(Continued)
เพื่อหลีกเลี่ยงจากผลข้างเคียงจากการใช้ statin
ท่านสามารถกระทำได้ดังต่อไปนี้:
o ระงับการรับประทานยาสักระยะ:
บางครั้ง อาการปวดกล้ามเนื้อ อาจเป็นผลมาจากยา statin หรือเป็นผลจากสาเหตุอย่างอื่น
หรือ เป็นเพราะอายุของคนไข้ก็ได้ ในกรณีที่เกิดมีอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้น
ให้ท่านลองหยุดยาที่ท่านรับประทานสักระยะ เช่น 10 -14 วัน
จากการกระทำดังกล่าว ท่านสามารถสามารถบอกได้ว่า
อาการที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลจายา หรือจากสาเหตุอย่างอื่นได้
o เปลี่ยนยาตัวใหม่:
ในกรณีที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้น ซึ่งคิดว่า ป็นผลเนื่องมาจาก statins
วิธีง่ายที่สุด คือ เปลี่ยนยา แต่ ยาที่ท่านเปลี่ยนไปนั้น อาจก่อให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้นก็ได้
ซึ่งอาจมีอาการมากกว่า statins โดยเฉพาะในรายที่ใช้ยาในขนาดสูง
o เปลี่ยนขนาดของยา:
การลดขนาดยาลง สามารถลดอาการแพ้ยาลงได้
แต่การทำเช่นนั้น สามารถลดประสิทธิผลในการลดระดับไขมันลงได้
ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์อาจมีการปรับเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นได้
o ลองพิจารณายาลดไขมันตัวอื่นดู:
มียาลดไขมันอีกตัว ชื่อ Ezetimibe (Zetia)
เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งไม่ให้มีดูดซึมสารไขมัน cholesterol
มันอาจเป็นยาที่ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้น้อยกว่า หรือ อาจลดอาการปวดกล้ามเนื้อลงได้
ถ้ามีการใช้ร่วมกับ statin
o อย่าใช้ยาแก้ปวด (OTC) เพื่อลดอาการปวด:
เพราะอาการปวดกล้ามเนื้อจากสาร statin ไม่สามารถระงับได้ด้วยยาแก้ปวดที่ซื้อได้จากร้านขายยา
เช่น acetaminophen, ibuprofen
o ลองรับประทานอาหารเสริม Q10:
มีรายงานวา Q10 สามารถลดผลข้างเคียงที่เกิดจาก statin ได้
ให้มั่นสังเกตดูปฏิกิริยาจากการใช้ยา:
เมื่อใดที่ท่านใช้ยา statin ขอให้ทราบว่า
สารตัวนี้สามารถมีปฏิกิริยากับยาตัวอื่น หรือ อาหารบางชนิดได้
ปฏิกิริยาที่น่ากลัว คือ มันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ยกตัวอย่าง
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว เมื่อรับประทานร่วมกับ “องุ่น”
หรือ “น้ำองุ่น” :
ในผลองุ่น มีสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่สามารถทำให้ statin มีฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ท่านได้ เพราะเราไม่ทราบแน่ชัดว่า มันมีผลอย่างต่อระดับ total cholesterol
o Simvastatin (Zocor) และ amiodarone (Cordarone):
คนที่รับประทาน simvastatin อย่างเดียว หรือจะรับร่วมกับยาตัวอื่น
เช่น azetimibe และ ยา amiodarone (ยาที่ใช้รักษาการเต้นผิดปกติของหัวใจ)
มักจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เกิดการสลายตัวของกล้ามเนื้อ (rhabdomyolysis)
และตามด้วยโรคไตวายได้
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัวเมื่อใช้ร่วมกับ gemfibrozil (Lopid):
คนที่รับยาทั้ง gemfibrozil และ statin อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว ร่วมกับยาปฏิชีวนะ(antibiotic) และ ยารักษาเชื้อรา (antifungal)
สามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้
o ยา statin ร่วมกับ antidepressant medications:
เมื่อใช้ยา statin ร่วมกับยารักษาอาการซึมเศร้า เช่น nefazodone(Serzone)
มีแนวโน้มทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว ร่วมกับ ยากดภูมิต้านทาน (immmuno-suppressant medication):
อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้เช่นกัน
โดยสรุป แม้ว่า ยาในกลุ่ม statin สามารถก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ท่านได้ก็จริง
แต่ ก่อนที่ท่านจะเลิกกินยาดังกล่าว ท่านต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาร่วมกันถึงผลดี และผลเสีย
ที่พึงจะได้รับจากการใช้ยาดังกล่าว
มันสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (heart attack) และ สมองขาดเลือด (stroke)
ของท่านได้ และที่สำคัญ อันตรายจาก statin ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงนัก
ดังนั้น ก่อนหยุดยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนน่าจะเป็นการดีแก่ท่านเอง
เพราะแพทย์อาจแนะนำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ตัวท่านได้
Adapted from:
www.mayoclinic.com/health/statin-side-effects/MY00205/NSECTIONGROUP=2
วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555
Statin side effects: Weigh the benefits and risks
เรามักจะพบเห็นแพทย์สั่งยา statins ให้แก่คนที่มีไขมันในเลือดสูง
กว่าระดับปกติ ด้วยจุดประสงค์ลดระดับไขมันลงสู่ระดับที่ปลอดภัย
และ ในขณะเดียวกัน ถือเป็นการลดความเสี่ยง ไม่ให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (Heart attack)
หรือ ภาวะสมองขาดเลือด (stroke)
คนส่วนใหญ่เมื่อกินยาในกลุ่ม statin แล้ว เขามักจะกินยาตัวนั้นไปตลอดชั่วอายุไขของเขา
เป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาเรื่องผลข้างเคียง ที่เกิดจากยา statin ลำบากขึ้น
ผลข้างเคียงที่เกิดจากยา statin ทำให้ประโยชน์ที่พึได้รับ
อาจไม่คุมกับผลเสียที่เกิดขึ้นก็ได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ท่านจะหยุดยาตัวดังกล่าว
ท่านอาจเริ่มต้นหาทางลดผลข้างเคียงเสียก่อน ว่า
ท่านมีทางที่จะลดผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้หรือไม่ ?
เช่น ลดขนาดของยาลง เป็นต้น
ผลข้างเคียง (side effects) ของ statin ?
o ปวดกล้ามเนื้อ (Muscle pain) :
เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด บางท่านอาจมีความรู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย
หรือ เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่ง อาการดังกล่าว อาจเพียงก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น
หรือ มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ยกตัวอย่าง เช่น ไม่สามารถเดินขึ้นบันได เดินด้วยความลำบาก มีอาการเหนื่อย เพลีย
มีบางกรณี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากถึงขั้นทำลายชีวิตของคนได้
แต่โชคยังดี ที่มันไม่ค่อยจะเกิด นั้นคือ มีการทำลายของกล้ามเนื้อ เรียก rhabdomyolysis
ซึ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อมีความรุนแรง ถึงกับทำให้ตับถูกทำลาย
ไตล้มเหลว และ อาจถึงความกับสูญเสียชีวิตไปในที่สุด
ภาวะ rhabdomyolysis สามารถเกิดขึ้นจากการที่ท่านกินยา statin
ร่วมกับยา หรือ ร่วมกับสารบางอย่าง
ซึ่งทำให้ระดับของ statin ในกระแสเลือดสูงขึ้น
o ตับถูกทำลาย (Liver damage):
การใช้ยา statin บางครั้งสามารถทำให้ตับผลิตเอ็นไซม์ออกมามากเกินปกติ
โดยที่เอ็นไซม์เหล่านั้น มันหน้าที่ช่วยในการย่อย - สลาย อาหาร เครื่องดื่ม และ ยาต่าง ๆ
ถ้าการที่ตับผลิตเอ็นไซม์ไม่มากนัก ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร
แต่หากว่า การกินยา statin นั้น ทำให้ตับผลิตเอ็นไซม์ออกมากเกินไป...
มันอาจก่อให้เกิดผลอันไม่พึงปราถนาได้
ในบางกรณี บางคนเกิดมีปัญหาขึ้นแล้ว แต่ตัวเองไม่ทราบ
เป็นเหตุให้ปัญหาที่เกิด ไม่ได้รับการแก้ไข
อะไรจะเกิดขึ้น ?
แน่นอน...ตับจะถูกทำลายไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นไม่สามารถรักษาให้ฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป
ยกตัวอย่างของยาที่ก่อให้เกิดปัญหา ได้แก่ยา niacin และ gemfibrozil (Lopid)
เป็นยาที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการทำลายของตับ โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ เพราะเขาจะมีอาการในใด ๆ
ดั้งนั้น ใครก็ตามที่รับประทาน statin เป็นประจำ
ควรได้รับการตรวจเช็ค ดูการทำงานของตับบ่อย ๆ 6 อาทิตย์หลังรับประทานยา
จากนั้นให้ตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน หลังรับประทานยา statin
โดยเฉพาะในราย ทีต้องเพิ่มยา หรือในกรณีที่ต้องใช้ยาลดไขมันตัวอื่นเพิ่มเข้าไปอีก(combination)
o ปัญหาด้านการย่อยอาหาร (Digestive problems):
มีคนไข้บางรายเมื่อรับประทาน statin แล้ว จะเกิดมีอาการคลื่นไส้
มีลมในกระเพาะ-ลำไส ท้องล่วง หรือ มีอาการท้องผูก แต่อาการเหล่านี้ พบได้น้อยมาก
คนส่วนใหญ่ ก่อนที่จะรับประทานยา statin พบว่า เขามีปัญหาเกี่ยวระบบย่อยอาหารอยู่แล้ว
วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว กระทำได้โดยรับประทานยาร่วมกับอาหารเย็น
สามารถลดอาการดังกล่าวลงได้
o มีผื่น หรือ หน้าแดง (Rash or flushing) :
เมื่อท่านรับประทาน statin ท่านอาจเกิดมีผื่นตามผิวหนัง
หรือมีอาการหน้าแดงกร่ำ ยิ่งเมื่อมีการรับประทานร่วมกับ niacin
o ผลข้างเคียงทางประสาท (Neurological side effects):
มีนักวิจัยบางคน ได้ศึกษาเพื่อพิสูจน์ว่า มีความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดภาวะความจำเสื่อม
หรือเกิด amyotrophic lateral sclerosis หรือไม่ ?
ผลปรากฏว่า statin ไม่มีส่วนสัมพันธ์กับโรคทั้งสองโรคเลย
o ใครจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจาก statin ?
คนที่กินยา statin เพื่อลดระดับไขมัน จะไม่เกิดผลข้างเคียงทุกรายไป
แต่ก็มีบางรายเท่านั้น อาจมีแนวโน้มที่เกิดผลข้างเคียงได้มากกว่าคนอื่น ๆ เช่น:
o รับประทานยาลดไขมันหลายตัว
o เป็นเพศหญิง
o โครงสร้างของร่างกายเล็กกว่าปกติ
o อายุมาก 65 หรือ แก่กว่า
o มีโรคไต และ โรคตับ
o เป็นโรคเบาหวาน ทั้งประเภท 1 & 2
อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดผลข้างเคียงจาก statin?
สาร statin ออกฤทธิ์ในการลดการสร้างไขมัน cholesterol ลง
โดยปกติ ร่างกายของคนเราจะสร้างไขมัน cholesterol ทุกชนิด
เพื่อสนองความต้องการของร่างกาย เช่น ย่อยอาหาร และ สร้างเซลล์ขึ้นใหม่
เมื่อกระบวนการสร้างไขมันลดลงจากการใช้ยา statin
มีนจะทำให้ร่างกายของท่าน จะเริ่มดึงไขมัน cholesterol
ที่มันต้องการจากอาหารที่ท่านรับประทานเข้าไป ทำให้ปริมาณของ total cholesterol ลดลง
สาร Statin อาจไม่เพียงแต่กระทบต่อการสร้าง cholesterol ในตับเท่านั้น
แต่ มันอาจกระทบกับ “เอ็นไซม์” อีกหลายตัวในกล้ามเนื้อของคนเรา
ซึ่ง มันทำหน้าที่รับผิดชอบกับการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ
ผลที่กระทบกับเอ็นไซม์ดังกล่าว จึงอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดมีอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อ (muscle ache)ก็ได้
Continued…. Side Effect
กว่าระดับปกติ ด้วยจุดประสงค์ลดระดับไขมันลงสู่ระดับที่ปลอดภัย
และ ในขณะเดียวกัน ถือเป็นการลดความเสี่ยง ไม่ให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (Heart attack)
หรือ ภาวะสมองขาดเลือด (stroke)
คนส่วนใหญ่เมื่อกินยาในกลุ่ม statin แล้ว เขามักจะกินยาตัวนั้นไปตลอดชั่วอายุไขของเขา
เป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาเรื่องผลข้างเคียง ที่เกิดจากยา statin ลำบากขึ้น
ผลข้างเคียงที่เกิดจากยา statin ทำให้ประโยชน์ที่พึได้รับ
อาจไม่คุมกับผลเสียที่เกิดขึ้นก็ได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ท่านจะหยุดยาตัวดังกล่าว
ท่านอาจเริ่มต้นหาทางลดผลข้างเคียงเสียก่อน ว่า
ท่านมีทางที่จะลดผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้หรือไม่ ?
เช่น ลดขนาดของยาลง เป็นต้น
ผลข้างเคียง (side effects) ของ statin ?
o ปวดกล้ามเนื้อ (Muscle pain) :
เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด บางท่านอาจมีความรู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย
หรือ เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่ง อาการดังกล่าว อาจเพียงก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น
หรือ มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ยกตัวอย่าง เช่น ไม่สามารถเดินขึ้นบันได เดินด้วยความลำบาก มีอาการเหนื่อย เพลีย
มีบางกรณี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากถึงขั้นทำลายชีวิตของคนได้
แต่โชคยังดี ที่มันไม่ค่อยจะเกิด นั้นคือ มีการทำลายของกล้ามเนื้อ เรียก rhabdomyolysis
ซึ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อมีความรุนแรง ถึงกับทำให้ตับถูกทำลาย
ไตล้มเหลว และ อาจถึงความกับสูญเสียชีวิตไปในที่สุด
ภาวะ rhabdomyolysis สามารถเกิดขึ้นจากการที่ท่านกินยา statin
ร่วมกับยา หรือ ร่วมกับสารบางอย่าง
ซึ่งทำให้ระดับของ statin ในกระแสเลือดสูงขึ้น
o ตับถูกทำลาย (Liver damage):
การใช้ยา statin บางครั้งสามารถทำให้ตับผลิตเอ็นไซม์ออกมามากเกินปกติ
โดยที่เอ็นไซม์เหล่านั้น มันหน้าที่ช่วยในการย่อย - สลาย อาหาร เครื่องดื่ม และ ยาต่าง ๆ
ถ้าการที่ตับผลิตเอ็นไซม์ไม่มากนัก ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร
แต่หากว่า การกินยา statin นั้น ทำให้ตับผลิตเอ็นไซม์ออกมากเกินไป...
มันอาจก่อให้เกิดผลอันไม่พึงปราถนาได้
ในบางกรณี บางคนเกิดมีปัญหาขึ้นแล้ว แต่ตัวเองไม่ทราบ
เป็นเหตุให้ปัญหาที่เกิด ไม่ได้รับการแก้ไข
อะไรจะเกิดขึ้น ?
แน่นอน...ตับจะถูกทำลายไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นไม่สามารถรักษาให้ฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป
ยกตัวอย่างของยาที่ก่อให้เกิดปัญหา ได้แก่ยา niacin และ gemfibrozil (Lopid)
เป็นยาที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการทำลายของตับ โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ เพราะเขาจะมีอาการในใด ๆ
ดั้งนั้น ใครก็ตามที่รับประทาน statin เป็นประจำ
ควรได้รับการตรวจเช็ค ดูการทำงานของตับบ่อย ๆ 6 อาทิตย์หลังรับประทานยา
จากนั้นให้ตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน หลังรับประทานยา statin
โดยเฉพาะในราย ทีต้องเพิ่มยา หรือในกรณีที่ต้องใช้ยาลดไขมันตัวอื่นเพิ่มเข้าไปอีก(combination)
o ปัญหาด้านการย่อยอาหาร (Digestive problems):
มีคนไข้บางรายเมื่อรับประทาน statin แล้ว จะเกิดมีอาการคลื่นไส้
มีลมในกระเพาะ-ลำไส ท้องล่วง หรือ มีอาการท้องผูก แต่อาการเหล่านี้ พบได้น้อยมาก
คนส่วนใหญ่ ก่อนที่จะรับประทานยา statin พบว่า เขามีปัญหาเกี่ยวระบบย่อยอาหารอยู่แล้ว
วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว กระทำได้โดยรับประทานยาร่วมกับอาหารเย็น
สามารถลดอาการดังกล่าวลงได้
o มีผื่น หรือ หน้าแดง (Rash or flushing) :
เมื่อท่านรับประทาน statin ท่านอาจเกิดมีผื่นตามผิวหนัง
หรือมีอาการหน้าแดงกร่ำ ยิ่งเมื่อมีการรับประทานร่วมกับ niacin
o ผลข้างเคียงทางประสาท (Neurological side effects):
มีนักวิจัยบางคน ได้ศึกษาเพื่อพิสูจน์ว่า มีความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดภาวะความจำเสื่อม
หรือเกิด amyotrophic lateral sclerosis หรือไม่ ?
ผลปรากฏว่า statin ไม่มีส่วนสัมพันธ์กับโรคทั้งสองโรคเลย
o ใครจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจาก statin ?
คนที่กินยา statin เพื่อลดระดับไขมัน จะไม่เกิดผลข้างเคียงทุกรายไป
แต่ก็มีบางรายเท่านั้น อาจมีแนวโน้มที่เกิดผลข้างเคียงได้มากกว่าคนอื่น ๆ เช่น:
o รับประทานยาลดไขมันหลายตัว
o เป็นเพศหญิง
o โครงสร้างของร่างกายเล็กกว่าปกติ
o อายุมาก 65 หรือ แก่กว่า
o มีโรคไต และ โรคตับ
o เป็นโรคเบาหวาน ทั้งประเภท 1 & 2
อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดผลข้างเคียงจาก statin?
สาร statin ออกฤทธิ์ในการลดการสร้างไขมัน cholesterol ลง
โดยปกติ ร่างกายของคนเราจะสร้างไขมัน cholesterol ทุกชนิด
เพื่อสนองความต้องการของร่างกาย เช่น ย่อยอาหาร และ สร้างเซลล์ขึ้นใหม่
เมื่อกระบวนการสร้างไขมันลดลงจากการใช้ยา statin
มีนจะทำให้ร่างกายของท่าน จะเริ่มดึงไขมัน cholesterol
ที่มันต้องการจากอาหารที่ท่านรับประทานเข้าไป ทำให้ปริมาณของ total cholesterol ลดลง
สาร Statin อาจไม่เพียงแต่กระทบต่อการสร้าง cholesterol ในตับเท่านั้น
แต่ มันอาจกระทบกับ “เอ็นไซม์” อีกหลายตัวในกล้ามเนื้อของคนเรา
ซึ่ง มันทำหน้าที่รับผิดชอบกับการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ
ผลที่กระทบกับเอ็นไซม์ดังกล่าว จึงอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดมีอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อ (muscle ache)ก็ได้
Continued…. Side Effect
วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555
Aspirin: มีสิ่งเรามองข้ามไป ?
"แอสไพริน"
“แอสไพริน” เป็นยาสามัญ ที่ใคร ๆ ต่างได้ยินชื่อกันมานาน
เป็นยามาตรฐาน ที่แพทย์ชอบสั่งให้คนไข้กิน จนถือเป็นเรื่องธรรมดาไป...
วงการแพทย์ของอเมริกา- American Heart Association
ได้แนะนำให้ใช้ “แอสไพริน” สำหรับคนที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจถูกทำลาย (heart attack)
หรือสมองทำลายจากการขาดเลือด (stroke) จากเหตุการณ์ของก้อนเลือดอุดตัน
หรือ ใช้ในคนที่มีอาการเจ็บหน้าอก unstable angina หรือ ภาวะ “Ministroke”
นอกจากนั้น AHA ยังให้ข้อสังเกตว่า คนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคดังกล่าว..
เช่น คนสูงอายุ มีความดันสูง และ มีประวัติของคนในครอบครัวว่า เป็นโรคหัวใจ และสมองขาดเลือด
จะได้รบประโยชน์จากการใชยา แอสไพริน” เช่นกัน
แน่นอน! เราทุกคนคุ้นเคยกับยา “แอสไพริน”
แต่ นอกจากประโยชน์ ที่เรารู้ว่า มันถูกนำไปใช้ในการป้องกันไม่ให้มีการจับต้วของเกล็ดเลือด
ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสมอง หรือ หัวใจขาดเลือด และออกซิเจนแล้ว
ยังมีอะไรหลายอย่าง ที่เราควรรู้เอาไว้ ดังนี้:
ตัดความเสี่ยงจากการเกิดอาการชักในขณะตั้งครรภ์ (pre-eclampsia )--
ผลจากการศึกษาที่ลงในวารสาร Lancet ปี 2007 แนะว่า สตรีที่ตั้งครรภ์ ซึ่งไดรับยา “แอสไพริน”
หรือ ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด สามารถลดการเกิดความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
หรือ ลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อันพึงเกิดขึ้นกับมารดา และ ทารกที่อยู่ในครรภ์
ยา “แอสไพริน” สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งของไส้ใหญ่ (colorectal cancers)
จากวารสาร Gastroenterology ได้รายงานเอาไว้ ว่าการรับประทาน “แอสไพริน” ในระยะ
ยาว สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้
มันสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งในเต้านมได้
จากวารสาร The Journal of National Cancer Institute...
ได้รายงานว่า แอสไพริน สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในเต้านมได้ถึง 13 %
เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้รับแอสไพริน
(นอกจากนั้น จากการใช้ยา NSAIDs ยังสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 12 %)
จากการใช้ “แอสไพริน” จะทำให้ผลการตรวจหามะเร็งของต่อมลูกหมากผิดไป
ผลที่รายงานจาก Month’s journal Cancer รายงานว่า
ชายที่รับประทาน “แอสไพริน” และยา “NSAIDS” จะทำให้ระดับของการตรวจหา
Prostate-specific antigen ลดลงถึง 10 %
ดังนั้น นักวิจัยจำนวนไม่น้อยต่างแนะนำว่า การใช้ยา “แอสไพริน” จึงทำให้เราพลาด
จากการตรวจมะเร็งของต่อมลูกหมากไป
จากการใช้ยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรค “อัลไซเมอร” ได้ถึง 13 %
มีการศึกษา และถกเถียงกันว่า ระหว่าง NSAIDs และ Aspirin ตัวไหนจะดีกว่ากัน
ในการปกป้องคนไม่ให้เกิดโรคสมองเสื่อม “อัลไซเมอร”
ยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันไม่ให้เกิด “ภาวะสมองถูกทำลาย (stroke)”
จากการมีก้อนเลือดอุดตันในเส้นเลือดของสมองได้ แต่ถ้าหาใช้ยา "แอสไพริน" ร่วมมกับ ibruprofen
พบว่า ประโยชน์ของ “แอสไพริน” ในการต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด จะลดลง
รับประทานยา “แอสไพริน” 100 mg วันเว้นวัน สามารถป้องกันไม่ให้สตรีอายุ 45 ขึ้นไป
ไม่เกิดโรค asthma ในอนาคตอีกสิบปี ถึง 10 % แต่ถ้าหาคน ๆ นั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค asthma แล้ว
การใช้ยาแอสไพริน สามารถทำให้เกิดอาการขึ้นมาได้ (exacerbate) ถึง 10 %
จากรายงานใน Neurology ปี 2007 รายงานเอาไว้ว่า สตรีที่รับประทาน “แอสไพริน” อย่างสม่ำเสมอ
อาจลดโอกาสเกิดโรค Parkinson’s ได้ถึง 40 %
รายงานจาก The British Medical Journal รายงานเอาไว้ว่า การใช้ยา “แอสไพริน”
ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน (diabetes) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “heart attack”
ผลที่ได้ ไม่แตกต่างจากการใช้ยาหลอก (placebo) แต่ประการใด
ตามความเป็นจริง คนเป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเกิด heart attack หรือ stroke ได้เท่าของคนปกติ
มีรายงานจาก the British Medical Journal มีคนประมาณ 30 % ที่เป็นโรคในระบบ
เส้นเส้นเลือดและหัวใจ (cardiovascular disease) ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา “แอสไพริน” (Aspirin Resistance) จึงเป็นเหตุให้พวกเขา มีโอกาสเกิด heart attack หรือ stroke
หรือเสียชีวิตถึง 4 เท่าตัวของคนที่ตอบสนองต่อยา “แอสไพริน”
ยา “แอสไพริน” หรือ “NSAIDs” สามารถก่อให้เกิดปัญหาทางเดินอาหาร
เช่น กระเพาะอาหารเป็นแผล และ ตกเลือดได้ โดยเฉพาะในรายที่รับประทานยาเป็นเวลานาน
รายงานจาก BMC Medicine พบว่า ชายจะได้ประโยชน์จากการใช้ยา “แอสไพริน”
มากกว่าสตรี ในการลดอัตราการเกิดภาวะ fatal heart attack
นั้นคือ 12 สิ่ง ที่เราควรรู้จากการใช้ยา “แอสไพริน”
http://health.usnews.com/health-news/articles/2008/10/28/12-things-you-should-know-about-aspirin?page=2
“แอสไพริน” เป็นยาสามัญ ที่ใคร ๆ ต่างได้ยินชื่อกันมานาน
เป็นยามาตรฐาน ที่แพทย์ชอบสั่งให้คนไข้กิน จนถือเป็นเรื่องธรรมดาไป...
วงการแพทย์ของอเมริกา- American Heart Association
ได้แนะนำให้ใช้ “แอสไพริน” สำหรับคนที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจถูกทำลาย (heart attack)
หรือสมองทำลายจากการขาดเลือด (stroke) จากเหตุการณ์ของก้อนเลือดอุดตัน
หรือ ใช้ในคนที่มีอาการเจ็บหน้าอก unstable angina หรือ ภาวะ “Ministroke”
นอกจากนั้น AHA ยังให้ข้อสังเกตว่า คนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคดังกล่าว..
เช่น คนสูงอายุ มีความดันสูง และ มีประวัติของคนในครอบครัวว่า เป็นโรคหัวใจ และสมองขาดเลือด
จะได้รบประโยชน์จากการใชยา แอสไพริน” เช่นกัน
แน่นอน! เราทุกคนคุ้นเคยกับยา “แอสไพริน”
แต่ นอกจากประโยชน์ ที่เรารู้ว่า มันถูกนำไปใช้ในการป้องกันไม่ให้มีการจับต้วของเกล็ดเลือด
ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสมอง หรือ หัวใจขาดเลือด และออกซิเจนแล้ว
ยังมีอะไรหลายอย่าง ที่เราควรรู้เอาไว้ ดังนี้:
ตัดความเสี่ยงจากการเกิดอาการชักในขณะตั้งครรภ์ (pre-eclampsia )--
ผลจากการศึกษาที่ลงในวารสาร Lancet ปี 2007 แนะว่า สตรีที่ตั้งครรภ์ ซึ่งไดรับยา “แอสไพริน”
หรือ ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด สามารถลดการเกิดความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
หรือ ลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อันพึงเกิดขึ้นกับมารดา และ ทารกที่อยู่ในครรภ์
ยา “แอสไพริน” สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งของไส้ใหญ่ (colorectal cancers)
จากวารสาร Gastroenterology ได้รายงานเอาไว้ ว่าการรับประทาน “แอสไพริน” ในระยะ
ยาว สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้
มันสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งในเต้านมได้
จากวารสาร The Journal of National Cancer Institute...
ได้รายงานว่า แอสไพริน สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในเต้านมได้ถึง 13 %
เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้รับแอสไพริน
(นอกจากนั้น จากการใช้ยา NSAIDs ยังสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 12 %)
จากการใช้ “แอสไพริน” จะทำให้ผลการตรวจหามะเร็งของต่อมลูกหมากผิดไป
ผลที่รายงานจาก Month’s journal Cancer รายงานว่า
ชายที่รับประทาน “แอสไพริน” และยา “NSAIDS” จะทำให้ระดับของการตรวจหา
Prostate-specific antigen ลดลงถึง 10 %
ดังนั้น นักวิจัยจำนวนไม่น้อยต่างแนะนำว่า การใช้ยา “แอสไพริน” จึงทำให้เราพลาด
จากการตรวจมะเร็งของต่อมลูกหมากไป
จากการใช้ยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรค “อัลไซเมอร” ได้ถึง 13 %
มีการศึกษา และถกเถียงกันว่า ระหว่าง NSAIDs และ Aspirin ตัวไหนจะดีกว่ากัน
ในการปกป้องคนไม่ให้เกิดโรคสมองเสื่อม “อัลไซเมอร”
ยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันไม่ให้เกิด “ภาวะสมองถูกทำลาย (stroke)”
จากการมีก้อนเลือดอุดตันในเส้นเลือดของสมองได้ แต่ถ้าหาใช้ยา "แอสไพริน" ร่วมมกับ ibruprofen
พบว่า ประโยชน์ของ “แอสไพริน” ในการต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด จะลดลง
รับประทานยา “แอสไพริน” 100 mg วันเว้นวัน สามารถป้องกันไม่ให้สตรีอายุ 45 ขึ้นไป
ไม่เกิดโรค asthma ในอนาคตอีกสิบปี ถึง 10 % แต่ถ้าหาคน ๆ นั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค asthma แล้ว
การใช้ยาแอสไพริน สามารถทำให้เกิดอาการขึ้นมาได้ (exacerbate) ถึง 10 %
จากรายงานใน Neurology ปี 2007 รายงานเอาไว้ว่า สตรีที่รับประทาน “แอสไพริน” อย่างสม่ำเสมอ
อาจลดโอกาสเกิดโรค Parkinson’s ได้ถึง 40 %
รายงานจาก The British Medical Journal รายงานเอาไว้ว่า การใช้ยา “แอสไพริน”
ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน (diabetes) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “heart attack”
ผลที่ได้ ไม่แตกต่างจากการใช้ยาหลอก (placebo) แต่ประการใด
ตามความเป็นจริง คนเป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเกิด heart attack หรือ stroke ได้เท่าของคนปกติ
มีรายงานจาก the British Medical Journal มีคนประมาณ 30 % ที่เป็นโรคในระบบ
เส้นเส้นเลือดและหัวใจ (cardiovascular disease) ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา “แอสไพริน” (Aspirin Resistance) จึงเป็นเหตุให้พวกเขา มีโอกาสเกิด heart attack หรือ stroke
หรือเสียชีวิตถึง 4 เท่าตัวของคนที่ตอบสนองต่อยา “แอสไพริน”
ยา “แอสไพริน” หรือ “NSAIDs” สามารถก่อให้เกิดปัญหาทางเดินอาหาร
เช่น กระเพาะอาหารเป็นแผล และ ตกเลือดได้ โดยเฉพาะในรายที่รับประทานยาเป็นเวลานาน
รายงานจาก BMC Medicine พบว่า ชายจะได้ประโยชน์จากการใช้ยา “แอสไพริน”
มากกว่าสตรี ในการลดอัตราการเกิดภาวะ fatal heart attack
นั้นคือ 12 สิ่ง ที่เราควรรู้จากการใช้ยา “แอสไพริน”
http://health.usnews.com/health-news/articles/2008/10/28/12-things-you-should-know-about-aspirin?page=2
วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555
Heart Disease & rhythm (continued).
เมื่อนึกถึงตำราพิชัยสงครามซูนวู (รบร้อยครังชนะร้อยครั้ง)เมื่อใด...
เมื่อนำมาเปรียเทียบกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย
ทำให้เราทราบว่า การรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับคนเรา มันเหมือนกับกลยุทธของซุนวูไม่มีผิด
นั้นคือ การ(เรียน)รู้ธรรมชาติของโรคในทุกแง่ทุกมุม
ถ้าเราทำได้... การแก้ไขปัญหา ก็เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
วินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดปกติได้อย่างไร?
มีวิธีการตรวจมากมาย ที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยภาวการณ์เต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
หรือ วินิจฉัยหาสาเหตุ ซึ่งได้แก่:
• Electrocardiogram
• Holter monitor
• Event monitor
• Stress test
• Echocardiogram
• Cardiac catheterization
• Electrophysiology study (EPS)
• Head-up tilt table test
จะรักษาภาวการณ์เต้นของัวใจผิดปกติได้อย่างไร ?
การรักษาหัวใจเต้นผิดปกติ ขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ และความรุนแรงที่เกิดขึ้น
บางรายที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ไม่จำเป้นต้องรักษาแต่อย่างใด
ส่วนรายอื่น ๆ ที่มีอาการรุนแรงกว่า จำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ยา (medication)
ปรับเปี่นพฤติกรรม (lifestyle changes) และ ทำการผ่าตัด
ยาที่ใช้ในการรักษา(medications):
มียาห]ายตัวที่นำมาใช้ในการรักษาภาวะการณ์เต้นที่ผิดปกติของหัวใจ ซึ่งประกอบด้วย:
• Antiarrhythmic drugs. ยาเหล่านี้ ถูกนำไปใช้ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
ซึ่งรวมถึงพวก beta-blockers
• Anticoaglant or antiplatelet therapy. ยาพวกนี้นำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยง
ไม่ให้มีการสร้างการก้อนเลือดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
เช่น สมองถูกทำลาย (stroke)จากการขาดเลือด และออกซิเจน
ยาในกุ่มนี้ ได้แก warfarin (blood thinner) หรือ aspirin
นอกจากนั้น ยังมี blood thinner ตัวอื่น ๆ อีก ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษา
เช่น Pradaxa (dabigatran) แ Xeralta (rivaroxaban) เป็นยาที่ถูกรับรองว่า
สามารถใช้ป้องกันภาวะ เส้นเลือดในสมองอุดตัน โดยเฉพาะในคนไข้ที่เป็นโรค atrial fibrillation
เนื่องจากคนแต่ะคน มีความแตกต่างกัน จึงอาจมีการทดลองใช้ยาหลาย ๆ ขนาน หลายขนาด
เพื่อที่จะหายา และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ะรายได้
คำถาม:
การปรับพฤติกรรม สามารถช่วยการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้จริงหรือ ?
o ถ้าพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือเกิดบ่อย ท่านควรงดพฤติกรรมนั้น ๆ
o ถ้าท่านสูบหรี่...เลิกเสีย
o จำกัดการดื่มแอกอฮอ ลง
o จำกัด การดื่มกาแฟ (มีบางคนพอดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มบางอย่าง จะทำให้เกิดอาการขึ้น)
o ให้หลีกเลี่ยงการใช้สารกระตุ้นบางอย่าง เช่น ยารักษาโรคหวัด (cold) ยาแก้ไอ
การปรับเปี่ยนการเต้นขอหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า:
(electrical cardiversion)
ในรายที่ไม่สามารถควบคุมการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้ด้วยยา เช่น ในราย AF
คนไข้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย วิธีทีเรียกว่า cardioversion (การ shock หัวใจ)
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการใช้กระแสไฟฟ้า กระตุกหัวใจทีบริเวรหน้าอก
ซึ่งกระทำในขณะดมยาสบ สามารถทำให้การเต้นของหัวใจกลับสู่การเต้นเป็นปกติได้
Pacemaker เป็นเครื่องมืออะไร ?:
Pacemaker เป็นเครื่องมือ ที่ทำหน้าที่ส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เพื่อทำให้ห้วใจคงสภาพการเต้นในอัตราที่เหมาะสม
Pacemaker เป็นเครื่องกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า (pule generator)
ซึ่งมีแบตเตอรี่ และ คอมพิวเตอรขนาดเล็ก เมีส้นเลวดส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าจากเครื่องดังกล่าว
ไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เครื่องมือที่ผลิตออกมาใหม่ ถูกออกแบบมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้
Implantable Cardioverter Defibrillator (ICD)?
ICD เป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจห้องล่าง
ซึงเป็นทั้ง ventricular tachycardia และ ventricular fibrillation
เป็นภาวะ หรือ โรคที่สามารถทำลายชีวิตของคนไข้ได้
ICD เป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจเช๊คจังหวะการเต้นของหัวใจตอลดเวลา
เมื่อตรวจพบการเต้นที่ผิดปกติ เต้นเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ มันจะส่งคลื่น (energy)
ไปจัดการแก้ไขให้ทำงานได้เป็นปกติทันที ซึ่งมีหน้าที่หายอย่างด้วยกัน
เช่น:
• Anti-tachycardia pacing (ATP). เมื่อหัวใจมีการเต้นที่เร็วไป
เครื่องมือจะส่งคลื่นเป็นขบวน (series of electrical impulse) ไป
ยังกล้ามเนื้อหัวใจ...จัดการให้กลับมาเต้นเหมือนเดิม
• Cardioversion. เป็นการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (energy shock)
ในขณะมีการทำให้การเต้นของหัวใจ ... ทำให้การเต้นกลับสู่การเต้นที่เป็นปกติได้
• Defibrillation. ในกรณีที่มีการเต้นที่ผิดปกติ ที่เต้นด้วยความเร้วสูง และสม่ำเสมอ
การใช้พลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเมื่อปล่อยไปยังกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว สามารถทำให้การเต้นกลับเป็นปกติได้
• Anti-bradycardia pacing. ปรากฏว่า มีเครื่อง ICDs จำนวนมาก
ทีสามารถทำหน้าที่สำรองข้อมล ( back-up pacing) การเต้นตามปกติของหัวใจเอาไว้
เมื่อมีการเต้นผิดปกติ มันสามารถจัดการแก้ไขได้
Catheter Ablation?
เป็นวิธีการรักษาภาวะการณ์เต้นผิดปกติของหัวใจ ชนิด PSVTs, atrial flutter ,
atrial fibrillation และในบางรายที่เป็นทั้ง atrial &ventricular tachycardis.
การรักษาด้วยวิธี ablation กระทำได้โดยการใช้พลังงานจากกระแสไฟฟาที่มีความถี่สูง
ส่งผ่านไปตามสาย Catheter ไปยังเนื้อเยื่อภายในหัวใจ ซึ่งเป็นตัวทำหน้าที่ก่อให้เกิดคลื่นที่ไม่ปกติ
เป็นการใช้พลังจากกระแสไฟฟ้า ทำลายการติดต่อของคลื่นที่ผิดปกติลง
Heart Surgery?
บางครั้งศัลยกรรมทรางอก หรือการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจ ก็อาจมีบทบาทต่อการรักษา
การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้เช่นกัน โดยวิธีการหนึ่ง เรียกว่า Maze procedure
เป็นกระบวนการใช้มิดผ่าตัด “กรีด” เนื้อเยื่อของหัวใจส่วนที่ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า
ซึ่งอยู่ในหัวใจสองห้องบน การรักษาด้วยวิธีการดัวกล่าว คนไข้บางรายอาจจำเป็นต้องใช้
Pacemaker ต่อไปก้ได
http://www.webmd.com/heart-disease/guide/heart-disease-abnormal-heart-rhythm?page=3
เมื่อนำมาเปรียเทียบกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย
ทำให้เราทราบว่า การรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับคนเรา มันเหมือนกับกลยุทธของซุนวูไม่มีผิด
นั้นคือ การ(เรียน)รู้ธรรมชาติของโรคในทุกแง่ทุกมุม
ถ้าเราทำได้... การแก้ไขปัญหา ก็เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
วินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดปกติได้อย่างไร?
มีวิธีการตรวจมากมาย ที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยภาวการณ์เต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
หรือ วินิจฉัยหาสาเหตุ ซึ่งได้แก่:
• Electrocardiogram
• Holter monitor
• Event monitor
• Stress test
• Echocardiogram
• Cardiac catheterization
• Electrophysiology study (EPS)
• Head-up tilt table test
จะรักษาภาวการณ์เต้นของัวใจผิดปกติได้อย่างไร ?
การรักษาหัวใจเต้นผิดปกติ ขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ และความรุนแรงที่เกิดขึ้น
บางรายที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ไม่จำเป้นต้องรักษาแต่อย่างใด
ส่วนรายอื่น ๆ ที่มีอาการรุนแรงกว่า จำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ยา (medication)
ปรับเปี่นพฤติกรรม (lifestyle changes) และ ทำการผ่าตัด
ยาที่ใช้ในการรักษา(medications):
มียาห]ายตัวที่นำมาใช้ในการรักษาภาวะการณ์เต้นที่ผิดปกติของหัวใจ ซึ่งประกอบด้วย:
• Antiarrhythmic drugs. ยาเหล่านี้ ถูกนำไปใช้ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
ซึ่งรวมถึงพวก beta-blockers
• Anticoaglant or antiplatelet therapy. ยาพวกนี้นำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยง
ไม่ให้มีการสร้างการก้อนเลือดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
เช่น สมองถูกทำลาย (stroke)จากการขาดเลือด และออกซิเจน
ยาในกุ่มนี้ ได้แก warfarin (blood thinner) หรือ aspirin
นอกจากนั้น ยังมี blood thinner ตัวอื่น ๆ อีก ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษา
เช่น Pradaxa (dabigatran) แ Xeralta (rivaroxaban) เป็นยาที่ถูกรับรองว่า
สามารถใช้ป้องกันภาวะ เส้นเลือดในสมองอุดตัน โดยเฉพาะในคนไข้ที่เป็นโรค atrial fibrillation
เนื่องจากคนแต่ะคน มีความแตกต่างกัน จึงอาจมีการทดลองใช้ยาหลาย ๆ ขนาน หลายขนาด
เพื่อที่จะหายา และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ะรายได้
คำถาม:
การปรับพฤติกรรม สามารถช่วยการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้จริงหรือ ?
o ถ้าพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือเกิดบ่อย ท่านควรงดพฤติกรรมนั้น ๆ
o ถ้าท่านสูบหรี่...เลิกเสีย
o จำกัดการดื่มแอกอฮอ ลง
o จำกัด การดื่มกาแฟ (มีบางคนพอดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มบางอย่าง จะทำให้เกิดอาการขึ้น)
o ให้หลีกเลี่ยงการใช้สารกระตุ้นบางอย่าง เช่น ยารักษาโรคหวัด (cold) ยาแก้ไอ
การปรับเปี่ยนการเต้นขอหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า:
(electrical cardiversion)
ในรายที่ไม่สามารถควบคุมการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้ด้วยยา เช่น ในราย AF
คนไข้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย วิธีทีเรียกว่า cardioversion (การ shock หัวใจ)
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการใช้กระแสไฟฟ้า กระตุกหัวใจทีบริเวรหน้าอก
ซึ่งกระทำในขณะดมยาสบ สามารถทำให้การเต้นของหัวใจกลับสู่การเต้นเป็นปกติได้
Pacemaker เป็นเครื่องมืออะไร ?:
Pacemaker เป็นเครื่องมือ ที่ทำหน้าที่ส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เพื่อทำให้ห้วใจคงสภาพการเต้นในอัตราที่เหมาะสม
Pacemaker เป็นเครื่องกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า (pule generator)
ซึ่งมีแบตเตอรี่ และ คอมพิวเตอรขนาดเล็ก เมีส้นเลวดส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าจากเครื่องดังกล่าว
ไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เครื่องมือที่ผลิตออกมาใหม่ ถูกออกแบบมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้
Implantable Cardioverter Defibrillator (ICD)?
ICD เป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจห้องล่าง
ซึงเป็นทั้ง ventricular tachycardia และ ventricular fibrillation
เป็นภาวะ หรือ โรคที่สามารถทำลายชีวิตของคนไข้ได้
ICD เป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจเช๊คจังหวะการเต้นของหัวใจตอลดเวลา
เมื่อตรวจพบการเต้นที่ผิดปกติ เต้นเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ มันจะส่งคลื่น (energy)
ไปจัดการแก้ไขให้ทำงานได้เป็นปกติทันที ซึ่งมีหน้าที่หายอย่างด้วยกัน
เช่น:
• Anti-tachycardia pacing (ATP). เมื่อหัวใจมีการเต้นที่เร็วไป
เครื่องมือจะส่งคลื่นเป็นขบวน (series of electrical impulse) ไป
ยังกล้ามเนื้อหัวใจ...จัดการให้กลับมาเต้นเหมือนเดิม
• Cardioversion. เป็นการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (energy shock)
ในขณะมีการทำให้การเต้นของหัวใจ ... ทำให้การเต้นกลับสู่การเต้นที่เป็นปกติได้
• Defibrillation. ในกรณีที่มีการเต้นที่ผิดปกติ ที่เต้นด้วยความเร้วสูง และสม่ำเสมอ
การใช้พลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเมื่อปล่อยไปยังกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว สามารถทำให้การเต้นกลับเป็นปกติได้
• Anti-bradycardia pacing. ปรากฏว่า มีเครื่อง ICDs จำนวนมาก
ทีสามารถทำหน้าที่สำรองข้อมล ( back-up pacing) การเต้นตามปกติของหัวใจเอาไว้
เมื่อมีการเต้นผิดปกติ มันสามารถจัดการแก้ไขได้
Catheter Ablation?
เป็นวิธีการรักษาภาวะการณ์เต้นผิดปกติของหัวใจ ชนิด PSVTs, atrial flutter ,
atrial fibrillation และในบางรายที่เป็นทั้ง atrial &ventricular tachycardis.
การรักษาด้วยวิธี ablation กระทำได้โดยการใช้พลังงานจากกระแสไฟฟาที่มีความถี่สูง
ส่งผ่านไปตามสาย Catheter ไปยังเนื้อเยื่อภายในหัวใจ ซึ่งเป็นตัวทำหน้าที่ก่อให้เกิดคลื่นที่ไม่ปกติ
เป็นการใช้พลังจากกระแสไฟฟ้า ทำลายการติดต่อของคลื่นที่ผิดปกติลง
Heart Surgery?
บางครั้งศัลยกรรมทรางอก หรือการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจ ก็อาจมีบทบาทต่อการรักษา
การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้เช่นกัน โดยวิธีการหนึ่ง เรียกว่า Maze procedure
เป็นกระบวนการใช้มิดผ่าตัด “กรีด” เนื้อเยื่อของหัวใจส่วนที่ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า
ซึ่งอยู่ในหัวใจสองห้องบน การรักษาด้วยวิธีการดัวกล่าว คนไข้บางรายอาจจำเป็นต้องใช้
Pacemaker ต่อไปก้ได
http://www.webmd.com/heart-disease/guide/heart-disease-abnormal-heart-rhythm?page=3
Heart Disease and Heart Rhythm (Arrhythmia)
หัวใจเต้นผิดปกติ! หรือ ปกติ!
การที่หัวใจของคนเราเต้นผิดปกติไป เขาเรียกว่า arrhythmia
ซึ่งจะแตกต่างจากอัตราการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอ (irregular heart rate)
ตามจริงทั้งสองภาวะ ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน
ปกติอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 50– 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
ภาวะ arrhythmia สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะที่หัวใจเต้นด้วยอัตราปกติได้
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว หัวหัวใจเต้นช้าก็ได้
ในสหรัฐฯ เคยมีคนไข้ทีหัวใจเต้นผิดปกติ ถูกรับไว้ในโรงพยาบาลปีหนึ่งมากกว่า 850,000 คน / ปี
อะไรคือสาเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติ (arrhythmia):
หัวใจเต้นผิดปกติ อาจมีสาเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น:
o โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ (coronary artery disease)
o การเปลี่ยนแปลงในกล้ามเนื้อของหัวใจ
o มีความไม่สมดุลในธาติ หรือ สารที่มีไอออน (อีเล็กโตรไลท์) เช่น sodium หรือ potassium
o กล้ามเนื้อ หัวใจถูกทำลาย (injury) จากการขาดเลือด & ออกซิเจน (heart attack)
o ภายหลังการผ่าตัดหัวใจ
ชนิดของความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ
(Types of arrhythmia)
o Premature atrial contractions. เป็นการเต้นของหัวใจห้องบนก่อนเวลาอันควร
ยกตัวอย่าง เช่น การเต้นของหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นหลายครั้งก่อนเวลาอันควร
ซึ่งเป็นผลจากคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (atria) ทำให้เราจับชีพจรได้เป็นคู่ ๆ
หากท่านใด มีการเต้นของหัวใจในลักษณะดังกล่าว ไม่ต้องกังวล เพราะมีอันตรายอะไรเลย
มันเป็นการตอบสนองของระบบเสนเลือด และหัวใจ ที่มีต่อความสมบูรณ์ของร่างกายก็ได้
o Premature ventricular contractions(PVCs). เป็นการเต้นของหัวใจที่พบบ่อย
ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่คน ๆ นั้น มี หรือไม่มีโรคหัวใจ เป็นความรู้สึกที่คนเราสามารถสัมผัสได้
การเต้นของหัวใจดังกล่าว จะสัมพันธ์กับความเครียด หรือ ดื่มกาแฟมากไป หรือสูบหรี่มากเกินไป
หรือแม้กระทั้งออกกำลังกายมากเกิน ก็ทำให้เกิดขึ้นได้
PVCs สามารถเกิดจากคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือ เกิดจาการเสียความสมดุลในอีเล็กโตรไลท์ได้
ถ้าท่านมีอาการร่วมกันภาวะดังกล่าวมากเกินปกติ ท่านควรพบแพทย์
อย่างไรก็ตาม ภาวะ PVCs ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายใด ๆ ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา
(หรือถ้าจะมี...ก้น้อยมาก!)
o Atrial fibrillation. AF เป็นการเต้นของหัวใจที่มีจังหวะผิดปกติ
(irregular Rhythm) ซึ่งพบได้บ่อย ทำให้กล้ามเน้วหัวใจห้องบนเต้นผิดปกติไป
o Atrial Flutter. เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
ซึ่งเกิดจากวงจรของคลื่นไฟฟ้าในหัวใจสองห้องบนปล่อยเร็วกว่าปกติ โดยอาจเกิดได้ครั้ง หรือมากกว่า
โดยเราจะพบได้ในคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ
ส่วนมากจะพบหลังการผ่าตัดหัวใจ พวกนี้สามารถเปลี่ยนเป้น AF ได้
o Paroxysmal supraventricular tachycardia (PVST).
o เป็นการเต้นขอหัวใจ ที่มีอัตราการเต้นที่ถี่-เร็ว และ มักจะเป็นการเต้นที่สม่ำเสมอ
โดยคลื่นนกระแสไฟฟ้า ที่ปล่อยออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใย ตรงตำแหน่งที่อยู่เหนือหัวใจสองห้องล่าง
ซึ่งมันจะเกิด และดับลงอย่างรวดเร็ว
PVST มีสองชนิด ที่เราควรรู้เอาไว้ Accessory path tachycardia และ AV node
Reentrant tachycardia
Accessory pathway tachycardias. ในชนิดนี้ จะพบหัวใจมีการเต้นเร็ว
เนื่องมาจากมีทางเดินของคลืนกระแสไฟฟ้า (extra abnormal pathway) เพิ่มขึ้นจากเดิม
ทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสองเส้นทาง (ทางเดิม และทางที่มีเพิ่ม)
เป็นเหตุให้มคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งรอบหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินปกติไป
AV nodal reentrant tachycardia. การเต้นของหัวใจที่เร็วผิดปกติชนิดนี้
เกิดจากการที่มีทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจมากว่าหนึ่ง ที่วิ่งผ่าน AV node
ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการใจสั่น, เป็นลม หรือ หัวใจล้มเหลว
ในบางราย เราสามารถทำให้มันหายไป ด้วยวิธีการง่าย ๆ เช่น หายใจลึก ๆแล้วเบ่ง
(breathing in and bearing sown)
มียาบางตัวสามารถยุติกการเต้นที่ผิดปกติดังกล่าวได้
o Ventricular tachycardia (V-tach). เป็นการของหัวใจสองหองล่าง ที่เต้นเร็ว
โดยมีคลื่นจากกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง (ventricles)
การที่หัวใจสองห้องล่าวเต้นเร็วนั้น จะขัดขวางไม่ให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้ไม่เพียงพอ
จัดเป็นชนิดของการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ที่มีอันตราย โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคหัวใจ
และอาจทำให้คนไข้มีอาการมากขึ้น
o Ventricular fibrillation. เป็นการเต้นของหัวใจที่เต้นเร็ว
ซึ่งเกิดจากการที่มีการปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจสองห้องล่าวอย่างไร้เป้าหมาย
เป็นการยิงคลื่นกระแสไฟฟ้า ที่มีลักษณะเหมือนฝูงชนแตกตื่นจากภัยพิบัติ...
ทำให้การเต้นบีบตัวของกล้ามหัวใจห้องล่างสั่นระริก ไม่สามารถที่จะบีบเลือดออกจากหัวใจได้เลย
จัดเป็นภาวะฉุกเฉิน ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน
เช่น (cardiopulmonary Resuscitation (CPR) และทำ defibrillation ให้เร็วที่สุด
o Long QT syndrome. QT interval คือบริเวณที่พบใน electrocardiogram
ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า เป็นระยะเวลาที่กล้ามเนื้อมีการหัดตัว และกลับสุ่สะภาพเดิม (contract and recover)
หรือเป็นระยะเวลาที่มีการยิ่งคลื่นกระไฟฟ้า และมีการ recharge
ถ้าเมื่อใดที่พบว่า QT interval ยาวกว่าปกติ มันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต
จากการเกิด ventricular taแhycardia
ในบางราย Long QT syndrome เป็นโรคทางกรรมพันธ์ สามารถทำให้เกิดการเสียชวิตในคนหนุ่มได้
ซึ่งสามารถรักษาด้วยการใช้ยาต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
o Bradyarrhythmias. เป้นการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ ซึ่งเกิดจากโรคหัวใจเอง
โดยที่ระบบกำเนิดคลื่นของหัวใจทำงานผิดปกติ
ยกตัวอย่างเช่น sinus node dysfunction และ พวก heart block
Sinus nod dysfunction. โรคที่มีจังหวะการเต้นของหัวใจเต้นช้าลง
เพราะมีความผิดปกติที่ปุ่มกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า SA node
สำหรับรายที่ทำให้มีอาการ จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
Heart block. เป็นปิดกั้นคลื่นกระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบนไปยังหัวใจห้องล่าง
ซึ่งปิดกั้นบางสั่วน ทำให้การเนทางของคลื่นช้าลง (partial) หรือถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง (complete block)
เป็นเหตุให้หัวใจเต้นได้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจเป็น ช้าลง หรือ อาจเต้นเร็วขึ้น
ถ้าหากอาการรุนแรง จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
การเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมาในรุแบบที่ไม่มีใครรู้ ไม่แสดงอาการ
แพทย์ตรวจพบในขะทำการตรวจร่างกาย โดยตรวจคำชีพจร การตรวจคลื่นของหัวใจ ECG
อาการแสดงของภาวะหัวใจเต้นไม่ปกติ อาจมีดังต่อไปนี้:
• มีอาการใจสั่น (palpitation เป็นความรู้สึกผิดปกติ ...
• Pounding in the chest
• รู้สึกวิงเวียน (dizziness)
• รู้สึกเป็นลม (fainti8ng)
• Shortness of breath
• Chest discomfort
• Weakness or fatigue
Continued. >
การที่หัวใจของคนเราเต้นผิดปกติไป เขาเรียกว่า arrhythmia
ซึ่งจะแตกต่างจากอัตราการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอ (irregular heart rate)
ตามจริงทั้งสองภาวะ ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน
ปกติอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 50– 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
ภาวะ arrhythmia สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะที่หัวใจเต้นด้วยอัตราปกติได้
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว หัวหัวใจเต้นช้าก็ได้
ในสหรัฐฯ เคยมีคนไข้ทีหัวใจเต้นผิดปกติ ถูกรับไว้ในโรงพยาบาลปีหนึ่งมากกว่า 850,000 คน / ปี
อะไรคือสาเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติ (arrhythmia):
หัวใจเต้นผิดปกติ อาจมีสาเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น:
o โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ (coronary artery disease)
o การเปลี่ยนแปลงในกล้ามเนื้อของหัวใจ
o มีความไม่สมดุลในธาติ หรือ สารที่มีไอออน (อีเล็กโตรไลท์) เช่น sodium หรือ potassium
o กล้ามเนื้อ หัวใจถูกทำลาย (injury) จากการขาดเลือด & ออกซิเจน (heart attack)
o ภายหลังการผ่าตัดหัวใจ
ชนิดของความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ
(Types of arrhythmia)
o Premature atrial contractions. เป็นการเต้นของหัวใจห้องบนก่อนเวลาอันควร
ยกตัวอย่าง เช่น การเต้นของหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นหลายครั้งก่อนเวลาอันควร
ซึ่งเป็นผลจากคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (atria) ทำให้เราจับชีพจรได้เป็นคู่ ๆ
หากท่านใด มีการเต้นของหัวใจในลักษณะดังกล่าว ไม่ต้องกังวล เพราะมีอันตรายอะไรเลย
มันเป็นการตอบสนองของระบบเสนเลือด และหัวใจ ที่มีต่อความสมบูรณ์ของร่างกายก็ได้
o Premature ventricular contractions(PVCs). เป็นการเต้นของหัวใจที่พบบ่อย
ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่คน ๆ นั้น มี หรือไม่มีโรคหัวใจ เป็นความรู้สึกที่คนเราสามารถสัมผัสได้
การเต้นของหัวใจดังกล่าว จะสัมพันธ์กับความเครียด หรือ ดื่มกาแฟมากไป หรือสูบหรี่มากเกินไป
หรือแม้กระทั้งออกกำลังกายมากเกิน ก็ทำให้เกิดขึ้นได้
PVCs สามารถเกิดจากคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือ เกิดจาการเสียความสมดุลในอีเล็กโตรไลท์ได้
ถ้าท่านมีอาการร่วมกันภาวะดังกล่าวมากเกินปกติ ท่านควรพบแพทย์
อย่างไรก็ตาม ภาวะ PVCs ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายใด ๆ ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา
(หรือถ้าจะมี...ก้น้อยมาก!)
o Atrial fibrillation. AF เป็นการเต้นของหัวใจที่มีจังหวะผิดปกติ
(irregular Rhythm) ซึ่งพบได้บ่อย ทำให้กล้ามเน้วหัวใจห้องบนเต้นผิดปกติไป
o Atrial Flutter. เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
ซึ่งเกิดจากวงจรของคลื่นไฟฟ้าในหัวใจสองห้องบนปล่อยเร็วกว่าปกติ โดยอาจเกิดได้ครั้ง หรือมากกว่า
โดยเราจะพบได้ในคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ
ส่วนมากจะพบหลังการผ่าตัดหัวใจ พวกนี้สามารถเปลี่ยนเป้น AF ได้
o Paroxysmal supraventricular tachycardia (PVST).
o เป็นการเต้นขอหัวใจ ที่มีอัตราการเต้นที่ถี่-เร็ว และ มักจะเป็นการเต้นที่สม่ำเสมอ
โดยคลื่นนกระแสไฟฟ้า ที่ปล่อยออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใย ตรงตำแหน่งที่อยู่เหนือหัวใจสองห้องล่าง
ซึ่งมันจะเกิด และดับลงอย่างรวดเร็ว
PVST มีสองชนิด ที่เราควรรู้เอาไว้ Accessory path tachycardia และ AV node
Reentrant tachycardia
Accessory pathway tachycardias. ในชนิดนี้ จะพบหัวใจมีการเต้นเร็ว
เนื่องมาจากมีทางเดินของคลืนกระแสไฟฟ้า (extra abnormal pathway) เพิ่มขึ้นจากเดิม
ทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสองเส้นทาง (ทางเดิม และทางที่มีเพิ่ม)
เป็นเหตุให้มคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งรอบหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินปกติไป
AV nodal reentrant tachycardia. การเต้นของหัวใจที่เร็วผิดปกติชนิดนี้
เกิดจากการที่มีทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจมากว่าหนึ่ง ที่วิ่งผ่าน AV node
ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการใจสั่น, เป็นลม หรือ หัวใจล้มเหลว
ในบางราย เราสามารถทำให้มันหายไป ด้วยวิธีการง่าย ๆ เช่น หายใจลึก ๆแล้วเบ่ง
(breathing in and bearing sown)
มียาบางตัวสามารถยุติกการเต้นที่ผิดปกติดังกล่าวได้
o Ventricular tachycardia (V-tach). เป็นการของหัวใจสองหองล่าง ที่เต้นเร็ว
โดยมีคลื่นจากกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง (ventricles)
การที่หัวใจสองห้องล่าวเต้นเร็วนั้น จะขัดขวางไม่ให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้ไม่เพียงพอ
จัดเป็นชนิดของการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ที่มีอันตราย โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคหัวใจ
และอาจทำให้คนไข้มีอาการมากขึ้น
o Ventricular fibrillation. เป็นการเต้นของหัวใจที่เต้นเร็ว
ซึ่งเกิดจากการที่มีการปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจสองห้องล่าวอย่างไร้เป้าหมาย
เป็นการยิงคลื่นกระแสไฟฟ้า ที่มีลักษณะเหมือนฝูงชนแตกตื่นจากภัยพิบัติ...
ทำให้การเต้นบีบตัวของกล้ามหัวใจห้องล่างสั่นระริก ไม่สามารถที่จะบีบเลือดออกจากหัวใจได้เลย
จัดเป็นภาวะฉุกเฉิน ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน
เช่น (cardiopulmonary Resuscitation (CPR) และทำ defibrillation ให้เร็วที่สุด
o Long QT syndrome. QT interval คือบริเวณที่พบใน electrocardiogram
ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า เป็นระยะเวลาที่กล้ามเนื้อมีการหัดตัว และกลับสุ่สะภาพเดิม (contract and recover)
หรือเป็นระยะเวลาที่มีการยิ่งคลื่นกระไฟฟ้า และมีการ recharge
ถ้าเมื่อใดที่พบว่า QT interval ยาวกว่าปกติ มันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต
จากการเกิด ventricular taแhycardia
ในบางราย Long QT syndrome เป็นโรคทางกรรมพันธ์ สามารถทำให้เกิดการเสียชวิตในคนหนุ่มได้
ซึ่งสามารถรักษาด้วยการใช้ยาต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
o Bradyarrhythmias. เป้นการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ ซึ่งเกิดจากโรคหัวใจเอง
โดยที่ระบบกำเนิดคลื่นของหัวใจทำงานผิดปกติ
ยกตัวอย่างเช่น sinus node dysfunction และ พวก heart block
Sinus nod dysfunction. โรคที่มีจังหวะการเต้นของหัวใจเต้นช้าลง
เพราะมีความผิดปกติที่ปุ่มกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า SA node
สำหรับรายที่ทำให้มีอาการ จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
Heart block. เป็นปิดกั้นคลื่นกระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบนไปยังหัวใจห้องล่าง
ซึ่งปิดกั้นบางสั่วน ทำให้การเนทางของคลื่นช้าลง (partial) หรือถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง (complete block)
เป็นเหตุให้หัวใจเต้นได้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจเป็น ช้าลง หรือ อาจเต้นเร็วขึ้น
ถ้าหากอาการรุนแรง จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
การเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมาในรุแบบที่ไม่มีใครรู้ ไม่แสดงอาการ
แพทย์ตรวจพบในขะทำการตรวจร่างกาย โดยตรวจคำชีพจร การตรวจคลื่นของหัวใจ ECG
อาการแสดงของภาวะหัวใจเต้นไม่ปกติ อาจมีดังต่อไปนี้:
• มีอาการใจสั่น (palpitation เป็นความรู้สึกผิดปกติ ...
• Pounding in the chest
• รู้สึกวิงเวียน (dizziness)
• รู้สึกเป็นลม (fainti8ng)
• Shortness of breath
• Chest discomfort
• Weakness or fatigue
Continued. >
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555
Abnormal Hearth Rhythm (Arrhythmia)-continued
continue.
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ มีหลายชนิด ที่เป็นชนิดหลัก (main types)
ที่เราควรู้ ได้แก่:
• Supraventricular tachycardia (SVT)
ความผิดปกติชนิดนี้ เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ไม่ถูกควบคุมด้วย SA node
แต่ ตำแหน่งที่ก่อให้เกิดคลื่นกระแสไฟฟ้า ทำให้เกิด SVT จะอยู่ ณ จุดหนึ่งในกล้ามเนื้อหัวใจ
ที่อยู่เหนือสองห้องล่าง(ventricles)
ตรงจุดนี้แหละ มันจะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังทุกส่วนของกล้ามเนื้อสองห้องล่างของหัวใจ
ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวเกิดการหดเกร็ง (contract) ได้เร็วกว่าปกติ 140-240 คร้ง ต่อนาที
และการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นการหดเกร็ง หรือการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ ที่มีความสำม่เสมอ
ซึ่ง การเกิดการหดเกร็งดังกล่าว เป็นความผิดปกติ จะเกิดนานประมาณ 2-3 นาที
บางรายนานเป็นชั่วโมง
ระยะเวลาของการเกิด SVT มีได้แตกต่างกันไป บางรายเกิดขึ้นห่างกันในระยะสั้น ๆ
วันหนึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง บางราย นาน ๆ จะเกิดครั้ง เช่น ปีละครั้ง หรือ ปีละสองครั้ง
แต่ส่วนใหญ่ จะอยู่ระหว่างกลาง ซึ่ง เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอีก
• Atrial fibrillation (AF)
ใน AF คลื่นกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติจำนวนมาก ซึ่ง ยิงจากส่วนต่าง ๆ ของหัวใจส่วนบน (atria)
ให้คลื่นกระแสไฟฟ้า กระจายไปทุกส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนบน
จากนั้น กล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบนเกิดการหดเกร็ง ที่เร็วมาก เป็นแบบสั่นระริก (fibrillate)
ซึ่งหมายความว่า มีบางส่วนของกล้ามเนื้อของสองห้องบนเท่านั้น ที่มีการหดเกร็ง (contract)
อาจมากถึง 400 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
มีบางคลื่นของหัวใจจากกล้ามเนื้อห้องบน (atria) เท่านั้น สามารถผ่านผ่าถึงกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างได้
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบ่าง (ventricles) สามารถเต้นได้ 160 – 180 ครั้ง ต่อนาที
และการเต้นของหัวใจ ก็เป็นการเต้นที่ไม่สมำเสมอ แต่ละครั้ง มีแรงของการบีบตัวไม่เท่ากัน
เมื่อเกิดมี AF ขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดถาวร แต่ในบางราย
อาจเป็นชนิดที่ "มาแล้วก็ไป"(paroxysmal AF)
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ แต่ ก็อาจเกิดขึ้นในคนหนุ่มสาวได้เช่นกัน
• Ventricular tachycardia
เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก
ในกรณีนี้ หัวใจสองห้องล่างจะเต้นเร็วกว่าปกติ (ประมาณ 120-200 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที)
การเต้นของหัวใจสองห้องบน (atria) จะเต้นด้วยอัตราความเร็วปกติ
ดังนั้น ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการเต้นของหัวใจสองห้องล่าง ไม่ตอบสนองต่อ
คลื่นกระแสไฟฟ้าที่มาจากหังใจสองห้องบนเลย
• Ventricular fibrillation (VF):
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติจากสองห้องล่าง (VF) เกิดจากคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
ทียิงออกมาจากกล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่างนั้นแหละ
จากนั้น กล้ามเนื้อของสองหัวใจด้านล่าง จะหดตัวแบบสั่นระริก (fibrillate)
ซึ่งหมายความว่า การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง ไม่มีแรงมากพอ
ที่จะส่งเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
ถ้า คนไข้ไม่ได้รับการแก้ไขทัน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ:
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ ส่วนใหญ่จะมีต้นเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
มีการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial infarction)
• Heart block:
ความผิดปกติชนิดนี้ เกิดขึ้นได้เมื่อคลื่นกระแส ไฟฟ้าของหัวใจ
ถูกปิดกันเพียงบางส่วน (partial) หรือถูกปิดกั้นโดยตลอด (complete)
ซึ่งเกิดขึ้นตรงตำแหน่งระหว่างหัวใจสองห้องบน และ หัวใจสองห้องล่าง
SA node ที่อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจด้านบน (atria) จะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าด้วยอัตราปกติ
แต่คลื่นดังกล่าวไม่สามารถ่ผ่านไปได้เหมือนปกติ และการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่าง
จะขึ้นกับคลื่นของกระแสไฟฟ้า ที่สามารถวิ่ง ผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างเท่านั้น
การปิดกั้นการเดินทางของคลื่นกระแสไฟฟ้า สามารถแบ่งออกเป็น:
o First degree heart block:
ในกรณีนี้ กระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากกล้ามเนื้อหัวใจ (atria)ผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่าง
จะถูกปิดกั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้การเต้นของหัวใจ ทำงานได้ตามปกติ
o Second degree heart block:
ในกรณีนี้ คลื่นของหัวใจจากหัวใจสองห้องบน บางคลื่นไม่สามารถวิ่งผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างได้
เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่าง (ventricles) เต้นช้าลง
o Third degree heart block or complete:
ในกรณีนี้ จะไม่มีคลื่นกระแสไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบน (atria) ผ่านไปยังหัวใจส่วนล่างได้
ดังนั้น การเต้นของหัวใจ จะไม่เต้นเพราะคลื่นจากหัวใจส่วนบน (atria) ซึ่งมีคลื่นจาก SA node
แต่ จะเต้นได้โดยคลื่นกระแสไฟฟ้า ที่ถูกสร้างจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างเท่านั้น
โดยมันจะเต้นได้ประมาณ 20 – 40 ครั้ง ต่อนาที
• Sick sinus syndrome:
ในกรณีนี้ ความผิดปกติจะเกิดขึ้นที่ SA node ที่ถูกทำลายไป
ทำให้การปล่อยกระแสไฟฟ้า ไม่เป็นปกติ ท่ำให้การเต้นของหัวใจแปรเปลี่ยนไป
บางครั้งเต้นเร็ว บางคร้งเต้นช้าลง
สาเหตุทำให้เกิดการเต้นหัวใจทีผิดปกติ
(causes of arrhythmias)
การเต้นของหัวใจทีผิดปกติหลายอย่าง เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ
ยกตัวอย่าง:
Ishcaemic heart disease ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก (angina)
และหัวใจทำทำลายจากการขาดเลือด (heart attack) โดยมีต้นเหตุมาจากหัวใจขาดเลือด
ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในระบบของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจเอง
การที่กล้ามเนื้อของหัวใจถูกทำลาย (heart attack) จะเป็นต้นหตุให้เกิดการเต้นที่ผิดปกติ
หรือกระทั้งทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจถูกปิดกั้น (block) ได้
Heart valve diseases:
โรคของลิ้นหัวใจ สามารถทำให้หัวใจขยายตัวโตขึ้น เมื่อมันโตขึ้นสามารถทำให้เกิดมี
คลื่นหัวใจที่ผิดปกติไป ยกตัวอย่าง เช่น โรค AF เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในคนไข้
ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจ “ไมตรอล” (mitral valve disease)
High blood pressure:
คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง สามารถทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติไปได้เช่นกัน
Age-related degeneration (ageing):
คนเมื่อมีอายุมากขึ้น ย่อมมีการเสื่อมลงเป็นธรรมดา เช่น กล้ามเนื้อ ของหัวใจก็มีการเสื่อม
โดยเฉพาะเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ระบบ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับคลื่นกระแสไฟฟ้าของ
เมื่อมันเสื่อม ย่อมมีผลกระทบต่อการส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าได้ไม่มากก็น้อย
หัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Complete heart block
Cardiomyopathy:
ความผิดปกติในกล้ามเนื้อหัวใจ บางครั้งสามารถทำให้เกิดความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ (arrhythmia)
ในบางคน อาจเนื่องมาจากความผิดปกติในทิศทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
ซึ่งมีมาตั้งแต่กำเนิด ยกตัวอย่าง มีที่กำเนิดคลื่นไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม เกิดในตำแหน่ง
ระหว่างหัวใจห้องบน(atria) และห้องล่าง (ventricles)
ซึ่งจะทำให้เกิด การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจชนิด SVT (อาการจะปรากฏขึ้น เมื่อโตขึ้นถึงวัยหนุ่ม)
ความพิการของหัวใจแต่กำเนิด (congenital heart defect) สามารถมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้
การอักเสบของหัวใจ ก็สามารถเกิดการเต้นที่ผิดปกติได้เชนกัน...
อาการของคนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ
(symptoms of arrhythmia)
คนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมีได้แตกต่างกัน ขึ้นกับความรุนแรงของโรค
ในคนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ที่เต้นได้อย่างไม่สม่ำเสมอ
ซึ่งจะมาเมื่อไรก็ไมรู้ แล้วก็ผ่านไป อาการที่เกิดจะเกิดขึ้นอย่างฉัยพลัน
อาการที่เกิดอาจเป็น:
o Palpitation เป็นความรู้สึกของการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
เช่น รู้สึกใจสั่น ความรู้สึกดังกล่าว ยังสามารถพบได้ในคนปกติ ซึ่ง หัวใจเต้นปกติ แต่รู้สึกไม่ปกติ
ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญแพทย์ระะบบหัวใจ ทำการ
วินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง
o ชีพจรที่เกิดขึ้น อาจเต้นเร็ว เต้นช้า หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ
o มีความรู้สึกวิงเวียน (dizziness) หรือ รู้สึกจะเป็นลม (faint)
หายใจไม่พอ บางคนบอกว่า เป็นการหายใจไม่ทั่วท้อง ซึ่งมีลักษณะหายใจถี่ และ สั้น
(shortness of breath)
o บางคนเกิดความรู้สึกเจ็บหน้าอก
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติบางราย อาจมีความรุนแรงมากกว่าคนอื่นอัตราการเต้นของหัวใจ ที่เต้นเร็ว หรือ ช้า กว่าปกติ
ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเลือด ที่ไปเลี้ยงหัวใจน้อยกว่าปกติ
ในบางรายอาจลงเอยด้วยการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว หรือ หมดความรู้สึกไป (collapse)
จำเป็นต้องได้รับการตรวจด้วยหรือ ?
Do I need any tests?
ในคนไข้บางราย ที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ แพทย์สามารถบอกได้ไม่ยาก
หมอเขา เพียงแต่ตรวจดูชีพจร และตรวจดูร่างกายของท่านเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในบางรายที่มีอาการไม่สม่ำเสมอ นาน ๆ เกิดที
อาการทีเกิดนั้น อาจเป็น หรือไม่ได้เกิดจากการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติก็ได้
ยกตัวอย่าง คนบางคนมีอาการ palpitation อาจเกิดจาก ectopic beats
หรือ อาจเกิดจากการที่เขาตระหนักรู้ถึงภาวการณ์เต้นของหัวใจที่ปกติก็ได้
คนบางราย มีอาการวิงเวียน dizziness spells หรือ เป็นลม (fainting attack)
อาจเกิดจากการมีการเต้นของหัวใจ ที่นาน ๆ เกิดมีอาการที (intermittent)
ดังนั้น การตรวจสามารถสามารถยืนยันได้ว่า การเต้นหัวใจของท่านผิดปกติหรือไม่
ซึ่งแพทย์สามารถบอกได้ว่า การเต้นที่ผิดปกตินั้น เป็นผิดปกติชนิดใด
การตรวจที่ท่านควรรู้มดังนี้:
Electrocardiogram (ECG)
EKG Test เป็นวิธีการตรวจที่ไม่เจ็บปวด และปลอดภัย
มี electrodes แปะไว้ที่บริเวณแขน ขา และบริเวณหน้าอก แล้วต่อเข้ากับเครื่อง EKG
คลื่นของกระแสไฟฟ้าของหัวใจ จะถูกบันทึกบนแผ่นกระดาษ หรือ บันทึกด้วยคอมพิวเตอร์
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติขณะที่ทำการตรวจ สามารถพบได้ และบันทึกได้ในขณะทำการตรวจ
Ambulatory ECG
ในกรณีที่ท่านมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ จะเต้นเมื่อไดก็ไม่รู้ (intermittent) เราไม่สามารถตรวจ
ด้วยการตรวจตามปกติ จำเป็นต้องตรวจด้วยเครื่องที่ติดไว้กับตัวคนไข้ (ambulatory EKG)
เป็นการตรวจคลื่นของหัวใจขณะที่ท่านทำงานในกิจวัตรประจำวัน เป็นการตรวจตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมกันนั้น ท่านจะต้องบันทึกเวลาที่ท่านมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น (เช่น อาการใจสั่น-palpitation)
เมื่อสิ้นสุดการตรวจ แพทย์จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกจากเครื่องตรวจ EKG
ที่สำคัญ อาการที่เกิดขึ้นในขณะทีท่านบันทึก เมื่อเทียบเคียงกับคลื่นที่บันทึกไว้ สามารถบอกได้ว่า
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือ ปกตินั้น มันตรงกับอาการความรู้สึกที่ท่านมีหรือไม่
Exercise ECG
บางครั้ง การตรวจคลื่นของหัวใจ EKG จะกระทำในขณะที่ท่านออกกำลังกาย
เช่น เดินบนสายพาน หรือถีบจักรยาน เป็นการกระตุ้นให้เกิดมีอาการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติขึ้น
ซึ่ง อาจพบชนิดการเต้นที่ผิดปกติ ที่นาน ๆ เกิดที (intermittent arrhythmia)
การรักษาภาวการณ์เต้นหัวใจผิดปกติ (arrhythmia)
หัวใจที่เต้นผิดปกติในแต่ละชนิด มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน
นอกจากนั้น การรักษาโรคที่ซ่อนตัวอยู่ เช่น โรคต่อมไทยรอยด์ทำงานเกิน หรือ
หัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) หรือ โรคความดันสูง
Medication
มียาหลายขนาน ที่สามารถกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการป้องกัน
การเกิดการเต้นของหัวใจแบบที่เราไม่ทราบว่าจะเกิดเมื่อใด (intermittent arrhythmia)
หรือ ถูกนำไปใช้ในการควบคุมภาวะ atrial fibrillation
Catheter ablation (destruction) treatment
เป็นวิธีการรักษาคนไข้ที่มีการเต้นหัวใจผิดปกติแบบ SVT, Ventricular tachycardia
และ AF เป็นการรักษาด้วยการทำลายตำแหน่งที่ก่อให้เกิดคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติ
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการสอดใส่ catheter ผ่านเส้นเลือดดำที่บริเวณต้นขา เข้าสู่หัวใจ
ให้ปลาย catheter ไปจ่อตรงบริเวณที่ต้องการทำลาย โดยอาศัย X-rays เป็นเครื่องช่วย
Cardioversion
เป็นวิธีการรักษาคนไข้ที่มีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติบางชนิด เช่น หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia)
ยกตัวอย่าง ในคนไข้บางรายที่เป็น Atrial fibrillation (AF) ซึ่งเกิดขึ้นไม่นาน
และใช้รักษาคนไขบางรายที่เป็น ventricular tachycardia
ในขณะที่คนไข้ได้รับการดมยาสลบ เขาทำการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (electric shock) ตรงบริเวณ
หน้าอกตรงตำแหน่งของหัวใจ
การกระทำด้วยการกระตุกด้วยไฟฟ้าดังกล่าว สามารถเปลี่ยนคลื่นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ
ให้กลับสู่ปกติได้
Artificial pacemakers
เป็นวิธีการรักษา ที่นำมาใช้รักษาคนไข้ที่คลื่นของหัวใจถูกสกัดกั้น (heart block)
และในบางสถานการณ์ artificial pacemaker เป็นเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ที่ฝังไว้ใต้ผิวหนัง
บริเวณหน้าอก จากเครื่องมือดังกล่าว มีสายลวดเส้นเล็ก ๆ สอดผ่านไปยังหัวใจ
ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว สามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นได้ตามปกติ
Implantable cardioverter defibrillators (ICDs)
เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะคล้าย pacemaker ซึ่งถูกฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณยอดอก
มีลวดเส้นเล็ก ๆ สอดผ่านไปยังหัวใจ เครื่องมือดังกล่าวจะตรวจสอบการเต้นของหัวใจ
ถ้าการเต้นของหัวใจผิดปกติ เครื่องมือจะส่งคลื่น electric shock ไปยังหัวใจ ทำให้
คลื่นที่ผิดปกติหยุดลง
http://www.patient.co.uk/health/Arrhythmias.htm
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ มีหลายชนิด ที่เป็นชนิดหลัก (main types)
ที่เราควรู้ ได้แก่:
• Supraventricular tachycardia (SVT)
ความผิดปกติชนิดนี้ เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ไม่ถูกควบคุมด้วย SA node
แต่ ตำแหน่งที่ก่อให้เกิดคลื่นกระแสไฟฟ้า ทำให้เกิด SVT จะอยู่ ณ จุดหนึ่งในกล้ามเนื้อหัวใจ
ที่อยู่เหนือสองห้องล่าง(ventricles)
ตรงจุดนี้แหละ มันจะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังทุกส่วนของกล้ามเนื้อสองห้องล่างของหัวใจ
ทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวเกิดการหดเกร็ง (contract) ได้เร็วกว่าปกติ 140-240 คร้ง ต่อนาที
และการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นการหดเกร็ง หรือการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ ที่มีความสำม่เสมอ
ซึ่ง การเกิดการหดเกร็งดังกล่าว เป็นความผิดปกติ จะเกิดนานประมาณ 2-3 นาที
บางรายนานเป็นชั่วโมง
ระยะเวลาของการเกิด SVT มีได้แตกต่างกันไป บางรายเกิดขึ้นห่างกันในระยะสั้น ๆ
วันหนึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง บางราย นาน ๆ จะเกิดครั้ง เช่น ปีละครั้ง หรือ ปีละสองครั้ง
แต่ส่วนใหญ่ จะอยู่ระหว่างกลาง ซึ่ง เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอีก
• Atrial fibrillation (AF)
ใน AF คลื่นกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติจำนวนมาก ซึ่ง ยิงจากส่วนต่าง ๆ ของหัวใจส่วนบน (atria)
ให้คลื่นกระแสไฟฟ้า กระจายไปทุกส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนบน
จากนั้น กล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบนเกิดการหดเกร็ง ที่เร็วมาก เป็นแบบสั่นระริก (fibrillate)
ซึ่งหมายความว่า มีบางส่วนของกล้ามเนื้อของสองห้องบนเท่านั้น ที่มีการหดเกร็ง (contract)
อาจมากถึง 400 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
มีบางคลื่นของหัวใจจากกล้ามเนื้อห้องบน (atria) เท่านั้น สามารถผ่านผ่าถึงกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างได้
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบ่าง (ventricles) สามารถเต้นได้ 160 – 180 ครั้ง ต่อนาที
และการเต้นของหัวใจ ก็เป็นการเต้นที่ไม่สมำเสมอ แต่ละครั้ง มีแรงของการบีบตัวไม่เท่ากัน
เมื่อเกิดมี AF ขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดถาวร แต่ในบางราย
อาจเป็นชนิดที่ "มาแล้วก็ไป"(paroxysmal AF)
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคนสูงอายุ แต่ ก็อาจเกิดขึ้นในคนหนุ่มสาวได้เช่นกัน
• Ventricular tachycardia
เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก
ในกรณีนี้ หัวใจสองห้องล่างจะเต้นเร็วกว่าปกติ (ประมาณ 120-200 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที)
การเต้นของหัวใจสองห้องบน (atria) จะเต้นด้วยอัตราความเร็วปกติ
ดังนั้น ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการเต้นของหัวใจสองห้องล่าง ไม่ตอบสนองต่อ
คลื่นกระแสไฟฟ้าที่มาจากหังใจสองห้องบนเลย
• Ventricular fibrillation (VF):
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติจากสองห้องล่าง (VF) เกิดจากคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
ทียิงออกมาจากกล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่างนั้นแหละ
จากนั้น กล้ามเนื้อของสองหัวใจด้านล่าง จะหดตัวแบบสั่นระริก (fibrillate)
ซึ่งหมายความว่า การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง ไม่มีแรงมากพอ
ที่จะส่งเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้
ถ้า คนไข้ไม่ได้รับการแก้ไขทัน อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ:
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ ส่วนใหญ่จะมีต้นเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
มีการทำลายกล้ามเนื้อหัวใจ (myocardial infarction)
• Heart block:
ความผิดปกติชนิดนี้ เกิดขึ้นได้เมื่อคลื่นกระแส ไฟฟ้าของหัวใจ
ถูกปิดกันเพียงบางส่วน (partial) หรือถูกปิดกั้นโดยตลอด (complete)
ซึ่งเกิดขึ้นตรงตำแหน่งระหว่างหัวใจสองห้องบน และ หัวใจสองห้องล่าง
SA node ที่อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจด้านบน (atria) จะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าด้วยอัตราปกติ
แต่คลื่นดังกล่าวไม่สามารถ่ผ่านไปได้เหมือนปกติ และการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่าง
จะขึ้นกับคลื่นของกระแสไฟฟ้า ที่สามารถวิ่ง ผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างเท่านั้น
การปิดกั้นการเดินทางของคลื่นกระแสไฟฟ้า สามารถแบ่งออกเป็น:
o First degree heart block:
ในกรณีนี้ กระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากกล้ามเนื้อหัวใจ (atria)ผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่าง
จะถูกปิดกั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้การเต้นของหัวใจ ทำงานได้ตามปกติ
o Second degree heart block:
ในกรณีนี้ คลื่นของหัวใจจากหัวใจสองห้องบน บางคลื่นไม่สามารถวิ่งผ่านไปยังกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องล่างได้
เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่าง (ventricles) เต้นช้าลง
o Third degree heart block or complete:
ในกรณีนี้ จะไม่มีคลื่นกระแสไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อหัวใจสองห้องบน (atria) ผ่านไปยังหัวใจส่วนล่างได้
ดังนั้น การเต้นของหัวใจ จะไม่เต้นเพราะคลื่นจากหัวใจส่วนบน (atria) ซึ่งมีคลื่นจาก SA node
แต่ จะเต้นได้โดยคลื่นกระแสไฟฟ้า ที่ถูกสร้างจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างเท่านั้น
โดยมันจะเต้นได้ประมาณ 20 – 40 ครั้ง ต่อนาที
• Sick sinus syndrome:
ในกรณีนี้ ความผิดปกติจะเกิดขึ้นที่ SA node ที่ถูกทำลายไป
ทำให้การปล่อยกระแสไฟฟ้า ไม่เป็นปกติ ท่ำให้การเต้นของหัวใจแปรเปลี่ยนไป
บางครั้งเต้นเร็ว บางคร้งเต้นช้าลง
สาเหตุทำให้เกิดการเต้นหัวใจทีผิดปกติ
(causes of arrhythmias)
การเต้นของหัวใจทีผิดปกติหลายอย่าง เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจ
ยกตัวอย่าง:
Ishcaemic heart disease ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก (angina)
และหัวใจทำทำลายจากการขาดเลือด (heart attack) โดยมีต้นเหตุมาจากหัวใจขาดเลือด
ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติในระบบของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจเอง
การที่กล้ามเนื้อของหัวใจถูกทำลาย (heart attack) จะเป็นต้นหตุให้เกิดการเต้นที่ผิดปกติ
หรือกระทั้งทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจถูกปิดกั้น (block) ได้
Heart valve diseases:
โรคของลิ้นหัวใจ สามารถทำให้หัวใจขยายตัวโตขึ้น เมื่อมันโตขึ้นสามารถทำให้เกิดมี
คลื่นหัวใจที่ผิดปกติไป ยกตัวอย่าง เช่น โรค AF เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในคนไข้
ที่เป็นโรคลิ้นหัวใจ “ไมตรอล” (mitral valve disease)
High blood pressure:
คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง สามารถทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติไปได้เช่นกัน
Age-related degeneration (ageing):
คนเมื่อมีอายุมากขึ้น ย่อมมีการเสื่อมลงเป็นธรรมดา เช่น กล้ามเนื้อ ของหัวใจก็มีการเสื่อม
โดยเฉพาะเนื้อเยื่อที่อยู่รอบ ๆ ระบบ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับคลื่นกระแสไฟฟ้าของ
เมื่อมันเสื่อม ย่อมมีผลกระทบต่อการส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าได้ไม่มากก็น้อย
หัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิด Complete heart block
Cardiomyopathy:
ความผิดปกติในกล้ามเนื้อหัวใจ บางครั้งสามารถทำให้เกิดความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ (arrhythmia)
ในบางคน อาจเนื่องมาจากความผิดปกติในทิศทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
ซึ่งมีมาตั้งแต่กำเนิด ยกตัวอย่าง มีที่กำเนิดคลื่นไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม เกิดในตำแหน่ง
ระหว่างหัวใจห้องบน(atria) และห้องล่าง (ventricles)
ซึ่งจะทำให้เกิด การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจชนิด SVT (อาการจะปรากฏขึ้น เมื่อโตขึ้นถึงวัยหนุ่ม)
ความพิการของหัวใจแต่กำเนิด (congenital heart defect) สามารถมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้
การอักเสบของหัวใจ ก็สามารถเกิดการเต้นที่ผิดปกติได้เชนกัน...
อาการของคนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ
(symptoms of arrhythmia)
คนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมีได้แตกต่างกัน ขึ้นกับความรุนแรงของโรค
ในคนที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ที่เต้นได้อย่างไม่สม่ำเสมอ
ซึ่งจะมาเมื่อไรก็ไมรู้ แล้วก็ผ่านไป อาการที่เกิดจะเกิดขึ้นอย่างฉัยพลัน
อาการที่เกิดอาจเป็น:
o Palpitation เป็นความรู้สึกของการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
เช่น รู้สึกใจสั่น ความรู้สึกดังกล่าว ยังสามารถพบได้ในคนปกติ ซึ่ง หัวใจเต้นปกติ แต่รู้สึกไม่ปกติ
ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญแพทย์ระะบบหัวใจ ทำการ
วินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง
o ชีพจรที่เกิดขึ้น อาจเต้นเร็ว เต้นช้า หรือ เต้นไม่สม่ำเสมอ
o มีความรู้สึกวิงเวียน (dizziness) หรือ รู้สึกจะเป็นลม (faint)
หายใจไม่พอ บางคนบอกว่า เป็นการหายใจไม่ทั่วท้อง ซึ่งมีลักษณะหายใจถี่ และ สั้น
(shortness of breath)
o บางคนเกิดความรู้สึกเจ็บหน้าอก
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติบางราย อาจมีความรุนแรงมากกว่าคนอื่นอัตราการเต้นของหัวใจ ที่เต้นเร็ว หรือ ช้า กว่าปกติ
ซึ่งอาจเป็นผลมาจากเลือด ที่ไปเลี้ยงหัวใจน้อยกว่าปกติ
ในบางรายอาจลงเอยด้วยการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว หรือ หมดความรู้สึกไป (collapse)
จำเป็นต้องได้รับการตรวจด้วยหรือ ?
Do I need any tests?
ในคนไข้บางราย ที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ แพทย์สามารถบอกได้ไม่ยาก
หมอเขา เพียงแต่ตรวจดูชีพจร และตรวจดูร่างกายของท่านเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในบางรายที่มีอาการไม่สม่ำเสมอ นาน ๆ เกิดที
อาการทีเกิดนั้น อาจเป็น หรือไม่ได้เกิดจากการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติก็ได้
ยกตัวอย่าง คนบางคนมีอาการ palpitation อาจเกิดจาก ectopic beats
หรือ อาจเกิดจากการที่เขาตระหนักรู้ถึงภาวการณ์เต้นของหัวใจที่ปกติก็ได้
คนบางราย มีอาการวิงเวียน dizziness spells หรือ เป็นลม (fainting attack)
อาจเกิดจากการมีการเต้นของหัวใจ ที่นาน ๆ เกิดมีอาการที (intermittent)
ดังนั้น การตรวจสามารถสามารถยืนยันได้ว่า การเต้นหัวใจของท่านผิดปกติหรือไม่
ซึ่งแพทย์สามารถบอกได้ว่า การเต้นที่ผิดปกตินั้น เป็นผิดปกติชนิดใด
การตรวจที่ท่านควรรู้มดังนี้:
Electrocardiogram (ECG)
EKG Test เป็นวิธีการตรวจที่ไม่เจ็บปวด และปลอดภัย
มี electrodes แปะไว้ที่บริเวณแขน ขา และบริเวณหน้าอก แล้วต่อเข้ากับเครื่อง EKG
คลื่นของกระแสไฟฟ้าของหัวใจ จะถูกบันทึกบนแผ่นกระดาษ หรือ บันทึกด้วยคอมพิวเตอร์
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติขณะที่ทำการตรวจ สามารถพบได้ และบันทึกได้ในขณะทำการตรวจ
Ambulatory ECG
ในกรณีที่ท่านมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ จะเต้นเมื่อไดก็ไม่รู้ (intermittent) เราไม่สามารถตรวจ
ด้วยการตรวจตามปกติ จำเป็นต้องตรวจด้วยเครื่องที่ติดไว้กับตัวคนไข้ (ambulatory EKG)
เป็นการตรวจคลื่นของหัวใจขณะที่ท่านทำงานในกิจวัตรประจำวัน เป็นการตรวจตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมกันนั้น ท่านจะต้องบันทึกเวลาที่ท่านมีอาการต่าง ๆ เกิดขึ้น (เช่น อาการใจสั่น-palpitation)
เมื่อสิ้นสุดการตรวจ แพทย์จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกจากเครื่องตรวจ EKG
ที่สำคัญ อาการที่เกิดขึ้นในขณะทีท่านบันทึก เมื่อเทียบเคียงกับคลื่นที่บันทึกไว้ สามารถบอกได้ว่า
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือ ปกตินั้น มันตรงกับอาการความรู้สึกที่ท่านมีหรือไม่
Exercise ECG
บางครั้ง การตรวจคลื่นของหัวใจ EKG จะกระทำในขณะที่ท่านออกกำลังกาย
เช่น เดินบนสายพาน หรือถีบจักรยาน เป็นการกระตุ้นให้เกิดมีอาการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติขึ้น
ซึ่ง อาจพบชนิดการเต้นที่ผิดปกติ ที่นาน ๆ เกิดที (intermittent arrhythmia)
การรักษาภาวการณ์เต้นหัวใจผิดปกติ (arrhythmia)
หัวใจที่เต้นผิดปกติในแต่ละชนิด มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน
นอกจากนั้น การรักษาโรคที่ซ่อนตัวอยู่ เช่น โรคต่อมไทยรอยด์ทำงานเกิน หรือ
หัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease) หรือ โรคความดันสูง
Medication
มียาหลายขนาน ที่สามารถกระทบต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการป้องกัน
การเกิดการเต้นของหัวใจแบบที่เราไม่ทราบว่าจะเกิดเมื่อใด (intermittent arrhythmia)
หรือ ถูกนำไปใช้ในการควบคุมภาวะ atrial fibrillation
Catheter ablation (destruction) treatment
เป็นวิธีการรักษาคนไข้ที่มีการเต้นหัวใจผิดปกติแบบ SVT, Ventricular tachycardia
และ AF เป็นการรักษาด้วยการทำลายตำแหน่งที่ก่อให้เกิดคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติ
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการสอดใส่ catheter ผ่านเส้นเลือดดำที่บริเวณต้นขา เข้าสู่หัวใจ
ให้ปลาย catheter ไปจ่อตรงบริเวณที่ต้องการทำลาย โดยอาศัย X-rays เป็นเครื่องช่วย
Cardioversion
เป็นวิธีการรักษาคนไข้ที่มีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติบางชนิด เช่น หัวใจเต้นเร็ว (tachycardia)
ยกตัวอย่าง ในคนไข้บางรายที่เป็น Atrial fibrillation (AF) ซึ่งเกิดขึ้นไม่นาน
และใช้รักษาคนไขบางรายที่เป็น ventricular tachycardia
ในขณะที่คนไข้ได้รับการดมยาสลบ เขาทำการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (electric shock) ตรงบริเวณ
หน้าอกตรงตำแหน่งของหัวใจ
การกระทำด้วยการกระตุกด้วยไฟฟ้าดังกล่าว สามารถเปลี่ยนคลื่นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ
ให้กลับสู่ปกติได้
Artificial pacemakers
เป็นวิธีการรักษา ที่นำมาใช้รักษาคนไข้ที่คลื่นของหัวใจถูกสกัดกั้น (heart block)
และในบางสถานการณ์ artificial pacemaker เป็นเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ ที่ฝังไว้ใต้ผิวหนัง
บริเวณหน้าอก จากเครื่องมือดังกล่าว มีสายลวดเส้นเล็ก ๆ สอดผ่านไปยังหัวใจ
ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว สามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นได้ตามปกติ
Implantable cardioverter defibrillators (ICDs)
เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะคล้าย pacemaker ซึ่งถูกฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณยอดอก
มีลวดเส้นเล็ก ๆ สอดผ่านไปยังหัวใจ เครื่องมือดังกล่าวจะตรวจสอบการเต้นของหัวใจ
ถ้าการเต้นของหัวใจผิดปกติ เครื่องมือจะส่งคลื่น electric shock ไปยังหัวใจ ทำให้
คลื่นที่ผิดปกติหยุดลง
http://www.patient.co.uk/health/Arrhythmias.htm
Abnormal Heart Rhythms (Arhythmia)
การที่คนเราจะสามารถเอาชนะปัญหา (โรค) ที่เกิดขึ้น กับของเราได้
เราจำเป็นต้องรู้ ธรรมชาติของปัญหานั้น ๆ ให้ได้เสียก่อน
จากนั้น เราเพียงแต่ปฏิบัติการให้คล้อยตามธรรมชาติของมัน
ปัญหาที่เกิด ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ใด...
ก็น่าจะทำให้บรรเทาลงได้บ้าง
ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาเขียน...เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของหัวใจ
สิ่งที่เราควรรู้ คือ ธรรมชาติของหัวใจ
ซึ่งมีทั้งด้านปกติ และ ไม่ปกติ:
การเต้นของหัวใจ และ ระบบคลื่นกระแสไฟฟ้าของมัน:
หัวใจของคนเรามีสี่ห้อง- สองห้องบน(atria) และ สองห้องล่าง (ventricles)
เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่า กล้ามเนื้อของหัวใจ ส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อที่ธรรมชาติสร้างขึ้นพิเศษ
เพื่อให้มันทำงานได้ตลอดชีวิต
ตามสถิตของกระทรวงสาธารณสุข คนไทย ชาย จะมีอายุยืนยาว ถึง 71 ปี
ส่วนหญิง จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า 77 ปี
โดยที่หัวใจทั้งสี่ห้อง จะมีการทำงานด้วยการบีบตัว (contract) เป็นจังหวะตลอดเวลา
เพื่อบีบเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โดย ที่การทำงานของมัน จะมีการบีบตัวเป็นจังหวะที่มีความสมำเสมอ ด้วยแรงที่คงที่
ขั้นตอนการเต้นของหัวใจ เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกาย :
Sinoatrial node (SA node) เป็นปุ่มเล็ก ๆ อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจด้านขวา (rt.atria)
เป็นตัว ทำหน้าที่กำหนดเวลา (in-built timer) ปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าออกไปตามเส้นใยเล็ก ๆ
ไปยังส่วนต่างๆ ของกล้ามเนื้อหัวใจสองห้อง (both atria) ด้วยอัตรา 60 – 80 ครั้งต่อนาที
ผลจากการส่งคลื่นไฟฟ้าดังกล่าว จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจของสองห้องบนหดตัว (contract)
และปีบเลือดให้ไหลผ่านลิ้นหัวใจ (one-way valve) ไปยังสองช่องล่างของหัวใจ (ventricles)
คลื่นกระแสไฟฟ้า (electrical impulse) จะไปถึงปุ่มก้อนเนื้อเล็ก ๆ มีชื่อเรียกว่า
Atrioventricular node (AV node) ซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งช่วงล่างสุดของหัวใจซีกขวา
มันทำหน้าเหมือนกับ “รอยต่อ...” (junction box)
เมื่อคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งมาถึงจุดนี้ มันจะช้าลงนิดหนึ่ง
และ จากปุ่ม AV node จะมีใยประสาท รวมตัวเป็นแผ่น (atrioventricular bundle)
ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อของหัวใจสองช่องล่าง (ventricles)
Atrioventricular bundle (AV bundle) จะแยกเป็นสองเส้นซ้าย-ขวา
และจาก เส้นประสาทที่แบ่งตัวนั้น จะมีใยประสาทเล็ก ๆ (Purkinje system)
ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า กระจายไปยังทุกส่วนของกล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่าง
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสองช่องล่าง (ventricles) หดเกร็ง (contract)
และบีบตัวทำให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจ (one way valves) ผ่านเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่อีกสองเส้น:
o เส้นเลือดแดงจากหัวใจห้องล่างด้านขวา (pulmonary artery) ทำหน้าที่นำเลือดไปยังปอด
o เส้นเลือดแดงจากห้องล่างของหัวใจด้านซ้าย (aorta) จะทำหน้านำเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ภายหลังการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (contract) มันจะหยุดในระยะสั้น (diastole)
มีเลือดจะไหลกลับสู่หัวใจผ่านเส้นเลือดดำใหญ่ (large veins)
เข้าสู่หัวใจสองช่องบน (atria) ซ้าย และขวา:
o เส้นเลือดดำ ที่เข้าสู่หัวใจ ห้องซ้ายบน (lt. atria)
จะนำเลือดที่ผ่านการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดเป็นที่เรียบร้อย
o เส้นเลือดดำ ที่เข้าสู่หัวใจห้องขวาบน (rt. Atria)
จะนำเลือดจากร่างกาย เป็นเลือดที่ต้องการออกซิเจน
นั้น คือ ธรรมชาติของหัวใจ ซึ่งทำงานเป็นปกติ มันเป็นเชนนั้นเอง
นอกเหนือไปจากนั้น เรายังพบว่า มีการทำงานของมัน ที่ผิดไปจากปกติ
แต่ก็ยังถือว่าปกติ เช่น:
Sinus tachycardia
มันหมายถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเต้นเร็วกว่าปกติ (เต้นเร็วกว่า 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที)
ในกรณีเช่นนี้ จะพบเห็นในคนที่กำลังออกกำลังกาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
มันอาจเกิดขึ้น ถ้าท่าน: เป็นโรคเลือดจาง มีไข้สูง เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่ท่านตกอยู่ในภาวะตกใจกลัว
ซึ่งในขณะนั้น ร่างกายของท่านจะหลั่งสาร Adrenaline สุ่กระแสโลหิต ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น
Sinus bradycardia
มันหมายถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเต้นได้ช้ากว่าปกติ นั่นคือ เต้นช้ากว่า 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
มีบางคนที่มีสุขภาพฟิตจัด จะมีระดับการเต้นของหัวใจระหว่าง 50 – 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
ในบางคนอาจเต้นได้ช้ากว่านั้น
นอกจากนั้น การที่หัวใจเต้นช้าลง ยังสามรรถพบได้ในคนที่มีต่อมไทรอยด์ ทำงานน้อยกว่าปกติ
Ectopic beats:
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เต้นเกินกว่าปกติ ต้นได้ไม่สม่ำเสมอ
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เราพบได้บ่อย แต่ไม่เป็นอันตรายใด ๆ
คนส่วนใหญ่ ที่มีการเต้นของหัวใจปกติอยุ่แล้ว จะมี ectopic beat หนึ่งครั้งในหนึ่งวัน
นอกเหนือไปจากนั้น การดื่มกาแฟ ดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้ท่านเกิดมี ectopic beats ได้บ่อย
และในบางคน ที่มีโรคหัวใจบางชนิด อาจมีการเต้นของหัวใจ (ectopic beats) ได้
เมื่อเราได้รู้ว่า การเต้นของหัวใจที่ปกติเป็นอย่างไรแล้ว
ลองมาดูการเต้นที่ผดปกติของหัวใจดูบ้างว่า มันเป็นเช่นใด ?ล
การเต้นของหัวใจผิดปกติ (arrhythmia)
เมื่อมีการพูดถึงความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ
เราหมายถึง ความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือ/และ ความผิดปกติในอัตราการเต้นของมัน
ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน แต่ทั้งหมดต่างมีปัญหาที่เกิดในระบบ
การส่งคลื่นกระกระแสไฟฟ้าของหัวใจนั่นเอง
ความผิดในการเต้นของหัวใจ บางรายมีความรุนแรงมากกว่ารายอื่น
บางรายที่เกิดการเต้นไม่สม่ำเสมอ (intermittent) เป็น -หาย
คนบางรายมีการเต้นที่ผิดปกติเป็นประเภทถาวร (permanent)
ถ้าไม่รักษาตรวจเมื่อใดก็พบเมื่อนั้นแหละ...
Continue > Arrhythmia : ความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ ประเภทหลัก
เราจำเป็นต้องรู้ ธรรมชาติของปัญหานั้น ๆ ให้ได้เสียก่อน
จากนั้น เราเพียงแต่ปฏิบัติการให้คล้อยตามธรรมชาติของมัน
ปัญหาที่เกิด ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสแค่ใด...
ก็น่าจะทำให้บรรเทาลงได้บ้าง
ประเด็นที่จะหยิบยกขึ้นมาเขียน...เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของหัวใจ
สิ่งที่เราควรรู้ คือ ธรรมชาติของหัวใจ
ซึ่งมีทั้งด้านปกติ และ ไม่ปกติ:
การเต้นของหัวใจ และ ระบบคลื่นกระแสไฟฟ้าของมัน:
หัวใจของคนเรามีสี่ห้อง- สองห้องบน(atria) และ สองห้องล่าง (ventricles)
เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่า กล้ามเนื้อของหัวใจ ส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อที่ธรรมชาติสร้างขึ้นพิเศษ
เพื่อให้มันทำงานได้ตลอดชีวิต
ตามสถิตของกระทรวงสาธารณสุข คนไทย ชาย จะมีอายุยืนยาว ถึง 71 ปี
ส่วนหญิง จะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่า 77 ปี
โดยที่หัวใจทั้งสี่ห้อง จะมีการทำงานด้วยการบีบตัว (contract) เป็นจังหวะตลอดเวลา
เพื่อบีบเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โดย ที่การทำงานของมัน จะมีการบีบตัวเป็นจังหวะที่มีความสมำเสมอ ด้วยแรงที่คงที่
ขั้นตอนการเต้นของหัวใจ เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกาย :
Sinoatrial node (SA node) เป็นปุ่มเล็ก ๆ อยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจด้านขวา (rt.atria)
เป็นตัว ทำหน้าที่กำหนดเวลา (in-built timer) ปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าออกไปตามเส้นใยเล็ก ๆ
ไปยังส่วนต่างๆ ของกล้ามเนื้อหัวใจสองห้อง (both atria) ด้วยอัตรา 60 – 80 ครั้งต่อนาที
ผลจากการส่งคลื่นไฟฟ้าดังกล่าว จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจของสองห้องบนหดตัว (contract)
และปีบเลือดให้ไหลผ่านลิ้นหัวใจ (one-way valve) ไปยังสองช่องล่างของหัวใจ (ventricles)
คลื่นกระแสไฟฟ้า (electrical impulse) จะไปถึงปุ่มก้อนเนื้อเล็ก ๆ มีชื่อเรียกว่า
Atrioventricular node (AV node) ซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งช่วงล่างสุดของหัวใจซีกขวา
มันทำหน้าเหมือนกับ “รอยต่อ...” (junction box)
เมื่อคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งมาถึงจุดนี้ มันจะช้าลงนิดหนึ่ง
และ จากปุ่ม AV node จะมีใยประสาท รวมตัวเป็นแผ่น (atrioventricular bundle)
ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อของหัวใจสองช่องล่าง (ventricles)
Atrioventricular bundle (AV bundle) จะแยกเป็นสองเส้นซ้าย-ขวา
และจาก เส้นประสาทที่แบ่งตัวนั้น จะมีใยประสาทเล็ก ๆ (Purkinje system)
ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า กระจายไปยังทุกส่วนของกล้ามเนื้อของหัวใจสองห้องล่าง
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสองช่องล่าง (ventricles) หดเกร็ง (contract)
และบีบตัวทำให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจ (one way valves) ผ่านเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่อีกสองเส้น:
o เส้นเลือดแดงจากหัวใจห้องล่างด้านขวา (pulmonary artery) ทำหน้าที่นำเลือดไปยังปอด
o เส้นเลือดแดงจากห้องล่างของหัวใจด้านซ้าย (aorta) จะทำหน้านำเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ภายหลังการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ (contract) มันจะหยุดในระยะสั้น (diastole)
มีเลือดจะไหลกลับสู่หัวใจผ่านเส้นเลือดดำใหญ่ (large veins)
เข้าสู่หัวใจสองช่องบน (atria) ซ้าย และขวา:
o เส้นเลือดดำ ที่เข้าสู่หัวใจ ห้องซ้ายบน (lt. atria)
จะนำเลือดที่ผ่านการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดเป็นที่เรียบร้อย
o เส้นเลือดดำ ที่เข้าสู่หัวใจห้องขวาบน (rt. Atria)
จะนำเลือดจากร่างกาย เป็นเลือดที่ต้องการออกซิเจน
นั้น คือ ธรรมชาติของหัวใจ ซึ่งทำงานเป็นปกติ มันเป็นเชนนั้นเอง
นอกเหนือไปจากนั้น เรายังพบว่า มีการทำงานของมัน ที่ผิดไปจากปกติ
แต่ก็ยังถือว่าปกติ เช่น:
Sinus tachycardia
มันหมายถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเต้นเร็วกว่าปกติ (เต้นเร็วกว่า 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที)
ในกรณีเช่นนี้ จะพบเห็นในคนที่กำลังออกกำลังกาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
มันอาจเกิดขึ้น ถ้าท่าน: เป็นโรคเลือดจาง มีไข้สูง เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่ท่านตกอยู่ในภาวะตกใจกลัว
ซึ่งในขณะนั้น ร่างกายของท่านจะหลั่งสาร Adrenaline สุ่กระแสโลหิต ทำให้หัวใจทำงานมากขึ้น
Sinus bradycardia
มันหมายถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งเต้นได้ช้ากว่าปกติ นั่นคือ เต้นช้ากว่า 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
มีบางคนที่มีสุขภาพฟิตจัด จะมีระดับการเต้นของหัวใจระหว่าง 50 – 60 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
ในบางคนอาจเต้นได้ช้ากว่านั้น
นอกจากนั้น การที่หัวใจเต้นช้าลง ยังสามรรถพบได้ในคนที่มีต่อมไทรอยด์ ทำงานน้อยกว่าปกติ
Ectopic beats:
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เต้นเกินกว่าปกติ ต้นได้ไม่สม่ำเสมอ
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เราพบได้บ่อย แต่ไม่เป็นอันตรายใด ๆ
คนส่วนใหญ่ ที่มีการเต้นของหัวใจปกติอยุ่แล้ว จะมี ectopic beat หนึ่งครั้งในหนึ่งวัน
นอกเหนือไปจากนั้น การดื่มกาแฟ ดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้ท่านเกิดมี ectopic beats ได้บ่อย
และในบางคน ที่มีโรคหัวใจบางชนิด อาจมีการเต้นของหัวใจ (ectopic beats) ได้
เมื่อเราได้รู้ว่า การเต้นของหัวใจที่ปกติเป็นอย่างไรแล้ว
ลองมาดูการเต้นที่ผดปกติของหัวใจดูบ้างว่า มันเป็นเช่นใด ?ล
การเต้นของหัวใจผิดปกติ (arrhythmia)
เมื่อมีการพูดถึงความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ
เราหมายถึง ความผิดปกติในจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือ/และ ความผิดปกติในอัตราการเต้นของมัน
ซึ่งมีหลายประเภทด้วยกัน แต่ทั้งหมดต่างมีปัญหาที่เกิดในระบบ
การส่งคลื่นกระกระแสไฟฟ้าของหัวใจนั่นเอง
ความผิดในการเต้นของหัวใจ บางรายมีความรุนแรงมากกว่ารายอื่น
บางรายที่เกิดการเต้นไม่สม่ำเสมอ (intermittent) เป็น -หาย
คนบางรายมีการเต้นที่ผิดปกติเป็นประเภทถาวร (permanent)
ถ้าไม่รักษาตรวจเมื่อใดก็พบเมื่อนั้นแหละ...
Continue > Arrhythmia : ความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ ประเภทหลัก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)