เมื่อกลับมาสู่ประเด็นที่เป็นความขัดแย้ง ระหว่างโรค “พาลินโดรมิค รูมาติซึ่ม” กับ โรค “รู มาตอยด์”
• มีรายงานว่า เกือบถึง 50 % ของคนไข้ที่เป็นโรค “พาลินโดรมิค...” เมื่อพัฒนาไปแล้วลงเอยด้วยการเป็นโรค “รูมาตอยด์” ในที่สุด
• คนไข้ที่เป็น “พาลินโดรมิค...” ส่วนมากจะพบว่า มี Rheumatoid factor และ anti-CCPมีตุ่ม (subcutaneous nodule) ในคนที่เป็นโรค “พาลินโดรมิค...”ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค “รูมาตอยด์” แม้ว่าผลจากการตรวจดูเซลล์ด้วยกล้องจะต่างกันก็ตามที
• คนที่เป็นโรค “พาลินโดรมิค...” จะตอบสนองต่อการรักษา แบบเดียวกับคนที่เป็นโรค “รูมาตอยด์” เช่น การรักษาด้วย NSAIDs, antimalarial agents, gold injections และ sulfasalazine
• แต่มีข้อแตกต่างนิดหนึ่ง คือ พวกมี่เป็นโรค “รูมาตอยด์” ตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า
นั่นเป็นประเด็น ที่ทำให้เราสนับสนุนว่า โรค “พาลินโตรมิค..” และ “รูมาตอยด์” เป็นพวกเดียวกัน
ด้านที่สนับสนุนว่าโรค "พาลินโดรมิค..." เป็นอีกโรคหนึ่งตากหาก
• รูปแบบของการอักเสบ ทั้งสองโรคจะแตกต่างกัน คนไข้ที่เป็นโรค “พาลินโดรคมิค” จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และหายอย่างรวดเร็ว (remission) โดยไม่มีรอยโรคเหลือให้เห็น
• เป็นข้อเดียว หรือน้อยข้อ กระดูก-ข้อไม่ถูกทำลายโดยโรค
• คนที่เป็นโรค “พาลินโดมิค...” ไม่มีอาการร่วมอย่างอื่นนอกจากจากปวดบวมที่ข้อเท่านั้น
• ไม่มีความสัมพันธุ์กับ HLA
• โรค “พาลินโดรมิค” จะพบในชายมากกว่าหญิง ส่วนโรค “รูมาตอยด์” จะพบในหญิงมากกว่าชาย
กล่าวโดยสรุป โรค “พาลินโดรมิค” มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโรค “รูมาตอยด์” ซึ่ง เป็นโรคเรื้อรัง และทำลายข้อหลาย ๆ ข้อ
ปัจจุบันนี้ เราไม่มีทางทำนายได้เลยว่า โรค “พาลินโดรมิค” จะพัฒนาไปในทางที่เลวลง หรือไม่
โรค”พาลินโดรมิค” เป็นเหตุให้เกิดมี ข้อบวม ปวดข้อ ได้อย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะจะเกิด ขึ้นกับมือ และเท้า มักจะเป็นข้อเดียวเป็นส่วนใหญ่ การเกิดโรค และหายของโรคจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ละครั้งจะกินเวลาเป็นชั่วโมง ถึงหลายวัน
การเกิดโรค “พาลินโดรมิค.” บางคนอาจเกิดหลายครั้งในหนึ่งอาทิตย์ ส่วนคนอื่นๆ อาจกินเวลานานเป็น ปี จึงจะเกิดครั้งหนึ่ง
หลังจากอาการบวม และอาการปวดข้อหายไปแล้ว ไม่พบความผิดปกติใด ที่บริเวณมีอาการแต่ประการใด
วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Palindromic Rheumatism (cont.) 2
(Cont.)
เรื่องเกี่ยวกับโรค "พาลินโดรมิค รูมาติสซึ่ม"
แม้ว่าจะมีคนเขียนเรื่องนี้มานานกว่า 60 ปีแล้วก็ตาม แต่เราก็เรียนรู้เรื่องนี้ได้ไม่เท่าใดนัก
บ่อยครั้ง แพทย์ผู้ทำการรักษาคนที่เป็น "พาลินโดรมิค..." เสมือนหนึ่งว่า เขาเป็นโรค “รูมาตอยด์..."
เพื่อเรียนรู้โรคนี้ เราลองมาวิเคราะห์แง่มุมบางอย่าง ที่เกี่ยวกับโรคนี้ดู
บังเอิญมีคนจากJohn Hopkin.... ทำการศึกษาเรื่องนี้มาก่อน จึงถือโอกาสนำมาตีแผ่ให้รู้เห็นกัน:
"สตรีอายุ 48 ปี มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องปวดข้อ เธอเคยเป็นมาครั้งหนึ่ง (เมื่อ ประมาณ 2 ปี มาแล้ว)
มาคราวนี้ เธอมีอาการอาการปวดที่บริเวณไหล่ขวา เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน(sudden onset) โดยมีอาการเจ็บปวดมาก ปวดแสบปวดร้อน บางครั้งเหมือนของมีคมกรีด...
ไหล่ค้านขวามีอาการบวมแดง แตะถูกจะเจ็บ เวลาจับแขนเพื่อตรวจดูการเตลื่อนไหวขงข้อไหร่ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดมาก
อาการเจ็บปวดจะพัฒนาถึงจุดปวดมากที่สุด กินเวลาไม่กี่ชั่วโมง
เธอรับประทานยาแก้ปวด Tylenol ไม่เป็นผล เมื่อมาพบแพทย์ เธอได้รับยา Ibuprofen เพิ่มอีก แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน อาการของเธอก็หายไปเอง แบบเดียวกับที่มันปรากฏ
มาเร็ว และหายเร็ว โดยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดปรากฏ
อย่างไรก็ตาม หนึ่งเดือนให้หลัง อาการปวดข้อที่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ เกิดขึ้นอีก ภายในเวลา 24 ชั่วโมง อาการก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เหมือนคราวแรก และไม่มีรอยโรคเหลือให้เห็น
หนึ่งปีผ่านไป เธอมีอาการเหมือนที่เสนอมาทุกประการ โดยเกิดอาการปวดข้อเดือนละครั้ง แต่ ที่แตกต่างจากคราวก่อน อาการปวดข้อไม่เกิดขึ้นที่ข้อเดิม มันเกิดขึ้นที่ นิ้วมือ (fingers), ข้อมือ (wrists), ข้อศอก (elbow), ไหล่ (shoulder), สะโพก (hips) , เข่า (knee) และแม้กระทั้งกราม (jaw) ที่สำคัญ ในแต่ละครั้งที่เกิดมีอาการ จะเกิดเพียงข้อเดียวเท่านั้น"
คนไข้มีเพียงอาการปวดข้อแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีไข้ ไม่มีอาการอย่าอื่นเลย
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบสิ่งผิดปกติ ยกเว้น Anti-CCP เท่านั้นที่มีค่าสูง
Next>
เรื่องเกี่ยวกับโรค "พาลินโดรมิค รูมาติสซึ่ม"
แม้ว่าจะมีคนเขียนเรื่องนี้มานานกว่า 60 ปีแล้วก็ตาม แต่เราก็เรียนรู้เรื่องนี้ได้ไม่เท่าใดนัก
บ่อยครั้ง แพทย์ผู้ทำการรักษาคนที่เป็น "พาลินโดรมิค..." เสมือนหนึ่งว่า เขาเป็นโรค “รูมาตอยด์..."
เพื่อเรียนรู้โรคนี้ เราลองมาวิเคราะห์แง่มุมบางอย่าง ที่เกี่ยวกับโรคนี้ดู
บังเอิญมีคนจากJohn Hopkin.... ทำการศึกษาเรื่องนี้มาก่อน จึงถือโอกาสนำมาตีแผ่ให้รู้เห็นกัน:
"สตรีอายุ 48 ปี มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องปวดข้อ เธอเคยเป็นมาครั้งหนึ่ง (เมื่อ ประมาณ 2 ปี มาแล้ว)
มาคราวนี้ เธอมีอาการอาการปวดที่บริเวณไหล่ขวา เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน(sudden onset) โดยมีอาการเจ็บปวดมาก ปวดแสบปวดร้อน บางครั้งเหมือนของมีคมกรีด...
ไหล่ค้านขวามีอาการบวมแดง แตะถูกจะเจ็บ เวลาจับแขนเพื่อตรวจดูการเตลื่อนไหวขงข้อไหร่ ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดมาก
อาการเจ็บปวดจะพัฒนาถึงจุดปวดมากที่สุด กินเวลาไม่กี่ชั่วโมง
เธอรับประทานยาแก้ปวด Tylenol ไม่เป็นผล เมื่อมาพบแพทย์ เธอได้รับยา Ibuprofen เพิ่มอีก แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน อาการของเธอก็หายไปเอง แบบเดียวกับที่มันปรากฏ
มาเร็ว และหายเร็ว โดยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดปรากฏ
อย่างไรก็ตาม หนึ่งเดือนให้หลัง อาการปวดข้อที่มีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ เกิดขึ้นอีก ภายในเวลา 24 ชั่วโมง อาการก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เหมือนคราวแรก และไม่มีรอยโรคเหลือให้เห็น
หนึ่งปีผ่านไป เธอมีอาการเหมือนที่เสนอมาทุกประการ โดยเกิดอาการปวดข้อเดือนละครั้ง แต่ ที่แตกต่างจากคราวก่อน อาการปวดข้อไม่เกิดขึ้นที่ข้อเดิม มันเกิดขึ้นที่ นิ้วมือ (fingers), ข้อมือ (wrists), ข้อศอก (elbow), ไหล่ (shoulder), สะโพก (hips) , เข่า (knee) และแม้กระทั้งกราม (jaw) ที่สำคัญ ในแต่ละครั้งที่เกิดมีอาการ จะเกิดเพียงข้อเดียวเท่านั้น"
คนไข้มีเพียงอาการปวดข้อแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีไข้ ไม่มีอาการอย่าอื่นเลย
ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบสิ่งผิดปกติ ยกเว้น Anti-CCP เท่านั้นที่มีค่าสูง
Next>
Palindromic Rheumatism: เมื่อผู้เขียนก็เป็นโรคนี้เช่นกัน (1)
เมื่อโรค Palindromic rheumatism เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ทำให้ไม่สามารถสวิงกอล์ฟได้ตามปกติ
จะสวิงได้อย่างไร เมื่อข้อศกอด้านขวาเกิดการอักเสบขึ้น
มันเกิดได้อย่างไร?
อาการของโรคนี้มันเกิดเมื่อ ผู้เขียนกำลังพิมพ์บทความเกี่ยวกับสุขภาพตามปกติ
ในวันที่เป็น รู้สึกเป็นปกติ ไม่มีไข้
ยังสามารถพิมพ์ดีดได้ แต่ตอนงอ และเหยียดข้อศอกด้านขวานี้ซิ รู้สึกเจ็บและปวด
หนึ่งวันผ่านไป อาการไม่ดีขึ้น แถมเหมือนจะหนักกว่าเดิม
รับประทานยาแก้ปวด paraetamol 2 เม็ด และพวก NSAID (Mobic- 1 เม็ดเช้าเย็น)
ชักไม่แน่ใจว่า ข้าพเจ้าเป็นโรคอะไรกันแน่
เลยถือโอกาส ใช้มันเป็น “อารมณ์” เพื่อปฏิบัติธรรมต่อไป
(อารมณ์ หมายถึงสิ่งถูกรู้โดยจิต., ส่วนตัวจิต คือตัว “ผู้รู้”)
และถือโอกาสหยุดเรื่องอื่นเอาไว้ก่อน....เอาเรื่อง PR แทน
ประมาณ 5 วันให้หลัง อาการปวดข้อหายไป
เหมือนกับไม่มีอะไรปรากฏมาก่อน
เลยแน่ใจว่าตนเองเป็นโรค "พาลินโดรมิค รูมาติสซึ่ม"
โรค "พาลินโดรมิค รูมาติสซึ่ม" เป็นโรคข้ออักเสบ (arthritis) ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบเหตุ (idiopathic) สามารถเกิดซ้ำ (periodic) ได้บ่อยครั้ง แต่ละ ครั้งจะเกิดไม่นาน และจำนวนข้อที่เป็นมักจะเป็นข้อเดียว ไม่เป็นหลายข้อ เนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ จะบวม
การอักเสบที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง จะกินเวลาเป็นชั่วโมง หรือนานถึงสองสามวัน แล้วอาการจะ หายไปได้เอง
ในเมื่อเราเรียกเป็นชื่อภาษาไทยไม่ได้ เราก็เรียกตามที่ฝรั่งเขาเรียกก็แล้วกัน แต่ให้เรารู้ว่า ชื่อ ทีเขาใช้เรียกนั้น มันสื่ออะไรก็พอ
Palindromic มีรากฐานมาจากภาษา Greek- palindromes ซึ่งมีความหมายว่า
“มาแล้ว...และ ก็มาอีก- to come and to come again”
จะขออนุญาตใช้คำว่า “ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว” มาใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเอง
ผู้เขียนไม่ได้หมายถึง เรื่องราว ที่สะท้อนสังคม....
แต่เป็นการดูเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่คนอื่นเป็น....แล้วหันมาพิจารณาโรคที่ตัวเองเป็น
พบว่า อาการที่กล่าวมา เหมือนกับที่ปรากฏขึ้นกับข้าพเจ้า....
Next>
จะสวิงได้อย่างไร เมื่อข้อศกอด้านขวาเกิดการอักเสบขึ้น
มันเกิดได้อย่างไร?
อาการของโรคนี้มันเกิดเมื่อ ผู้เขียนกำลังพิมพ์บทความเกี่ยวกับสุขภาพตามปกติ
ในวันที่เป็น รู้สึกเป็นปกติ ไม่มีไข้
ยังสามารถพิมพ์ดีดได้ แต่ตอนงอ และเหยียดข้อศอกด้านขวานี้ซิ รู้สึกเจ็บและปวด
หนึ่งวันผ่านไป อาการไม่ดีขึ้น แถมเหมือนจะหนักกว่าเดิม
รับประทานยาแก้ปวด paraetamol 2 เม็ด และพวก NSAID (Mobic- 1 เม็ดเช้าเย็น)
ชักไม่แน่ใจว่า ข้าพเจ้าเป็นโรคอะไรกันแน่
เลยถือโอกาส ใช้มันเป็น “อารมณ์” เพื่อปฏิบัติธรรมต่อไป
(อารมณ์ หมายถึงสิ่งถูกรู้โดยจิต., ส่วนตัวจิต คือตัว “ผู้รู้”)
และถือโอกาสหยุดเรื่องอื่นเอาไว้ก่อน....เอาเรื่อง PR แทน
ประมาณ 5 วันให้หลัง อาการปวดข้อหายไป
เหมือนกับไม่มีอะไรปรากฏมาก่อน
เลยแน่ใจว่าตนเองเป็นโรค "พาลินโดรมิค รูมาติสซึ่ม"
โรค "พาลินโดรมิค รูมาติสซึ่ม" เป็นโรคข้ออักเสบ (arthritis) ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบเหตุ (idiopathic) สามารถเกิดซ้ำ (periodic) ได้บ่อยครั้ง แต่ละ ครั้งจะเกิดไม่นาน และจำนวนข้อที่เป็นมักจะเป็นข้อเดียว ไม่เป็นหลายข้อ เนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ จะบวม
การอักเสบที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง จะกินเวลาเป็นชั่วโมง หรือนานถึงสองสามวัน แล้วอาการจะ หายไปได้เอง
ในเมื่อเราเรียกเป็นชื่อภาษาไทยไม่ได้ เราก็เรียกตามที่ฝรั่งเขาเรียกก็แล้วกัน แต่ให้เรารู้ว่า ชื่อ ทีเขาใช้เรียกนั้น มันสื่ออะไรก็พอ
Palindromic มีรากฐานมาจากภาษา Greek- palindromes ซึ่งมีความหมายว่า
“มาแล้ว...และ ก็มาอีก- to come and to come again”
จะขออนุญาตใช้คำว่า “ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว” มาใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเอง
ผู้เขียนไม่ได้หมายถึง เรื่องราว ที่สะท้อนสังคม....
แต่เป็นการดูเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่คนอื่นเป็น....แล้วหันมาพิจารณาโรคที่ตัวเองเป็น
พบว่า อาการที่กล่าวมา เหมือนกับที่ปรากฏขึ้นกับข้าพเจ้า....
Next>
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
Non-Hodgkin Lymphoma: มันคืออะไร ? (2)
เพื่อนรักของเราต้องจากไปด้วยโรค ที่มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งว่า
Non-Hodgkin Lymphoma
เพื่อนที่มางานศพด้วยกัน ถูกเพื่อนถามว่า
“เพื่อนของเราจากไปด้วยโรคอะไร...เธอ ?”
เพื่อนสนิทคนนั้น ก็ตอบด้วยสีหน้าของผู้รู้ว่า
“เธอจากไปด้วยโรค... นอน- ฮอดกีน ลิมโฟมา..”
เพื่อนผู้ถาม...ไม่ยอมหยุดแค่นั้น ถามต่ออีกว่า
“โรคที่ว่า... นะ มันอะไรกัน ?
ผู้ตอบ และเพื่อนที่อยู่ข้างๆ...ต่างเงียบกริบ ไม่รู้จะบอกเพื่อนผู้ถามว่าอย่างไร
เหตุการณ์แบบนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึง ผู้คนจำนวนล้นหลามเหล่านั้น กำลังพนมมือ ฟังพระ ท่านสวด...อภิธรรม ในงานศพ....
มีสักกี่คนที่ทราบว่า ที่พระท่านกำลังสวดฯ อยู่นั้นนะ....
พระท่านกำลังบอกอะไร.....?
ชักจะออกนอกเรื่องแล้ว กลับสู่เรื่อง Non-Hodgkin Lymphoma ดีกว่า
Non-Hodgkin lymphoma มันเป็นมะเร็งที่เริ่มต้นจากเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับโรคอักเสบ (infections) หรือโรคอื่นๆ ของคนเรา
Lymphatic system จะเรียกว่าเป็นระบบน้ำเหลืองก็คงไม่ผิด
มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบภุมคุ้มของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย
o Lymph vessels: มีลักษณะเป็นแขนง เป็นเส้นเหมือนตาข่าย กระจ่ายไปทั่วส่วนต่างๆ ของร่างกาย
o Lymph: (น้ำเหลือง) ภายในแขนงของเส้นน้ำเหลืองเหล่านั้น จะมีน้ำเหลืองใส เรียกว่า lymp ภายในน้ำเหลือง จะพบเม็ดเลือดขาว (white blood cell) เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตัวที่มีชื่อว่า lymphocyte ที่เป็น B cells และ T cells
o Lymph node (ต่อมน้ำเหลือง) ซึ่งจะถูกเชื่อมต่อด้วยเส้นน้ำเหลือง (lymph vessels) เส้นเล็ก ๆ โดยเราจะพบเป็นกลุ่มในที่ต่างๆ ของร่างกาย เช่น ที่บริเวณลำคอ ใต้รักแร้ ทรวงอก ท้อง และบริเวณขาหนีบ
หน้าที่ของต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีปริมาณของเม็ดเลือดขาวเป็นจำนวนมากนั้น จะทำหน้าทีสกัดจับ และขจัดเอาเชื้อโรค และสารที่เป็นอันตรายออกไป
o ส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากระบบน้ำเหลืองตามี่กล่าวมาแล้ว ยังมี เช่น ต่อมTonsil, thymus และ spleen
นอกจากนั้นแล้ว ยังพบว่า มี ส่วนเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลือง (lymphatic tissue ) ที่กระเพาะ ผิวหนัง และลำไสอีกด้วย
จะกล่าวว่า มันกระจายไปทั่วร่างกายก็คงไม่ผิด
อย่างที่ได้กล่าวมา Non-Hodgkin Lymphoma มันเริมต้นที่เซลล์เม็ดเลือดขาว คือ Lymphocyte (โดยเฉพาะตัว B cell) มันผิดปกติไป
ผิดปกติอย่างไรหรือ ?
มันแบ่งตัว จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ และจากสี่เป็นแปดไปเรื่อยๆ ไม่การหยุดยั้งแม้แต่นิด...
และที่แปลกที่สุด คือมันไม่ตาย เหมือนเซลล์ปกติเขา
ทำให้นึกถึงภาพยนตร์... มียาขนาดหนึ่งทำให้คนเป็นอมตะได้...สงสัยอาจมีใครสักคนกำลังค้นหาตัวยาที่ทำให้คนเป็นอมตะ...จากโรคมะเร็งนี้ก็ได้นะ ?
ปกติเซลล์ Lymphocyte มันมีหน้าที่ปกป้องร่างกายของคนเรา แต่เซลล์ที่ไม่ตายเหล่านี้ หาได้ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายของเราไม่
มันรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เหมือนกลุ่มโจรอย่างนั้นแหละ
เราเรียกมันว่า growth หรือ tumor (ก้อนเนื้องอก)
Non-Hodgkin Lymphoma
เพื่อนที่มางานศพด้วยกัน ถูกเพื่อนถามว่า
“เพื่อนของเราจากไปด้วยโรคอะไร...เธอ ?”
เพื่อนสนิทคนนั้น ก็ตอบด้วยสีหน้าของผู้รู้ว่า
“เธอจากไปด้วยโรค... นอน- ฮอดกีน ลิมโฟมา..”
เพื่อนผู้ถาม...ไม่ยอมหยุดแค่นั้น ถามต่ออีกว่า
“โรคที่ว่า... นะ มันอะไรกัน ?
ผู้ตอบ และเพื่อนที่อยู่ข้างๆ...ต่างเงียบกริบ ไม่รู้จะบอกเพื่อนผู้ถามว่าอย่างไร
เหตุการณ์แบบนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกถึง ผู้คนจำนวนล้นหลามเหล่านั้น กำลังพนมมือ ฟังพระ ท่านสวด...อภิธรรม ในงานศพ....
มีสักกี่คนที่ทราบว่า ที่พระท่านกำลังสวดฯ อยู่นั้นนะ....
พระท่านกำลังบอกอะไร.....?
ชักจะออกนอกเรื่องแล้ว กลับสู่เรื่อง Non-Hodgkin Lymphoma ดีกว่า
Non-Hodgkin lymphoma มันเป็นมะเร็งที่เริ่มต้นจากเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับโรคอักเสบ (infections) หรือโรคอื่นๆ ของคนเรา
Lymphatic system จะเรียกว่าเป็นระบบน้ำเหลืองก็คงไม่ผิด
มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบภุมคุ้มของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย
o Lymph vessels: มีลักษณะเป็นแขนง เป็นเส้นเหมือนตาข่าย กระจ่ายไปทั่วส่วนต่างๆ ของร่างกาย
o Lymph: (น้ำเหลือง) ภายในแขนงของเส้นน้ำเหลืองเหล่านั้น จะมีน้ำเหลืองใส เรียกว่า lymp ภายในน้ำเหลือง จะพบเม็ดเลือดขาว (white blood cell) เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตัวที่มีชื่อว่า lymphocyte ที่เป็น B cells และ T cells
o Lymph node (ต่อมน้ำเหลือง) ซึ่งจะถูกเชื่อมต่อด้วยเส้นน้ำเหลือง (lymph vessels) เส้นเล็ก ๆ โดยเราจะพบเป็นกลุ่มในที่ต่างๆ ของร่างกาย เช่น ที่บริเวณลำคอ ใต้รักแร้ ทรวงอก ท้อง และบริเวณขาหนีบ
หน้าที่ของต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีปริมาณของเม็ดเลือดขาวเป็นจำนวนมากนั้น จะทำหน้าทีสกัดจับ และขจัดเอาเชื้อโรค และสารที่เป็นอันตรายออกไป
o ส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากระบบน้ำเหลืองตามี่กล่าวมาแล้ว ยังมี เช่น ต่อมTonsil, thymus และ spleen
นอกจากนั้นแล้ว ยังพบว่า มี ส่วนเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลือง (lymphatic tissue ) ที่กระเพาะ ผิวหนัง และลำไสอีกด้วย
จะกล่าวว่า มันกระจายไปทั่วร่างกายก็คงไม่ผิด
อย่างที่ได้กล่าวมา Non-Hodgkin Lymphoma มันเริมต้นที่เซลล์เม็ดเลือดขาว คือ Lymphocyte (โดยเฉพาะตัว B cell) มันผิดปกติไป
ผิดปกติอย่างไรหรือ ?
มันแบ่งตัว จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ และจากสี่เป็นแปดไปเรื่อยๆ ไม่การหยุดยั้งแม้แต่นิด...
และที่แปลกที่สุด คือมันไม่ตาย เหมือนเซลล์ปกติเขา
ทำให้นึกถึงภาพยนตร์... มียาขนาดหนึ่งทำให้คนเป็นอมตะได้...สงสัยอาจมีใครสักคนกำลังค้นหาตัวยาที่ทำให้คนเป็นอมตะ...จากโรคมะเร็งนี้ก็ได้นะ ?
ปกติเซลล์ Lymphocyte มันมีหน้าที่ปกป้องร่างกายของคนเรา แต่เซลล์ที่ไม่ตายเหล่านี้ หาได้ทำหน้าที่ปกป้องร่างกายของเราไม่
มันรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เหมือนกลุ่มโจรอย่างนั้นแหละ
เราเรียกมันว่า growth หรือ tumor (ก้อนเนื้องอก)
Non-Hodgkin’s lymphoma:Treatment (4)
เราคนไทย ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ
มีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ทีทราบเคล็ดลับในการปราบโรค ที่ผู้เขียนกำลังจะเอ่ย ถึง ?
เคยพูดมาครั้งหนึ่งว่า ในการที่เราจะอยู่กับโรคได้อย่างมีความสุขนั้น
เราจะต้องทำ “มัน”ให้ เชื่องเป็นแมวให้ได้ (มัน = เสือดุ)
จะทำได้เช่นนั้น เราต้องทำ ”จิต” ของเราให้เชื่องเหมือน “แมว” เสียก่อน
หมายความว่าอย่างไร ?
ปกติแล้ว จิตของมนุษย์ เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทร (โลภ โกรธ และ หลง)
จิตของคนที่เป็นมะเร็ง มันไม่ใช้คลื่นธรรมดาซะด้วย มันเป็นคลื่นยักษ์
เราในฐานะที่เป็นเจ้าของโรค หน้าที่ของเราคือ ทำให้คลื่นดังกล่าว สงบ ลงเหมือนกับผิวน้ำในโอ่งให้ได้เสียก่อน
ซึ่งท่านสามารถทำได้ โดยการเจริญสติ... ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
“ปฏิบัติธรรม: ดูกาย & ดูจิตทุกวัน”
เมื่อนั่นแหละ....เสือที่ว่า ดุแสนดุ จะกลายเป็นแมวเชื่องทันที
เมื่อท่านเป็น non-Hodgkin’s lymphoma หน้าที่ของแพทย์เขาจะพิจารณาว่า จะใช้ วิธีการอย่างไรในการรักษา โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่แพทย์เขาต้องพิจารณา เพื่อเลือกวิธีที่ เหมาะสม เป็นต้นว่า ชนิดของโรค อายุของท่าน รวมไปถึงสุขภาพของท่านเป็นอย่างไร
A. หมออาจไม่ให้การรักษาใด ๆ: โรคก็เหมือนกับเสือนั่นแหละ หากมันไม่แสดงความดุร้ายออกมา คุณไม่มีอาการอะไรเลย....เราก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพียงแต่คอยดูมันอยู่ห่าง ๆ แพทย์เขาจะนัดตรวจเป็นระยะเพื่อดูการพัฒนา..ของโรค และพร้อมทีจะลงมือจัดการรักษา..
.
B. ในกรณีที่โรคมะเร็ง มีอาการ และอาการแสดงปรากฏ แพทย์เขาจะแนะนำท่านด้วยกรรมวิธีรักษาหลายอย่าง ให้ท่านได้มีส่วนรับรู้ และหรือมีส่วนเลือกด้วย เช่น
• Chemotherapy: การรักษาด้วยสารเคมีบำบัด อาจให้ทางรับประทาน หรือให้ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ การรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดนั้น อาจให้เพียงอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการรักษาอย่างอื่นตามเหตุอันควร
• Radiotherapy: การรักษาด้วยรังสีด้วย dose สูง ๆ นั้น สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งลงได้ พร้อมกับทำให้ก้อนเนื้องอกฟ่อตัวลง
เช่นเดียวกับการรักษาด้วย “เคมีรักษา” อาจให้ร่วมกับการรักษาอย่างอื่น
• Stem cell transplant: การปลูกถ่ายเซลล์ เป็นวิธีการหนึ่งที่เรานำมาใช้ในการรักษาโรค lymphoma
กอ่นทำ ท่านจะได้รับการรักษาด้วยสารเคมีบำบัด หรือ รังสีรักษาก่อน เฆ่าเซลล์มะเร็งให้มากที่สุดที่จะมากได้ จากนั้นจึงทำการปลูกถ่ายเซลล์ที่มีอายุน้อย ทีเราเรียก “stem cell” นั่นแหละ
เขาเอา stem cell มาจากไหน ?
เขาเอามาจากเลือดของคุณ หรือจากไขกระดูกของคุณ...แล้วแช่แข็งไว้ รอโอกาสที่เหมาะสม ค่อยปล่อยเข้าสู่ร่างกายของคุณ นั่นหมายความว่า ท่านได้รับการรักษาด้วยสารเคมีไปก่อนแล้ว เมื่อท่านพร้อม เขาก็จะเอาstem cell ที่สมบูรณ์ (หลังจากละลายจากแช่แข็ง) ฉีดเข้าสู่ร่างกายของท่าน....แล้วมันก็จะทำหน้าที่เป็นเซลล์ที่ดีของระบบภูมิคุ้มกันต่อไป
• Medications: มียาที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของท่าน สามารถต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ ยาที่เรานำมาใช้ได้แก่ Rituximab (Rituxan) มันเป็น monoclonal antibody เมื่อมันเข้าสู่ร่างกาย มันจะจับตัวกับเซลล์มะเร็ง ทำให้ระบบภูมิต้านทานเห็นเซลล์มะเร็ง... แล้วลงมือทำลาย
ฟังแล้ว เหมือนแสงเรเซอร์ของปืน ทีล่อเป้าอย่างนั้นแหละ...ไม่มีพลาด
• Medications: นอกเหนือ จากยา Rituxan แล้ว มนุษย์เรายังสามารถผลิตยาที่มีสารที่เป็นรังสีรักษาเป็นส่วนประกอบเข้าไปด้วย(Radioimmunotherapy) ในตัวยาที่เป็น monoclonal antibodies เมื่อเข้าสู่ร่างกายคนที่เป็นมะเร็ง สารดังกล่าว มันจะไปจับตัวเซลล์มะเร็ง พร้อมกับทำลายด้วยรังสีที่มีอยู่ในตัของมัน
ยาที่ว่า (radioimmunotherapy drugs) มีสองตัว ที่ได้รับการยอมรับจาก FDA คือ ibitumonab (Zevalin) และ tositumomab (Bexxar) ทั้งสองตัวถูกนำมาใช้ในการรักษา lymphoma ที่ฟื้นตัวกลับมาใหม่..
.
นั่นคือกรรมวิธีที่แพทย์เขาทำการรักษา....ในขณะที่ท่านกำลังเจริญสติปัฏฐาน ดูกาย&จิต ซึ่งเป็นวิธีการที่พวกแพทย์เราไม่ค่อยนำมากล่าวเท่าใดนัก.
มีสักกี่เปอร์เซ็นต์ ทีทราบเคล็ดลับในการปราบโรค ที่ผู้เขียนกำลังจะเอ่ย ถึง ?
เคยพูดมาครั้งหนึ่งว่า ในการที่เราจะอยู่กับโรคได้อย่างมีความสุขนั้น
เราจะต้องทำ “มัน”ให้ เชื่องเป็นแมวให้ได้ (มัน = เสือดุ)
จะทำได้เช่นนั้น เราต้องทำ ”จิต” ของเราให้เชื่องเหมือน “แมว” เสียก่อน
หมายความว่าอย่างไร ?
ปกติแล้ว จิตของมนุษย์ เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทร (โลภ โกรธ และ หลง)
จิตของคนที่เป็นมะเร็ง มันไม่ใช้คลื่นธรรมดาซะด้วย มันเป็นคลื่นยักษ์
เราในฐานะที่เป็นเจ้าของโรค หน้าที่ของเราคือ ทำให้คลื่นดังกล่าว สงบ ลงเหมือนกับผิวน้ำในโอ่งให้ได้เสียก่อน
ซึ่งท่านสามารถทำได้ โดยการเจริญสติ... ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
“ปฏิบัติธรรม: ดูกาย & ดูจิตทุกวัน”
เมื่อนั่นแหละ....เสือที่ว่า ดุแสนดุ จะกลายเป็นแมวเชื่องทันที
เมื่อท่านเป็น non-Hodgkin’s lymphoma หน้าที่ของแพทย์เขาจะพิจารณาว่า จะใช้ วิธีการอย่างไรในการรักษา โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่แพทย์เขาต้องพิจารณา เพื่อเลือกวิธีที่ เหมาะสม เป็นต้นว่า ชนิดของโรค อายุของท่าน รวมไปถึงสุขภาพของท่านเป็นอย่างไร
A. หมออาจไม่ให้การรักษาใด ๆ: โรคก็เหมือนกับเสือนั่นแหละ หากมันไม่แสดงความดุร้ายออกมา คุณไม่มีอาการอะไรเลย....เราก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพียงแต่คอยดูมันอยู่ห่าง ๆ แพทย์เขาจะนัดตรวจเป็นระยะเพื่อดูการพัฒนา..ของโรค และพร้อมทีจะลงมือจัดการรักษา..
.
B. ในกรณีที่โรคมะเร็ง มีอาการ และอาการแสดงปรากฏ แพทย์เขาจะแนะนำท่านด้วยกรรมวิธีรักษาหลายอย่าง ให้ท่านได้มีส่วนรับรู้ และหรือมีส่วนเลือกด้วย เช่น
• Chemotherapy: การรักษาด้วยสารเคมีบำบัด อาจให้ทางรับประทาน หรือให้ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ การรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดนั้น อาจให้เพียงอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการรักษาอย่างอื่นตามเหตุอันควร
• Radiotherapy: การรักษาด้วยรังสีด้วย dose สูง ๆ นั้น สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งลงได้ พร้อมกับทำให้ก้อนเนื้องอกฟ่อตัวลง
เช่นเดียวกับการรักษาด้วย “เคมีรักษา” อาจให้ร่วมกับการรักษาอย่างอื่น
• Stem cell transplant: การปลูกถ่ายเซลล์ เป็นวิธีการหนึ่งที่เรานำมาใช้ในการรักษาโรค lymphoma
กอ่นทำ ท่านจะได้รับการรักษาด้วยสารเคมีบำบัด หรือ รังสีรักษาก่อน เฆ่าเซลล์มะเร็งให้มากที่สุดที่จะมากได้ จากนั้นจึงทำการปลูกถ่ายเซลล์ที่มีอายุน้อย ทีเราเรียก “stem cell” นั่นแหละ
เขาเอา stem cell มาจากไหน ?
เขาเอามาจากเลือดของคุณ หรือจากไขกระดูกของคุณ...แล้วแช่แข็งไว้ รอโอกาสที่เหมาะสม ค่อยปล่อยเข้าสู่ร่างกายของคุณ นั่นหมายความว่า ท่านได้รับการรักษาด้วยสารเคมีไปก่อนแล้ว เมื่อท่านพร้อม เขาก็จะเอาstem cell ที่สมบูรณ์ (หลังจากละลายจากแช่แข็ง) ฉีดเข้าสู่ร่างกายของท่าน....แล้วมันก็จะทำหน้าที่เป็นเซลล์ที่ดีของระบบภูมิคุ้มกันต่อไป
• Medications: มียาที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของท่าน สามารถต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ ยาที่เรานำมาใช้ได้แก่ Rituximab (Rituxan) มันเป็น monoclonal antibody เมื่อมันเข้าสู่ร่างกาย มันจะจับตัวกับเซลล์มะเร็ง ทำให้ระบบภูมิต้านทานเห็นเซลล์มะเร็ง... แล้วลงมือทำลาย
ฟังแล้ว เหมือนแสงเรเซอร์ของปืน ทีล่อเป้าอย่างนั้นแหละ...ไม่มีพลาด
• Medications: นอกเหนือ จากยา Rituxan แล้ว มนุษย์เรายังสามารถผลิตยาที่มีสารที่เป็นรังสีรักษาเป็นส่วนประกอบเข้าไปด้วย(Radioimmunotherapy) ในตัวยาที่เป็น monoclonal antibodies เมื่อเข้าสู่ร่างกายคนที่เป็นมะเร็ง สารดังกล่าว มันจะไปจับตัวเซลล์มะเร็ง พร้อมกับทำลายด้วยรังสีที่มีอยู่ในตัของมัน
ยาที่ว่า (radioimmunotherapy drugs) มีสองตัว ที่ได้รับการยอมรับจาก FDA คือ ibitumonab (Zevalin) และ tositumomab (Bexxar) ทั้งสองตัวถูกนำมาใช้ในการรักษา lymphoma ที่ฟื้นตัวกลับมาใหม่..
.
นั่นคือกรรมวิธีที่แพทย์เขาทำการรักษา....ในขณะที่ท่านกำลังเจริญสติปัฏฐาน ดูกาย&จิต ซึ่งเป็นวิธีการที่พวกแพทย์เราไม่ค่อยนำมากล่าวเท่าใดนัก.
Non-Hodgkin lymphoma: Symptoms & Diagnosis (3)
สิ่งที่ญาติของคนเป็นโรค Lymphoma กังวล:
กลัวว่า มันติดต่อได้ไหม,...ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์หรือไม่?
“มันมีอาการเฉพาะ...? และเราจะรู้ได้อย่างไร?”
และคำถามอีกเยอะแยะ...
คนไข้ที่เป็นโรค non-Hodgkin’s lymphoma จะมาพบแพทย์ด้วยอาการดังต่อไปนี้
คอบวม มีต่อมน้ำเหลืองเป็นก้อนโต ไม่เจ็บแต่อย่างใด นอกจากที่คอแล้ว เรายัง
พบต่อมน้ำเหลืองโตในที่อื่น ๆ อีก เป็นต้นว่า ที่บริเวณรักแร้ และบริเวณขาหนีบ
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained weight loss)
มีไข้ (Fever
เหงอกโชก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
มีอาการไอ หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก
รู้สึกเหนื่อยเพลีย และอ่อนแรง อาการไม่หายซักที
ปวด บวม พร้อมกับรู้สึกว่าท้องมันแน่น
อาการต่าง ที่กล่าวมา มันไม่ใช่อาการของคนเป็นมะเร็งหรอก ปัญหาอย่างอื่น รวม ไปถึงการอักเสบที่เกิดขึ้น ก็สามารถทำให้เกิดเช่นนี้ได้
ฉะนั้นจึงบอกได้ว่า คนที่เป็นโรค non-Hodgkin’s lymphoma ไม่มีอาการเฉพาะ หรอก
อย่างไรก็ตาม .เมื่อเวลาผ่านไปสักสองอาทิตย์ อาการยังไม่หายไปไหนละก้อ....
ท่านต้องพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ เพื่อแพทย์เขาจะได้วิเคราะห์ ปัญหาของท่าน และให้การรักษาต่อไป
การวินิจฉัย
ถ้าท่านมีก้อนต่อมน้ำเหลืองโต ท่านจะต้องอนุญาตให้แพทย์เอาก้อนชิ้นเนื้อนั้นไปตรวจ
ในการตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์ ที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยโรค มีดังนี้
การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจหาบริเวณที่มีก้อนน้ำเหลืองโต เช่น บริเวณคอ รักแร้ และบริเวณขาหนีบ รวมไปถึงการตรวจดูตับ และม้ามด้วย
การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการณ์ แพทย์จะตรวจดูปริมาณของเม็ดเลือดขาว ตรวจดู lactate dehydrogenase (LDH) ซึ่งคนที่เป็นโรค lymphoma จะมีระดับ LDH ในกระแสเลือดสูง
ตรวจเอกซเรย์ปอด ซึ่งอาจพบก้อนน้ำเหลืองในทรวงอกโต หรืออาจพบพยาธิสภาพอย่างอื่น ๆ
ตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นวิธีเดียวที่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่า ท่านเป็น Lymphoma หรือไม่
เมื่อแพทย์พบว่า คนไข้เป็น Lymphoma ต่อไปแพทย์ทางพยาธิวิทยา จะรายงานให้ทราบ ว่า มะเร็งที่ว่านั้นนะ เป็นชนิดใด (diffuse Large B-cell หรือ follicular type)
เพื่อความสะดวก เขาอาจแบ่งเป็น ชนิดที่ไม่รุนแรง (low-grade) หรือ ชนิดรุนแรง (intermediate or high grade)
การที่แพทย์เขาแบ่งเป็นชนิดนั้น เพื่อสะดวกในการวางแผนการรักษาคนไข้ต่อไป
มันก็เท่านั้นเอง
กลัวว่า มันติดต่อได้ไหม,...ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์หรือไม่?
“มันมีอาการเฉพาะ...? และเราจะรู้ได้อย่างไร?”
และคำถามอีกเยอะแยะ...
คนไข้ที่เป็นโรค non-Hodgkin’s lymphoma จะมาพบแพทย์ด้วยอาการดังต่อไปนี้
คอบวม มีต่อมน้ำเหลืองเป็นก้อนโต ไม่เจ็บแต่อย่างใด นอกจากที่คอแล้ว เรายัง
พบต่อมน้ำเหลืองโตในที่อื่น ๆ อีก เป็นต้นว่า ที่บริเวณรักแร้ และบริเวณขาหนีบ
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained weight loss)
มีไข้ (Fever
เหงอกโชก โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
มีอาการไอ หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก
รู้สึกเหนื่อยเพลีย และอ่อนแรง อาการไม่หายซักที
ปวด บวม พร้อมกับรู้สึกว่าท้องมันแน่น
อาการต่าง ที่กล่าวมา มันไม่ใช่อาการของคนเป็นมะเร็งหรอก ปัญหาอย่างอื่น รวม ไปถึงการอักเสบที่เกิดขึ้น ก็สามารถทำให้เกิดเช่นนี้ได้
ฉะนั้นจึงบอกได้ว่า คนที่เป็นโรค non-Hodgkin’s lymphoma ไม่มีอาการเฉพาะ หรอก
อย่างไรก็ตาม .เมื่อเวลาผ่านไปสักสองอาทิตย์ อาการยังไม่หายไปไหนละก้อ....
ท่านต้องพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ เพื่อแพทย์เขาจะได้วิเคราะห์ ปัญหาของท่าน และให้การรักษาต่อไป
การวินิจฉัย
ถ้าท่านมีก้อนต่อมน้ำเหลืองโต ท่านจะต้องอนุญาตให้แพทย์เอาก้อนชิ้นเนื้อนั้นไปตรวจ
ในการตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์ ที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยโรค มีดังนี้
การตรวจร่างกาย แพทย์จะตรวจหาบริเวณที่มีก้อนน้ำเหลืองโต เช่น บริเวณคอ รักแร้ และบริเวณขาหนีบ รวมไปถึงการตรวจดูตับ และม้ามด้วย
การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการณ์ แพทย์จะตรวจดูปริมาณของเม็ดเลือดขาว ตรวจดู lactate dehydrogenase (LDH) ซึ่งคนที่เป็นโรค lymphoma จะมีระดับ LDH ในกระแสเลือดสูง
ตรวจเอกซเรย์ปอด ซึ่งอาจพบก้อนน้ำเหลืองในทรวงอกโต หรืออาจพบพยาธิสภาพอย่างอื่น ๆ
ตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นวิธีเดียวที่สามารถบอกได้อย่างแน่นอนว่า ท่านเป็น Lymphoma หรือไม่
เมื่อแพทย์พบว่า คนไข้เป็น Lymphoma ต่อไปแพทย์ทางพยาธิวิทยา จะรายงานให้ทราบ ว่า มะเร็งที่ว่านั้นนะ เป็นชนิดใด (diffuse Large B-cell หรือ follicular type)
เพื่อความสะดวก เขาอาจแบ่งเป็น ชนิดที่ไม่รุนแรง (low-grade) หรือ ชนิดรุนแรง (intermediate or high grade)
การที่แพทย์เขาแบ่งเป็นชนิดนั้น เพื่อสะดวกในการวางแผนการรักษาคนไข้ต่อไป
มันก็เท่านั้นเอง
Non-Hodgkin lymphoma (1)
เธอเรียนหนังสือมาด้วยกัน ใกล้เกษียณเต็มที
เพื่อนตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยการเลี้ยงหลาน ที่ไหนได้
อยู่ ๆ แพทย์ก็ตรวจพบว่า เธอเป็นโรคมะเร็ง Lymphoma ซะแล้ว
ผู้ร่วมงาน ตลอดรวมถึงเพื่อนที่ร่ำเรียนมาด้วยกัน ต่างตกใจ
มีคำถาม ผลุดขึ้นมา...
“มันเกิดขึ้นได้อย่างไร....มีอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือ... ?
นั่นเป็นคำถามของคนในวงการพยาบาล...
ใน คนที่เป็นโรค Non-Hodgkin lymphoma แพทย์ทั้งหลาย เขาไม่ทราบหรอกว่า ทำไมคนหนึ่งเป็นโรคดังกล่าว อีกคนกลับไม่เป็น แต่จากการวิจัย พบว่า มีปัจจัยเสียงหลายอย่างที่ทำ ให้คนเป็นโรค non-Hodgkin lymphoma:
o ระบบภูมิคุ้มกันเดอ่อนแอลง:
ทำไมมันเกิดอ่อนแอลง ?
เขายกความผิดไปที่ความบกพร่องทางพันธุกรรมโน้น เพราะอะไรไม่สามารถทราบได้
หรือ ได้รับยาบางอย่าง เช่นเมื่อได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ
o เกิดอักเสบบางอย่าง เป็นเหตุให้เพิ่มปัจจัยเสียงต่อการเกิดมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม มะเร็งชนิดนี้ ไม่ใช้โรคติดต่อ คน ๆ หนึ่ง ไม่สามารถรับโรค lymphoma จากคนที่เป็นโรคได้หรอก
o การอักเสบต่อไปนี้ สามารถเพิ่มปัจจัยเสียงให้เกิดเป็นมะเร็งชนิดดังกล่าว เช่น
1. HIV (Human Immunodeficiency virsus) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรค AIDs และคนไข้พวกนี้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่งของ non-Hodgkin lymphoma ขึ้น
2. Ebstein-Barr Virus: การอักเสบจากเชื้อไวรัสตัวนี้ มีส่วนสัมพันธุ์กับการเกิดมะเร็ง lymphoma ในชนชาวอาฟริกัน ที่เกิดอักเสบจากเชื้อไวรัสตัวนี้ มีส่วนเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็ง “Burkitt lymphoma”
3. Helicobactor pylori เป็นเชื่อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีส่วนเพิ่มอันตรายให้เกิดมะเร็ง lymphoma ของกระเพาะอาหาร
4. Human T- cell leukemia/lymphoma virus type 1(HTLV-1) คนไข้ที่ได้รับการอักเสบจาก “ไวรัส” ตัวนี้ จะเพิ่มอันตรายให้คนๆ นั้นเกิดโรค ทั้ง lymphoma และ leukemia
5. Hepatitis C virsus: ได้มีการพบว่า คนที่เป็น Hepatitis C virus มีส่วนทำให้คนๆ นั้น มีอันตรายต่อการเกิด lymphoma ซึ่งในขณะนี้ได้มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโรคทั้งสอง
o Age: เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า โรค non-Hodgkin lymphoma ไม่เกิดในเด็ก แต่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมากขึ้น คนที่เป็นโรคดังกล่าวมักจะมีอายุเลย 60 ปี
การที่ท่านมีปัจจัยเสียง หนึ่ง หรือหลายตัว ไม่ได้หมายความว่า มันจะทำให้ท่าน เป็น มะเร็ง lymphoma
เพราะจากรายงาน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ที่มีปัจจัยเสียงเยอะแยะ ไม่เคยเป็น โรคมะเร็งเลย
เพื่อนตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ด้วยการเลี้ยงหลาน ที่ไหนได้
อยู่ ๆ แพทย์ก็ตรวจพบว่า เธอเป็นโรคมะเร็ง Lymphoma ซะแล้ว
ผู้ร่วมงาน ตลอดรวมถึงเพื่อนที่ร่ำเรียนมาด้วยกัน ต่างตกใจ
มีคำถาม ผลุดขึ้นมา...
“มันเกิดขึ้นได้อย่างไร....มีอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือ... ?
นั่นเป็นคำถามของคนในวงการพยาบาล...
ใน คนที่เป็นโรค Non-Hodgkin lymphoma แพทย์ทั้งหลาย เขาไม่ทราบหรอกว่า ทำไมคนหนึ่งเป็นโรคดังกล่าว อีกคนกลับไม่เป็น แต่จากการวิจัย พบว่า มีปัจจัยเสียงหลายอย่างที่ทำ ให้คนเป็นโรค non-Hodgkin lymphoma:
o ระบบภูมิคุ้มกันเดอ่อนแอลง:
ทำไมมันเกิดอ่อนแอลง ?
เขายกความผิดไปที่ความบกพร่องทางพันธุกรรมโน้น เพราะอะไรไม่สามารถทราบได้
หรือ ได้รับยาบางอย่าง เช่นเมื่อได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ
o เกิดอักเสบบางอย่าง เป็นเหตุให้เพิ่มปัจจัยเสียงต่อการเกิดมะเร็งได้ อย่างไรก็ตาม มะเร็งชนิดนี้ ไม่ใช้โรคติดต่อ คน ๆ หนึ่ง ไม่สามารถรับโรค lymphoma จากคนที่เป็นโรคได้หรอก
o การอักเสบต่อไปนี้ สามารถเพิ่มปัจจัยเสียงให้เกิดเป็นมะเร็งชนิดดังกล่าว เช่น
1. HIV (Human Immunodeficiency virsus) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรค AIDs และคนไข้พวกนี้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่งของ non-Hodgkin lymphoma ขึ้น
2. Ebstein-Barr Virus: การอักเสบจากเชื้อไวรัสตัวนี้ มีส่วนสัมพันธุ์กับการเกิดมะเร็ง lymphoma ในชนชาวอาฟริกัน ที่เกิดอักเสบจากเชื้อไวรัสตัวนี้ มีส่วนเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็ง “Burkitt lymphoma”
3. Helicobactor pylori เป็นเชื่อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีส่วนเพิ่มอันตรายให้เกิดมะเร็ง lymphoma ของกระเพาะอาหาร
4. Human T- cell leukemia/lymphoma virus type 1(HTLV-1) คนไข้ที่ได้รับการอักเสบจาก “ไวรัส” ตัวนี้ จะเพิ่มอันตรายให้คนๆ นั้นเกิดโรค ทั้ง lymphoma และ leukemia
5. Hepatitis C virsus: ได้มีการพบว่า คนที่เป็น Hepatitis C virus มีส่วนทำให้คนๆ นั้น มีอันตรายต่อการเกิด lymphoma ซึ่งในขณะนี้ได้มีการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโรคทั้งสอง
o Age: เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า โรค non-Hodgkin lymphoma ไม่เกิดในเด็ก แต่จะเกิดขึ้นกับคนที่มีอายุมากขึ้น คนที่เป็นโรคดังกล่าวมักจะมีอายุเลย 60 ปี
การที่ท่านมีปัจจัยเสียง หนึ่ง หรือหลายตัว ไม่ได้หมายความว่า มันจะทำให้ท่าน เป็น มะเร็ง lymphoma
เพราะจากรายงาน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ที่มีปัจจัยเสียงเยอะแยะ ไม่เคยเป็น โรคมะเร็งเลย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)