วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

Epilepsy treatment: Frequently Asked Questions

นับตั้งปี 1930 ได้มีความพยายามเอาชนะโรคลมชัก(ลมบ้าหมู)
ด้วยการใช้ยาต่าง เช่น dialantin ตามด้วยยาที่ผลิตขึ้นใหม่
เช่น Tegretol และ Epilim (sodium valproate)
ซึ่งหมายความว่า เราสามารถจัดการควบคุมโรคลมชักในคน
ที่เป็นโรคส่วนใหญ่ โดยไม่มีผลข้างเคียงที่น่ากลัว
หรือ มีอาการอันไม่พึ่งปรารถนามากเท่าใดนัก

ทีกล่าวเชนนั้น ไม่ได้หมายความว่า
เราสามารถ ควบคุมคนไข้ที่เป็นโรคลมชักได้ทุกรายไป
หรือ เมื่อใช้ช้ยาแล้ว ไม่มีผลข้างเคียง (side effects)จากยาเลย

เนื่องจากการผลิตยาใหม่แต่ละตัว จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนไม่น้อย
(150 million dollars for new drug)
จึงเป็นเหตุให้มียาตัวใหม่ ๆ ที่ผลิตออกสู่ตลาด มีไม่มากเท่าใดนัก

จากจุดนี้เป็นต้นไป จะนำคำถามที่พวกเราชอบถามกัน
มาเล่าสู่กันฟัง:

ยาที่กล่าวถึง มันป้องกันไม่ให้เกิดอาการชักได้อย่างไร?

แปลก!
แต่เป็นเรื่องจริง

ยาส่วนใหญ่ที่ใช้ในการรักษาคนไข้ ที่เป็นโรคลมชัก หรือลมบ้าหมูนั้น
ปรากฏความจริงขึ้นว่า มันถูกพบโดยบังเอิญว่า
ยาตัวนั้น ๆ มีฤทธิ์ต้านอาการชักได้ (anti-epileptic properties)
โดยแพทย์ได้ใช้ยาดังกล่าว รักษาคนไข้โรคลมชักเป็นเวลานานหลายปี
โดยไม่ทราบเลยว่า มันทำงานกันอย่างไรกันแน่ ?
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมียาใหม่ ๆ ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคลมชัก
และได้มีการศีกษาวิเคราะห์ผลการทำงานของยามากขึ้น
จึงทำให้เข้าใจว่า มันทำงานกันอย่างไร ?

เราทราบว่า เซลล์ประสาทในสมองของคนเรา จะส่งคลื่นติดต่อซึ่งกันและกัน (ระหว่างเซลล์ประสาท)
สัญญาณประสาทจากเซลล์ประสาทตัวหนึ่ง ส่งไปยังเซลล์ประสาทอีกตัวหนึ่ง
ต้องอาศัยสารเคมี ที่ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท (chemical neurotransmitters)
ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นตัวเร้า (excite) หรือยับยั้ง(inhibit)
คลื่นกระแสประสาทตามแนวทาง ที่คลื่นประสาทถูกส่งไป

จากการที่เราได้ทราบว่า Gamaa-amino butyric acid (GABA)
ซึงเป็นสารสื่อประสาทตัวหนึ่ง เป็นสารเคมีที่มีความสำคัญต่อระบบการส่งสัญญาณประสาท
โดยมันทำหน้าทีเป็นตัวยับยั้งสัญญาณประสาท (inhibitory neurotransmitter)
จากความรู้ดังกล่าว ได้นำไปสู่การวิจัยหายาต่าง ๆ ที่สามารถยับยั้งโรคลมชัก...
โดยที่ยาตัวนั้น ไปเพิ่มประสิทธิภาพของสาร BAGA...
และยาที่ผลิตขึ้นได้ตัวนั้น ยา Vigabatrin

ในทางตรงข้ามกับที่เรากล่าวมา ถ้าสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่
กระตุ้นคลื่นประสาท (excitatory neurotransmitters)
ถูกทำให้มันลดลง อาการชักที่เกิดจากโรคลมชัก ก็ควรลดลงด้วย

สารสื่อประสาท ที่ทำหน้าการกระตุ้นคลื่นประสาทระหว่างเซลล์ประสาทสมอง
(excitatory neurotransmitters)
มีชื่อว่า Glutamine ซึ่งอยู่ตรงบริเวณปลายประสาท
และยา ที่เขาผลิตขึ้น คือยา Lamotrigine
เป็นยาที่มีคุณสมบัติทำหน้าที่ยับยั้งฤทธ์ของสารเคมี gluatamine

ทำไมเราต้องยับยั้งไม่ให้โรคลมชัก เกิดอาการชักขึ้น?

เราต้องยับยั้งไม่ให้เกิดการชักด้วยเหตุผลหลายประการ
ซึ่งนอกจากจะป้องกันไม่ได้รับบาดเจ็บ เช่น หกล้ม กัดตัวเอง
อาการชักประเภทรุนแรงทีเกิดขึ้น ยังทำให้ความจำลดลง รวมไปถึงการทำงานเสียไป
การเกิดอาการชักแต่ละครั้ง อาจมีผลกระทบต่อชีวิตครอบครัวของคนไข้

คนที่โรคลมชัก ไม่ควรอนุญาตให้ขับรถยนต์จนกว่า
โรคลมชักของเขาสามารถที่จะควบคุมได้

ถ้าบังเอิญอาการชักที่เกิดขึ้น เกิดมีคำถามขึ้นว่า มันเป็น
อาการของโรคลมชักหรือไม่ ?

ถ้า ผลจากการตรวจคลื่นสมอง EEGs และการตรวจอย่างอื่น บอกว่าปกติ
ในกรณีเช่นนี้ แพทย์อาจต้องรอ...ไม่ให้ยากันชักก็ได้

เมื่อปรากฏว่า คน ๆ นั้น เกิมีอาการชักขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นโรคลมชักนะ..
แม้ว่า เขาจะ/ม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชัก เราควรป้องกันทุกอย่างเอาไว้ก่อน
เช่น หลีกเลี่ยงจากงานที่อาจก่อเกิดอันตราย

ถ้าคนไข้เกิดมีอาการชักเป็นครั้งที่สอง ควรวินิจฉัยได้ว่า
เขาเป็นโรคลมชักขึ้นแล้วละ...
ซึ่งเขาควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านชัก (anti-epileptic drugs)
โดยไม่ต้องรั้งรออีกต่อไป

เราจะพบว่า มีหนทางเดียวเท่านั้น ที่เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคลมชัก
คือการรักษาด้วยยา
และมีส่วนน้อยเท่านั้น ที่พบว่า ยาต้านอาการชักไม่มีประโยชน์
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด
ส่วนการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
เช่น สมุนไพร จะไม่ได้ผล และอาจเป็นอันตรายได

ท่านเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับ ketogenic diet บ้างไหม ?

Ketogenic diet เป็นอาหาร ซึ่งมีไขมัน (fats) และมีน้ำมัน (oils)ในปริมาณสูง
มีโปรตีน และพวก คาร์โบไฮเดรต ในปริมาณที่ต่ำ

การที่คนเรารับประทานไขมัน (fats) และน้ำมัน (oils) ในปริมาณสูง
จะทำให้เกิดภาวะที่เราเรียกว่า ketosis
การปรับเปลี่ยนทางเมทตาบอลิสึม (metabolic shifts) ดังกล่าว
จะเพิ่มระดับ seizure threshold สูงขึ้น
(seizure threshold หมายถึงความสมดุลระหว่างแรงหรือพลังในการกระตุ้น
และแรงยับยั้งที่มีอยู่ในสมอง...ซึ่งเมื่อใดความสมกุลดังกล่าวเสียไป หรือต่ำลง
ย่อมทำให้เกิดโอกาสที่จะเกิดอาการชักขึ้นได้ )

การใช้ ketogenic diets เป็นการจำกัดพลังงาน (calories) และ
จำกัดพวกน้ำลง อาหารประเภทนี้ จะได้ผลดีในคนไข้เด็กที่เป็นโรคลมชัก
ซึ่ง คนไข้จะต้องกินอาหารดังกล่าว ตามกำหนดโดยไม่ขาด

ในการรักษาด้วย ketogenic diet จำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งคัดที่สุด
และหากปฏิบัตได้ ผลของการรักษาจะดีมากทีเดียว (เขารายงานว่าอย่างนั้น ?)
ดูเหมือนจะดีกว่า การใช้ยาต้านชักเป็นไหน ๆ

เมื่อมีการเริ่มรับประทานยากันชักเมื่อใด
อย่าได้เลิกเป็นอันขาด นอกเสียจากได้รับคำแนะนำจากแพทย์
เพราะการทำเช่นนั้น มีอแต่จะทำให้โรคลมชักเป็นมากขึ้น
ถือว่า เป็นภาวะอันตราย !

continue >

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

Absence seizure

Absence seizure เป็นโรคชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีอีกสองชื่อที่เราควรรู้ คือ petit mal และ silent seizure
เป็นภาวะที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ ด้วยการสูญเสียความรู้สึกตัว (consciousness)
คงไม่สงสัยว่า ทำไมเขาจึงเรียกว่า silent seizures
ก็เพราะเราไม่เห็นมันมีการชักกระตุกเลยนะซิ...
ถ้าจะเรียกว่า โรคลมชักแบบไม่ชัก ก็ไม่เห็นจะผิดตรงใหน !

Absence seizures จะพบได้ในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่
โดยเราจะพบคนเป็นโรคดังกล่าว มีลักษณะอาการ “ตาเหม่อไปบนท้องฟ้า” ชั่วระยะ 2-3 วินาที

เมือเรานำไปเปรียบกับโรคลมชักชนิดอื่นแล้ว
จะพบว่าโรค absence Seizure จะเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเลย
โรคลมชักที่ไม่เห็นมีอาการชัก แม้ว่าจะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง แต่เด็กที่
เป็นโรคดังกล่าว ควรได้รับดูแลให้ดี เพราะอาจจมน้ำตายได้
ส่วนผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่น ควรจำกัดการขับรถยนต์ เพราะในระหว่างขับรถเขาอาจหมดสติขึ้นมาก...
เป็นอันตรายที่น่ากลังเช่นกัน

โรคพวกนี้สามารถควบคุมได้ด้วยยาต้านลมชัก (antiseizure medications)
เด็กบางรายเป็น absence seizures มักจะมี grand mal seizures เกิดร่วมด้วย
และมีเด็กจำนวนไม่ได้น้อย เมื่อเจริญถึงวัยรุ่นโรคของเขากลับหายไปได้

อาการของ absence seizures:

• ตาเหม่อลอย
• ไมมีการเคลื่อนไหว ไม่หกล้ม
• ริมฝีปากแสดงอาการถึงความอร่อย ...บ่อย ๆ
• หนังตากระพริบ
• เคี้ยวจั๊บ ๆ
• การเคลื่อนไหวของมือ ทำแล้วทำอีก
• การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของแขน

โรคลมชักแบบไม่ชัก (silent seizures) เกิดขึ้นชั่วระยะอันสั้น 2-3 วินาทีเท่านั้น
สามารถฟื้นเป็นปกติอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีอาการสับสน แลไม่สามารถจำเหตุการณ์ได้
คนไข้บางรายอาจเกิดภาวะดังกล่าวหลายสิบครั้งต่อวัน
โดยไม่มีผลกระทบต่อการทำงานตามปกติ เด็กสามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ

เด็กบางราย ในขณะเดิน หรือทำงานอันสลับซับซ้อน ขณะมีอาการ เด็กอาจไม่ล้ม
หรืออาจไม่ระมัดระวังตนเองมาก่อน

โรคลมชักชนิด absence seizure ที่เกิดในเด็ก อาจเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้
ผู้ใหญ่อาจไม่สังเกต ทั้งนี้เพราะมันเกิดสั้นมาก
สิ่งแรกที่เราสามารถพบเห็น คือ ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กลดลง
อาจเป็นสิ่งแรกที่พบ ในโรคดังกล่าว ครูอาจเป็นคงรายงาให้พ่อ-แม่เด็กได้ทราบว่า
เด็กขาดความกระตือรือร้น ไม่ค่อยใส่ใจ

สาเหตุ:
เด็กเป็นโรคลมชักแบบไม่ชัก (silent seizures)
ส่วนใหญ่จะไม่พบสาเหตุทำให้เกิดเช่นนั้น มีจำนวนไม่น้อย ที่ถูกถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
เด็กบางคน แค่หายใจแรง ๆ ลึก ๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการได้

โดยทั่วไป โรคดังกล่าว เกิดขึ้นได้โดยการทำงานผิดปกติของเซลล์ประสาทภายในสมอง
ปกติเซลล์ในสมอง จะติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันด้วยคลื่นประสาท
โดยการส่งคลื่นกระแสไฟฟ้า และ สัญญาณเคมีผ่านรอยต่อระหว่างเซลล์ประสาท(synapses)
ซึงติดต่อระหว่างเซลล์ประสาทด้วยกัน

ในคนไข้ที่เป็นโรคลมชักแบบไม่ชัก (absence seizures)
การทำงานของสมองจะเปลี่ยนไป ซึ่งในระหว่างเกิดอาการของเป็นโรคดังกล่าว
คลื่นกระแสไฟฟ้าจะเกิดขึ้นแบบซ้ำ ๆ กันบ่อยครั้งในชั่วระยะเวลาอันสั้น ๆ (3 วินาที)
นอกจากนั้น ระดับสารเคมี ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท
ที่ทำหน้าที่ติดต่อระหว่างเซลล์ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย

โรคชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นในเด็กที่อยู่ในช่วง 4 – 14 ปี
เด็กที่เป็นโรคดังกล่าว มักจะเจริญเติบโต และมีการพัฒนาด้านเชาว์ปัญญาได้ตามปกติ
ประมาณ 70 % ของคนไข้ โรคจะหายไปเมื่ออายุได้ 18 ปี
พบว่าโรคที่เกิดก่อนอายุ 9 มีโอกาสหายได้เองได้มากว่าเด็กที่เกิดเป็นโรคหลังอายุ 9 ปี.

ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่เจริญวัยขึ้น โรคจะหายไป แต่มีบางรายพบว่า
โรคจะอยู่ กับเขาไปตลอดชีวิต หรือ เปลี่ยนเป็นโรคชักเต็มรูปแบบ grand mal seizures
มีปัญหาการเรียนรู้ และ เป็นพวกที่มีอาการมากกว่า 30 นาที (absence status epilepticus)

การวินิจฉัย:
เด็กบางรายอาจมีอาการคล้ายกับโรคชักแบบไม่ชักได้
แต่เป็นคนละอย่างกัน ซึ่งเราสามารถแยกจากกันได้
ในเด็กที่เป็นโรคลมชัก แต่ไม่ชัก (absence seizure) ไม่สามารถยับยั้งด้วยเสียเรียก หรือสัมผัส
ส่วนเด็กที่เกิดจากสาเหตุอื่น จะถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียเรียก หรือสัมผัส

ในเด็กที่เป็นโรคชักแต่ไม่ชัก...อาจเกิดในช่วงระหว่างสนทนา หรือ ทำอะไรบางอย่าง

การตรวจเลือด อาจพบความไม่สมดุลในสารเคมี หรือพบสารพิษได้
นอกจากการตรวจดังกล่าว ยังมีการตรวจอย่างอื่น เช่น:

o EEG (Electroencephalography) ในระหว่างชัก จะพบคลื่นสมองที่เปลี่ยนแปลงไป
o Brain scans สามารถแยกโรคชนิดอื่น ๆ เช่น สมองขาดเลือด (stroke) หรือเนื้องอก

การรักษา:


Treatments and drugs
มียาหลายขนานถูกนำมาใช้รักษาเด็กที่เป็นโรคชักแบบไม่ชัก
หรือ ลดความถี่ของการชักลง
การเลือกยาที่ถูกต้อง และขนาดที่เหมาะสม จำเป็นต้องใช้เวลาลอง ผิดลองถูกสักระยะหนึ่ง
การรับประทานยาตามกำหนด ถือเป็นเรื่องสำคัญ
เพื่อทำให้ระดับของเพียงพอต่อการควบอาการ

ยาที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในโรคชักไมมีอาการชัก ได้แก่
Ethosuximide (Zarontin) นอกจากนั้น ยังมียาตัวอื่น ๆ ที่ใช้ได้ผลเช่นกัน
เช่น Valproic acid (Depakene,Stavzor) และ lamotrigine (Lamictal)

ในการใช้ยา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดผลไม่พึงประสงค์
ควรเริ่มใช้ยาด้วยขนาดต่ำ ๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มขนาดทีละน้อย
เพื่อควบคุมอาการ
เด็กส่วนใหญ่หยุดยาได้ภายหลังจากใช้ยาเป็นเวลา 2 ปี
แต่อยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์

ยา lamictal มีส่วนสัมพันธ์กับการเกิด aseptic meningitis
ซึ่งเป็นการอักเสบของเยื้อหุ้มสมอง และไขประสาทสารทสันหลัง
ซึ่งมีลักษณะคล้ายการอักเสบติดเชื้อ

สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ ไม่ควรใช้ยา valproic acid
เพราะมีโอกาสทำให้เกิดความพิการในเด็กได้

Adapted from : epilepsy.com/EPILEPSY/SEIZURE_ABSENCE

Temporal Lobe seizures

สาหตุ:
อาการชักชนิดนี้ สามารถทำให้คนไข้หมดสติ มีการเคลื่อนไหวได้เอง
พร้อมกับมีความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้น
เมื่อมีคลื่นกระแสไฟฟ้าเริ่มจากสมองส่วน temporal lobe
จะก่อให้เกิดอาการชักแบบ temporal lobe seizure
ซึ่ง สามารถเกิดขึ้นกับคนได้ทุกอายุ หรือเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วหยุดไป
หรืออาจเกิดซ้ำกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของโรคที่ดำเนินต่อไป

เซลล์สมองจะทำการติดต่อสื่อสารซึ่งกัน และกัน
ทำให้ให้คนเรามีความรู้สึกตัว มีความรู้สึกนึกคิด และปฏิบัติภาระกิจได้
โดยอาศัยกระบวนการทางไฟฟ้าเคมี- electrochemical process
มีเหตุการณ์ทีเกิดจากคลื่นของกระแสไฟฟ้า เข้าไปทำลายการทำงานตามปกติ
ของคลื่นสมอง แล้วทำให้เกิดรูปแบบของคลื่นไฟฟ้าทีผิดปกติเกิดขึ้นภายในสมอง
คลื่นดังกล่าว สามารถเห็นได้จากกาตรวจคลื่นสมอง Electroenephalograph (EEG)

ภายใต้สภาพบางอย่าง เช่น สัมผัสยาบางชนิด ไข้สูง ถูกกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า
สามารถทำให้คนนั้น ๆ เกิดอาการชักได้

Temporal lobe seizures มักจะเป็นผลเนื่องมาจาก บางส่วนเป็นการเฉพาะของสมองถูก
ทำลาย เช่น เกิดจากศีรษะถูกกระแทก อักเสบติดเชื้อ
หรือ ถูกทำลาย จากการขาดออกซิเจน, มะเร็ง หรือความผิดปรกติทางพันธุกรรม
ปัญหาต่างที่กล่าวมา สามารถทำให้เกิดแผลเป็น (scarring)ขึ้นที่เนื้อสมอง
เราเรียกว่า mesial temporal sclerosis

เนื่องจากสมองส่วน ดังกล่าว มีหน้าที่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลของความจำ
กระบวนการทางอารมณ์ความรู้สึก
อาการชักชนิดนี้ จะเริ่มต้นด้วยความรู้สึก “กลัว” หรือ ความรู้สึกปิติยินดี (joy)
สามารถระลึกถึงบทเพลง, กลิ่น และความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้น

อาการ:
อาการเตือนก่อนมีอาการชัก เราเรียกว่า aura
โดยการเริ่มต้นที่ส่วนเล็ก ๆ ในสมองส่วน temporal lobe ที่เป็นต้นตอให้เกิดอาการชักขึ้น
อาการเตือน (aura) อาจหยุดได้เอง หรือเกิดพัฒนาขึ้นถึงขั้นตื่นตัว

การเกิด aura บางที่เราเรียกว่า simple partial seizure
ซึ่งประกอบด้วย:
o มีความรู้สึกปั่นป่วนในท้อง
o ประสาทหลอน หรือ ภาพหลอน
o Sensation of déjà vu: เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในอดิต
แล้วย้อนกลับมาเกิดซ้ำอีก ( บางครั้งเขาว่าเป็นความจำจากอดิตชาติ ? )
o มีอารมณ์รุนแรง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอะไรทั้งสิ้น
ถ้าคลื่นกระแสไฟฟ้าในสมองกระจายตัวไป จะทำให้ความจำเสียไป
อาการชักกระตุกที่เกิดขึ้นเรียก complex partial seizure
ซึ่งในระยะนี้ อาจมีหลายอย่างเกิดขึ้น:

o ความรู้สึกผิดปกติหลายอย่างเกิดขึ้น ได้แก่
 มีอาการมึนชา อาการเสียว มีอาการเหมือนมดไต่บนผิวหนัง
 เกิดขึ้นเพียงส่วนเดียวของร่างกาย หรือกระจายไปหลายส่วน
 จะเกิดก่อนอาการทางการเคลื่อนไหว
 มีประสาทหลอน

o มีอาการทางประสาทอัตโนมัติ เช่น
 อาการแน่นท้อง หรือ ปวดท้อง
 ม่านตาขยาย
 หน้าแดง
 คลื่นไส้
 หัวใจเต้นเร็ว
 เหงื่ออก

o การเคลื่อนไหวของกายที่เปลี่ยแปลงไป ได้แก่
 การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติตรงบริเวณปาก เช่น

• เคี้ยวปาก หรือ กลื้น โดยไม่มีสาเหตุ
• แสดงท่าทางว่า อร่อยมาก
• น้ำลายฟูมปาก

o การเคลื่อนไหวของศีรษะ เช่น
 มีการหมุนศีรษะอย่างแรง
 มีการกลอกตาอย่างแรง
 การเคลื่อน...มันจะเคลื่อนไปยังทิศตรงข้ามรอยโรคในสมอง
o การเคลื่อนไหวซ่ำ ๆ กัน เช่น การหยิบผ้า

o การชักกระกระตุกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ระหว่างการหดเกร็ง และการผ่านคลาย
ซึ่งจะเกิดขึ้นด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย แขน, ขา , ใบหน้า, หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง
ที่แยกออกไป

o ในขณะมีอาการชัก ความรู้สึกตัวจะลดลง หรือหายไป

o ความรู้สึกอาจยังคงมีอยู่ แต่ความจำหายไป

o อาการอย่างอื่น ได้แก่:
 มีการเปลี่ยนทางภาพ คำพูด ความคิด ความระมัดระวังตน และบุกคลิกภาพ
 ความจำหายไป (amnesia) โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดใกล้ ๆ กับการชัก

การตรวจร่างกาย และ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เมื่อเกิดความสงสัยว่า คนไข้จะเป็นโรค temporal lobe seizure
การวินิจฉัย ต้องพึ่งพาการตรวจร่างกาย และ การตรวจต่าง ๆ
รวมทั้งการตรวจทางระบบกล้ามเนื้อและประสาท
ซึ่งเมื่อตรวจแล้ว อาจปกติ หรือพบความผิดปกติได้ เช่น

o EEG เป็นการตรวจคลื่นสมอง ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลง ที่มีลักษณะเฉพาะ
สามารถยืนยันว่าเป็นโรคลมชัก แบบ partial (focal) seizures
และสามารถบอกตำแหน่งที่อาการชักเกิดขึ้น
o CT and MRI อาจบอกให้ทราบตำแหน่ง ขอบเขตของรอยโรค
o เช่น รอยแผลเป็น มะเร็ง หรือความผิดปกติของเส้นเลือด และ อื่น ๆ
o Lumbar uncture อาจจำเป็น
.
การรักษา:
เป้าหมายของการรักษา คือการรักษาแบบฉุกเฉิน (ถ้าจำเป็น)และลดความถี่ของการชักในอนาคตลง

ในการรักษาอย่างในกรณีฉุกเฉิน อาจไม่จำเป็น
ยกเว้นเฉพาะในรายที่มันเป็นอาการชักแบบทั่วไป หรืออาการชักนั้น จะทำให้เขาเป็นอันตราย
การปฐมพยาบาล จะต้องกระทำอย่างเหมาะสม เช่น ป้องกันไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ
ป้องกันไม่ให้เศษอาหาร หรือน้ำลายไหลเข้าปอดได้
และช่วยปกป้องการหายใจของเขา หรือช่วยให้เขาหายใจดีขึ้น

การรักษาสาเหตุบางอย่าง อาจยุติอาการชักได้
ซึ่งสามารถทำได้ด้วยยาต้านการชัก
หรือรักษาทางด้านศัลยกรรม ผ่าตัดเอ้าอนเนื้องอก หรือ รอยโคอย่างอื่น ๆ ออก
และการรักษาอย่างอื่น ๆ

การใช้ยาเม็ดต้านอาการชัก (anticonvulsants) ใช้รับประทาน
ถูกใช้เพื่อ “ป้องกัน” หรือ “ลดจำนวนครั้งของการชักลง
การรักษาด้วยวิธีดังกล่าว จะได้ผลดีแค่ใด ขึ้นกับตัวคนไข้แต่ละราย, และยาที่ใช้
และ ขนาดของยา ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับแล้วปรับอีก
เพื่อให้ได้ยาในขนาดที่ถูกต้องเหมาะสม

อาการชักที่เกิดแล้วเกิดอีก เป็นจำนวนหลายครั้ง
มักจะได้รับการรักษาในระยะยาวด้วยยาต้านชัก (antiepileptic drugs)

การติตตามดูแลคนไข้ เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อพิจารณาเรื่องยารักษาว่า อาจจำเป็นต้อง
ได้รับการปรับเปลี่ยนขนาดของยา อย่างน้อยปีละครั้ง

คนไข้อาจจำเป็นต้องกินยาไปตลอดชีวิตก็ได้
การตรวจเลือดระดับความเข็มขนของยาที่ใช้รักษา
เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดอาการชักขึ้น และ ลดผลข้างคียงที่อาจเกิดจากการใช้ยา

ภาวะต่อไปนี้ สามารถทำให้คนไข้โรคลมชักเกิดมีอาการชักขึ้นได้
เช่น ตั้งครรภ์, อดนอน, ไม่รับประทานยาตามากำหนด, ดื่มแอลกอฮอล
หรือความไม่สบายต่างๆ

คนไข้ควรสรวมเครื่องประดับ ที่มีข้อมูลเตือนเกี่ยวกับตัวเอง
เช่น บ่งบอกให้ทราบตนเองเป็นโรคลมชัก
จากข้อมูลดังกล่าว อาจช่วยให้คนไข้ได้รับการรักษาได้ทันทีเมื่อคนไข้มีอาการ.

การพยากรณ์โรค
อาการชักอาจเป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือเกิดแล้วเกิดอีก
โดยไม่ทราบเหตุที่ชัดแจ้ง
เมื่อมีอาการชักเกิดแล้วเกิดอีก เราเรียกพวกนี้ว่า โรคลมชัก หรือลมบ้าหมู

อาการชักที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือกลุ่มเดียว
มักมีปัญหาเกิดขึ้นไม่นาน เช่น สมองได้รับบาดเจ็บ ศีรษะถูกกระแทก
บาดเจ็บที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และอาการชักที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นโรคลมบ้าหมูขึ้นได้
การที่คนไข้ได้รับบาดเจ็บของสมอง แล้วมีอาการชักเกิดขึ้นภายใน 2 อาทิตย์
ไม่ได้หมายความว่า คนไข้รายนั้นจะกลายเป็นโรคลมชัก (epilepsy)

ในขณะที่มีอการชักเกิดขึ้น สามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต เชน ขับรถ
หรือปฏิบัติการกับเครื่องยนต์กลไก หรืออาบน้ำในอ่าง...อาจจมน้ำตายได้
ต้องระวัง

ภาวะแทรกซ้อนทีอาจเกิด:
o ในขณะที่มีอาการชัก น้ำที่เข้าสู่ปอด เช่น จากอาเจียน น้ำลาย สา
มารถทำให้เกิดปอดอักเสบ pneumonia
o บาดเจ็บจากหกล้ม กัดตัวเอง
o สมองถูกทำลายอย่างถาวร (จากสมองขาดเลือด-stroke)
o เปลี่ยนเป็นโรคลมชักชนิด grand mal seizures
o มีอาการชักนานเป็นเวลามากว่า 30 นาที (status epilepticus)
o เกิดอาการชักซ้ำ ๆ กันบ่อยครั้ง
o ผลข้างเคียงจากรักษา ทั้งที่มองเห็น และมองไม่เห็น

Adapted from :http://health.nytimes.com/health/guides/disease/temporal-lobe-seizure/overview.html#Alternative-Names

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

Symptoms of Epilepsy

Epilepsy Symptoms
พฤติกรรมใดก็ตาม ทีเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในรูปแบบเดิม
แท้จริงแล้ว... มันอาจเป็นอาการของโรคลมชักก็ได้นะ

 Generalized seizures:
ทุกส่วนของสมอง ส่วนที่เป็น cortex มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิด
ลมชักแบบทั่วไป (genderalized seizures)
บางครั้ง โรคลมชักชนิดดังกล่าว เราเรียกว่า Grand mal seizure:

o สำหรับผู้สังเกตการณ์ คนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับอาการชัก
อาจร้อง หรือทำเสียงดัง ชั่วระยะเวลาอันสั้น ๆ 2-3 วินาที
โดยมีการเคลื่อนไหวแบบเป็นจังหวะ เกิดขึ้นที่แขน และขา
ส่วนใหญ่จะมีการเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ อย่างช้า ๆ ก่อนที่มันจะหยุดลง

• Eye คนไข้จะลืมตา
• คนไข้อาจดูเหมือนไม่หายใจ จะหายใจลึกหลังการเกิดอาการชัก
• การรู้สึกตัว จะค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนภายในระยะเวลาไม่นานนัก
ฉี่ลาดโดยไม่รู้ตัว
• รู้สึกสับสนระยะสั้น ๆ หลังการชักแบบทั่วไป

• Partial or focal seizures:
มีเพียงส่วนของสมองเท่านั้น ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น จึงพบว่ามีร่างกายเพียงส่วนเดียว ที่มีอาการชักเกิดขึ้น
อาการอาจมีได้แตกต่างกัน

o ถ้าส่วนของสมอง เป็นส่วนที่ควบคุมแขน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยคลื่นสมองที่ผิดปกติ
มันย่อมทำให้ส่วนของแขนเกิดมีอาการกระตุก เป็นแบบจังหวะ
o ถ้ามีส่วนของสมองตำแหน่งอื่น เกี่ยวข้อง อาการที่เกิดอาจมีความรู้สึกแปลกประหลาดเกิดขึ้น
หรือ มีการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ บ่อย ๆ เช่น จับเสื้อผ้า
o บางครั้ง คนไข้ลมชักชนิดบางส่วน (partial seizure)
จะมีอาการมีนงงนั้น อาจเป็นชนิด partial complex seizure
o การใช้คำ complex มีจุดมุ่งหมายระหว่างคนที่ตื่นอยู่ตลอดเวลา
และคนที่สูญเสียความรู้สึกตัว

• Absence or petit mal seizures:
เป็นโรคชักกระตุก ที่มักจะเกิดขึ้นในเด็ก
o สูญเสียความรู้สึกตัว พร้อมกับตาเหม่อลอยแบบไร้ความหมาย
มีการกระพริบตาบ่อย ๆ หรือมีการเคลื่อนไหวเล็กเกิดขึ้น
o โดยทั่วไป การชักแบบนี้ จะกินเวลาสั้น ๆ หายไปอย่างรดเร็ว
บางรายอาจกินเวลาเป็นวันได้
o อาการชักอย่างอื่น อาจปรากฏขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล้ก

http://www.webmd.com/epilepsy/guide/epilepsy-seizure-symptoms

Drugs Choice for Epilepsy

ในการรักษาคนใช้โรคลมชัก ไม่เพียงแต่ต้องได้คำวินิจฉัยที่ถูกต้อง
แพทย์ผู้รักษา จะต้องมีประสบการณ์ในการรักษาด้วยยาเช่นกัน
การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้รู้ เป็นวิธีการหนึ่ง
ที่ทำให้เราเข้าใจในโรคดังกล่าวดีขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นการรายงานของ Anthony G Marson, MD
จากมหาวิทยาลัย ลิเวอรพูล จากประเทศอังกฤษ:

ความสำเร็จที่ได้จากการใช้ยาควบคุมอาการชัก
สามารถบอกคนไข้ได้ทราบว่า เขาจะได้รับประโยชน์จากยารักษา
เมื่อ เมื่อนำไปเปรียบกับอันตราย ที่จะเกิดจากการใช้ยาเหล่านั้น


Epilepsy Drug Choice Simplified
ตามชื่อที่เกี่ยวข้อง มีการทดลองต่าง ๆ
เขาได้เปรียบเทียบการรักษา โดยการใช้ยาตามมาตรฐาน
กับ ยาชนิดต่าง ๆ โดยมีการทดลอง ในกลุ่มคนไข้สองกลุ่มที่
แตกต่างกัน

โรคลมชักแบ่งเป็น 2 ประเภท
นั่นคือ Partial หรือ focal epilepsy ซึ่งมีคลื่นกระแสไฟฟ้า
เริ่มปรากฏจากสมอง เพียงตำแหน่งเดียว แล้วกระจายออกไป
เป็นเหตุให้มีการชักกระตุกเกิดขึ้นเฉพาะบางส่วนของร่างกาย
อีกชนิดหนึ่ง เป็นแบบทั่วไป (generalized epilepsy)
จะทำให้เกิดอาการชักขึ้น เมื่อมีคลื่นกระแสไฟฟ้าเกิดจากสมองในทุกส่วน

ผลจากการทดลองรักษา ในคนไข้จำนวน 1,721 ราย
ที่ได้รับการวินิจฉัย เป็นโรคลมชักเฉพาะที่ (partial epilepsy)

จากการเปรียบเทียบการใช้เก่า carbamazepine (tegretol)
กับยา gabapentin (Gabarone,Neurontin), Lamictal,
Trileptal และ Topamax
ผลปรากฏว่า Lamictal เป็นยาที่ได้ผลในการรักษาดีที่สุด”

กลุ่มที่สอง เป็นการทดลองในคนไข้จำนวน 716 ราย
ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็น โรคชักที่เกิดทั้งร่าง (generalized seizures)
ได้ทำการเปรียบเทียบการใช้ยาเก่า Valproic acid (Depakote)
กับยา Lamictal และ Topamax

ผลปรากฏว่า Valproate (Valproic acid) จะเหนือกว่ายาตัวอื่น ๆ
สำหรับโรคชักทั่วไป (generalized seizures)

นาย Jacquelin French,MD, Head of Penn Epilpsy
Center ….University of Penn. กล่าวว่า
ยาต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ได้ผลกับโรคลมชักชนิดทั่วไปทุกรายไป
เพราะที่เสนอมานั้น มันไม่ง่ายอย่างที่กล่าวเสมอไป

Epilepsy Drug Choice Still Complex
การศึกษาของนาย Marson’s
มีการศึกษาในแง่ของความทนทานต่อการใช้ยา และราคาที่ต้องจ่ายไป
แต่มีสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ อันตรายที่จะเกิดจากการใช้ยา (side effects),
และ อัตราเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยากับยาตัวอื่นๆ (drugs interaction)

ยกตัวอย่าง ยารักษาอาการชัก จะทำให้ยาคุมกำเนิดไร้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้
ขณะเดียวกัน ยา คุมกำเนิด (oral contraceptives)
จะทำให้ประสิทธิภาพของยาต้านชัก Lamictal ลดลง

คนไข้ที่เป็นโรคลมชัก ควรคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ที่สำคัญต่อตัวเขา
ให้มาก ยกตัวอย่าง “ ฉันต้องการตั้งครรภ์ภายใน 5 ปี”
หรือ “ฉันกังวลใจเกี่ยวผลข้างเคียงจากการใช้ยา ซึ่งมันอาจเป็น
อันตรายต่อสุขภาพของฉัน” หรือ “ฉันต้องการป้องกันไมให้เกิดอาการชักตั้งแต่วันแรก...
ถ้ายา Lamictal ไม่สามารถใช้ได้ผล ฉันควรทำอย่างไร ?”
นั่นคือสิ่งที่คนไข้โรคลมชัก มีความกังวลใจ

Epilepsy Drug Choice Still Complex continued...
นาย Marson เห็นด้วยกับข้อมูลที่ได้จากการศึกษาว่า
มันไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมด แต่จะให้ข้อมูลใหม่
ที่สามารถช่วยเหลือคนไข้ได้

การเลือกที่สำคัญสุดของคนไข้
คือ เลือกแพทย์ ผู้ทำการรักษาโรคชัก
ซึ่งสามารถตอบคำถามต่าง ๆ ของคนไข้ได้ เช่น

“เขาเป็นโรคลมชักชนิดใด ?”
ถ้าแพทย์คนนั้น ไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้..
ก็ถึงเวลาที่คนไข้ จะต้องเลือกหมอรักษาคนใหม่ได้แล้ว
เพราะถ้าแพทย์ไม่รู้ว่า คนไข้เป็นโรคลมชักชนิดใดแล้ว
ท่านอย่าได้หวังให้แพทย์สามารถรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพได้

ผลจากการศึกษา พบว่า มีคนไข้ประมาณ 50 % สามารถควบคุม
อาการชักได้เป็นอย่างดี ไม่ว่ายาที่ได้รับนั้นจะเป็นยาอะไร

ที่สำคัญ ไมมีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่า
คนไข้รายใดจะตอบสนองต่อการรักษา หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา
ประมาณว่า 30 % ของคนไขโรคชัก จะไม่ตอบสนองต่อการรักษาต่อยาที่ได้รับ

ในปัจจุบัน มียาใหม่ ๆ หลายตัว ที่นำมาใช้ในการรักษาโรคลมชัก
และหวังว่า จะได้พบยาใหม่ที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ขึ้น
จากระยะเวลา 10 กว่าที่ผ่านมา ได้มีการสร้างยาใหม่ ๆ ถึง 10 ตัว
ซึ่งสามารถนำมาใช้รักษาคนไข้ที่เป็นโรคลมชักได้
แต่เรายังไม่สามารถเอาชนะ คนไข้โรคลมชัก ที่ต้านยารักษา
นั่นเป็นเรื่องที่แพทย์จะต้องพยายามต่อไป

นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ถ่ายทอดจากการศึกษาของนาย Marson

http://www.webmd.com/epilepsy/news/20070322/best-first-choice-drugs-epilepsy-idd?

Epilepsy Seizure Types and Symptoms

เมื่อเราจะทำการรักษาคนไข้ที่เป็นโรคลมชัก...
สิ่งสำคัญอันดับแรก คนไข้เป็นโรคชัก (seizure)จริงหรือ ?
เป็นชนิดใด (Type)?

โรคลมชักจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม โดยอาศัยพฤติกรรม และการทำงานของสมอง
ซึ่ง แบ่งเป็น การชักแบบทั่วไป (generalized seizures))
และแบบเฉพาะที่ (partial หรือบางทีเรียก local หรือ focal seizures)
การแยกโรคแบบนี้ จะช่วยแพทย์วินิจฉัยว่า
คนไข้เป็นโรคลมชัก จริงหรือไม่ ?

ในรายที่เป็นโรคลมชักแบบทั่วไป (generalized)
จะเกิดขึ้นโดยทั้งสมองทุกส่วน มีส่วนเกี่ยวข้องปล่อยคลื่นที่ผิดปกติ...
ส่วนลมชักที่เกิดเฉพาะที่ จะเกิดจากคลื่นสมองที่เป็นกระแสไฟฟ้า
จากบางส่วนของสมองเท่านั้น ไม่ใช้สมองทั้งหมด
(ส่วนของสมอง ที่ทำหน้าที่ทำให้เกิดการชัก บางครั้งเรียก “focus”)

ประเภทของสมองที่พบบ่อยได้แก่
Generalized Seizure:

1. Grand Mal หรือ Generalized tonic –clonic
จะมีอาการ สูญเสียความรู้สึกตัว (unconsciousness), มีอาการชัก
(convulsion) และ กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (muscle rigidity)
2. Absence อาการที่สำคัญ คือสูญเสียความรู้ตัวแบบสั้น ๆ
3. Myoclonic อาการสำคัญจะเป็นแบบ sporadic (isolated)
มีการเคลื่นไหวแบบกระตุก (jerking movement)
4. Tonic อาการที่เกิดจะเป็นแบบกล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง
5. Clonic อาการที่เกิดจะเป็นแบบการกระตุก (jerking movement)
ที่เกิดซ้ำ ๆ
6. Atonic อาการที่เกิดจะเป็นแบบ กล้ามเนื้อหมดการตึงตัว

ใน Generalized Seizures ชนิดที่พบมากสุด เด่นชัดสุด เป็นที่รู้กันมากที่สุด
คือรายที่มีการชักทั้งตัว บางที่เรารู้สนอีกชื่อว่า Grand-mal seizure
คนไข้ ที่มีอาการชักแบบนี้ คนไข้จะสูญเสียความรู้สึกตัว และ ล้มลง (สลบ)
ตามด้วยการแข็งเกร็งทั้งร่างกาย (body stiffeneing)
ช่วงนี้เรียก tonic phase of seizure ซึ่งจะกินเวลา 30-60 วินาที

ต่อจาก tonic phase คนไข้จะเข้าสู่ระยะของการกระตุกอย่างแรง
เป็นระยะที่เรียกว่า clonic phase ของการชัก กินเวลา 30-60 วินาที

ต่อไปจะเข้าสุ่ระยะนอนหลับลึก (deep sleep) เรียก postictal
หรือ after-seizure phase.

ระหว่างที่มีการชักแบบ grand-mal seizure
คนไข้จะได้รับบาดเจ็บ และประสบอุบัติเหตุ เช่น กัดลิ้นตัวเอง และกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

Absence seizures
อาการชักแบบนี้ คนไข้จะเสียความรู้สึกตัว (consciousness) ไปชั่วระยะ
สั้นประมาณ 2- 3 วินาที
ซึ่งอาจมีอาการ หรือไม่มีอาการใด เลย ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเล็ก
ซึ่งงมีลักษณะเฉพาะของเขา คือ มันจะทำให้พฤติกรรมที่กำลังทำหยุดลง
สายตาเหม่อแบบไร้จุดหมาย

อาการชักจะเกิดขึ้นและจบลงแบบฉับพลัน ในวันหนึ่ง ๆ อาจเกิดขึ้นได้หลายครั้ง
คนไข้เหล่านั้น อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า เขามีอาการชักเกิดขึ้น

Myoclonic seizures
เป็นอาการชัก ทีเกิดขึ้นเป็นบางครั้ง ไม่สม่ำเสมอ (sporadic)
มักเป็นทั้งสองข้างของร่างกาย บางครั้ง คนไข้จะอธิบายว่า
มีความรู้สึกเหมือนถูกกระตุกด้วยไฟฟ้าบ่อย ๆ ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาอันสั้น ๆ
เมื่ออาการชักเกิดขึ้นอย่างรุนแรง อาจทำให้ของหล่นจากมือ
หรือ ของในมือถูกเหวี่ยงโดยไม่ตั้งใจ

Clonic seizures
เป็นอาการชักแบบเป็นจังหวะ เป็นซ้ำ ๆ กัน โดยเกิดขึ้นทั้งสองข้าง
ของร่างกายพร้อม ๆ กัน

Tonic seizures
เป็นการชัก ที่ทีเอกลักษณะของมัน โดยมีการเข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ.

Atonic seizures
เป็นการสูญเสียการตึงตัวของกล้ามเนื้อ (loss muscle tone) โดยเฉพาะของแขน และ ขา
ซึ่งเป็นการเกิดอย่างฉับพลัน เป็นเหตุให้คนไข้ลมพับลง

PARTIAL SEIZUES.
เป็นการชักที่เกิดจากสมองลางส่วน ที่เกี่ยวข้อง
1. Simple คนไข้ยังรู้สึกตัว
o Simple motor
o Simple Sensory
o Simple psychological

อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่:

o มีการกระตุก, กล้ามเนื้อแข็ง (stiffened), หดเกร็ง (spasm)
o มีการหันเหศีรษะ (head turning)
o มีความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้น อาจเป็นภาพ เสียง รส หรือสัมผัส
o ความจำ และอารมณ์ความรู้สึกถูกกระทบ
2. Complex ความรู้สึกตัวเสียไป (impairment of awareness)

อาการที่สำคัญ ได้แก่:

o มีการเคลื่อนไหวชนิดที่ไม่สามารควบคุมได้ (automatisms)
o เช่น ตี (smacking)เคี้ยว มีการเคลื่อนไหวแบบไม่รู้ตัว เช่น เดินแบบไร้จุดหมาย
3. Partial seizure with secnodary generalization
อาการแสดงของคนไช้ในกลุ่มนี้ ตอนแรก คนไข้มีความรู้สึกตัวดี
เมื่อมันเปลี่ยนเป็นชนิดทั่วไป คนไข้จะหมดสติ และมีอาการชักเกิดขึ้น

Partial Seizures
พวกที่เป็นลมชักชนิดที่เกิดขึ้นบางส่วน ถูกแบ่งเป็น simple และ complex
และรายที่แปรสภาพเป็นการชักทั่วไป (generalized seizures)
ความแตกต่างระหว่าง simple และ complex seizures
จะแตกต่างกันตรงที่ ราย simple ยังรักษาความรู้ตัวเอาไว้ได้
ส่วนพวก complex จะเสียความรู้ตัว และการตระหนักรู้ไป

Simple partial seizures พวกนี้จะแบ่งออกเป็น 4 ชนิด
โดยอาศัยอาการเป็นหลัก: motor, autonomic , sensory และ
Psychological
o Motor (การเคลื่อนไหว): พวกนี้จะมีอาการกระตุก และกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง
o Sensory (ความรู้สึก): อาการที่เกิดทางความรู้สึก ที่เกี่ยวกับสัมผัสทั้ง 5
(เห็น, ฟัง, กลิ่น, รส, และสัมผัส)
เมื่อมีอาการทางความรู้สึกเกิดขึ้น และไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (motor)
เราเรียกอาการทางความรู้สึกนี้ว่า “aura”
o Autonomic symptoms (อาการทางประสาทอัตโนมัติ)
อาการทางระบบประสาท ที่ไม่สามารถควบคุมได้
ซึ่งเป็นระบบประสาทของอวัยวะของร่างกาย เช่น หัวใจ กระเพาะ กระเพาะปัสสาวะ และ ลำไส้
เมื่อมันเกิดขึ้น เราจะพบอาการผิดปกติที่เกี่ยวกับระบบประสาท
ที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น หัวใจเต้นเร็วเหมือนม้าแข่ง
ท้องล่วง ไม่สามารถกลั้นปัสสาวได้
o Psychological symptoms (อาการทางจิตประสาท)
อาการของคนไข้พวกนี้ จะมีลักษณะความรู้สึกหลายอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับความจำ
อารมณ์ความรู้สึก เช่น ความกลัว หรือ ความยินดี
หรืออาการอย่างอื่นของระบบจิตใจ (psychological phenomenon)

Complex partial seizures ตามคำจำกัดความ รวมถึงการสูญเสียความรู้สึกตัว
เมื่อคนไข้เกิดอาการชักขึ้น ดูเหมือนว่า คนไข้จะเข้าสู่สภาพ “ไม่สามารถสัมผัสได้” ,
“ปราศจากมัน”, หรือ “เหม่อมองท้องฟ้าแบบไร้จุดหมาย”

อาการที่เกิด อาจมีความซับซ้อนปรากฏ เรียกภาวะ automatisms
เป็นภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้
เช่น การเคลื่อนไหวทีไม่มีการประสานกัน เคลื่อนไหวแบบไร้จุดหมาย
และเกิดแล้วเกิดอีก

อาการเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถควบคุมได้ (automatisms)
ได้แก่ smacking, chewing, fidgeting and walking

ชนิดที่สาม (partial seizure) คือรายที่เริ่มต้นด้วยการเป็น
Focal seizure แล้วกลายเป็น ชนิดทั่วไป (generalized seizure)
มีการเคลื่อนไหวแบบทั่วไป (gal mal)

คนไข้ส่วนใหญ่ ที่จัดอยูในกลุ่ม Partial seizure
ได้แก่: simple partial, complex partial
และ secondarily generalized seizures.
เราพบว่า คนที่อยุ่ใน partial seizure มีเพียง 2/3 ของคนที่เป็นโรค
ชนิดนี้ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา
ในรายที่ไม่สามารถรักษาด้วยยา...
ส่วนใหญ่ สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด

http://www.webmd.com/epilepsy/guide/types-of-seizures-their-symptoms?

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

SUDEP: สิ่งที่ท้าทายผู้เกี่ยวข้อง ?

การรักษาโรคลมชัก...
แม้ว่ามันจะมีการพัฒนาไปได้ไกลมากแล้วก็ตาม
แต่ก็ปรากฏว่า มีคนไข้จำนวนไม่น้อยยังตกอยู่ภายใต้อาการชักเช่นเดิม
ซึ่งบ่อยครั้ง ความรุนแรง และความถี่ของอาการชักไม่ลดน้อยลงเท่าใดนัก
แต่ก็ปรากฏว่า คนไข้ส่วนใหญ่ ยังมีความสุขต่อการดำเนินชีวิต
ไม่มีความย่อท้อต่อโรคที่เราเป็นแม้แต่น้อย

มีปัญหาหลัก ๆ สองประการที่คนไข้โรคลมชักมักจะเผชิญอยุ่เสมอ
นั่นคือ ความเดียวดาย (เหงา) และ หางานทำยากเหลือเกิน
ผลที่ตาม จะเห็นว่าการฟื้นฟูด้านสังคม มีบทบาทต่อแผนการรักษาโดยรวม
แต่ที่แย่ก็คือ แพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาโรคลมชัก
ไม่ได้ให้ความสนใจด้านฟื้นฟูทางด้านของคนไข้เท่าที่ควร ?

ปํญหาอันท่ีสาม ซึ่งแพทย์ไม่ค่อยจะบอกต่อคนไข้ว่า
คนเป็นโรคลมชัก สามารถตายได้อย่างกระทันหัน โดยไม่มใครคาดหวังมาก่อน..

การตายจากโรคลมชัก แบบเกิดขึ้นแบบกระทันหันนั้น ไม่มีใคาคาดว่า
มันจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่จะเกิดขึ้ในขณะที่มีอาการชักเท่านั้น
ฉนั้น วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ อย่าให้มีโอกาสได้เกิดมีอาการชักเป็นอันขาด

นี่คือตัวอย่าง ทีเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุทาหรณ์ให้เราได้รู้ ได้ศึกษา:

มีชายหนุ่มคนหนึ่ง อายุ 25 ปี
ถูกพบนอนตายขณะที่นอนหลับบนเตียง
พ่อ-แม่ของหนุ่มคนนั้น ได้ช่วยสนับสนุนให้ลูกชายของเขา
ให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถอาศัยอยู่คนเดียวได้
เพื่อทำให้ชีวิตดำเนินไปได้ตามปกติโดยไม่พึงพาใคร
แต่แล้ว เขาถูกพบนอนตายบนเตียง ใบหน้าคว่ำลงกับพื้น
ศพอยู่สภาพแต่งตัวดี ไม่พบบากแผลใด ๆ

ไม่มีใครทราบเลยว่า ชายหนุ่มคนนี้เป็นโรคลมชักมาก่อนเลย

ถ้าแพทย์บอกให้คนไข้ ใหทราบ ว่า โรคที่เขาเป็น (โรคลมชัก)
สามารถทำให้เขาตายแบบกระทันหันได้ เหมือนกับตัอย่างที่กล่าวมา
หรือจมน้ำในอ่าง...ตาย ได้

คำถามที่เกิด คือ อะไรจะเกิดขึ้น ?
คำตอบ คงมีได้ทั้งข้อดี และเสีย
ข้อเสีย: คงทำห้คนไข้เกิดความกลัว กังวลใจ...เผลอ ๆ ไม่สามารถพึ่งพาตนเอง
ต้องให้คนอื่นดูแลตลอด ?
ข้อดีที่ได้: คนไข้จะต้องพยายามทุกวิถีทางไม่ให้เกิดมีอากรชักเกิดขึ้น
นั่นคือ ต้องปฏิบัติกตาคำแนะนำของแพทย์ทุกประการ (ซึ่งอาจช่วยได้)
เพราะการตายแบบดังกล่าว จะเกิดขึ้นเฉพาะในขณะที่มีการชักเท่านั้น
ถ้าไม่ชัก...จะไมีการตาย
แต่ก็อีกนั่นแหละ...ยาต้านอาการชัก ใช้ว่าจะควบคุมโรคได้ 100 % เสียเมือ่ไหร่ละ ?

จากประเด็นที่ยกมา ทำให้แพทย์จำนวนไม่น้อยไม่แน่ใจว่า
การบอกคนไข้ในเรื่องดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อคนไข้จริง
สามารถป้องกันไม่ให้ตายอย่างฉับพลันได้ ?

เป็นเรื่องที่จะต้องถกกันต่อไป

Adapted from : professionals.epilepsy.com/page/ps_1098889433.html