วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Coconut: Good fat or Bad ?

July 18, 2013

สุภาพสตรีท่านหนึ่งไปพบแพทย์ด้วยโรคความดันโลหิตสูง... 
เกิดมีความสงสัยว่า...หากเขากินน้ำมันมะพร้าว หรือกะทิมะพร้าว 
จะทำให้ระดับ cholesterol ในกระแสเลือดของเขา
ซึ่งได้รับการควบคุมเป็นปกติแล้วสูงขึ้นอีกหรือไม่ ?

ไม่ต้องสงสับเลยถ้าจะกล่าวว่า...
มะพร้าวเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้อาหารมีรสอร่อยขึ้น
และอาหารของคนโดยเฉพาะในประเทศไทย, อินเดีย....อินโดนีเซีย หากไม่
มีมะพร้าวเสียเลย  ย่อมทำให้อาหารนั้นๆ หมดรสชาติไปโดยปริยาย
และคำถามหนึ่ง...
มะพร้าวมีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือ ไม่?
มีโทษที่ควรระมัดระวังหรือไม่ ?

ดูเหมือนว่า ความเห็นเกี่ยวกับมะพร้าวเป็นหนึ่งในประเภทของอาหาร
จะมีลักษณะเหมือนปิง-ปอง หรือมีความคิดเห็นสับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วระหว่าง
การเป็น “อาหารที่ดี และอาหารที่ไม่ดี”

หำกท่านใดเกิดมีความสับสนกับเรื่องนี้....อย่าได้ตกใจเป็นอันขาด
เพราะแม้แต่ผู้ดเชี่ยวชาญทั้งหลายต่างก็มความเห็นแตกต่างกัน

ความสบัสนที่เกิดขึ้น...
มันเกิดขึ้นตั้งแต่ ความแตกต่างระหว่างการการใช้น้ำมันมะพร้าว (coconutOil) 
ที่คนนำไปใช้ประกอบอาหาร และน้ำกะทิ (coconut milk) 
หรือเนื้อมะพร้าว (coconut flesh)

 American Associtation และ National Heart Foundation
ทั้งสององกรค์...ได้แนะนำเอาไว้ว่า...ห้ามใช้น้ำกะทิมะพร้าว (coconut oil) ปรุงอาหาร
แต่ในขณะเดียวกัน  websites ของทั้งสอง...มีสูตรตำราทำอาหาร ซึ่งมีส่วนประกอบของ
น้ำกะทิ (coconut milk) เป็นส่วนประกอบของอาหารเอาไว้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า จะมีความคลุมเครือในเรื่องดังกล่าวก็ตาม...
สิ่งหนึ่งที่เรารู้ คือ สิ่ง (อาหาร) ที่ได้จากพืชย่อมดีสำหรับมนุษยเรา

น้ำมันมะพร้าว (coconut oit) จะมีไขมันอิ่มตัว (saturated fat) สูงถึง 85 % ถึง 90 % 
โดยทั่วไป ไขมันอิ่มตัว (saturated fat) มักจะพบได้ในอาหารที่ได้จากสัตว์
ซึ่งเป็นอาหารที่ไมื่ดีต่อสุขภาพ สามารถทำให้เกิดโรคหัวใจ (heart disease) ได้

แม้กระทั้ง น้ำกะทิ (coconut milk) ชนิดลดไขมัน (reduced-at coconut milk)...
ก็ยังปรากฏว่า มีไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ถึง 10 % เมี่อนำไปเปรียบกับนมวัว
ที่ลดไขมันลงแล้ว (reduced-fat cow’s milk) ปรากฏว่ามีเพียง 2.3 กรัม ต่อนม 100 ml

มีเวบไซต์จำนวนมากมาย กล่าวอ้างว่า...
ไขมันอิ่มตัวที่ได้จากนำมันมะพร้าว (coconut oil) จะแตกต่างจากไขมันอิ่มตัว
ที่ได้จากสัตว์ เพราะตัวหลังจะมีผลเสียต่อโรคหัวใจ...เขาว่าอย่างน้น ?
และเขายังอ้างต่ออีกว่า...

มะพร้าว สามารถช่วยให้ลดน้ำหนักตัว ป้องกันไม่ให้เกิดรอยย่นบนใบหน้า,
สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ 
และสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนได้

คำถามที่เราอยากทราบ...
มะพร้าว ทำให้ระดับไขมัน cholesterol สูงขึ้นหรือไม่ ?

>> Next : All saturated fats are not equal

Why Do Patients with Kidney Failure Develop Bone Disease?

July 20,2013

ไตสามารถสร้าง active form ของ vitamin D,
ช่วยทำให้ระดับของ calcium (CA)  และ phosphorous (PO4) ใน
กระแสเลือด และในกระดูกให้อยู่ในสภาพที่สมดุล
และยังทำหน้าที่ใด้การเสริมการทำงานของระบบ autocrine ได้อีกด้วย

ระดับของ vitamin D ที่เหมาะสม ร่วมกับความสมดุลของ CA และ PO4
ต่างมีความจำเป็นต่อความเป็นปกติของประสาท (nerve), การทำงาน
ของหัวใจ (heart function) และความสมบูรณ์ของกระดูก

เมื่อการทำงานของไตเสื่อมสภาพลง (declines)….
ความสมดุลต่างๆ ที่กล่าวมาจะสูญเสียไป ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียหลายอย่าง
เกิดขึ้น หนึ่งในผลเสียที่มีความรุนแรงได้แก่  เกิดการกระตุ้นให้ต่อม parathyroid
ซึ่งอยู่ตรงบริเวณด้านหน้าของลำคอทำงานมากขึ้น

โดยปกติ ต่อม parathyroid จำทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน (parathromone) ออกมา
ในกรณีของโรคไตเรื้อรัง  เราจะพบ parathromone มากผิดปกติ 
ซึ่งทำให้เกิดมีการดึงเอา CA และ PO4 ออกจากกระดูก  
เป็นเหตุให้ระดับของ CA & PO4 ในกระแสเลือดสูงขึ้น 
ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดโรคกระดูกชนิดหนึ่ง เรียก osteodystrophy,  และ
มีแคลเซี่ยมเกาะ (calcification) ตามเนื้อเยื่อของอวัยวะที่สำคัญ  
ซึ่งสามารถทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

การที่ต่อม
parathyroid ทำงานมากไป  สามารถทำให้ต่อมไร้ท่อดังกล่าว

เกิดเป็นโรคทำงานมากเกิน (hyperparathyroidism) 
เราเรียกภาวะดังกล่าวว่า secondary hyperparathyroidism) 

เราการรักษาโรคกระดูกที่เกิดจากไตเรื้อรัง (renal bone disease) ได้อย่างไร ?

ในคนที่เป็นโรคไตเรื้อรัง...
เราจะพบว่า ประมาณ 70 % ของคนไข้ดังกล่าว จะมีระดับของ PTH
ในกระแสเลือดสูง ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย

ในการรักษาภาวะ PTH ในกระแสเลือดสูง ร่วมกับภาวะที่ร่างกายขาด vitamin D
สามารถกระทำได้ด้วยการรักษาด้วย injectable form of vitamin D
ซึ่งเรียกว่า vitamin D analogue

เนื่องจาก vitamin D จะเพิ่มระดับ แคลเซี่ยม ในกระแสเลือด,
ซึ่งคนไข้จำต้องใช้ยา phosphate binders เพื่อลดการดูดซึมเอาพวก
PO4 จากอาหาร

มียาตัวใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น...
ซึ่งสามารถลดระดับ PTH ในกระแสดลือดได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ 
เขาเรียกยาตัวนี้ว่า vitamin D analogues ซึ่งมีให้แพทย์นำไปใช้รักษาคนไข้โรค
ดังกล่าวได้

มีคนไข้บางราย (น้อย) อาจรักษาด้วยยาไม่ได้ผล... 
เป็นเพราะคนไข้ได้รับการผ่าตัดเอาต่อม parathyroid ออกหมด เรียกการผ่าตัดชนิดนั้นว่า
Parathyroidectomy

จากการใช้ vitamin D analogue therapy ในคนไข้ไตวาย
สามารถลดภาวการณ์เกิดโรค  hyperparathyroidism และความตายของคนไข้
ซึ่งกำลังทำการฟอกเลือด (dialysis)



อาหารกำจัดพิษ (detox diets)… : เชื่อได้จริงหรือ?

July 20,2013

ในปัจจุบัน  การขจัดพิษออกจากร่างกาย... 
กำลังได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก  วันหนึ่งได้รับคำถามจากเพื่อน
ผู้กำลังสนใจในเรื่องดังกล่าว  ซึ่งอยู่ในระหว่างตัดสินใจว่า
จะเข้าร่วมกับโปรแกรมการขจัดพิษดีหรือไม่ ?

ถ้าท่านรับประทานอาหารมากเกิน...
เช่น รับประทานพวกคุกกี่, ช็อกโกแลตในวันหยัดสุดสัปดาห์มากไป
การล้างพิษอาจเป็นการดีสำหรับท่านก็ได้ ?

ในปัจจุบัน แม้ว่า การกำจัดพิษด้วยอาหารกำลังได้รับความนิยิมอย่างมาก
ก็ตาม  แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจาก Mayo Clinic เขายืนยันว่า 
มันยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์เลยว่า
อาหารที่โฆษณานั้น มันมีประโยชน์จริง

มีอาหารสำหรับกำจัดพิษจำนวนมากมาย ได้รับการโฆษณาว่า
เมื่อคนเรารับประทานเข้าไปแล้ว สามารถกำจัดพิษออกจากร่างกายได้

แต่ละสำนักของการใช้อาหารเพื่อการกำจัดพิษ มีแตกต่างกัน...
แต่ส่วนใหญ่ จะมีลักษณะคล้ายกันอยู่อย่างหนึ่ง นั้นคือ
ช่วงการอดอาหาร (period of fasting)  แล้วตามด้วยการรับประทานอาหาร 
ที่ประกอบด้วย ผัก, ผลไม้, และน้ำผลไม้ และน้ำ


นอกเหนือไปจากนั้น...
เรายังพบอีกว่า  กลุ่มที่ใช้อาหารกำจัดพิษ (detox diets) ยังแนะนำให้รับประ
ทานสมุนไพร (herbs) และอาหารเสริมอย่างอื่น ๆ รวมไปถึงการล้างลำไส้ใหญ่ 
(colon cleansing) โดยการสวนทวารหนักด้วยการใช้น้ำยาตามที่โฆษณา

มีหลายท่านรายงานไว้ว่า
หลังจากรับประทานอาหารกำจัดพิษ...ปรากฏว่า
ในระหว่าง และหลังการรับประทานอาหารดังกล่าว  จะรู้สึกว่ามีพละกำลัง 
มีความกระฉับกระเฉงขึ้นอย่างน่าประทับใจ

อย่างไรก็ตาม... 
ไต (kidneys) และ ตับ (liver) ที่อยู่ในสภาพปกติสามารถกรอง
และกำจัดเอาของเสียได้ อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยาช่วย
ให้อวัยวะทั้งสองทำงานเลย  และไม่ม่ียาที่จะช่วยทำเช่นนั้นได้

และประโยชน์ที่เกิดจากกระบวนการณ์ใช้อาหารกำจัดพิษ(detox diet)…
อาจมาจากการหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่เป็นพิษ เป็นต้นว่า
อาหารปรุงสำเร็จ (processed foods) ซึ่งมีปริมาณไขมัน (fats) และมี
น้ำตาล (sugar) ในปริมาณสูงก็ได้

ในการรับประทานอาหารกำจัดพิษ (detox diets)…
ท่านควรทราบด้วยว่า มันอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้
เช่น ในกรณีที่มีการอดอาหาร มีการจำกัดอาหารประเภทโปรตีนเป็นเวลานาน 
สามารถทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย (fatigue) และทำให้ร่างขาดไวตามิน
และแร่ธาตุที่สำคัญของร่างกายไป

การล้างลำไส้ใหญ่ (cleansing colon)…
ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของแผนการกำจัดพิษ (detox plan)
สามารถทำให้เกิดตะคริว (cramping), ท้องอืด (bloating), คลื่นไส้, และอาเจียน (vomiting), 
และ อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ (dehydration) ได้

สำหรับท่านที่ต้องการกำจัดพิษไม่ให้เข้าสู่ร่างากยของท่าน  
หรือไม่ต้องการทำตามที่มีการโฆษณากันใน detox diet
ท่านสามารถทำการกำจัดพิษได้ด้วยตัวของท่านเอง 
ซึ่งท่านสามารถกระทำได้ ด้วยขั้นตอน ต่อไปนี้:

§  ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น (Enhance Circulation)

เป็นที่ทราบกันดีว่า การไม่ออกกำลังกาย เป็นต้นเหตุให้การไหลเวียนของเลือด 
และน้ำเหลืองภายในร่างกายแย่ลง  เมื่อการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายแย่ลง
ย่อมมีผลกระทบต่อกระบวนการขับของเสีย  รวมไปถึงการทำงาน
ของระบบภูมิคุ้มกันเลวลง  

ดังนั้น ท่านสามารถกำจัดพิษด้วยการทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น  ด้วยวิธีง่ายๆ
ด้วยการออกกำลังกายอย่างสมำ่เสมอ

§  ส่งเสริมการขจัดของเสีย (Promote Elimination)

ตามปกติ เมื่อมีสารพิษสะสมอยู่ภายในเซลล์  มันจะถูกขับออกสู่กระแสเลือด 
และถูกขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ และปัสสาวะ หรือทางเหงื่อ 
หรือมันอาจถูกดูดกลับสู่กระแสโลหิตได้อีก

ในบางครั้ง อวัยวะที่ทำหน้าขับถ่ายของเสียดังกล่าว...อาจทำงานได้ช้าลง 
ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากร่างกายไม่ค่อยเคลื่อนไหว   หรือเป็นเพราะท้องผูก 
หรือ เป็นเพราะเราดื่มน้ำในปริมาณน้อยไป

ดังนั้น การขจัดของเสียออกจากร่างกาย สามารถกระทำได้
ด้วยการป้องกันไม่ให้เกิดท้องผูก  ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการดื่มน้ำให้มาก, 
รับประทานผัก, ผลไม้มาก,  และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ย่อมสามารถช่วยได้

§  ทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น (Improve Digestion)
ช่วยทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายภายในลำไส้เจริญเติบเพิ่มขึ้น 
ย่อมสามารถป้องกัน  หรือควบคุมไม่ให้แบคทีเรียชนิดที่เป็นอันได้
ซึ่งเราสามารถกระทำได้ด้วยการรับประทานอาหารเสริม
ที่มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น นมเปรี้ยว, โยเกิร์ต เป็นต้น

§  ทำให้สุขภาพกาย/จิตดีขึ้น
ความเครียด/กังวล...
สามารถทำให้กระบวนการกำจัดพิษของร่างกายเสื่อมสภาพลงได้  โดยเราจะพบว่า
ภายใต้ภาวะความเครียด สามารถทำให้เกิดความผิดปกติในระบบย่อยอาหาร, 
การทำงานระบบภูมคุ้มกันลดลง,  และมีผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม

ดังนั้น  นอกจากการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นพิษ ซึ่งเราสามารถกระทำได้ด้วยการ
รับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายเป็นด่าง (alkaline diet) เป็นต้นว่า  
ผลไม้สด (fresh fruit), ผัก (vegetables), และพืชใบสีเขียวทั้งหลาย
ต่างเป็นอาหารที่ทำให้ร่างกายปราศจากพิษได้ทั้งนั้น

การทำ (ฝึก)จิต  ทำให้เกิดการผ่อนคลาย ปราศจากความเครียด 
ย่อมสามารถช่วยให้ร่างกายขจัดพิษได้ดีขึ้น  ซึ่งสามารถกระได้ด้วยวิธีการง่ายๆ 
เช่น ฝึกการหายใจลึกๆ (deep breathing), ฝึกจิตด้วยการนั่งปฏิบัติธรรมกรรมฐาน, 
และวิธีอื่น ๆ
Source:
·        Mayo Clinic
·        Almedicine
·        Raw-foods-diet-center

เรากำจัดพิษจากตับของเราได้อย่างไร ? (How do I detoxify my liver)

July 20,2013

หนึ่งในเรื่องที่พวกเรากำลังสนทนา...
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำจัดพิษออกจากร่างกาย

คำถามที่ชอบถามกัน :  มันกำจัดพิษได้อย่างไร ?
 คุ้มค่ากับการเสียสตางค์ เพื่อการดังกล่าวหรือไม่ ?

ได้รับคำยืนยันจาก Mayo Clinic ว่า...
ไม่มีคำยืนยันว่า  อาหารสำหรับกำจัดพิษ (detoxifying diets) สามารถให้ประ
โยชน์ต่อร่างกายได้จริง  และไม่มีข้อพิสูจน์ว่า  
การใช้อาหารที่มีตามธรรมชาติ หรือเปลี่ยนวิถีการรับประทานอาหาร สามารถ
กำจัดพิษจากตับ หรือจากลำไส้ใหญ่ได้

ในขณะที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า...
การกำจัดพิษด้วยอาหาร (detox diet)  Mayo Clinic มีข้อชี้แนะเอาไว้ว่า
หากท่านต้องการให้ร่างกาย โดยเฉพาะตับของท่านปราศจากพิษ ท่านสามารถ
กระทำได้ด้วยตัวของท่านเอง  ด้วยการทำให้สุขภาพของท่านแข็งแรงอยุ่เสมอ 
ไม่ต้องใส่ใจกับคำโฆษณาเรื่องอาหารกำจัดพิษนั้นเลย 
ซึ่งท่านสามารถกระทำได้ด้วยการรับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย 
และปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้:\

ขั้นตอนที่  ๑
ท่านสามารถกำจัดพิษไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของท่านได้ โดยการ
โดยการตัดอาหารประเภทปรุงสำเร็จออกจากรายการอาหารของท่านให้หมด 
ซึ่งเป็นอาหารประเภท มีน้ำตาล, ไขมัน และให้พลังงาน (calories) สูง

ท่านควรหลีกเลี่ยงพวกกาแฟ, แอลกอฮอล์
ให้มุ่งรับประทานอาหารที่ได้ตามธรรมชาติ เช่นผลไม้, ฃ
และธัญพืชที่ไม่ได้ขัดสี

ขั้นตอนที่ ๒

 ทำการอดอาหารประมาณสองสามวัน (ถ้าท่านทำได้) 
ในช่วงเวลาดังกล่าว ให้ดิ่มแกต่เพียงน้ำ และน้ำผลไม้ รวถึงน้ำต้มผัก (ซุบผัก)
หากท่านรู้สึกหิวจัด หรือรู้สึกวิงเวียนจะเป็นลม
ให้รับประทานผลสดเพิ่มได้บ้าง  แต่อย่าให้มาก

ขั้นตอนที่ ๓

หลังจากสามวันผ่านไป
ให้เริ่มรับประทานอาหารหนักโดยเริ่มจากน้อยไปหามาก 
โดยอาหารทุกชนิดต้องเป็นอาหารปรุงเอง ไม่ใช้อาหารสำเร็จรูป
เป็นอาหารมีปริมาณน้ำตาลต่ำ, หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์
แต่เป็นอาหารที่เป็นพวกธัญพืช, เมล็ด, ถั่ว เสริมเข้าไปในอาหารหลัก

ให้เริ่มรับประทานในปริมาณน้อยก่อน  แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น
ตามวันเวลาที่ผ่านไป


ขั้นตอนที่ ๔

ถ้าท่านรับประทานยา...
อย่าลืมบอกให้แพทย์ให้รับทราบ เพราะมีบางบางอย่าง สามารถเป็นอันตรายต่อตับได้  
เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า (antidepressants),  ปฏิชีวนะ(antibiotics),
และฮอรโมนบางอย่าง (hormonal therapy) 
ซึ่งท่านอาจจำเป็นต้องหยุดยาดังกล่าวด้วยการเห็นชอบของแพทย ์ 

Sourc:
·        Livestrrong

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

The Liver and Drug Metabolism 3: Drug Metabolites

July 20,2013

Drug Metabolites

มียาบางตัวเมื่อรับประทานเข้าไป...
มันจะอยู่ในรูปที่ไมสามารถออกฤทธิ์ได้ (inactive form)
เราเรียกว่า Pro-drug ยกตัวอย่างเช่น enalapril เมื่อเข้าสู่ร่างกายมัน
จะถูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี (metablize) ได้สารที่มีโครง
สร้างใหม่ (metabolite) ซึ่งมีฤทธิ์ลดระดับความโลหิตลงได้
(antihypertensive agent)

แต่มียาบางตัว เมื่อถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไป (metabolite)…
มันสามารถเป็นพิษต่อร่างกายได้ ยกตัวอย่างเช่น paracetamol เป็นต้น
ซึ่งมันจะถูกทำให้หมดพิษ (detoxify) ใน phase 2 โดยการจับตัวกับ
Glutathione

อ่างไรก็ตาม ภายในภาวะที่คนเรากินยา paracetamol ในปริมาณมากเกิน
ประจวบกับร่างกายคนเรามี glutathione ในปริมาณจำกัด ไม่พอที่จะทำ
ลายพิษของยา (metabolite) ได้ เป็นเหตุให้ตับถูกทำลาย (hepatitis)

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว...
เราสามารถใช้สารปะกอบ ซึ่งสามารถทำให้ระดับของ glutathione ใน
ร่างกายเพื่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ phase 2 metabolism สามารถจัดการกับ
สารที่เกิดจาก paracetamol ให้หมดฤทธิ์ ไม่เป็นอันตรายต่อตับได้


ปัจจัยต่าง ๆ (Factors)

มีปัจจัยหลายอย่าง สามารถกระทบกับเมทตาบอลิซึมของตับได้
เป็นต้นว่า
• ในคนที่อายุแก่ขึ้น (aging)
จะพบว่าความผิดปกติหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น
จำนวนเซลล์ของตับ Hepatocytes และฤทธิ์ของเอ็นไซม์
(enzyme activity) ลดลงไป
• โรคต่างๆ ที่ทำให้ระดับการไหลเวียนเลือดสูตับลดลง เช่น
ภาวะหัวใจวาย (heart failure) หรือภาวะ shock ต่างมีโอกาส
ลดปฏิกิริยาเคมีภายในตับได้แทบทั้งนั้น

• ความผิดปกติทางพันธุกรรม สามารถทำให้ระดับเอ็นไซม์บางชนิด
พร่องไป ซึ่งทำให้เมทตาบอลิซึมของตับเปลี่ยนแปลงไป

• ยาต่าง ๆ การใช้ยาบางอย่าง รวมถึงอาหารที่รับประทาน รวมถึงสิ่งแวด
ล้อม สามารถกระทบต่อระดับการทำงานของตับ (metabolic function)
ได้

ยกตัวอย่าง...
Grapefruit juice และสะมุนไพร St. John’s Wort
สามารถยับยั้งฤทธิ์ของเอ็นไซม์ Cytgochrome P450 ลงได้

ส่วนควันบุหรี่ (cigarette smoke) และพืชคล้ายกะหล่ำปลีชนิดหนึ่ง (brussel sprout)
สามารถเพิ่มฤทธิ์ของ Cytochrome P450 ได้
(มียา, อาหาร, และปัจจัยจำนวนมากมาย ซึ่งสามารถออกฤทธิ์กระทบต่อ
กระบวนการดังกล่าว....)

http://www.nottingham.ac.uk


The Liver and Drug Metabolism 2 : การเปลี่ยนแปลงระยะที่ 1 ( Phase 1 Metabolism)

Uuly 20,2013

continued

ขั้นตอนที่ I (Phase I Metabolism)

กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางปฏิกิริยาเคมีในขั้นตอนที่ I
จะเป็นปฏิกิริยทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับ reduction, Hydrolysis, และ oxidation

Reduction หมายถึงการเพิ่มอิเล็กตรอนให้กับอะตอมหรือไอออน;
Hydrolysis หมายถึงการสลายตัวของยาด้วยน้ำ
Oxidation เป็นปฏิกิริยาทางเคมี โดยมีการรวมตัวกับออกซิเจน
ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับผลไม้ (ลูกแอปเปิ้ล) เมื่อมันสัมผัสกับออกซิเจน จะทำ
ให้ผิวของมันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไป

ยาส่วนใหญ่ที่คนเรากินเข้าไปก็เป็นเช่นเดียวกัน...
โดยการเร่งปฏิกิริยาเคมี ของเอ็นไซม์cytochrome P450
จากกระบวนการ oxidation จะทำให้ยาสูญเสียอีเล็กตรอนไป และยาที่ผ่าน
ขั้นตอนของการรวมตัวกับออกซิเจนไปแล้ว (oxidized) ยังปรากฏว่า 
เป็นสารที่ยังพร้อมที่จะปฏิบัติการณ์ทางเคมี (chemical active) ได้เหมือนเดิม

ขั้นตอนที่ 2 (phase 2 Metabolism)

เป็นกระบวนการเกี่ยวกับการรวมตัว หรือกระบวนการคอนจูเกชั่น (conjugation)
ของยาที่อยู่ในรูปของไอออน (inonized group )ของ glutathione, methyl 
หรือ acetryl groups  ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในเซลล์ของตับ (hepatocyte cytoplasm)

การจับตัวกับ inonized groups ดังกล่าว จะทำให้ยาอยู่ในสภาพละลายในน้ำได้
และสามารถถูกขับออกจากร่างกายได้ง่าย  และในขณะเดียวกัน 
จะทำให้ฤทธิ์ของยาลดลงไป (decreasing pharmacological activity)

ตัวอย่างของ aspirin…
เมื่อผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเคมี (metabolized) ยาตัวดังกล่าว จะถูกทำให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยกระบวนการ hydrolysis (phase I)
และเมื่อเข้าสู่ระยะที่สอง (phase II) มันจะรวมตัวกับ glycine หรือ glucoronic
Acid กายเป็นสาร ionized metaboltyes ซึ่งสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้

<< Prev >> Next : Drug Metabolites



The Liver and Drug Metabolism

July 6,2013

เราต่างมีโอกาสได้กินยากันทุกคน...
หากเราสามารถรู้ได้ว่า ยาที่เรากินเข้าไปนั้น มันออกฤทธิ์ได้อย่างไร
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ยาได้ไม่มากก็น้อย
และอวัยวะที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดังกล่าว คือ ตับ นี้เอง
ลองมาดูซิว่า

Metabolism
เมื่อเรากล่าวถึง เมทตาบอลิซึมของยา เราหายถึงการเปลี่ยนแปลงทางเคมีด้วยการ
กระทำของเอ็นไซม์ ทำให้สารอย่างหนึ่งเปลี่ยนสภาพเป็นสารอีกตัวหนึ่ง
ส่วนใหญ่เราจะพบว่า เมทตาบอลลซึมของยา จะเกิดขึ้นที่ตับ
ส่วนน้อยเกิดขึ้นที่ผนังของลำไส้, ปอด และน้ำเลือด (blood plasma)

โดยทั่วไป กระบวนการทางเมทตาบอลิซึมจะเปลี่ยนยาให้เป็นสารประกอบ
ที่สามารถละลายในน้ำ (water-soluble compound)
ด้วยการเพิ่มคุณภาพด้านตรงข้าม (polarity) ของยา
ซึ่งถือว่า เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนที่ยาจะถูกขับออกจากร่างกายต่อไป
โดยการขับออกทางปัสสาวะ และทางน้ำดี

มียาเพียงส่วนน้อย (ไม่กี่ชนิด) ที่สามารถถูกขับออกจากร่างกาย โดยไม่
มีการเปลี่ยนแปลง (metabolized)

โดยรวมแล้ว เมื่อยาถูกทำให้เปลี่ยนแปลง (metabolized) ไปจากเดิมแล้ว
ย่อมทำให้ระดับการรักษาลดลงไปไม่มากก็น้อย

ระยะของการเผาผลาญ (stages of Metabolism)

ภายในเซลล์ของตับ มีเอ็นไซม์จำนวนหลายตัว ทำหน้าที่ในการเปลี่ยน
แปลงโครงสร้างของยาที่คนเรารับประทานเข้าไป และเอ็นไซม์ตัวสำคัญต่อ
การทำหน้าที่ดังกล่าว คือ cytochrome P450 จัดเป็น family ใหญ่
ซึ่งมีปรากฏใน endoplasmic Reticulum ของเซลล์

การเปลี่ยนแปลงทางเคมี (เมตาบอลิซึม)
จะถูกแบ่งออกเป็นสองขั้นตอน (phase 1 และ phase 2)
โดยยาบางชนิดอาจผ่านขั้นตอน ที่ 1 บางตัวอาจมีการเปลี่ยนแปลงในขั้น
ตอนที่ 2 เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่มักจะผ่านขั้นตอนที่ 1 เท่านั้น
ส่วนขั้น 2 เป็นเพียงขั้นตอนของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกันเท่านั้น



>> NEXT : Phase I & II Metabolism