กระดูกคอเสื่อม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม cervical myelopathy...
เป็นผลมาจากกระดูกคอเสื่อมสภาพถึงขั้นไขประสาทถูกทำลาย
ทำให้เกิดมีอาการกล้ามเนื้อของแขน-ขาเกิดการอ่อนแรง
เป็นเหตุให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของแขน หรือขาได้

Go to link:  http://www.coloradospineinstitute.com

อาการที่เกิด อาจเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป
โดยเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวผิดปกติ มีลักษณะงุ่มง่าม หรือไม่สามารถ
เคลื่อนไหวนิ้วมือได้ตามปกติ (fine movement)

คนไข้จะมีอาการผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ โดยไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้,
หรือเสียเวลาในการเริ่มต้นการขับถ่าย, หรือปัสสาวะบ่อยเกิน
และอาจไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวได้เลย

นอกจากนั้น คนไข้จะมีการเดินด้วยท่าทางที่งุ่มง่าม (awkward gait)
ไม่สามารถรักษาความสมดุลของร่างกายเอาไว้ได้ โดยเจ้าตัวอาจไม่รู้ตัว
ซึ่งส่วนใหญ่สมาชิคในครอบครัวจะเป็นคนสังเกตุเห็น

คนไข้มักจะพบแพทย์ด้วยอาการคอแข็ง และบางครั้งพวกเขาจะมีอาการปวด
ตามแนวแกน ( preaxial) หรือหลังแกน ( postaxial ) ของแขนทั้งสอง

การก้ม หรือเงยศีรษะมักจะก่อให้เกิดความรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้ากระตุกเอา
(electric shock) ซึ่งอาการดังกล่าว เขาเรียกมันว่า Lhemitte’s sign
เป็นอาการแสดงที่มีความเฉพาะเจา่ะจงของคนที่เป็น cervical myelopathy (CSM)
ได้มากกว่า Hoffman’s sign

Hoffman’s sign....
เป็นอาการแสดงที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำการกด (flipping) นิ้วกลาง
โดยการกดเล็บแบบดีดลงที่ปลายนิ้ว  ถ้าหัวแม่มือ และนิ้วชี้งอพับเข้าหากัน
เป็นข้อชี้บ่งว่า คนไข้เป็น cervical myelopathy


นาย Sung และเพื่อนได้เสนอรายงานไว้ว่า...
การที่คนไข้มี Hoffman’s sign (positive test) เป็นข้อชี้บ่งว่า
คนไข้มีรอยโรคเกิดภายในกระดูกคอ (cervical pathology)

คนไข้จะมีการหดเกร็ง (spasticity) และตอบสนองด้วยปฏิกิริยาสท้อนกลับอย่าง
แรงในตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับไขประสาทถูกกด, มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ,
และมีการตอบสนองของเท้าเมื่อถูกเขี่ยที่ฝ่าเท้าด้วย extensor plantar responses

คนไข้บางคนจะเกิดภาวะที่เรียกว่า myelopathy hand...
จะทำให้เขาสูญเสียความชำนาญ (dexterity) ของมือไป, มีอาการชาทั่วไป,
กล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ของมือหดลีบ, ไม่สามารถกระดกนิ้วนาง และนิ้วก้อยได้
เมื่อพยายามจะหนีบ และเหยียดมือให้ตรง (adducted & Extended),
และไม่สามารถกำ และเหยียดมือได้

เราเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้เกิด cervical myelopathy คือ...
ไขประสาทสันหลังถูกกด (mechanical compression of spinal cord)

ในคนปกติ...
ช่องของกระดูกสันหลัง spinal canal มีความกว้างโดยวัดจากด้านหน้าไปยังด้านหลัง
(anteroposterior diameter) มีค่าประมาณ 17 -18 เซนต์

ใครก็ตามที่ความกว้างของช่องกระดูกสันหลังวัดได้ต่ำกว่า 13 เซนต์
จะ เกิดภาวะที่เรียกว่า ช่องกระดูกสันหลังตีบแคบ (spinal stenosis)
ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิด cervical myelopathy

มีหลักฐานจำนวนไม่น้อย ชี้แนะว่า...
คนที่มีช่องกระดูกสันหลังแคบมาแต่กำเหนิด
จะมีโอกาสเกิดโรค cervical myelopathy (CSM) ได้สูง

ภาวะไร้ความั่นคง หรือภาวะไร้เสถียรภาพ (instability) ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง
ซึ่งสามารถทำให้ไขประสาทสันหลังระดับคอ (spinal cord) ถูกกด และเกิดภาวะ
cervical myelopathy ได้

Wang และพวก แนะนำให้ทำการผ่าตัดหลายระดับ
โดยการทำ multi-level anterior Cervical decompression & fusion (ACDF)
หรือให้ทำการผ่าตัด expansive laminotomy ในคนไข้ที่เป็นโรคกระดูกคอ
เสื่อมซึ่งทำให้เกิด myelopathy (CSM)  โดยเขาให้ความเห็นว่า
ในกรณีดังกล่าว ไม่เพียงแต่มีหมอนกระดูกเกิดการเสื่อมทรุดอย่างมากเ่ท่านนัน
ยังปรากฏว่า กระูดูกคอยังไร้ความเสถียร (instability) อีกด้วย

โรคกระดูกคอเสื่อมกลุ่ม cervical myelopathy
จะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไข้...โดยมีการประเมินเอาไว้ว่า
ประมาณหนึ่งในสามของคนไข้ในกลุ่มดังกล่าว จะมีความเครียด (anxiety) เพิ่มขึ้น
หรือเกิดมีอาการซึมเศร้า (depression)
ซึ่งเป็นผลมาจากการลดความเคลื่อนไหวลงนั้นเอง

<< Prev. 

http://www.patient.co.uk

เมื่อท่านเป็นกระดูกคอเสื่อม: (4) Nature & Cervical Radiculopathy


Aug. 9,2013

ในกระดูกคอที่เสื่อมสภาพมากๆ...
สามารถทำลายเส้นประสาทในบริเวณกระดูกคอได้
และเส้นประสาทที่ถูกกด หรือถูกทำลายได้บ่อยที่สุดได้แก่
 รากประสาทเส้นที่ 6Th และเส้นที่ 7th  

Go to link:
http://www.spinalkinetics.com/


คนไข้ที่มาหาเราอาจมาด้วยอาการปวดต้้นคอ, ต้นแขน,ไร้ความรู้สึก,
มีความรู้สึกสัมผัสเพี้ยนไป, ปฏิกิริยาตอบกลับโดยอัตโนมัติเสียไป, การเคลื่อนไหวลดลง,
 ปวดบริเวณกระดูกสะบัก, ปวดบริเวณด้านหน้าของทรวงอก
และมีบางครั้งมีอาการปวดที่บริเวณหน้าอกด้านซ้าย และปวดร้าวไปยังต้นแขน
ซึงมีลักษณคล้ายกับคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้ จึงถูกตั้งชื่อว่า cervical angina
ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจแม่แต่น้อย

คนที่จัดอยู่ในกลุ่ม cervical radiculopathy...
ถ้าเราทำการตรวจด้วยวิธี Spurling Maneuver ซึ่งกระทำได้โดยให้คนไข้แหงนศีรษะ
ไปทางด้านหลัง พร้อมๆกับหมุนไปทางด้านที่มีอาการปวด
จะทำให้อาการปวดเพิ่มมากขึ้น (Apurling test positive)

นาย Davidson และพวก ได้แสดงให้เห็นว่า...
ถ้ามีรากประสาทเพียงเส้นเดียวถูกกดทับ อาการอาจหายไปเมื่อให้ผู้ป่วย
ยกแขนไว้เหนือศีรษะ

ในกรณีของความเจ็บปวดของรากประสาท (radicular pain)...
ถูกเชื่อว่า เป็นผลมาจากรากประสาทที่มการอักเสบ (inflamed) ถูกกด
หรือเป็นเพราะรากประสาทถูกละคาย (irritated)

ทำใมจึงเป็นเช่นนั้น ?
นาย Cornefjord และเพื่อน ได้ทำการศึกษาในสัตว์ทดลอง ซึ่งรากประสาทถูกกด
เป็นเวลานาน ปรากฏว่า ในรากประสาท (nerve root) และ dorsal root ganglia
มีสารชื่อ P substance ในปริมาณที่สูงมาก โดยเขาพบว่า
ปริมาณของ P substance จะมีความเข็มข้นสูงขึ้นหลังเกิดการกดทับ 1 - 4 อาทิตย์

นาย Cooper และพวกได้ชี้เห็นว่า....
ในรากประสาทที่ถูกกดทับมานาน  จะพบรากประสาทมีอาการบวม
และมีเยื่อพังผืดเกิดขึ้น  และถูกสันนิษฐานว่า
 การที่รากประสาทถูกกดทับโดยหมอนกระดูกที่แตก (herniated disc) เป็นเหตุให้
การไหลเวียนของเลือดลดน้อยลง และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดเกิดขึ้น

เมื่อส่วนของเซลล์ประสาทถูกกดตรงตำแหน่ง Axon ซึ่งทำให้รูปร่างของมันปลี่ยนไป
เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสารสื่อประสาท (neurotramsmitters)
และทำให้การทำงานของมันลดน้อยลงไป

นอกจากนั้น หมอนกระดูกแตก (herniated disc)  จะกระตุ้นให้มีการอักเสบ
เฉพาะที่เกิดขึ้น ทำให้มีการหลั่งสารหลายอย่างออกมา
เช่น tumour necrosis factor alpha (TNF-α)
ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มมากขึ้น

<< Prev. Next >> : Cervical myelopathy

เมื่อท่านเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม(3): Nature & Axial Neck Pain

Aug. 9,2013

Axial Neck Pain

ในคนที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม (cervical spondylosis)
ซึ่งมีกลุ่มอาการที่จัดอยู่ในกลุ่ม Axial neck pain sydrome ส่วนใหญ่
เป็นผลมาจากการนั่งท่าที่ไม่เหมาะสมอ เช่น นั่งหลังไม่ตรงเวลาเล่นคอมฯ,
กล้ามเนื้ออ่อนแรง....และความผิดปกติของเอ็นต่างเป็นปัจจัยสำคัญต่อการ
ทำให้เกิดภาวะ axial neck pain

สาเหตุของอาการปวดต้นคอ และปวดไหล่ เป็นเรื่องยากต่อการเข้าใจ
โดยมีบ่อยครั้ง อาการที่เกิดขึ้นไม่สัมพันธ์กับอาการทางประสาท
เป็นเหตุให้การรักษากระทำได้ยากขึ้น

มีข้อมูลมากมายทีเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดังกล่าว:
หนึ่งในการศึกษาด้วยการวิเคราะห์ทางเคมีของกล้ามเนื้อ Trapezius ในคนไข้ที่เป็น
โรค fibromyalgic Neck Pain  พบว่า มีสารเคมีหลายตัวมีความเข็มข้นสูงขึ้น
เช่น phosphates, adenosin triphosphate, Adenosine diphosphate,
phosphryl creatine, adenosine monophosphate และ creatine

นาย Larsson et al. ได้ชี้ให้เห็นว่า ในบริเวณกล้ามเนื้อ trapezius ของคนที่เป็นโรค
fibromyalgic neck pain  จะมีการไหลเวียoของเลือดลดลง
 ความตึงตัวภายกล้ามเนื้อมีมากกว่าด้านที่ไม่มีความแจ็บปวด

ปัจจัยอย่างอื่นที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการ Axial Neck Pain
เช่นประวัติการได้รับบาดเจ็บที่บริเวณต้นคอมาก่อน...
:ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการทำให้เกิดอาการปวดคอในเวลาต่อมา

ความเสื่อมของข้อฟาเซท(degenerative facet joint disease )
และหมอนกระดูกคอเสื่อม  สามารถทำให้เกิดอาการปวดที่บริเวณต้นคอได้
โดยที่ภายในเยื่อบุข้อ facet joints และเนื้อเยื่อบริเวณรอบนอกของหมอนรองกระดูกคอ
ถูกตรวจพบว่ามีใยประสาท  และปลายประสาทรับความเจ็บปวด (nociceptive nerve endings)
ซึ่งมีส่วนทำหน้าที่ส่งความรู้สึกเจ็บปวดส่งไปยังสมอง

เมื่อมีการฉีดยาเข้าบริเวณ facet joints และจากการฉีดสารทึบแสงเข้าไป
ในหมอนกระดูก (discography) สามารถทำให้อาการปวดหายไป
ซึงเป็นการยืนยันให้ทราบถึงต้นต่อของอาการเจ็บปวดได้

หนึ่งในสามของคนที่จัดอยู่ในกลุ่มaxial neck pain พบว่า
จะทำให้คนไข้มีอาการปวดศีรษะ และมีอาการปวดที่บริเวณไหล่ด้านใดด้านหนึ่ง
หรือทั้งสองด้านถึงสองในสามของคนไข้  นอกจากนั้น ยังพบว่า
ยังมีคนจำนวนหนึ่ง มีอาการปวดที่บริเวณต้นแขน, แขน, และมือ

นอกเหนือจากนั้น ในคนไข้ที่อยู่ในกลุ่ม axial neck syndrome
ยังมีอาการปวดที่บริเวณต่ำกว่าท้ายทอย (suboccipital)
ซึ่งมีอาการร้าวไปยังด้านหลังของใบหู, ท้ายทอย, และบริเวณคอ
ซึ่งอาจเป็นตัวชี้บ่งให้เห็นถึงความเสื่อมของข้อ Atlanto-axial joint และข้อ occipitoatlantal

การที่คนไข้ไม่สามารถหมุนศีรษะไปทางด้านใดได้
ย่อมหมายถึงข้อ atlanto-Axial ด้านนั้นเกิดมีความเสื่อมขึ้น

<< Prev. Next >> : Cervical Radulopathy

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เมื่อท่านเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม(2): Nature & Clincal Syndrome

Aug. 9,2013

ธรรมชาติของโรค (Natural History):

เมื่อท่านเป็นโรคข้อ-กระดูกคอเสื่อม ( Cervical  Spondylosis) 
ท่านอาจแสดงออกให้เราได้เห็นในหลายรูปแบบ เช่น ไม่มีอาการใดๆ ,
หรือมาด้วยอาการปวดต้นคอ, ปวดเฉพาะที่,  หรือถ้ามีไขประสาท (spinal cord) ถูกกด 
ย่อมทำให้เกิอาการทางประสาท เช่น มีอาการผิดปกติประสาทของหูรูด (sphincter)
มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อของแขน และขา...

Go.to link: www.terapiaozono.it/

ส่วนใหญ่ โรคจะพบในคนเพศชาย มีอายุราวๆ 40 – 60
เมื่อเทียบอัตราส่วนกับเพศหญิงแล้ว จะพบว่า เกิดขึ้นกับชายได้มากกว่าหญิง
ในอัตราส่วน 3:2

ในกระบวนการของความเสีอมสภาพ เราจะพบเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดที่หมอนกระดูก 
(disc degeneration)  ซึ่งมีรูปร่างผิดไปจากเดิม โดยมีลักษณปูดออกไป,  
เกิดมีกระดูกงอกมีลักษณะเป็นจะงอยยื่นอออก (spur formation ) จากข่อ-กระดูก, 
มีการหนาตัวของเอ็นพังผืด (ligamentous hypertrophy), กระดูกคอมีการเคลื่อนออก
จากที่ไปในระดับหนึ่ง (subluxation), และความสูงของหมอนกระดูกลดลง (disc collapse), 
ข้อฟาเซทเสื่อมสภาพ  เป็นเหตุให้ช่องสำหรับเส้นประสาท (foramen) เกิดการตีบแคบ

เมื่อช่องประสาท (foramen)  เมื่อเกิดตีบแคบลง 
ย่อมทำให้เส้นประสาที่ลอดผ่านถูกหนีบ หรือถูกกดได้ ทำให้เกิดกลุ่มอาการปวด-ชา
ร้าวไปยังแขน และมือ เราเรียกภาวะดังกล่าวว่า  cervical radiculopathy

ส่วนช่องของกระดูกสันหลังที่แคบตัวลง (spinal stenosis)  อันเป็นผลจากการเสื่อมสภาพ
ของกระดูกสันหลังส่วนคอตามที่กล่าวมา สามารถทำให้ไขประสาทสันหลัง (spinal cord) 
ถูกกด และถูกทำลายไปในที่สุด กลุ่มอาการที่เกิดขึ้น จัดอยู่ในพวก cervical myelopathy

มีปัจจัยหลายอย่าง สามารถเร่งให้กระบวนการเสื่อมสภาพให้เกิดเร็วขึ้น
เป็นต้นว่า ความผิดปกติทางพันธุกรรม โดยมีช่องกระดูกสันหลังตีบ-แคบแต่กำหนด
(congenital narrowing spinal canal), ผลของการเล่นกีฬาบางอย่าง
เช่น  จากการต่อยมวย, เล่นฟุตบอล, รักบี่, ขี่ม้า, เผชิญกับอุบัติเหตุ รวมไปถึงโรคทางสมอง 
เช่น dystonic cerebral palsy

ช่วงเวลาของการเกิดโรค (course of disease), การพยากรณ์โรคของคนที่เป็นโรค
กระดูกคอเสื่อม ( Cervical  Spondylosis) เป็นเรื่องยากต่อการคาดคะเนเป็นอย่างมาก

ในปี 1956 นาย Clarke และนาย Robinson ...
ได้ทำการศึกษาเป็นเวลายาวนานในคนไข้จำนวน 120 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 53
ซึ่งเป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่ม  cervical Spondylosis myelopathy  
พบว่า:

ประมาณ 75 % ของคนเป็นโรคในกลุ่มดังกล่าว  จะมีอาการทรุดตัวลงเป็นพัก ๆ 
อีก 20 % จะมีอาการเสื่อมทรุดลงอย่างต่อเนื่อง
และอีก 5 % จะมีอาการทรุดหนักอย่างเฉียบพลัน โดยเป็นครั้งเดียว แล้วตามด้วย
ภาวะหยุดชงัก ไม่มีการเสื่อมทรุดลงไปอีกแต่อย่างใด

ในปี 1964 นาย Lees และ Turner ได้ทำการศึกษาด้วยการติดตามผลเป็น
เวลาอันยาวนาน 3-40  ปี ในคนไข้ที่อยุ่ในกลุ่ม cervical melopathy
เขาพบว่า ในระยะยาวแล้วเขาไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่า 
อาการของโรคจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อใด  ส่วนใหญ่กระบวนเสื่อมทรุดของโรคจะหยุดนิ่ง (nonprogressive diasbility) แต่อาจมีข้อยกเว้นในบางราย...

นาย Robers ได้รายงานในคนไข้จำนวน 24 ราย เอาไว้ว่า...
ในคนไข้ที่มีอาการรุนแรง  ซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลายาวนาน เมื่อได้รับการผ่าตัด
ปรากฏว่า ผลที่ได้รับจะไม่ดีเท่าที่ควร
จากข้อมูลดังกล่าว จึงบอกให้เราทราบว่า การวินิจฉัยโรคได้ไว ผ่าตัดได้เร็ว

ย่อมให้ผลดีกว่า

นาย Nurick ได้รายงานในคนไข้จำนวน 37 ราย...
ซึ่งในช่วงแรกของการเกิดภาวะทรุดตัว และตามดวยภาวะหยุดชงัก
ไม่มีการทรุดตัวลงเป็นระยะเวลานานหลายปี แต่ถ้าเป็นคนสูงอายุจะมีแนวโน้ม
ที่จะเสื่อมทรุดได้มากกว่า

ส่วนนาน Epstein ได้รายงานคนไข้ที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม
พบว่า มีประมาณ 38% อาการจะคงที่ (stable), 26 % จะทรุดตัวลง
และในกลุ่มคนไข้กลุ่มเดียวกัน ได้ทำการเปรียบเทียบผลของการรักษาระหว่างวิธีอนุรักษ์ (conservative Rx) กับการผ่าตัด (surgery)  
ปรากฏว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเลย


จากข้อมูลที่เสนอมา ร่วมกับผลการศึกษาจากที่อื่นๆ ...
พบว่า โรคกระดูกคอเสื่อม จากภาวะ cervical spondylosisไปสู่สภาพ
ของไขประสาทถูกกด (cervical myelopathy) ปรากฏว่า ไม่มีความแน่นอน 
และยากต่อการพยากรณ์  

มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคกระดูกคอเสื่อม ไม่มีอาการรุนแรงแต่อย่างใด
ในขณะเดียวกัน ก็มีคนไข้อีกไม่น้อย ที่มีอาการทางประสาทถูกทำลาย
ปรากฏว่า อาการของพวกเขาจะทรุดตัวลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป


เมื่อท่านเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม (1) : Nature & Clinical syndrome

Aug. 9,2013
ข้อ-กระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม (cervical spondylosis)...


Go to link...http://drlumbago.com/

เป็นชื่อที่ใช้เรียกภาวะการเสื่อมสภาพของข้อกระดูกคอ (cervical spind) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในเวลาอันยาวนาน โดยมีความสัมพันธ์กับอายุที่แก่ขึ้น

ความเสื่อมสภาพที่เกิดขึ้นกับคนเรานั้น 
สามารถเกิดขึ้นกับตัวกระดูกคอ (cervical vertbrae), ข้อ facet ซึ่งเป็นข้อเล็กๆ ที่อยู่ทางด้านหลังของกระดูกต้นคอ และข้ออื่น ๆ  ตลอดรวมไปถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ
ทีทำหน้าที่พยุงกระดูกคอด้วย 
 
หมอนกระดูกเสื่อมสภาพ (disc degeneration)...
เป็นผลเนื่องมาจากความแรงที่กระทำต่อหมอนกระดูกในรูปแบบต่างๆ เช่น แรงกด, 
บิด และบด  

ซึ่งมีมากผิดปกติ เป็นเหตุให้มีสิ่งผิดปกติหลายอย่างเกิดขึ้น  เป็นต้นว่า มีกระดูกงอกในข้อ "ฟาเซท" รวมไปถึงความผิดปกติในอเนื้อเยื่อต่าง ๆ เป็นต้นว่า  เอ็นที่อยู่ด้านหลังของกระดูกคอ(posterior longitudinal ligement)  และ ligamentum flavum

การเสื่อมสภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกระดูกคอ...
เมื่อเป็นมากขึ้น ย่อมทำให้เกิดพยาธิบางอย่างเกิดขึ้น เช่น รากประสาทถูกหนีบ
หรือไขประสาทสันหลังถูกกด ซึ่งจะทำให้เกิดกลุ่มอาการต่างเกิดขึ้น และเพื่อให้ง่าย
แก่การเรียนรู้ & จำ  เราสามารถแบ่งโรคกระดูกคอเสื่อมออกเป็นสามกลุ่มดังนี้:

§  Axial neck  pain syndrome
§  Cervical radiculopathy syndrome
§  Cervical myelopathy syndrome

ผลจากการศึกษาพบว่า คนกระดูกคอเสื่อมสภาพ ที่เกิดในผู้ใหญ่อายุต่ำกว่า 40
โดยไม่มีอาการใดๆ สามารถพบได้ 25 %,  และในคนที่มีอายุมากกว่า 40 พบได้ 50 %
ส่วนที่สูงวัยมีอายุมากกว่า 60 สามารถพบได้ถึง 85 %
และในกลุ่มคนดังกล่าว ปรากฏว่ามีการเสื่อมสภาพของหมอนกระดูก 
(degenerative disc disease) เกิดร่วมด้วย

นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาชิ้นอื่นที่กล่าวถึงกระดูกคอเสื่อมสภาพ 
โดยไม่มีอาการ (asymtomatic) พบว่า กระดูกคอมีการเสื่อมสภาพอย่างรุนแรง 
เพียงหนึ่งระดับ ซึ่งพบในคนมีอายุระหว่าง 65 -60  ปรากฏว่า
เกิดในเพศหญิง  70 % ใ, และ ในเพศชายพบได้่้ 95 % 

ตำแหน่งของกระดูกคอ ที่มีเสื่อมสภาพมากที่สุด 
คือกระดูกคอระดับ C5-6  และตามด้วย C6-7 และ C4-5 ลดหลั่นตามตามลำดับ

การรักษาคนไข้กระดูกคอเสื่อมสภาพ  ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาด้วยกรรมวิธี
อนุรักษ์ (conservative treatment) 

ส่วนรายที่เสื่อมสภาพมาก จนถึงขั้นทำให้เกิดมีอาการปวดรุนแรง 
ไม่ตอบสนองต่อการรักษา, โรคดำเนิน (เลวลง) อย่างต่อเนื่อง เกิดมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
และมีอาการทางปวดเสียวซ่า และมีอาการปวดร้าวลงไปยังแขน และมือ
(neurological deficts) ในกรณีเหล่านี้ อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด


>> Next : Natural History

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)

Aug. 9,2013

คุณยายอายุ 75
มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง พร้อมกับบ่นว่า

“ปวดหลังมานาน ทุกครั้งที่มาพบแพทย์ ก็ได้รับการบอกกล่าวว่า 
เป็นโรคกระดูกพรุน...ทรมานเหลือเกิน 
 ...มีวิธีใดที่จะช่วยให้คุณยายจากอาการปวดหลังได้ .. ?”

โรคกระพรุน เป็นโรคกระดูกที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี (metabolsim)
โดยความหนาแน่นของกระดูกลดลง หรือความแข็งแรงของกระดูกน้อยลง
เป็นเหตุให้กระดูกแตกหักได้ง่าย

นอกจากนั้น เมื่อกระดูกมีความอ่อนแอ  มีความเปราะมากขึ้น 
เพียงถูกกระแทกเบา ๆ ก็สามารถทำให้คนที่มีกระดูกเปราะบางเกิดแตกหักได้ 
ตำแหน่งที่มีการแตกหักได้บ่อยที่สุด ได้แก่กระดูกสันหลังส่วนทรวงอก, 
กระดูกสันหลัง, กระดูกข้อม์อ และกระดูกข้อสะโพก

คนที่เป็นโรคดังกล่าว มักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดเฉียบพลัน
หรืออาจมีประวัติปวดหลังเรื้อรัง

ในการป้องกัน และการรักษาโรคกระดูกพรุน ประกอบด้วยการให้ Ca และ vitamin D,
บริหารร่างกายเพื่อทำให้กระดูก และกล้ามเนื้อมีความแข็งแรง, 
หลีกเลี่ยงจากการหกล้ม, ให้ยารักษาเพื่อคงสภาพควาแข็งแรงของกระดูก
หรือกระตุ้นกระดูกให้มีการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น

คนชนิดใดเป็นโรคกระดูกพรุน ?

จากสถิติของสหรัฐฯ...
รายงานเอาไว้ว่า  ผู้หญิง อายุมากกว่า 50 มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าผู้ชาย
โดยพบได้ประมาณ 10 ล้านคน และ  อีก 34 ล้านคนที่มีอายุมากกว่า 50 
จะพบเป็นโรคกระดูกชนิดที่เนื้อกระดูกลดน้อยกว่าปกติ เรียกภาวะชนิดนี้ว่า  Osteopenia  
ซึ่งมีโอกาสเกิดเป้นโรคกระดูกพรุนในตอนหลังได้

เหตุที่พบโรคในสตรีมากกว่าชาย...
ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะ สตรีสูงอายุจะอยู่ในภาวะขาดฮอร์โมน estrogen 
เป็นเหตุทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูก (bone loss) ไป

จากสถิติ มีรายงานเอาไว้ว่า ในสตรีหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว  5 ถึง  7 ปี 
มีโอกาสสูญเสียมวลกระดูกไปถึง 20 % ได้

ปัจจัยเสี่ยง (Risk factors)


แม้ว่าเราจะไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคกระดูกพรุนก็ตาม
แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าว ซึ่งได้แก่:

 อายุ (Aging). ความหนาแน่นของกระดูกจะลดลงตามอายุที่แก่ขึ้น

 เชื้อชาติ (Race). สตรีชาวผิวขาว และสตรีชาวเอเชีย มีความเสี่ยงต่อการเกิด
โรคกรดูกพรุนมากที่สุด 

 น้ำหนักตัว (Body weight)และ ความอ้วน (obesity) มักมีความเกี่ยวข้องกับการ
เพิ่มความเข็มข้นของมวลกระดูก ดังนั้นคนที่น้ำหนักน้อย และการมีมวลกล้ามเนื้อน้อย
 มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกพรุน

 ปัจจัยด้านการดำเนินชีวิต (Lifestyle factors). พฤติกรรมต่อไปนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยง
ต่อการเกิดกระดูกพรุน เป็นต้นว่า:

o ไม่ค่อยออกแรง (physical inactivity)
o ดื่มกาแฟ (Caffeine)
o ดื่มแอลกอฮอล์มาก (Excessive alcohol use)
o สูบบุหรี่ (Smoking)
o ขาดธาตุแคลเซี่ยม (Ca) และ vitamin D

 ยาบางชนิด (Certain medications)

 ประวัติทางครอบครัวเป็นโรคกระดูก (Family history of bone disease)

>> Next