วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

About High Blood Pressure

ท่านอาจไม่รู้ว่า ตนเองมีความดันโลหิตสูงมาเป็นเวลานานปี
โดยที่ไม่มีอาการอะไรเลย
ท่านได้อยู่ภายใต้ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอันไม่พึงปรารถนา อย่างน้อยสองประการ
นั้นคือ โรคหัวใจขาดเลือด และออกซิเจน (heart attack)
และสมองขาดเลือด (stroke)

ความดันโลหิตสูง เป็นสภาะที่เลือดของคนเราวิ่งผ่านผนังเส้นเลือด
ด้วยความแรงที่มากพอสมควร
ความดันดังกล่าว จะมีขึ้น-ลงตลอดทั้งวัน เหมือนคลื่นในท้องทะเล
มันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของคนเรา เมื่อเราปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน
โดยไม่ได้รับการรักษา
เช่น ก่อให้เกิดหัวใจขาดเลือด-ออกวิเจน (heart attack)
หรือสมองขาดเลือด (stroke)

มีคนตั้งฉายาให้ความดันโบหิตสูงว่า เป็นฆาตกรเงียบ
เพราะเหตุที่คนเราไม่ทราบว่ตนเองเป็นโรคดังกล่าว
ส่วนใหญ่จะไม่อาการใด ๆ


ในการตรวจวัดหาระดับความดันโลหิตนั้นไม่ใช้เรื่องยาก ไม่เจ็บปวดแต่อย่างใด
ความดันโลหิตเขาวัดออกมาได้เป็นสองตัวเลข (บน และล่าง):
ตัวบน (systolic) หมายถึงความดัน ที่เกิดขึ้นเมื่อเลือดกระแทกผนังเส้นเลือด
ซึ่ง เกิดขึ้นในขณะกล้ามเนื้อหัวใจมีการบีบตัว (beat)
ตัวล่าง (diastolic) เป็ความดันในเส้นเลือดในระหว่างที่มีการบีบตัว (beats)

เมื่อวัดความดันของท่านวัดได้ ตัวบน 120 ตัวล่าง 80
เราจะบอกว่า ท่านมีความดัน 120 กับ 80 หรือ 120/80 mmHg.

ปรากฏว่า มีหลายท่านโดยเฉพาะคนสูงอายุ ยังสับกับระดับความดันหิตของตนเอง
เพราะท่านเหล่านั้นได้รับการบอกเล่าว่า ความดันโลหิตของท่าน วัดได้ 160/80 mmHg
ถือว่าปกติสำหรับคนสูงอายุ

เพื่อความเข้าใจถูกต้อง ระดับความดันโลหิตถุงแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

o Normal Blood pressure: ความดันของท่านหากวัดได้ต่ำว่า 120/80 mmHg
ถือว่าความดันของท่านปกติ แพทย์บางท่านแนะนำว่า ควรเป็น 115/75
หากปล่อยให้สูงกว่าระดับปกติ...ท่านจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของระบบเส้นเลือด และหัวใจขึ้น

o Prehypertension. เมื่อใดก็ตามที่ความดันโลหิตของท่านอยู่ระหว่าง 120 – 139 mmHg
(ตัวบน) ตัวล่างอยู่ระหว่าง 80 ถึง 89 mmHg
ถือว่า ท่านอยู่ในขั้นของ "ก่อนเป็นโรคความดัน" ไม่ถือว่าปกติ
ซึ่งจะทำให้ระบบหัวใจ และเส้นเลือดเลวลงเมื่อเวลาผ่านไป

o Stage 1 Hypertension. เมื่อวัดความดันตัวบน (systolic) ได้ตัวเลข 140 – 159 mmHg.
วัดตัวล่างได้ 90 – 99 mmHg

o Stage 2 Hypertension เมื่อเราวัดความดันตัวบนได้ มากว่า 160 mmHg
o และตัวล่างได้มากว่า 100 mmHg

การวัดความดัน ตัวเลขที่วัดได้ทั้งสองค่า (บน-systolic และล่าง-diastolic) ต่างมีความสำคัญ
สำหรับคนที่มีอายุมากกว่า 50 ขึ้นไป การอ่านค่าของความดันตัวบน จะมีความสำคัญในกรณีที่เป็น
Isolated systolic hypertension (ISH) - วัดตัวล่าง (diastolic)มีค่าปกติ
ส่วนตัวบนวัดค่าได้ค่าสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนสูงอายุเป็นส่วนใหญ่....
เราไม่ถือว่าปกติดังที่เข้าใจกัน

ก่อนที่จะมีการวินิจฉัยว่า เป็นความดันโลหิตสูงหรือไม่ แพทย์เขาจะวัด 2 – 3 ครั้งในวัน เวลาที่ต่างกัน
ด้วยเหตุผลว่า ความดันของคนเราจะไม่คงที่ มีการสวิงขึ้นลงตลอดวัน
และบางครั้ง เมื่อมาพบแพทย์ ความดันจะสูง เขาเรียก White coat hypertension
(ถ้าเป็นไปได้ ท่านควรวัดความดันของทานเองที่บ้าน และขณะทำงาน... เพื่อเปรียบเทียบ)

สาเหตุ:

ในคนเป็นความดันโลหิตสูง มีด้วยกันสองชนิดด้วยกัน

Primary (essential) hypertension:

ในคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันสูง เราจะมสามารถทราบได้ว่า สาเหตุจากอะไร
เราเรียกพวกนี้ว่า essential hypertension หรือ Primary hypertension
พวกนี้มักจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป

Secondary hypertension:

มีคนบางคน เป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยมีสาเหตุอยู่เบื้องหลัง
เราจึงเรียกความดันโลหิตสูงชนิดว่า เป็น Secondary hypertension
ความดันชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วกว่าพวกชนิดแรก

สาเหตุที่ทำให้เดความดันชนิดนี้ ได้แก่:

o โรคไต (Kidney problems)

o มะเร็งต่อมเหนือไต (Adrenal gland tumours)

o ความบกพร่องของเส้นเลือดแต่กำเนิด (congential)

o รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาแก้หวัด (cold pills)

o รับ...ยาผิดกฎหมาย เช่ cocaine amphetamine


Cont..> Risk factors (2)

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

โรคหัวใจ : Arrhythmia (2)

เมื่อมีปัญหา เกิดมีการเต้นของหัวใจผิดปกติ- arrhythmia ขึ้น
ปัญหาที่เราต้องการอยากจะรู้ คือ มันน่ากลัวขนาดไหน ?

ในผู้คนส่วนมาก จะมีการเต้นของหัวใจผิดปกติแต่เพียงเล็กน้อย (mild arrhythmia)
และ ไม่มีอันตรายที่รุนแรงแต่อย่างใด
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่เกิดภาวะดังกล่าว
แล้วเกิดมีอันตรายถึงขั้นต้องได้รับการรักษา

โดยทั่วไป การเต้นของหัวใจจากสองห้องล่าง (ventricles) จะมีความรุนแรงมากกว่าความ
ผิดปกติจาสองห้องบน ซึ่ง แน่นอน แพทย์จะแนะนำให้ท่านได้เรียนรู้เรื่อง- เต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
พร้อมกับแนะนำให้ท่านได้รับทราบถึงแนวทางการรักษาต่อไป

ปัญหา ที่เราจะพบเห็น คือ
จะรู้ได้อย่างไรว่า “การเต้นของหัวใจของฉัน...ผิดปกติ ?”

เมื่อท่านไปโรงพยาบาล สิ่งที่ท่านจะได้พบเห็น คือ แพทย์จะตั้งคำถามต่างๆ
เกี่ยวกับอาการของหัวใจที่ผิดปกติ (arrhythmia)
จากนั้น แพทย์เขาจะสั่งการตรวจพิเศษอย่างหนึ่ง
คือ การตรวจดูคลื่นการเต้นของหัวใจ (EKG)

แพทย์อาจทำการตรวจคลื่นหัวใจของท่านในขณะที่ท่านวิ่งบนสายพาน (threadmeal)
หรืออาจทำการตรวจในขณะที่ท่านทำงานตามปกติ
ซึ่ง แพทย์ให้ท่านสรวม หรือติดเครื่องมือไว้ที่ร่างากายของท่านตลอด 24 ชั่วโมง (Holter monitor)
เป็นการบันทึกคลื่นของหัวใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง
และจากข้อมูลที่ได้...แพทย์สามารถบอกให้ท่านได้ทราบถึงสภาพของหัวใจของท่านได้


What are some of the types of arrhythmia ?
การเต้นของหัวใจผิดปกติมีได้หลายรูปแบบ ดังนี้

• Atrial fibrillation. การเต้นของหัวใจจะเต้นเร็วมาก(very fast)
และเต้นผิดปกติ (irregular) การเต้นหัวใจที่ผิดปกติชนิดนี้ จะต้องได้รับการรักษา
และมันเป็นภาวะ ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดสมองขาดเลือด (stroke) ได้

• Paroxysmal artrial tachycardia หัวใจชนิดนี้ จะมีอาการเกิดขึ้นเมื่อหัวใจเต้นเร็ว
แต่เต้นอย่างสม่ำเสมอ ภาวะชนิดนี้จะก่อให้เกิดความไม่สบายแก่คนไข้ ซึ่งจะไม่มีอันตรายใด ๆ

• Ectopic beats หัวใจของคนไข้ จะเต้น “ตุบ..ตุบ” อย่างสม่ำเสมอ
แต่บางครั้ง มันเต้นเพิ่มขึ้นอีก “ตุบ” คนไข้พวกนี้ ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาแต่อย่างใด
เว้นเสียแต่ว่า การเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น (extra-beat) จะมีเป็นขบวน หรือหัวใจของท่าน
มีปัญหาอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ หรือ โรคหัวใจล้มเหลวแต่กำเนิด

• Ventricular tachycardia and Ventricular fibrillation.
การเต้นของหัวใจ หรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (ตุบ) จะมีการเต้นเร็วมากเกินไป
และอาจไม่สามารถปั้มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้
ความผิดปกติชนิดนี้ อาจมีอันตรายอย่างมาก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน


แล้วเราจะให้การรักษาอย่างไร ?

การรักษาภาวะการการณ์ ของการ"เต้นหัวใจผิดปกติ" (arrhythmia) ขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ
รายที่เป็นไม่มาก (mild arrhythmia) ไม่จำเป็นต้องทำการรักษา
ส่วนรายอื่น อาจทำการด้วยยา

ถ้าหากท่านมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างอื่น ซึ่งเป็นเหตุทำให้เกิดมีอาการ arrhythmia ขึ้น
เป้าหมายการรักษา จะมุ่งตรงไปที่ต้นเหตุที่กอให้เกิดปัญหา

ในกรณีที่รุนแรง (serious) มีวิธีการรักษาอย่างอื่น ๆ เช่น

• An Artificial Pacemaker. เป็นเครื่อง electronic ที่ฝังไว้ใต้ผิวหนัง ตรงบริเวณหน้าอก
มันจะทำหน้าที่รักษา และควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ โดยเฉพาะการเต้นของหัวใจ ที่เต้นช้าไป

• Cardiac defibrillation. สามารถใช้ยุติการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ให้กลับเต้นเป็นปกติได้
(very brief electric shock)

• Surgery. การผ่าตัดบางชนิดสามารถแก้ไขภาวะ arrhythmia ได้
ยกตัวอย่าง การเต้นหัวใจที่ผิดปกติจาก coronary artery disease
สามารถแก้ไขได้ด้วย Bypass surgery
หรือ มีบางส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการเต้นที่ผิดปกติ
เมื่อมีการตัดเอาส่วนนั้น ๆ ออกทิ้ง สามารแก้ปัญหาการเต้นที่ผิดปกติได้

http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/arrhythmia.html

Arrhythmia

ซุน ยัด เซน ได้กล่าวคำพูดที่เป็นอมตะ..
ซึ่งเป็นคำพูดที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนที่ใฝ่หาความรู้ ...
ท่านพูดไว้ในทำนองนี้:

“ในการทำความเข้าใจ (อะไรก็ได้ ?) แม้ว่า มันจะเป็นเรื่องยากก็ตาม...
หากเราสามารถทำความเข้าใจมันได้
การนำไปปฏิบัติ...ก็ไม่ใช้เรื่องยากแต่ประการใด”

Arrhythmia:

หัวใจของคนเราจะเต้น “ตุบ..ตุบ” อย่างสม่ำเสมอ บางครั้ง “ตุบ” ที่เคยมีนั้นมันหายไป (skipped)
ในกรณีทีท่านเกิดมีภาวะ arrhythmia นั้น
มันอาจเกิดภาวะที่การเต้นของหัวใจบาง "ตุบ" หายไป (skipped beat)

คำว่า Arrhythmia มันหมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจของท่าน มันเต้นผิดปกติไป
นั่น หมายความว่า การเต้นของหัวใจนั้น มันอาจเต้นเร็วไป(tachycardia)
หรือช้าไป (bradycardia)
หรือเต้นด้วยจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ (irregular)

มีปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำให้เกิดความผิดปกติดังกล่าว เช่น เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (heart attack)
ซึ่งมีความผิดปกติในระดับสารเคมี หรือ มีการเปลี่ยนแปลงในระดับฮอร์โมนในกระแสเลือด
และมีสารหลายตัว หรือยารักษาหลายตัว สามารถทำให้เกิดการเต้นหัวใจผิดปกติในรูปแบบต่างๆ ได้

อาการของ Arrhythmia ได้แก่.

• หัวใจของท่านเต้นช้า หรือเต้นเร็วไป (Fast and slow beat)

• การเต้นของหัวใจ บาง “ตุบ” มันหายไป (Skipped beats) หรือเพิ่มมาอีก “ตุบ” (extra-beat)

• รู้สึกวิงเวียน (Dizziness) ศีรษะโล่งเบา (lightheadedness)

• เจ็บหน้าอก (Chest pain)

• หายใจถี่ และสั้น (Shortness of breath)

• ซีด (Paleness)

• เหงื่อตก (Sweating)

• เป็นลมหมดสติ (passing out)

เมื่อท่านไปพบแพทย์ด้วยอาการดังกล่าว
แพทย์เขาจะทำการตรวจหาว่า ท่านมีความผิดปกติในการเต้นของหัวใจหรือไม่ ?
ถ้ามี...แพทย์จะทำการรักษา
ซึ่งสามารถใช้ยา (medications)
หรือทำ Implantable cardioverter- defibrillator (ICD)
หรือใส่เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ
(placemaker)

อะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิด Arrhythmia?

หัวใจของคนเรามี 4 ห้องด้วยกัน ผนังของหัวใจแต่ละห้องจะมีการบีบตัว (contract)
เพื่อทำให้เลือดผ่านจากห้องหัวใจไป...
การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ จะถูกควบคุมด้วยคลื่นกระแสไฟฟ้า โดยเริ่มมาจากปุ่มกำเนิดคลื่นไฟฟ้า
ที่มาพร้อมกับธรรมชาติ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “sino-artrial node”

คลื่นของประสาท (nerve impulse) และฮอร์โมนต่าง ๆ ในกระแสเลือด
จะมีผลกระทบต่อการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
หากแต่ละส่วนที่กล่าวมา เกิดมีปัญหาขึ้น สามารถทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติไป

มีคนเป็นจำนวนไม่น้อย มีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติไปไม่มากนัก (mild arrhythmia)
อาจเกิดจากการที่ท่าน ดื่มแอลกอฮอล์มากไป สูบบุหรี่ มีสารคาเฟอีน เครียด หรือออกกำลังกาย

สาเหตุที่ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ (arrhythmia)
ที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ โรคต่อไปนี้ โรคหัวใจ (coronary arterial disease)
การทำงานของลิ้นหัวใจผิดปกติไป (abnormal valve function)
และโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)
อย่างไรก็ตาม มีบางกรณี เราไม่สามารถพบสาเหตุใด ๆ เลย

Cont. > 2

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

เบาหวาน: What causes high blood sugar levels in the morning?

เท่าที่เราทราบกัน มีเพียงสองเหตุการณ์เท่านั้นเอง
ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดขึ้นสูง
นั้นคือ ปรากฏการณ์ฟ้าสาง (dawn phenomenon) และ Somogyi effect

ปรากฏการณ์ฟ้าสาง หรือ ปรากฏการณ์เช้ามืด(dawn phenonmenon)
เป็นผลสุดท้ายของปรากฏการณ์สองอย่าง ของการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย
ซึ่งเกิดขึ้นร่างกาย ที่เกิดขึ้นในช่วงนอนหลับ ในช่วงในระหว่าง เวลาเที่ยงคืน ถึง 3.00 น.
ร่างกายของคนเราต้องการอินซูลินในปริมาณไม่มาก
เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายหลับอย่างสนิท

อินซูลินชนิดใดก็ตาม ที่คนไข้ได้รับในตอนเย็น จะทำให้ระดับน้ำตาลลดลงในแนวดิ่ง
ซึ่งจะเกิดในระยะดังกล่าว (เที่ยงคืน ถึง 3.00 น)
ต่อจากนั้น จากเวลา 3.00 น. ถึง 8.00 น. ร่างกายจะผลิตน้ำตาลออกสู่กระแสโลหิตเป็นจำนวนมาก
เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ พร้อมกับมีการหลั่งฮอร์โมนหลายตัวออกมา
เพื่อเป็นการ "ลดการตอบสนอง" ต่อออนซูลินลง

เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น เมื่ออินซูลิน ที่คนไข้ได้รับในตอนก่อนนอนได้หมดไปอย่างช้า ๆ
เมื่อนำเหตุการณ์ทั้งหมดมาร่วมกัน จะทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดตอนเช้าสูงขึ้น

Somogyi effect:

สาเหตุอย่างที่สอง ที่ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงในตอนเช้า อาจเนื่องมาจาก Somogyi effect
(เรียกตามชื่อของคนเขียนเรื่องนี้เป็นคนแรก)
อีกชื่อหนึ่ง เรียกว่า Rebound hyperglycemia ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นขบวน
ตามด้วยผลสุดท้าย นั่นคือ มีน้ำตาลในตอนเช้าในระดับสูง (Hyperglycemia)
ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับ “ปรากฏการณ์ ฟ้าสาง
ซึ่ง เป็นผลจากการกระทำของคนเอง (man-made)
(เป็นผลจากการที่ไม่สามารถรักษาได้ดีนั่นเอง) ใน Somogyi effect

มีเหตุการสองประการ ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว
เหตุการณ์แรก อาจเป็นเพราะในตอนเที่ยงคืน ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดลงต่ำมาก
จากนั้น ร่างกายจะตอบสนองด้วยการปล่อยฮอร์โมนออกมา เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาล
ในกรณีเช่นนี้ มันเกิดขึ้นเพราะ ข้อแรก คุณรับอินซูลินเร็วก่อนที่จะถึงเวลา (earlier) หรือ
เป็นเพราะคุณไม่ได้รับประทานอาหาร (ว่าง) ในตอนก่อนนอน

อีกเหตุการณ์ ขนาดของ long acting insulin ที่คุณได้รับในตอนก่อนนอน มีขนาดน้อยไป
จึงเป็นเหตุให้มีระดับน้ำตาลสูงในตอนเช้า

ปํญหาที่พวกเรามักถามกัน คือ จะทราบได้อย่างไรว่า dawn phenomenon
และ Somogyi effect มันแตกต่างกันตรงใหน ?
แพทย์เขาจะขอทำการตรวจน้ำตาลในช่วง 2.00 Am และ 3.00 AM หลายวันติดต่อกัน

ถ้าผลออกว่า ระดับน่ำตาลในช่วงเวลาดังกล่าว ต่ำทุกครั้ง แสดงว่า มันน่าจะเป็น Somgoyi ดดำแ
แต่หากเวลาดังกล่าว พบระดับน้ำตาลมีค่าปกติบ้าง สูงบ้าง ...มันเป็น Dawn phenomenon

How can this situation be corrected ?

เมื่อแพทย์ และท่านทราบว่า ระดับน้ำตาลในตอนกลางคืนเป็นเช่นใด
เขาจะแนะนำให้ท่านปรับเปลี่ยนแผนการรักษา เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีขึ้น
ซึ่งมีทางเลือกให้ปฏิบัติดังนี้:

• เปลี่ยนเวลาให้ long-acting insulin ในตอนเย็น เพื่อให้อินซูลินออกฤทธิสูงสุด
ตรงกับเวลาที่ระดับน้ำตาลเริ่มขึ้นสูง

• เปลี่ยนชนิดของอินซูลินที่ใช้ฉีดในตอนเย็น

• ให้ extra insulin ในตอนกลางคืน

• รับประทานอาหารในช่วงเช้าน้อยลง

• เพิ่มปริมาณอินซูลินในตอนเช้าขึ้นอีก

• ปรับเปลี่ยนเป็น insulin pump ซึ่งสามารถวางโปรแกรม ให้มีการปล่อยอินซูลินในตอนเช้าได้

นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนเป็นเบาหวาน ซึ่งมีระดับน้ำตาลในตอนเช้าสวิงขึ้นสูง

www.my.cleavelandclinic.org/disorders/diabeties-mellitus/hic-
what-cause-high-blood-sugar-level-in-the-moening.aspx

Popular Drugs that steal Nutrients

ยาทุกชนิดที่เรารับ....เพื่อการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทุกตัวสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้
นั่นเป็นเรื่องที่เราได้รับฟังมานาน เป็นเรื่องที่เราต้องระมัดระวัง...

มีความจริงอย่างหนึ่ง อาจทำให้เรางงได้...ยกตัวอย่าง
มียาจำนวนไม่น้อย เมื่อเรารับประทานเข้าสูร่างกายแล้ว
มันทำให้สารที่เป็นประโยชน์ต่อกายหลายอย่าง (nutrients) พร่องไป
ทำให้เราเกิดอาการขึ้น ซึ่งมันคือผลข้างเคียงที่เราพูดถึงนั้นเอง
ลองมาพิจาณาดูว่า มีอะไรบ้างที่ควรรู้

มียาอยู่หลายตัว หรือหลายกลุ่ม เป็นเหตุให้เกิดการดูดซับเอาไวตามิน และธาตุเกลือแร่เสียไป
หรือเป็นเหตุให้ร่างกายของเราขับมันออกจากร่างกายเราเกินไป
เมื่อมีเหตุการณ์ณีเช่นนั้นเกิดขึ้น จะก่อให้เกิดอาการจากน้อย ไปหามากได้
เช่น เหนื่อยหล้า อาการทางกระเพาะอาการ (stomach upset)
ไปจนถึงอาการที่รุนแรง เช่น โรคของหัวใจ โรคกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทถูกทำลายไป

Diabetic Drugs:

คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานส่วนมาก ซึ่งได้รับยาในกลุ่ม Sulfonylureas
เช่น glimepiride (Amaryl) glipizide(Glucotrol) และตัวอื่น ๆ
ยาเหล่านี้จะไปกระตุ้นตับอ่อน ให้สร้างอินซูลิน เพื่อทำหน้าที่ลดน้ำตาลในกระแสเลือดลง
ส่วน Metformin จะไม่ทำให้สารอินซูลินในกระแสเลือดสูงขึ้นแต่อย่างใด

สารอาหารที่เสียไปจากการใช้ยาในกลุ่มดังกล่าว...คือ CoQ10

ในคนเป็นเบาหวานมีโอกาสตายจากโรคหัวใจ และสมองขาดเลือดมากเป็นสองเท่าของคนปกติ
เมื่อท่านรับยาในกลุ่มใน sufonylureas จะเพิ่มการสูญเสีย CoQ10
ทำให้อาการที่ไม่พึงปราถนาหลายอย่างเกิด
ดังนั้น เมื่อท่านรับยา sulfonyluea เพื่อการรักษาโรคเบาหวานของท่าน
อย่าลืมเสริม CoQ10 30-100 mg/day

ส่วน Metformin จะทำให้ร่างกายของท่านสูญเสีย B12
ซึ่งควรได้รับการชดเชยด้วยการได้รับ B12

Antibiotics:

ยาปฏิชีวนะที่เราใช้กันบ่อยที่สุด คือ azithromycin (Zithromax) amoxicillin
ciprofloxacin (Cipro) Ofloxacin(Floxin) และ erythromycin

สารอาหารที่เสียไปจากการใช้ยาปฏิชีวนะพวกนี้ ได้แก่

• B vitamins ไวตามินพวกนี้ มีความสำคัญต่อกระบวนการเผาผลาญ (metabolism)
ของร่างกาย ตลอดรวมไปถึงการทำงานของระบบภุมิคุ้มกัน และการทำงานของประสาท

• Vitamin K มีบทบาทสำคัญต่อการทำให้เลือดหยุดไหล (clotting)
และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก เป็นที่ทราบกันว่า ในลำไส้ของคนเรามีกลุ่มเชือโรค (bacteria)
จำนวนหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นเพื่อนบ้านทีดีของเรา เช่น Bifidobacterium bifidus
และ Lactobacillus acidophilus

ยาปฏิชีวนะทุกตัว นอกจากจะทำลายเชื้อโรคที่เป็นภัยแล้ว มันยังทำลายแบกทีเรียที่มีประโยชน์
ซึีง มันทำหน้าที่ส่งเสริมให้ระบบกระเพาะและลำไส้ให้ทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น
และยังช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรา ให้อยู่ในสภาพที่สมดุลอีกด้วย

ดังนั้นทุกครั้งที่ท่านรับ..ยาปฏิชีวนะอย่าลืมรับยาพวกไวตามินเสริมด้วนเสมอ และ
เสริมด้วยพวก Probiotic supplement เช่น พวก Yogert ซึ่งมีเชื้อโรคทีเป็นประFยชน์ต่อร่างกาย
เช่น L.idus, L. acidophilus organism

High Cholesterol Drugs:

ยาลดไขมันที่นิยมใช้มากที่สุด คือ พวก statins ทั้งหลาย เช่น simvastatin atorvastatom
Fluvastatin lovastatin และ pravastatin

สารอาหารที่เสียไปจากการใช้ยาในกลุ่มนี้ คือ CoQ10

เซลล์ทุกชนิดในร่างกายของเรา จำเป็นต้องอาศัย CoQ10
เพื่อให้การทำงานของ mitochondria ดำเนินไปได้ตามปกติ
โดย mitochondria เป็นโครงสร้างขนาดเล็กสุด มีบทบาทในการผลิตพลังงานภายในเซลล์แต่ละเซลล์
ดังนั้น เราจึงพบว่า เซลล์ชนิดใด ต้องทำงานมากจำเป็นต้องพึ่งพา CoQ10 ในจำนวนมาก
ยกตัวอย่าง กล้ามเนื้อของหัวใจ ซึ่งต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา

ในขณะเดียวกัน การมีระดับไขมัน cholesterol สูง ก็เป็นอันตรายต่อหัวใจเช่นกัน
แพทย์บางท่าน มีความห่วงใยกับการการให้ statin ในระยะยาว
เพราะมันอาจทำให้คนที่เป็นโรคหัวใจเลวลงได้
และจากการศึกษาพบว่า คนเป็นโรคหัวใจเรื้อรัง (chronic heart failure) มีระดับ CoQ10 ต่ำ
และจากการให้ CoQ10 แก่คนไข้จำพวกนี้ สามารถทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น

อาการแสดงที่เกิดจากร่างกายขาด CoQ10 ได้แก่ อาการเหนื่อยหล้า อ่อนเพลีย และกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ดังนั้นทุกครั้งที่ท่านได้รับยา statin อย่าลืมรับประทาน CoQ10 อย่างน้อย 30 mg ต่อวัน
และ ท่านสามารถหาสาร CoQ10 ได้จากสารอาหาร เช่น จากเนื้อวัว (beef) เนื้อไก่ (Chicken)
Salmon ส้ม (oranges) และ broccoli

PAINKILLERS:

มีคนเป็นจำนวนไม่น้อย ที่ต้องรับประทานยาแก้ปวด ประเภท NSAIDs
เช่น ibuprofen naproxen celebrex และอื่น ๆ เพื่อรักษาโรคไขข้ออักเสบ
และลดอาการปวดจากการอักเสบชนิดอื่น ๆ

ผลเสียจากการใช้ยาในกลุ่มนี้ ทำให้ร่างกายขาดสาร folic acid

Folic acid เป็น water soluble vitamin B ซึ่งร่างกายต้องการนำไปสร้างเซลล์
และ DNA รวมไปถึงการสร้าง (synthesize) และการใช้ protein
การทำงานของหัวใจก็ถูกระทบจากการขาด folic acid ด้วย

จากการขาด folic acid อาจทำให้คนไข้หมดความรู้สึกไม่อยากทานอาหาร หงุดหงิด (irritable)
อ่อนแรง หายใจถี่สั้น ท้องล่วง ปวดศีรษะ เป็นโรคเลือดจาง หัวใจเต้นเร็ว และอื่น ๆ
หากคุณจำเป็นต้องรับ NSAIDs นานเกินหนึ่งถึงสองอาทิตย์
อย่าลืมรับยา Folic acid ด้วย
(400-800 mcg/day)

Beta-Blockers:

ยาลดความดัน ในกลุ่มนี้ เช่น pronpanolol atenolol metoprolol….
ถูกนำมาใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง และโรคต้อหิน glaucoma)
จากการใช้ยาในกลุ่มนี้ จะทำให้ร่างกายเราสูญเสีย CoQ10 ไป
อย่าลืมว่า CoQ10 มันช่วยทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น โดยเฉพาะคนเป็นโรคหัวใจเรื้อรัง
(chronic heart failure)
จากการศึกษาพบว่า มันปัองกันไม่ให้เกิด heart attack เกิดขึ้นได้เช่นกัน
ฉะนั้นทุกครั้งที่กินยาลดความดันในกลุ่มนี้...อย่าลืมรับยา CoQ10 30-100 mg/day

ACE INHIBITORS:

ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Enalapril รวมปึงยาในกลุ่ม ARBs เช่น irbesartan
เป็นยาที่นำมาใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ยาในกลุ่มนี้ จะทำให้ร่างายสูญเสีย Zinc ไป

เป็นที่ทราบว่า Zinc ทำหน้าที่เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
จากการศึกษาพบว่า มันอาจช่วยย่นระยะเวลาการเป็นหวัดให้สั้นลงได้ ?

นอกจากนี้ Zinc ยังมีประโยชน์ทำให้แผลหายไว ทำให้กระดูกแข็งแรง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้
ฉะนั้น เมื่อท่านได้รับยาลดความดันดังกล่าว ยาลืมรับประทาน Zinc(50-100 mg/day)
ซึ่งท่านสามารถหาได้จากสารอาหารประเภท เนื้อวัว หอย oysters ไก่ เนื้อหมู(สันหลัง)
นม ถัว พวกธัญพืชต่าง ๆ

REFLUX DRUGS:

ยาที่เราใช้กันสมอ ๆ คือ proton pump inhibitors เช่น omeprazole เป็นยาที่นิยมใช้รักษาพวก
Chronic heatburn- ซึ่งเรารู้สนชื่อ gastroesophageal reflux disease (GERD)
และกระเพาะเป็นแผล
เมื่อรับประทานยาพวกนี้จะทำให้ร่างายของเราขาด B12

โดยสรุป ยาที่เรารับประทานทีซื้อหาเพื่อรับประทานเอง หรือจากแพทย์ที่จ่ายให้เป็นประจำ
ต่างมีส่วนดี และส่วนเสียด้วยกันทุกชนิด...
นอกจากเราจะทราบ และระมัดระวังแล้ว สิ่งที่เราควรทำคือ หากไม่จำเป็นแล้ว ให้พยามหลีกเลี่ยง
และ ที่สำคัญ สิ่งที่เราจะขาดไม่ได้ คือ

(1) รับประทานอาหารสุขภาพทุกวัน เช่น ผัก ผลไม้ พวกธัญพืชทั้งหลาย
(2) ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 30 นาที
(3) นอนหลับพักผ่อน 6- 8 ชั่วโมงทุกวัน
(4) ปฏิบัติธรรม ชำระจิตทุกวัน

หากเราทำได้แค่นี้ เราสามารถชดเชยส่วนไม่ดีทั้งหลาย ที่ร่างกายของเรารับเข้ามาโดยไม่รู้ตัวได้ไม่มากก็น้อย


www.diabeteslibrary.org/View.aspx?url=drugs-that-steal-nutrient

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

เบาหวาน: Insulin Action

อินซูลิน เป็นยา ซึ่งสามารถลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลง
เรามีอินซูลินอยู่หลายชนิด้วยกัน ซึ่งแต่ละชนิดมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์

การที่เราจะเข้าอินซูลินดีขึ้น เราต้องเข้าใจเวลาที่ยาออกฤทธิ์
ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์สูงสุด
และเวลาที่ยายังสามารถออกฤทธิ์ได้

คำที่เรามักจะได้ยินเขาถามกัน เวลาใช้ยา คือ

• Onset หมายถึงเวลาที่ยาเริ่มออออกฤทธิ์
• Peak หมายถึงเวลาที่อินซูลินสามารถทำงหานได้มากสุด
• Duration หมายถึงระยะเวลาที่ยายังมีฤทธิ์ในการทำงาน

ในขณะที่อินซูลินออกฤทธิ์สูงสุด ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีแนวโน้ม
ที่จะลดลง
นอกจากนั้น ภายใต้ภาวะการออกแรงมาก หรืออดอาหาร หรือรับประทานอาหารน้อย
มันจะมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำลง

Usual Action Times of Insulin:

Rapid-Acting Insulin ได้แก่ Lispro (Humalog) Aspart (Nvolog)
และGlulisin(Apidra)

o เวลาให้ยา คือ 0 – 15 นาที ก่อนอาหาร
o ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ภายสนเวลา 10 – 30 นาที
o ออกฤทธิ์สูงสุดในเวลา 30 นาที ถึง 3 ชั่วโมง
o เวลาในการทำงาน 3 – 5 ชั่วโมง

Short-Acting Insulin:

ที่มีใช้ ได้แก่ Regular (R) Insulin

o เวลาฉีดยา (When to take) 30 ทีก่อนอาหาร
o ยาออกฤทธิ์ (Onset) 30 – 60 นาที
o ออกฤทธิ์สูงสุด (Peak) 2- 5 ชั่วโมง
o เวลาที่ยังออกฤทธิ์ (duration) ถึง 12 ชั่วโมง

Intermediate-Acting
Insuin ยา (product) ได้แก่ NPH
o เวลาให้ยา (When to take) ไม่จำเป้นต้องให้ร่วมกับอาหาร
o เวลาออกฤทธิ์ 90 นาที ถึง 4 ชั่วโมง
o เวลาออกฤทธิ์สูงสุด (peak) 4 - 12 ชั่วโมง
o ระยะเวลาที่ยามีฤทธิ์ (duration) อาจ ถึง 24 ชั่วโมง

Long Acting
ยา (product) ทีมีได้แก่ Glargine (Lantus)
และ Detemir (Levemir)

o เวลาที่ให้ยา (when to take) ไม่จำเป็นต้องใหพร้อมกับอาหาร
o วลายาออกฤทธิ์ 45 นาที----4 ชั่วโมง
o เวลาออกฤทธิ์สูงสุด (peak) minimal (น้อย)
o เวลาที่ยาออกฤทธิ์ (duration) ถึง 24 ชั่วโมง

www.joslin.org/info/insulin-action.html

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

Diabetic Medications: A-G Inhibitors (5)

A-G Inhibitors:

ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Acarbose และ Precose
มันทำหน้าสกัด (blocking) การทำงานของเอ็นไซม์
ที่ทำหน้าที่ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะลำไส้ เพราะจากการะบวนการดังกล่าว
ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น
ซึ่งเมื่อใช้ยาในกลุ่มดังกล่าว สามารถควบคุมกระบวนการของเอ็นไซม์ได้

ยาพวกนี้ต้องรับประทานก่อนที่จะเคี้ยวอาหารของแต่ละมื้อ

Acarbose และ Precose อาจใช้เพียงอย่างเดียว
หรือร่วมกับยารักษาโรคเบาหวานตัวอื่นๆ
เช่น Amaryl Prandin glucophage และยาฉีดอินซูลิน

ผลเสียของยาในกลุ่มนี้ได้แก่ มีลมในท้อง แน่นท้อง และท้องล่วง
ซึ่งมักจะเกิดในตอนแรก ๆ ของการรับประทานยา
ดังนั้น คนที่เป็นเบาหวาน สามารถหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงเหล่านี้ได้
โดยเริ่มด้วยยาขนาดน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับตา,ที่กำหนด

ผลข้างเคียงจากยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ มีลมในท้อง ท้องอืดแน่น เป็นตระคิวในท้อง
และ ท้องล่วง

ยาตัวนี้จะไม่เหมือนยาในกลุ่มอื่น คือ ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดลดต่ำ (hypoglycemia)

อย่างไรก็ตาม ภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำ (hypoglycemia)
อาจเกิดขึ้น เมื่อเราใช้ยาตัวนี้ ร่วมกัยาในกลุ่ม Sulfonylureas หรือ insulin

หากเกิดมีอาการของน้ำตาลลดต่ำลง ท่านสามารแก้ไขได้ด้วยการรับประทานน้ำตาล
หรือดื่มนม เพราะมันสารถสกัดการทำงานนของ acarboseได้


www.informationaboutdiabetes.com/diabetic-medication/acarbose-precose.