เป็นที่รู้กันว่า atrial fibrillation เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติแบบหนึ่ง
ซึงนอกจากจะเต้นด้วยจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอแล้ว มันยังเต้นด้วยอัตราความเร็วสูงมากอีกด้วย
เป็นสาเหตุให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่ได้
ในระหว่างที่หัวใจเต้นผิดปกติดังกล่าว หัวใจสองห้องบนจะเต้นได้อย่างไม่สม่ำเสมอ
เป็นการเต้นที่ไม่สัมพันธ์กับ หัวใจสองห้องล่าง (ventricles)
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ AF คนไข้จะมีอาการหัวใจสั่นเต้นระริก
หายใจไม่คล่องตัว เป็นการหายใจหอบ และ ถึ่
อยากจะดูให้เห็นภาพชัด ๆ ก็ให้ดูปลาที่อยู่เหนือน้ำ ที่กำลังต้องการออกซิเจน
ตอนที่มันเกิดอาการ (AF) มันอาจเป็นแบบกระผลุบกระโผล่ เกิดขึ้น แล้วก็หายไป
หรือในบางราย มันอาจเป็นแบบถาวร แม้ว่า มันอาจไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
แต่ก็รุนแรงมากพอที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน
ภาวะดังกล่าว สามารถรักษาด้วยยา หรือรักษาอย่างอื่นเพื่อทำให้ระบบคลื่นกระแสไฟฟ้า
ที่ผิดปกติให้ดีขึ้นได้
Treatments and drugs
ในคนบางคน จะมีเหตุการณ์บางอย่าง หรือโรคบางอย่าง
เช่น โรคต่อมไทรอยด์ อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะ atrial fibrillation
ถ้าโรคที่กระตุ้นให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติ ได้รับการแก้ไข ปัญหาการเต้นของหัวใจก็จะหายไปเอง
ถ้าอาการของภาวะ atrial fibrillation รบกวนท่าน หรือทำให้ท่านรู้สึกไม่สบาย
ท่านควรติดต่อแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
การรักษาภาวะ atrial fibrillation มีหลายทางเลือก
ซึ่งขึ้นกับอาการเกิดขึ้นนานหรือไม่ เป้าหมายในการรักษา มีดังนี้:
• Reset rhythm หรือ Conrol heartrate
• Prevent blood clot
Resetting your heart's rhythm
ตามทฤษฎี การรักษา AF คือการรีเซทอัตราการเต้นของหัวใจ และจังหวะ
ให้กลับเต้นเหมือนปกติ ซึ่งแพทย์สามารถกระทำได้ด้วยวิธีการข๊อคด้วยไฟฟ้า
ซึ่งเรียกว่า Cardioversion หรือ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการเต้นที่ผิดปกติ (AF)
และระยะเวลาที่เกิดความผิดปกติ
การทำ cardioversion สามารถกระทำได้สองแนวทางด้วยกัน
o Cardioversion with drugs
เป็นรูปแบบการเปลี่ยนการเต้นที่ผิดปกติ ให้กลับมาเป็นการเต้นที่ปกติด้วยการใช้ยา (medications)
ซึ่ง อาจเรียกว่า anti-arrhythmia โดยอาจเป็นยาเม็ดรับประทาน หรือ เป็นยาฉีดเข้าเส้นเลือด
เพื่อทำให้การเต้นของหัวใจกลับสู่ภาวการณ์เต้นปกติ
ภายหลังจากหัวใจเต้นเป็นปกติแล้ว แพทย์จะให้ยาเดิมแกคนไข้
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด AF ขึ้นมาอีก
o Electrical cardioversion เป็นการกระตุกหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า
ซึ่งกระทำภายใต้การใช้ยาสลบ ซึ่งสามารถทำให้การเต้นผิดปกติ กลับสู่สภาพเดิมได้
ก่อนทำ electric cardioversion คนไข้จะได้รับยาต้านการจับตัวของเม็ดเลือด เช่น
Warfarin โดยให้คนไข้...เป็นเวลาหลายอาทิตย์ก่อนทำการ๊อคด้วยไฟฟ้า
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมีก้อนเลือดไปอุดตันเส้นเลือดที่สำคัญ ทำให้สมองขาดเลือด และเกิดอัมพาติ
Maintaining a normal heart rhythm
การทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
ภายหลังการทำ electrical cardioversion เราจำเป็นต้องใช้ยาต้านการเต้นหัวใจที่ผิดปกติ
เป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเต้นผิดปกติแบบ atrial fibrillation
ยาที่เรานำมาใช้กัน ได้แก่:
o Amiodarone (Cordarone, Pacerone)
o Dronedarone (Maltaq)
o Propafenone (Rythmol)
o Sotalol (Betapace)
o Dofetilide (Tikosyn)
o Flecainide (Tambocor)
ยาเหล่านี้ มันสามารถช่วยรักษา และคงสภาพการเต้นของหัวใจ ให้อยู่ในระดับปกติได้ก็จริง
แต่มันสามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งได้แก่:
o Nausea
o Dizziness
o Fatigue
นอกจากนี้ ยาเหล่านี้ อาจทำให้เกิดการเต้นของหัวใจสองห้องล่างเต้นผิดปกติ
(ventricular arrhythmia) โชคดีทีมันพบได้ไม่ค่อยบ่อยหนัก (rarely)
ซึ่ง เป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต โดยทำให้เกิดคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจสองห้องล่างนั้นเอง
ยาเหล่านี้ คนไข้อาจจำเป็นต้องใช้ไปตลอดชีวิตได้
และจากการที่คนไข้จต้องกินยาดังกล่าว เขายังมีโอกาสเกิดภาวะ Atrial Fibrillation ได้
Heart rate control
การควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
โดยมีเป้าในการลดอัตราการเต้นของหัวใจ ให้อยู่ระหว่าง 60-100 ต่อนาที ซึ่ง สามารถกระทำได้โดย:
o ยารักษา (medications)
แพทย์จำนวนไม่น้อยจะสั่งให้คนไข้กินยา digoxin (Lanoxin)
ยาดังกล่าว สามารถสามารถควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจใสขณะพักได้
แต่เวลาออกแรง ยาตัวนี้ทำงานได้ไม่ดีนัก นอกจาก digoxin ยังมียาตัวอื่น ที่แพทย์จะสั่งจ่ายให้คนไข้
เช่น ยาในกลุ่ม calcium channel blocker โดยให้เพิ่มยาที่คนไข้รับอยู่ก่อนหรือเป็นยาตัวใหม่
นอกเหนือจากนั้น ยาลดความดันในกลุ่ม angiotensin-converting enzyme inhibitors
บางครั้งใช้ลดความดันโลหิต สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิด AF ได้
o Atrioventricular (AV) ablation. ถ้ายาไม่สามารถแก้ปัญหาได้
หรือ เป็นเพราะคนไข้แพ้ยา เราอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาด้วยการทำลายปุ่ม AV node
ที่ทำหน้าที่ก่อให้เกิดคลื่นกระแบไฟฟ้าของหัวใจ (AV node ablation)
ซึ่งกระทำได้โดยการใช้คลื่นวิทยุที่มีความถี่สูง (radiofequency energy) ทำลาย AV node
วิธีการดังกล่าว ทำให้คลื่นจาก SA node จากหัวใจห้องบน (atria) ไม่
สามารถส่งคลื่นไปยังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างได้
กล้ามเนื้อหัวใจห้องบน (atria) ยังคงเต้นแบบสั่นระริก (fibrillate)
และเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวเป็นก้อน จำเป็นต้องได้รับยาต้านการจับตัวเป็นก้อนเลือด
(anti-coagulant medications)
ขั้นตอนต่อจากการทำ AV node ablation คือการให้คนไข้ต้องใช้เครื่อง
กระตุ้นการเต้นของหัวใจ (pacemaker) เพื่อ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเต้นได้ตามปกติ
ในขณะที่หัวใจห้องบนยังเต้นแบบสั่นระริก (atrial fibrillation)
คนไข้จำเป็นต้องได้รับยาต้านเม็ดเลือดจับตัวเป็นก้อน (clotting)
เพื่อป้องกันไมให้เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดการอุดตัน เป็นการ
ป้องกันไม่ให้สมองถูกทำลาย เพราะขาดเลือด และออกซิเจน
• Surgical maze procedure.
นอกจากทำลายจุดกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า ด้วยคลื่นวิทยุที่มีความถี่สูง
หรือทำลายด้วยความเย็น (cryotherapy) แพทย์เขาสามารถทำลายเนื้อเยื้อ
ที่ทำหน้าที่ก่อกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้าด้วยวิธีการใช้มีดผ่าตัดกรีดทำลายเนื้อเยื่อ
ที่เกี่ยวข้องกับทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าลง สามารถทำให้การเต้นของหัวใจแบบ AF หายได้
เขาเรียกวิธีดังกล่าวว่า surgical maze procedure:
เป็นวิธีการที่จะต้องทำการผ่าตัดเปิดหัวใจ และ สงวนไว้เฉพาะรายที่ไม่ตอบสนอง
ต่อการรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ เท่านั้น
• การป้องกันไม่ให้เกิดมีก้อนเลือด ( Preventing blood clots)
คนไข้ทุกรายที่เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติแบบ AF นั้น
จัดเป็นภาวะที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการอุดตัน ของเส้นเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้คนไข้เกิดภาวะอัมพาติได้
ยิ่งปล่อยให้เกิด AF ไม่ได้รับการรักษา โอกาสที่จะเกิดภาวะดังกล่าวยิ่งมีได้สูง
ดังนั้น แพทย์จึงจำเป็นต้องสั่งให้คนไข้กินยา ต้านการจับตัวของเม็ดเลือด
(blood thinner or anticoagulant) เช่น:
o Warfarin (cCoumadin)
o Dabigarran(Pradaxa)
o Rivaroxaban (Xarelto)
http://www.mayoclinic.com/health/atrial-fibrillation/DS00291/DSECTION=lifestyle-and-home-remedies
วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555
Heart Attack: treatment (continued) (2)
Treatment:
ในขณะที่ท่าน หรือคนที่ท่านรัก อยู่ในห้องฉุกเฉิน ท่านจะได้พบเห็น:
o ตัวท่านเอง หรือ คนที่ท่านรัก จะถูกตรวจ มีแผ่น electrode ติดที่หน้าอกของท่าน
เพื่อทำการตรวจการทำงานของหัวใจ
o ท่านจะได้รับออกซิเจน...
o แพทย์จะให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำ และให้ยาเข้าทางเส้น
o ท่านอาจได้รับยา nitroglycerin หรือ morphine
การที่หัวใจเต้นผิดปกติ (arrhythmias) จะเป็นสาเหตุนำของการเสียชีวิต ในชั่วโมงแรก ๆ ของการเกิด heart attack
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้ด้วย ยา (medications) หรือ cardioversion
EMERGENCY TREATMENTS
การรักษาแบบฉุกเฉินที่ท่านควรรู้ คือ แพทย์เขาจะทำการเปิดทางให้เลือดไหลผ่านเส้นเลือดหัวใจ ที่ถูกอุดตัน
ทำให้มันเปิดกว้างขึ้น ด้วยการสอดใส่สายพร้อมบอลลูน ทำหน้าที่ขยายเส้นเลือดที่ตีบแคบให้เปิดออก
แล้วทำการถ่างเส้นเลือดให้เปิดกว้าง ด้วยการใช้อุปกรณ์สำหรับถ่างเส้นเลือด (stent)
ซึ่งแพทย์เขาสามารถกระทำได้พร้อม ๆ กัน เขาเรียกวิธีการดังกล่าวว่า angioplasty:
o Angioplasty มักจะเป็นวีกแรกที่แพทย์เลือกใช้ในการรักษา มันควรกระทำภายใน 90 นาที
หลังจากท่านถูกนำส่งโรงพยาบาล และไม่ควรช้ากว่า 12 ชั่วโมงหลังการเกิด heart attack
o Stent เป็นอุปกรณ์ ที่ใช้ถ่างเส้นเลือดให้เปิดกว้าง ภายในเส้นเลือดนั้น จะกระทำภายหลังการทำ
angioplasty มันสามารถช่วยป้องกันไมให้เส้นเลือดแดงเกิดการอุดตันขึ้นได้อีก
ท่านอาจได้รับยา สำหรับทำให้ก้อนเลือด (clot) แตกตัว
ทางที่ดีที่สุด ท่านจะต้องได้รับยาภายใน 3 ชั่วโมง หลังจากท่านเกิดมีอาการเจ็บหน้าอกเป็นครั้งแรก
วิธีการดังกล่าว เราเรียกว่า thrombolytic therapy
คนไข้บางราย อาจได้รับการผ่าตัด ทำ bypass surgery เพื่อทำการเปิดเส้นเลือดที่แคบ หรือ เปิดเส้นเลือดที่อุดตัน
ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ วิธีการนี้ แพทย์เขาเรียกว่า open heart surgery
AFTER YOUR HEART ATTACK
คนส่วนใหญ่ ที่เกิดภาวะ heart attack เขาเหล่านั้น จะได้รับยาต่อไปนี้:
o Anti-platelet drugs (blood thinners) เป็นยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันไมให้
o มีการสร้างเป็นก้อนเลือดขึ้นซึ่งได้แก่ aspirin, clopidogrel (plavix), หรือ warfarin (Coumadin)
o Beta-blockers และ ACE inhibitors. เป็นยาที่ใช้ช่วยปกป้องหัวใจของท่าน
o Statins หรือ ยาอย่างอื่น ๆ ที่ช่วยทำให้ระดับ cholesterol ดีขึ้น
ท่านอาจจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ไปตลอดชีวิตของท่านก็ได้
ก่อนที่ท่านจะเปลี่ยนยา หรือ หยุดยา ท่านควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน อย่ากระทำโดยพละการ
อาจทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
ภายหลังการเกิด heart attack ท่านอาจเสียใจ กังวล และเกิดความเครียดกับทุกอย่างที่ท่านกำลังเผชิญ
ไม่ต้องตกใจ เพราะความรู้สึกเหล่านี้ เป็นเรืองปกติ มันสามารถหายไปในเวลา 2 – 3 อาทิตย์
ท่านอาจรู้สึกเหนื่อยเพลียเมื่อกลับบ้าน
คนส่วนใหญ่ เมือเกิด heart attack เขาจะได้รับการรักษาด้วย cardiac rehab program
ภายใต้การดูแลของแพทย์ และ พยาบาล ท่านจำเป็นต้อง:
o ค่อย ๆ เพิ่มระดับการออกกำลังกายอย่างช้า ๆ
o เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามพฤติกรรม ที่ทำให้เกิดสุขภาพดีขึ้น
LIVING A HEALTHY LIFESTYLE
เพื่อป้องกันไมให้ตัวเอง เกิด heart attack อีก ท่านต้อง:
o ควบคุมความดันโลหิต, ระดับน้ำตาล และ ระดับ cholesterol ให้อยู่ในระดับปกติ
o ไม่สูบบุหรี่
o รับประทานอาหารที่เพิ่มสุขภาพให้แก่หัวใจ เช่น ผัก ผลไม ธัญพืช และงดเว้นการรับประทานมันสัตว์
o ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทต่อวัน อย่างน้อย 5 วัน ต่อหนึ่งอาทิตย์
o ตรวจ และ รักษาอาการเครียด
o ดื่มแอลกอฮอลให้น้อยลง (หญิงไม่ควรเกินหนึ่งดริงค์ สำหรับหญิง สองดริงค์ สำหรับชาย)
o อย่าให้น้ำหนักเกิน ให้คงสภาพ mass index ใหอยู่ในระหว่าง 18.5- 24.9
Expectations (prognosis):
เมื่อท่าน หรือใครก็ตามที่เกิด heart attack ครั้งหนึ่งแล้ว โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งย่อมมีได้สูงมาก
ปัญหามีว่า ภายหลังการเกิด Heart attack มันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
ย่อมขึ้นกับกล้ามเนื้อใจถูกทำลายมากน้อยแค่ใด ตำแหน่งที่กล้ามเนื้อถูกทำลายอยู่ตำแหน่งใด
หรือ มีความผิดปกติอย่างอื่น
ถ้าหัวใจของท่านไม่สามารถปั้มเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ
หัวใจของท่านอาจล้มเหลว จังหวะการเต้นของหัวใจอาจผิดปกติไป และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของท่านได้
โดยทั่วไป คนไข้ที่เกิดภาวะ heart attack สามารถฟื้นกลับสู่สภาพปกติได้อย่างช้า ๆ รวมถึง
สมรรถภาพทางเพศสัมพันธ์ได้เหมือนเดิม
Adapted from:
http://www.umm.edu/ency/article/000195all.htm#ixzz1pI2g35iV
ในขณะที่ท่าน หรือคนที่ท่านรัก อยู่ในห้องฉุกเฉิน ท่านจะได้พบเห็น:
o ตัวท่านเอง หรือ คนที่ท่านรัก จะถูกตรวจ มีแผ่น electrode ติดที่หน้าอกของท่าน
เพื่อทำการตรวจการทำงานของหัวใจ
o ท่านจะได้รับออกซิเจน...
o แพทย์จะให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดดำ และให้ยาเข้าทางเส้น
o ท่านอาจได้รับยา nitroglycerin หรือ morphine
การที่หัวใจเต้นผิดปกติ (arrhythmias) จะเป็นสาเหตุนำของการเสียชีวิต ในชั่วโมงแรก ๆ ของการเกิด heart attack
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติเหล่านี้ สามารถแก้ไขได้ด้วย ยา (medications) หรือ cardioversion
EMERGENCY TREATMENTS
การรักษาแบบฉุกเฉินที่ท่านควรรู้ คือ แพทย์เขาจะทำการเปิดทางให้เลือดไหลผ่านเส้นเลือดหัวใจ ที่ถูกอุดตัน
ทำให้มันเปิดกว้างขึ้น ด้วยการสอดใส่สายพร้อมบอลลูน ทำหน้าที่ขยายเส้นเลือดที่ตีบแคบให้เปิดออก
แล้วทำการถ่างเส้นเลือดให้เปิดกว้าง ด้วยการใช้อุปกรณ์สำหรับถ่างเส้นเลือด (stent)
ซึ่งแพทย์เขาสามารถกระทำได้พร้อม ๆ กัน เขาเรียกวิธีการดังกล่าวว่า angioplasty:
o Angioplasty มักจะเป็นวีกแรกที่แพทย์เลือกใช้ในการรักษา มันควรกระทำภายใน 90 นาที
หลังจากท่านถูกนำส่งโรงพยาบาล และไม่ควรช้ากว่า 12 ชั่วโมงหลังการเกิด heart attack
o Stent เป็นอุปกรณ์ ที่ใช้ถ่างเส้นเลือดให้เปิดกว้าง ภายในเส้นเลือดนั้น จะกระทำภายหลังการทำ
angioplasty มันสามารถช่วยป้องกันไมให้เส้นเลือดแดงเกิดการอุดตันขึ้นได้อีก
ท่านอาจได้รับยา สำหรับทำให้ก้อนเลือด (clot) แตกตัว
ทางที่ดีที่สุด ท่านจะต้องได้รับยาภายใน 3 ชั่วโมง หลังจากท่านเกิดมีอาการเจ็บหน้าอกเป็นครั้งแรก
วิธีการดังกล่าว เราเรียกว่า thrombolytic therapy
คนไข้บางราย อาจได้รับการผ่าตัด ทำ bypass surgery เพื่อทำการเปิดเส้นเลือดที่แคบ หรือ เปิดเส้นเลือดที่อุดตัน
ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ วิธีการนี้ แพทย์เขาเรียกว่า open heart surgery
AFTER YOUR HEART ATTACK
คนส่วนใหญ่ ที่เกิดภาวะ heart attack เขาเหล่านั้น จะได้รับยาต่อไปนี้:
o Anti-platelet drugs (blood thinners) เป็นยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันไมให้
o มีการสร้างเป็นก้อนเลือดขึ้นซึ่งได้แก่ aspirin, clopidogrel (plavix), หรือ warfarin (Coumadin)
o Beta-blockers และ ACE inhibitors. เป็นยาที่ใช้ช่วยปกป้องหัวใจของท่าน
o Statins หรือ ยาอย่างอื่น ๆ ที่ช่วยทำให้ระดับ cholesterol ดีขึ้น
ท่านอาจจำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้ไปตลอดชีวิตของท่านก็ได้
ก่อนที่ท่านจะเปลี่ยนยา หรือ หยุดยา ท่านควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน อย่ากระทำโดยพละการ
อาจทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
ภายหลังการเกิด heart attack ท่านอาจเสียใจ กังวล และเกิดความเครียดกับทุกอย่างที่ท่านกำลังเผชิญ
ไม่ต้องตกใจ เพราะความรู้สึกเหล่านี้ เป็นเรืองปกติ มันสามารถหายไปในเวลา 2 – 3 อาทิตย์
ท่านอาจรู้สึกเหนื่อยเพลียเมื่อกลับบ้าน
คนส่วนใหญ่ เมือเกิด heart attack เขาจะได้รับการรักษาด้วย cardiac rehab program
ภายใต้การดูแลของแพทย์ และ พยาบาล ท่านจำเป็นต้อง:
o ค่อย ๆ เพิ่มระดับการออกกำลังกายอย่างช้า ๆ
o เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามพฤติกรรม ที่ทำให้เกิดสุขภาพดีขึ้น
LIVING A HEALTHY LIFESTYLE
เพื่อป้องกันไมให้ตัวเอง เกิด heart attack อีก ท่านต้อง:
o ควบคุมความดันโลหิต, ระดับน้ำตาล และ ระดับ cholesterol ให้อยู่ในระดับปกติ
o ไม่สูบบุหรี่
o รับประทานอาหารที่เพิ่มสุขภาพให้แก่หัวใจ เช่น ผัก ผลไม ธัญพืช และงดเว้นการรับประทานมันสัตว์
o ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทต่อวัน อย่างน้อย 5 วัน ต่อหนึ่งอาทิตย์
o ตรวจ และ รักษาอาการเครียด
o ดื่มแอลกอฮอลให้น้อยลง (หญิงไม่ควรเกินหนึ่งดริงค์ สำหรับหญิง สองดริงค์ สำหรับชาย)
o อย่าให้น้ำหนักเกิน ให้คงสภาพ mass index ใหอยู่ในระหว่าง 18.5- 24.9
Expectations (prognosis):
เมื่อท่าน หรือใครก็ตามที่เกิด heart attack ครั้งหนึ่งแล้ว โอกาสที่มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งย่อมมีได้สูงมาก
ปัญหามีว่า ภายหลังการเกิด Heart attack มันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
ย่อมขึ้นกับกล้ามเนื้อใจถูกทำลายมากน้อยแค่ใด ตำแหน่งที่กล้ามเนื้อถูกทำลายอยู่ตำแหน่งใด
หรือ มีความผิดปกติอย่างอื่น
ถ้าหัวใจของท่านไม่สามารถปั้มเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตามปกติ
หัวใจของท่านอาจล้มเหลว จังหวะการเต้นของหัวใจอาจผิดปกติไป และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของท่านได้
โดยทั่วไป คนไข้ที่เกิดภาวะ heart attack สามารถฟื้นกลับสู่สภาพปกติได้อย่างช้า ๆ รวมถึง
สมรรถภาพทางเพศสัมพันธ์ได้เหมือนเดิม
Adapted from:
http://www.umm.edu/ency/article/000195all.htm#ixzz1pI2g35iV
Statins: Side Effects (continued) 2
(Continued)
เพื่อหลีกเลี่ยงจากผลข้างเคียงจากการใช้ statin
ท่านสามารถกระทำได้ดังต่อไปนี้:
o ระงับการรับประทานยาสักระยะ:
บางครั้ง อาการปวดกล้ามเนื้อ อาจเป็นผลมาจากยา statin หรือเป็นผลจากสาเหตุอย่างอื่น
หรือ เป็นเพราะอายุของคนไข้ก็ได้ ในกรณีที่เกิดมีอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้น
ให้ท่านลองหยุดยาที่ท่านรับประทานสักระยะ เช่น 10 -14 วัน
จากการกระทำดังกล่าว ท่านสามารถสามารถบอกได้ว่า
อาการที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลจายา หรือจากสาเหตุอย่างอื่นได้
o เปลี่ยนยาตัวใหม่:
ในกรณีที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้น ซึ่งคิดว่า ป็นผลเนื่องมาจาก statins
วิธีง่ายที่สุด คือ เปลี่ยนยา แต่ ยาที่ท่านเปลี่ยนไปนั้น อาจก่อให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้นก็ได้
ซึ่งอาจมีอาการมากกว่า statins โดยเฉพาะในรายที่ใช้ยาในขนาดสูง
o เปลี่ยนขนาดของยา:
การลดขนาดยาลง สามารถลดอาการแพ้ยาลงได้
แต่การทำเช่นนั้น สามารถลดประสิทธิผลในการลดระดับไขมันลงได้
ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์อาจมีการปรับเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นได้
o ลองพิจารณายาลดไขมันตัวอื่นดู:
มียาลดไขมันอีกตัว ชื่อ Ezetimibe (Zetia)
เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งไม่ให้มีดูดซึมสารไขมัน cholesterol
มันอาจเป็นยาที่ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้น้อยกว่า หรือ อาจลดอาการปวดกล้ามเนื้อลงได้
ถ้ามีการใช้ร่วมกับ statin
o อย่าใช้ยาแก้ปวด (OTC) เพื่อลดอาการปวด:
เพราะอาการปวดกล้ามเนื้อจากสาร statin ไม่สามารถระงับได้ด้วยยาแก้ปวดที่ซื้อได้จากร้านขายยา
เช่น acetaminophen, ibuprofen
o ลองรับประทานอาหารเสริม Q10:
มีรายงานวา Q10 สามารถลดผลข้างเคียงที่เกิดจาก statin ได้
ให้มั่นสังเกตดูปฏิกิริยาจากการใช้ยา:
เมื่อใดที่ท่านใช้ยา statin ขอให้ทราบว่า
สารตัวนี้สามารถมีปฏิกิริยากับยาตัวอื่น หรือ อาหารบางชนิดได้
ปฏิกิริยาที่น่ากลัว คือ มันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ยกตัวอย่าง
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว เมื่อรับประทานร่วมกับ “องุ่น”
หรือ “น้ำองุ่น” :
ในผลองุ่น มีสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่สามารถทำให้ statin มีฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ท่านได้ เพราะเราไม่ทราบแน่ชัดว่า มันมีผลอย่างต่อระดับ total cholesterol
o Simvastatin (Zocor) และ amiodarone (Cordarone):
คนที่รับประทาน simvastatin อย่างเดียว หรือจะรับร่วมกับยาตัวอื่น
เช่น azetimibe และ ยา amiodarone (ยาที่ใช้รักษาการเต้นผิดปกติของหัวใจ)
มักจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เกิดการสลายตัวของกล้ามเนื้อ (rhabdomyolysis)
และตามด้วยโรคไตวายได้
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัวเมื่อใช้ร่วมกับ gemfibrozil (Lopid):
คนที่รับยาทั้ง gemfibrozil และ statin อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว ร่วมกับยาปฏิชีวนะ(antibiotic) และ ยารักษาเชื้อรา (antifungal)
สามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้
o ยา statin ร่วมกับ antidepressant medications:
เมื่อใช้ยา statin ร่วมกับยารักษาอาการซึมเศร้า เช่น nefazodone(Serzone)
มีแนวโน้มทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว ร่วมกับ ยากดภูมิต้านทาน (immmuno-suppressant medication):
อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้เช่นกัน
โดยสรุป แม้ว่า ยาในกลุ่ม statin สามารถก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ท่านได้ก็จริง
แต่ ก่อนที่ท่านจะเลิกกินยาดังกล่าว ท่านต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาร่วมกันถึงผลดี และผลเสีย
ที่พึงจะได้รับจากการใช้ยาดังกล่าว
มันสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (heart attack) และ สมองขาดเลือด (stroke)
ของท่านได้ และที่สำคัญ อันตรายจาก statin ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงนัก
ดังนั้น ก่อนหยุดยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนน่าจะเป็นการดีแก่ท่านเอง
เพราะแพทย์อาจแนะนำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ตัวท่านได้
Adapted from:
www.mayoclinic.com/health/statin-side-effects/MY00205/NSECTIONGROUP=2
เพื่อหลีกเลี่ยงจากผลข้างเคียงจากการใช้ statin
ท่านสามารถกระทำได้ดังต่อไปนี้:
o ระงับการรับประทานยาสักระยะ:
บางครั้ง อาการปวดกล้ามเนื้อ อาจเป็นผลมาจากยา statin หรือเป็นผลจากสาเหตุอย่างอื่น
หรือ เป็นเพราะอายุของคนไข้ก็ได้ ในกรณีที่เกิดมีอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้น
ให้ท่านลองหยุดยาที่ท่านรับประทานสักระยะ เช่น 10 -14 วัน
จากการกระทำดังกล่าว ท่านสามารถสามารถบอกได้ว่า
อาการที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลจายา หรือจากสาเหตุอย่างอื่นได้
o เปลี่ยนยาตัวใหม่:
ในกรณีที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเกิดขึ้น ซึ่งคิดว่า ป็นผลเนื่องมาจาก statins
วิธีง่ายที่สุด คือ เปลี่ยนยา แต่ ยาที่ท่านเปลี่ยนไปนั้น อาจก่อให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อขึ้นก็ได้
ซึ่งอาจมีอาการมากกว่า statins โดยเฉพาะในรายที่ใช้ยาในขนาดสูง
o เปลี่ยนขนาดของยา:
การลดขนาดยาลง สามารถลดอาการแพ้ยาลงได้
แต่การทำเช่นนั้น สามารถลดประสิทธิผลในการลดระดับไขมันลงได้
ด้วยเหตุนี้เอง แพทย์อาจมีการปรับเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นได้
o ลองพิจารณายาลดไขมันตัวอื่นดู:
มียาลดไขมันอีกตัว ชื่อ Ezetimibe (Zetia)
เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งไม่ให้มีดูดซึมสารไขมัน cholesterol
มันอาจเป็นยาที่ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้น้อยกว่า หรือ อาจลดอาการปวดกล้ามเนื้อลงได้
ถ้ามีการใช้ร่วมกับ statin
o อย่าใช้ยาแก้ปวด (OTC) เพื่อลดอาการปวด:
เพราะอาการปวดกล้ามเนื้อจากสาร statin ไม่สามารถระงับได้ด้วยยาแก้ปวดที่ซื้อได้จากร้านขายยา
เช่น acetaminophen, ibuprofen
o ลองรับประทานอาหารเสริม Q10:
มีรายงานวา Q10 สามารถลดผลข้างเคียงที่เกิดจาก statin ได้
ให้มั่นสังเกตดูปฏิกิริยาจากการใช้ยา:
เมื่อใดที่ท่านใช้ยา statin ขอให้ทราบว่า
สารตัวนี้สามารถมีปฏิกิริยากับยาตัวอื่น หรือ อาหารบางชนิดได้
ปฏิกิริยาที่น่ากลัว คือ มันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ยกตัวอย่าง
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว เมื่อรับประทานร่วมกับ “องุ่น”
หรือ “น้ำองุ่น” :
ในผลองุ่น มีสารเคมีชนิดหนึ่ง ที่สามารถทำให้ statin มีฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ท่านได้ เพราะเราไม่ทราบแน่ชัดว่า มันมีผลอย่างต่อระดับ total cholesterol
o Simvastatin (Zocor) และ amiodarone (Cordarone):
คนที่รับประทาน simvastatin อย่างเดียว หรือจะรับร่วมกับยาตัวอื่น
เช่น azetimibe และ ยา amiodarone (ยาที่ใช้รักษาการเต้นผิดปกติของหัวใจ)
มักจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เกิดการสลายตัวของกล้ามเนื้อ (rhabdomyolysis)
และตามด้วยโรคไตวายได้
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัวเมื่อใช้ร่วมกับ gemfibrozil (Lopid):
คนที่รับยาทั้ง gemfibrozil และ statin อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว ร่วมกับยาปฏิชีวนะ(antibiotic) และ ยารักษาเชื้อรา (antifungal)
สามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้
o ยา statin ร่วมกับ antidepressant medications:
เมื่อใช้ยา statin ร่วมกับยารักษาอาการซึมเศร้า เช่น nefazodone(Serzone)
มีแนวโน้มทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้
o ยาในกลุ่ม statin ทุกตัว ร่วมกับ ยากดภูมิต้านทาน (immmuno-suppressant medication):
อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อได้เช่นกัน
โดยสรุป แม้ว่า ยาในกลุ่ม statin สามารถก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ท่านได้ก็จริง
แต่ ก่อนที่ท่านจะเลิกกินยาดังกล่าว ท่านต้องปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาร่วมกันถึงผลดี และผลเสีย
ที่พึงจะได้รับจากการใช้ยาดังกล่าว
มันสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (heart attack) และ สมองขาดเลือด (stroke)
ของท่านได้ และที่สำคัญ อันตรายจาก statin ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงนัก
ดังนั้น ก่อนหยุดยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนน่าจะเป็นการดีแก่ท่านเอง
เพราะแพทย์อาจแนะนำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์แก่ตัวท่านได้
Adapted from:
www.mayoclinic.com/health/statin-side-effects/MY00205/NSECTIONGROUP=2
Statin side effects: Weigh the benefits and risks
เรามักจะพบเห็นแพทย์สั่งยา statins ให้แก่คนที่มีไขมันในเลือดสูง
กว่าระดับปกติ ด้วยจุดประสงค์ลดระดับไขมันลงสู่ระดับที่ปลอดภัย
และ ในขณะเดียวกัน ถือเป็นการลดความเสี่ยง ไม่ให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (Heart attack)
หรือ ภาวะสมองขาดเลือด (stroke)
คนส่วนใหญ่เมื่อกินยาในกลุ่ม statin แล้ว เขามักจะกินยาตัวนั้นไปตลอดชั่วอายุไขของเขา
เป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาเรื่องผลข้างเคียง ที่เกิดจากยา statin ลำบากขึ้น
ผลข้างเคียงที่เกิดจากยา statin ทำให้ประโยชน์ที่พึได้รับ
อาจไม่คุมกับผลเสียที่เกิดขึ้นก็ได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ท่านจะหยุดยาตัวดังกล่าว
ท่านอาจเริ่มต้นหาทางลดผลข้างเคียงเสียก่อน ว่า
ท่านมีทางที่จะลดผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้หรือไม่ ?
เช่น ลดขนาดของยาลง เป็นต้น
ผลข้างเคียง (side effects) ของ statin ?
o ปวดกล้ามเนื้อ (Muscle pain) :
เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด บางท่านอาจมีความรู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย
หรือ เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่ง อาการดังกล่าว อาจเพียงก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น
หรือ มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ยกตัวอย่าง เช่น ไม่สามารถเดินขึ้นบันได เดินด้วยความลำบาก มีอาการเหนื่อย เพลีย
มีบางกรณี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากถึงขั้นทำลายชีวิตของคนได้
แต่โชคยังดี ที่มันไม่ค่อยจะเกิด นั้นคือ มีการทำลายของกล้ามเนื้อ เรียก rhabdomyolysis
ซึ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อมีความรุนแรง ถึงกับทำให้ตับถูกทำลาย
ไตล้มเหลว และ อาจถึงความกับสูญเสียชีวิตไปในที่สุด
ภาวะ rhabdomyolysis สามารถเกิดขึ้นจากการที่ท่านกินยา statin
ร่วมกับยา หรือ ร่วมกับสารบางอย่าง
ซึ่งทำให้ระดับของ statin ในกระแสเลือดสูงขึ้น
o ตับถูกทำลาย (Liver damage):
การใช้ยา statin บางครั้งสามารถทำให้ตับผลิตเอ็นไซม์ออกมามากเกินปกติ
โดยที่เอ็นไซม์เหล่านั้น มันหน้าที่ช่วยในการย่อย - สลาย อาหาร เครื่องดื่ม และ ยาต่าง ๆ
ถ้าการที่ตับผลิตเอ็นไซม์ไม่มากนัก ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร
แต่หากว่า การกินยา statin นั้น ทำให้ตับผลิตเอ็นไซม์ออกมากเกินไป...
มันอาจก่อให้เกิดผลอันไม่พึงปราถนาได้
ในบางกรณี บางคนเกิดมีปัญหาขึ้นแล้ว แต่ตัวเองไม่ทราบ
เป็นเหตุให้ปัญหาที่เกิด ไม่ได้รับการแก้ไข
อะไรจะเกิดขึ้น ?
แน่นอน...ตับจะถูกทำลายไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นไม่สามารถรักษาให้ฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป
ยกตัวอย่างของยาที่ก่อให้เกิดปัญหา ได้แก่ยา niacin และ gemfibrozil (Lopid)
เป็นยาที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการทำลายของตับ โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ เพราะเขาจะมีอาการในใด ๆ
ดั้งนั้น ใครก็ตามที่รับประทาน statin เป็นประจำ
ควรได้รับการตรวจเช็ค ดูการทำงานของตับบ่อย ๆ 6 อาทิตย์หลังรับประทานยา
จากนั้นให้ตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน หลังรับประทานยา statin
โดยเฉพาะในราย ทีต้องเพิ่มยา หรือในกรณีที่ต้องใช้ยาลดไขมันตัวอื่นเพิ่มเข้าไปอีก(combination)
o ปัญหาด้านการย่อยอาหาร (Digestive problems):
มีคนไข้บางรายเมื่อรับประทาน statin แล้ว จะเกิดมีอาการคลื่นไส้
มีลมในกระเพาะ-ลำไส ท้องล่วง หรือ มีอาการท้องผูก แต่อาการเหล่านี้ พบได้น้อยมาก
คนส่วนใหญ่ ก่อนที่จะรับประทานยา statin พบว่า เขามีปัญหาเกี่ยวระบบย่อยอาหารอยู่แล้ว
วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว กระทำได้โดยรับประทานยาร่วมกับอาหารเย็น
สามารถลดอาการดังกล่าวลงได้
o มีผื่น หรือ หน้าแดง (Rash or flushing) :
เมื่อท่านรับประทาน statin ท่านอาจเกิดมีผื่นตามผิวหนัง
หรือมีอาการหน้าแดงกร่ำ ยิ่งเมื่อมีการรับประทานร่วมกับ niacin
o ผลข้างเคียงทางประสาท (Neurological side effects):
มีนักวิจัยบางคน ได้ศึกษาเพื่อพิสูจน์ว่า มีความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดภาวะความจำเสื่อม
หรือเกิด amyotrophic lateral sclerosis หรือไม่ ?
ผลปรากฏว่า statin ไม่มีส่วนสัมพันธ์กับโรคทั้งสองโรคเลย
o ใครจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจาก statin ?
คนที่กินยา statin เพื่อลดระดับไขมัน จะไม่เกิดผลข้างเคียงทุกรายไป
แต่ก็มีบางรายเท่านั้น อาจมีแนวโน้มที่เกิดผลข้างเคียงได้มากกว่าคนอื่น ๆ เช่น:
o รับประทานยาลดไขมันหลายตัว
o เป็นเพศหญิง
o โครงสร้างของร่างกายเล็กกว่าปกติ
o อายุมาก 65 หรือ แก่กว่า
o มีโรคไต และ โรคตับ
o เป็นโรคเบาหวาน ทั้งประเภท 1 & 2
อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดผลข้างเคียงจาก statin?
สาร statin ออกฤทธิ์ในการลดการสร้างไขมัน cholesterol ลง
โดยปกติ ร่างกายของคนเราจะสร้างไขมัน cholesterol ทุกชนิด
เพื่อสนองความต้องการของร่างกาย เช่น ย่อยอาหาร และ สร้างเซลล์ขึ้นใหม่
เมื่อกระบวนการสร้างไขมันลดลงจากการใช้ยา statin
มีนจะทำให้ร่างกายของท่าน จะเริ่มดึงไขมัน cholesterol
ที่มันต้องการจากอาหารที่ท่านรับประทานเข้าไป ทำให้ปริมาณของ total cholesterol ลดลง
สาร Statin อาจไม่เพียงแต่กระทบต่อการสร้าง cholesterol ในตับเท่านั้น
แต่ มันอาจกระทบกับ “เอ็นไซม์” อีกหลายตัวในกล้ามเนื้อของคนเรา
ซึ่ง มันทำหน้าที่รับผิดชอบกับการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ
ผลที่กระทบกับเอ็นไซม์ดังกล่าว จึงอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดมีอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อ (muscle ache)ก็ได้
Continued…. Side Effect
กว่าระดับปกติ ด้วยจุดประสงค์ลดระดับไขมันลงสู่ระดับที่ปลอดภัย
และ ในขณะเดียวกัน ถือเป็นการลดความเสี่ยง ไม่ให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด (Heart attack)
หรือ ภาวะสมองขาดเลือด (stroke)
คนส่วนใหญ่เมื่อกินยาในกลุ่ม statin แล้ว เขามักจะกินยาตัวนั้นไปตลอดชั่วอายุไขของเขา
เป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาเรื่องผลข้างเคียง ที่เกิดจากยา statin ลำบากขึ้น
ผลข้างเคียงที่เกิดจากยา statin ทำให้ประโยชน์ที่พึได้รับ
อาจไม่คุมกับผลเสียที่เกิดขึ้นก็ได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ท่านจะหยุดยาตัวดังกล่าว
ท่านอาจเริ่มต้นหาทางลดผลข้างเคียงเสียก่อน ว่า
ท่านมีทางที่จะลดผลอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้หรือไม่ ?
เช่น ลดขนาดของยาลง เป็นต้น
ผลข้างเคียง (side effects) ของ statin ?
o ปวดกล้ามเนื้อ (Muscle pain) :
เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยที่สุด บางท่านอาจมีความรู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย
หรือ เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่ง อาการดังกล่าว อาจเพียงก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น
หรือ มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ
ยกตัวอย่าง เช่น ไม่สามารถเดินขึ้นบันได เดินด้วยความลำบาก มีอาการเหนื่อย เพลีย
มีบางกรณี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากถึงขั้นทำลายชีวิตของคนได้
แต่โชคยังดี ที่มันไม่ค่อยจะเกิด นั้นคือ มีการทำลายของกล้ามเนื้อ เรียก rhabdomyolysis
ซึ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อมีความรุนแรง ถึงกับทำให้ตับถูกทำลาย
ไตล้มเหลว และ อาจถึงความกับสูญเสียชีวิตไปในที่สุด
ภาวะ rhabdomyolysis สามารถเกิดขึ้นจากการที่ท่านกินยา statin
ร่วมกับยา หรือ ร่วมกับสารบางอย่าง
ซึ่งทำให้ระดับของ statin ในกระแสเลือดสูงขึ้น
o ตับถูกทำลาย (Liver damage):
การใช้ยา statin บางครั้งสามารถทำให้ตับผลิตเอ็นไซม์ออกมามากเกินปกติ
โดยที่เอ็นไซม์เหล่านั้น มันหน้าที่ช่วยในการย่อย - สลาย อาหาร เครื่องดื่ม และ ยาต่าง ๆ
ถ้าการที่ตับผลิตเอ็นไซม์ไม่มากนัก ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร
แต่หากว่า การกินยา statin นั้น ทำให้ตับผลิตเอ็นไซม์ออกมากเกินไป...
มันอาจก่อให้เกิดผลอันไม่พึงปราถนาได้
ในบางกรณี บางคนเกิดมีปัญหาขึ้นแล้ว แต่ตัวเองไม่ทราบ
เป็นเหตุให้ปัญหาที่เกิด ไม่ได้รับการแก้ไข
อะไรจะเกิดขึ้น ?
แน่นอน...ตับจะถูกทำลายไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นไม่สามารถรักษาให้ฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไป
ยกตัวอย่างของยาที่ก่อให้เกิดปัญหา ได้แก่ยา niacin และ gemfibrozil (Lopid)
เป็นยาที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการทำลายของตับ โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ เพราะเขาจะมีอาการในใด ๆ
ดั้งนั้น ใครก็ตามที่รับประทาน statin เป็นประจำ
ควรได้รับการตรวจเช็ค ดูการทำงานของตับบ่อย ๆ 6 อาทิตย์หลังรับประทานยา
จากนั้นให้ตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือน หลังรับประทานยา statin
โดยเฉพาะในราย ทีต้องเพิ่มยา หรือในกรณีที่ต้องใช้ยาลดไขมันตัวอื่นเพิ่มเข้าไปอีก(combination)
o ปัญหาด้านการย่อยอาหาร (Digestive problems):
มีคนไข้บางรายเมื่อรับประทาน statin แล้ว จะเกิดมีอาการคลื่นไส้
มีลมในกระเพาะ-ลำไส ท้องล่วง หรือ มีอาการท้องผูก แต่อาการเหล่านี้ พบได้น้อยมาก
คนส่วนใหญ่ ก่อนที่จะรับประทานยา statin พบว่า เขามีปัญหาเกี่ยวระบบย่อยอาหารอยู่แล้ว
วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว กระทำได้โดยรับประทานยาร่วมกับอาหารเย็น
สามารถลดอาการดังกล่าวลงได้
o มีผื่น หรือ หน้าแดง (Rash or flushing) :
เมื่อท่านรับประทาน statin ท่านอาจเกิดมีผื่นตามผิวหนัง
หรือมีอาการหน้าแดงกร่ำ ยิ่งเมื่อมีการรับประทานร่วมกับ niacin
o ผลข้างเคียงทางประสาท (Neurological side effects):
มีนักวิจัยบางคน ได้ศึกษาเพื่อพิสูจน์ว่า มีความเกี่ยวเนื่องกับการเกิดภาวะความจำเสื่อม
หรือเกิด amyotrophic lateral sclerosis หรือไม่ ?
ผลปรากฏว่า statin ไม่มีส่วนสัมพันธ์กับโรคทั้งสองโรคเลย
o ใครจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงจาก statin ?
คนที่กินยา statin เพื่อลดระดับไขมัน จะไม่เกิดผลข้างเคียงทุกรายไป
แต่ก็มีบางรายเท่านั้น อาจมีแนวโน้มที่เกิดผลข้างเคียงได้มากกว่าคนอื่น ๆ เช่น:
o รับประทานยาลดไขมันหลายตัว
o เป็นเพศหญิง
o โครงสร้างของร่างกายเล็กกว่าปกติ
o อายุมาก 65 หรือ แก่กว่า
o มีโรคไต และ โรคตับ
o เป็นโรคเบาหวาน ทั้งประเภท 1 & 2
อะไรคือสาเหตุทำให้เกิดผลข้างเคียงจาก statin?
สาร statin ออกฤทธิ์ในการลดการสร้างไขมัน cholesterol ลง
โดยปกติ ร่างกายของคนเราจะสร้างไขมัน cholesterol ทุกชนิด
เพื่อสนองความต้องการของร่างกาย เช่น ย่อยอาหาร และ สร้างเซลล์ขึ้นใหม่
เมื่อกระบวนการสร้างไขมันลดลงจากการใช้ยา statin
มีนจะทำให้ร่างกายของท่าน จะเริ่มดึงไขมัน cholesterol
ที่มันต้องการจากอาหารที่ท่านรับประทานเข้าไป ทำให้ปริมาณของ total cholesterol ลดลง
สาร Statin อาจไม่เพียงแต่กระทบต่อการสร้าง cholesterol ในตับเท่านั้น
แต่ มันอาจกระทบกับ “เอ็นไซม์” อีกหลายตัวในกล้ามเนื้อของคนเรา
ซึ่ง มันทำหน้าที่รับผิดชอบกับการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ
ผลที่กระทบกับเอ็นไซม์ดังกล่าว จึงอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดมีอาการเจ็บที่กล้ามเนื้อ (muscle ache)ก็ได้
Continued…. Side Effect
วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555
Aspirin: มีสิ่งเรามองข้ามไป ?
"แอสไพริน"
“แอสไพริน” เป็นยาสามัญ ที่ใคร ๆ ต่างได้ยินชื่อกันมานาน
เป็นยามาตรฐาน ที่แพทย์ชอบสั่งให้คนไข้กิน จนถือเป็นเรื่องธรรมดาไป...
วงการแพทย์ของอเมริกา- American Heart Association
ได้แนะนำให้ใช้ “แอสไพริน” สำหรับคนที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจถูกทำลาย (heart attack)
หรือสมองทำลายจากการขาดเลือด (stroke) จากเหตุการณ์ของก้อนเลือดอุดตัน
หรือ ใช้ในคนที่มีอาการเจ็บหน้าอก unstable angina หรือ ภาวะ “Ministroke”
นอกจากนั้น AHA ยังให้ข้อสังเกตว่า คนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคดังกล่าว..
เช่น คนสูงอายุ มีความดันสูง และ มีประวัติของคนในครอบครัวว่า เป็นโรคหัวใจ และสมองขาดเลือด
จะได้รบประโยชน์จากการใชยา แอสไพริน” เช่นกัน
แน่นอน! เราทุกคนคุ้นเคยกับยา “แอสไพริน”
แต่ นอกจากประโยชน์ ที่เรารู้ว่า มันถูกนำไปใช้ในการป้องกันไม่ให้มีการจับต้วของเกล็ดเลือด
ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสมอง หรือ หัวใจขาดเลือด และออกซิเจนแล้ว
ยังมีอะไรหลายอย่าง ที่เราควรรู้เอาไว้ ดังนี้:
ตัดความเสี่ยงจากการเกิดอาการชักในขณะตั้งครรภ์ (pre-eclampsia )--
ผลจากการศึกษาที่ลงในวารสาร Lancet ปี 2007 แนะว่า สตรีที่ตั้งครรภ์ ซึ่งไดรับยา “แอสไพริน”
หรือ ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด สามารถลดการเกิดความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
หรือ ลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อันพึงเกิดขึ้นกับมารดา และ ทารกที่อยู่ในครรภ์
ยา “แอสไพริน” สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งของไส้ใหญ่ (colorectal cancers)
จากวารสาร Gastroenterology ได้รายงานเอาไว้ ว่าการรับประทาน “แอสไพริน” ในระยะ
ยาว สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้
มันสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งในเต้านมได้
จากวารสาร The Journal of National Cancer Institute...
ได้รายงานว่า แอสไพริน สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในเต้านมได้ถึง 13 %
เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้รับแอสไพริน
(นอกจากนั้น จากการใช้ยา NSAIDs ยังสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 12 %)
จากการใช้ “แอสไพริน” จะทำให้ผลการตรวจหามะเร็งของต่อมลูกหมากผิดไป
ผลที่รายงานจาก Month’s journal Cancer รายงานว่า
ชายที่รับประทาน “แอสไพริน” และยา “NSAIDS” จะทำให้ระดับของการตรวจหา
Prostate-specific antigen ลดลงถึง 10 %
ดังนั้น นักวิจัยจำนวนไม่น้อยต่างแนะนำว่า การใช้ยา “แอสไพริน” จึงทำให้เราพลาด
จากการตรวจมะเร็งของต่อมลูกหมากไป
จากการใช้ยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรค “อัลไซเมอร” ได้ถึง 13 %
มีการศึกษา และถกเถียงกันว่า ระหว่าง NSAIDs และ Aspirin ตัวไหนจะดีกว่ากัน
ในการปกป้องคนไม่ให้เกิดโรคสมองเสื่อม “อัลไซเมอร”
ยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันไม่ให้เกิด “ภาวะสมองถูกทำลาย (stroke)”
จากการมีก้อนเลือดอุดตันในเส้นเลือดของสมองได้ แต่ถ้าหาใช้ยา "แอสไพริน" ร่วมมกับ ibruprofen
พบว่า ประโยชน์ของ “แอสไพริน” ในการต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด จะลดลง
รับประทานยา “แอสไพริน” 100 mg วันเว้นวัน สามารถป้องกันไม่ให้สตรีอายุ 45 ขึ้นไป
ไม่เกิดโรค asthma ในอนาคตอีกสิบปี ถึง 10 % แต่ถ้าหาคน ๆ นั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค asthma แล้ว
การใช้ยาแอสไพริน สามารถทำให้เกิดอาการขึ้นมาได้ (exacerbate) ถึง 10 %
จากรายงานใน Neurology ปี 2007 รายงานเอาไว้ว่า สตรีที่รับประทาน “แอสไพริน” อย่างสม่ำเสมอ
อาจลดโอกาสเกิดโรค Parkinson’s ได้ถึง 40 %
รายงานจาก The British Medical Journal รายงานเอาไว้ว่า การใช้ยา “แอสไพริน”
ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน (diabetes) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “heart attack”
ผลที่ได้ ไม่แตกต่างจากการใช้ยาหลอก (placebo) แต่ประการใด
ตามความเป็นจริง คนเป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเกิด heart attack หรือ stroke ได้เท่าของคนปกติ
มีรายงานจาก the British Medical Journal มีคนประมาณ 30 % ที่เป็นโรคในระบบ
เส้นเส้นเลือดและหัวใจ (cardiovascular disease) ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา “แอสไพริน” (Aspirin Resistance) จึงเป็นเหตุให้พวกเขา มีโอกาสเกิด heart attack หรือ stroke
หรือเสียชีวิตถึง 4 เท่าตัวของคนที่ตอบสนองต่อยา “แอสไพริน”
ยา “แอสไพริน” หรือ “NSAIDs” สามารถก่อให้เกิดปัญหาทางเดินอาหาร
เช่น กระเพาะอาหารเป็นแผล และ ตกเลือดได้ โดยเฉพาะในรายที่รับประทานยาเป็นเวลานาน
รายงานจาก BMC Medicine พบว่า ชายจะได้ประโยชน์จากการใช้ยา “แอสไพริน”
มากกว่าสตรี ในการลดอัตราการเกิดภาวะ fatal heart attack
นั้นคือ 12 สิ่ง ที่เราควรรู้จากการใช้ยา “แอสไพริน”
http://health.usnews.com/health-news/articles/2008/10/28/12-things-you-should-know-about-aspirin?page=2
“แอสไพริน” เป็นยาสามัญ ที่ใคร ๆ ต่างได้ยินชื่อกันมานาน
เป็นยามาตรฐาน ที่แพทย์ชอบสั่งให้คนไข้กิน จนถือเป็นเรื่องธรรมดาไป...
วงการแพทย์ของอเมริกา- American Heart Association
ได้แนะนำให้ใช้ “แอสไพริน” สำหรับคนที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจถูกทำลาย (heart attack)
หรือสมองทำลายจากการขาดเลือด (stroke) จากเหตุการณ์ของก้อนเลือดอุดตัน
หรือ ใช้ในคนที่มีอาการเจ็บหน้าอก unstable angina หรือ ภาวะ “Ministroke”
นอกจากนั้น AHA ยังให้ข้อสังเกตว่า คนมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคดังกล่าว..
เช่น คนสูงอายุ มีความดันสูง และ มีประวัติของคนในครอบครัวว่า เป็นโรคหัวใจ และสมองขาดเลือด
จะได้รบประโยชน์จากการใชยา แอสไพริน” เช่นกัน
แน่นอน! เราทุกคนคุ้นเคยกับยา “แอสไพริน”
แต่ นอกจากประโยชน์ ที่เรารู้ว่า มันถูกนำไปใช้ในการป้องกันไม่ให้มีการจับต้วของเกล็ดเลือด
ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะสมอง หรือ หัวใจขาดเลือด และออกซิเจนแล้ว
ยังมีอะไรหลายอย่าง ที่เราควรรู้เอาไว้ ดังนี้:
ตัดความเสี่ยงจากการเกิดอาการชักในขณะตั้งครรภ์ (pre-eclampsia )--
ผลจากการศึกษาที่ลงในวารสาร Lancet ปี 2007 แนะว่า สตรีที่ตั้งครรภ์ ซึ่งไดรับยา “แอสไพริน”
หรือ ยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด สามารถลดการเกิดความผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
หรือ ลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อันพึงเกิดขึ้นกับมารดา และ ทารกที่อยู่ในครรภ์
ยา “แอสไพริน” สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งของไส้ใหญ่ (colorectal cancers)
จากวารสาร Gastroenterology ได้รายงานเอาไว้ ว่าการรับประทาน “แอสไพริน” ในระยะ
ยาว สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้
มันสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งในเต้านมได้
จากวารสาร The Journal of National Cancer Institute...
ได้รายงานว่า แอสไพริน สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในเต้านมได้ถึง 13 %
เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ได้รับแอสไพริน
(นอกจากนั้น จากการใช้ยา NSAIDs ยังสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 12 %)
จากการใช้ “แอสไพริน” จะทำให้ผลการตรวจหามะเร็งของต่อมลูกหมากผิดไป
ผลที่รายงานจาก Month’s journal Cancer รายงานว่า
ชายที่รับประทาน “แอสไพริน” และยา “NSAIDS” จะทำให้ระดับของการตรวจหา
Prostate-specific antigen ลดลงถึง 10 %
ดังนั้น นักวิจัยจำนวนไม่น้อยต่างแนะนำว่า การใช้ยา “แอสไพริน” จึงทำให้เราพลาด
จากการตรวจมะเร็งของต่อมลูกหมากไป
จากการใช้ยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรค “อัลไซเมอร” ได้ถึง 13 %
มีการศึกษา และถกเถียงกันว่า ระหว่าง NSAIDs และ Aspirin ตัวไหนจะดีกว่ากัน
ในการปกป้องคนไม่ให้เกิดโรคสมองเสื่อม “อัลไซเมอร”
ยา “แอสไพริน” สามารถป้องกันไม่ให้เกิด “ภาวะสมองถูกทำลาย (stroke)”
จากการมีก้อนเลือดอุดตันในเส้นเลือดของสมองได้ แต่ถ้าหาใช้ยา "แอสไพริน" ร่วมมกับ ibruprofen
พบว่า ประโยชน์ของ “แอสไพริน” ในการต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด จะลดลง
รับประทานยา “แอสไพริน” 100 mg วันเว้นวัน สามารถป้องกันไม่ให้สตรีอายุ 45 ขึ้นไป
ไม่เกิดโรค asthma ในอนาคตอีกสิบปี ถึง 10 % แต่ถ้าหาคน ๆ นั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค asthma แล้ว
การใช้ยาแอสไพริน สามารถทำให้เกิดอาการขึ้นมาได้ (exacerbate) ถึง 10 %
จากรายงานใน Neurology ปี 2007 รายงานเอาไว้ว่า สตรีที่รับประทาน “แอสไพริน” อย่างสม่ำเสมอ
อาจลดโอกาสเกิดโรค Parkinson’s ได้ถึง 40 %
รายงานจาก The British Medical Journal รายงานเอาไว้ว่า การใช้ยา “แอสไพริน”
ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน (diabetes) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “heart attack”
ผลที่ได้ ไม่แตกต่างจากการใช้ยาหลอก (placebo) แต่ประการใด
ตามความเป็นจริง คนเป็นโรคเบาหวาน มีโอกาสเกิด heart attack หรือ stroke ได้เท่าของคนปกติ
มีรายงานจาก the British Medical Journal มีคนประมาณ 30 % ที่เป็นโรคในระบบ
เส้นเส้นเลือดและหัวใจ (cardiovascular disease) ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา “แอสไพริน” (Aspirin Resistance) จึงเป็นเหตุให้พวกเขา มีโอกาสเกิด heart attack หรือ stroke
หรือเสียชีวิตถึง 4 เท่าตัวของคนที่ตอบสนองต่อยา “แอสไพริน”
ยา “แอสไพริน” หรือ “NSAIDs” สามารถก่อให้เกิดปัญหาทางเดินอาหาร
เช่น กระเพาะอาหารเป็นแผล และ ตกเลือดได้ โดยเฉพาะในรายที่รับประทานยาเป็นเวลานาน
รายงานจาก BMC Medicine พบว่า ชายจะได้ประโยชน์จากการใช้ยา “แอสไพริน”
มากกว่าสตรี ในการลดอัตราการเกิดภาวะ fatal heart attack
นั้นคือ 12 สิ่ง ที่เราควรรู้จากการใช้ยา “แอสไพริน”
http://health.usnews.com/health-news/articles/2008/10/28/12-things-you-should-know-about-aspirin?page=2
วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555
Heart Disease & rhythm (continued).
เมื่อนึกถึงตำราพิชัยสงครามซูนวู (รบร้อยครังชนะร้อยครั้ง)เมื่อใด...
เมื่อนำมาเปรียเทียบกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย
ทำให้เราทราบว่า การรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับคนเรา มันเหมือนกับกลยุทธของซุนวูไม่มีผิด
นั้นคือ การ(เรียน)รู้ธรรมชาติของโรคในทุกแง่ทุกมุม
ถ้าเราทำได้... การแก้ไขปัญหา ก็เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
วินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดปกติได้อย่างไร?
มีวิธีการตรวจมากมาย ที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยภาวการณ์เต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
หรือ วินิจฉัยหาสาเหตุ ซึ่งได้แก่:
• Electrocardiogram
• Holter monitor
• Event monitor
• Stress test
• Echocardiogram
• Cardiac catheterization
• Electrophysiology study (EPS)
• Head-up tilt table test
จะรักษาภาวการณ์เต้นของัวใจผิดปกติได้อย่างไร ?
การรักษาหัวใจเต้นผิดปกติ ขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ และความรุนแรงที่เกิดขึ้น
บางรายที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ไม่จำเป้นต้องรักษาแต่อย่างใด
ส่วนรายอื่น ๆ ที่มีอาการรุนแรงกว่า จำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ยา (medication)
ปรับเปี่นพฤติกรรม (lifestyle changes) และ ทำการผ่าตัด
ยาที่ใช้ในการรักษา(medications):
มียาห]ายตัวที่นำมาใช้ในการรักษาภาวะการณ์เต้นที่ผิดปกติของหัวใจ ซึ่งประกอบด้วย:
• Antiarrhythmic drugs. ยาเหล่านี้ ถูกนำไปใช้ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
ซึ่งรวมถึงพวก beta-blockers
• Anticoaglant or antiplatelet therapy. ยาพวกนี้นำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยง
ไม่ให้มีการสร้างการก้อนเลือดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
เช่น สมองถูกทำลาย (stroke)จากการขาดเลือด และออกซิเจน
ยาในกุ่มนี้ ได้แก warfarin (blood thinner) หรือ aspirin
นอกจากนั้น ยังมี blood thinner ตัวอื่น ๆ อีก ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษา
เช่น Pradaxa (dabigatran) แ Xeralta (rivaroxaban) เป็นยาที่ถูกรับรองว่า
สามารถใช้ป้องกันภาวะ เส้นเลือดในสมองอุดตัน โดยเฉพาะในคนไข้ที่เป็นโรค atrial fibrillation
เนื่องจากคนแต่ะคน มีความแตกต่างกัน จึงอาจมีการทดลองใช้ยาหลาย ๆ ขนาน หลายขนาด
เพื่อที่จะหายา และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ะรายได้
คำถาม:
การปรับพฤติกรรม สามารถช่วยการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้จริงหรือ ?
o ถ้าพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือเกิดบ่อย ท่านควรงดพฤติกรรมนั้น ๆ
o ถ้าท่านสูบหรี่...เลิกเสีย
o จำกัดการดื่มแอกอฮอ ลง
o จำกัด การดื่มกาแฟ (มีบางคนพอดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มบางอย่าง จะทำให้เกิดอาการขึ้น)
o ให้หลีกเลี่ยงการใช้สารกระตุ้นบางอย่าง เช่น ยารักษาโรคหวัด (cold) ยาแก้ไอ
การปรับเปี่ยนการเต้นขอหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า:
(electrical cardiversion)
ในรายที่ไม่สามารถควบคุมการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้ด้วยยา เช่น ในราย AF
คนไข้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย วิธีทีเรียกว่า cardioversion (การ shock หัวใจ)
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการใช้กระแสไฟฟ้า กระตุกหัวใจทีบริเวรหน้าอก
ซึ่งกระทำในขณะดมยาสบ สามารถทำให้การเต้นของหัวใจกลับสู่การเต้นเป็นปกติได้
Pacemaker เป็นเครื่องมืออะไร ?:
Pacemaker เป็นเครื่องมือ ที่ทำหน้าที่ส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เพื่อทำให้ห้วใจคงสภาพการเต้นในอัตราที่เหมาะสม
Pacemaker เป็นเครื่องกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า (pule generator)
ซึ่งมีแบตเตอรี่ และ คอมพิวเตอรขนาดเล็ก เมีส้นเลวดส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าจากเครื่องดังกล่าว
ไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เครื่องมือที่ผลิตออกมาใหม่ ถูกออกแบบมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้
Implantable Cardioverter Defibrillator (ICD)?
ICD เป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจห้องล่าง
ซึงเป็นทั้ง ventricular tachycardia และ ventricular fibrillation
เป็นภาวะ หรือ โรคที่สามารถทำลายชีวิตของคนไข้ได้
ICD เป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจเช๊คจังหวะการเต้นของหัวใจตอลดเวลา
เมื่อตรวจพบการเต้นที่ผิดปกติ เต้นเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ มันจะส่งคลื่น (energy)
ไปจัดการแก้ไขให้ทำงานได้เป็นปกติทันที ซึ่งมีหน้าที่หายอย่างด้วยกัน
เช่น:
• Anti-tachycardia pacing (ATP). เมื่อหัวใจมีการเต้นที่เร็วไป
เครื่องมือจะส่งคลื่นเป็นขบวน (series of electrical impulse) ไป
ยังกล้ามเนื้อหัวใจ...จัดการให้กลับมาเต้นเหมือนเดิม
• Cardioversion. เป็นการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (energy shock)
ในขณะมีการทำให้การเต้นของหัวใจ ... ทำให้การเต้นกลับสู่การเต้นที่เป็นปกติได้
• Defibrillation. ในกรณีที่มีการเต้นที่ผิดปกติ ที่เต้นด้วยความเร้วสูง และสม่ำเสมอ
การใช้พลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเมื่อปล่อยไปยังกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว สามารถทำให้การเต้นกลับเป็นปกติได้
• Anti-bradycardia pacing. ปรากฏว่า มีเครื่อง ICDs จำนวนมาก
ทีสามารถทำหน้าที่สำรองข้อมล ( back-up pacing) การเต้นตามปกติของหัวใจเอาไว้
เมื่อมีการเต้นผิดปกติ มันสามารถจัดการแก้ไขได้
Catheter Ablation?
เป็นวิธีการรักษาภาวะการณ์เต้นผิดปกติของหัวใจ ชนิด PSVTs, atrial flutter ,
atrial fibrillation และในบางรายที่เป็นทั้ง atrial &ventricular tachycardis.
การรักษาด้วยวิธี ablation กระทำได้โดยการใช้พลังงานจากกระแสไฟฟาที่มีความถี่สูง
ส่งผ่านไปตามสาย Catheter ไปยังเนื้อเยื่อภายในหัวใจ ซึ่งเป็นตัวทำหน้าที่ก่อให้เกิดคลื่นที่ไม่ปกติ
เป็นการใช้พลังจากกระแสไฟฟ้า ทำลายการติดต่อของคลื่นที่ผิดปกติลง
Heart Surgery?
บางครั้งศัลยกรรมทรางอก หรือการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจ ก็อาจมีบทบาทต่อการรักษา
การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้เช่นกัน โดยวิธีการหนึ่ง เรียกว่า Maze procedure
เป็นกระบวนการใช้มิดผ่าตัด “กรีด” เนื้อเยื่อของหัวใจส่วนที่ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า
ซึ่งอยู่ในหัวใจสองห้องบน การรักษาด้วยวิธีการดัวกล่าว คนไข้บางรายอาจจำเป็นต้องใช้
Pacemaker ต่อไปก้ได
http://www.webmd.com/heart-disease/guide/heart-disease-abnormal-heart-rhythm?page=3
เมื่อนำมาเปรียเทียบกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย
ทำให้เราทราบว่า การรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับคนเรา มันเหมือนกับกลยุทธของซุนวูไม่มีผิด
นั้นคือ การ(เรียน)รู้ธรรมชาติของโรคในทุกแง่ทุกมุม
ถ้าเราทำได้... การแก้ไขปัญหา ก็เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
วินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดปกติได้อย่างไร?
มีวิธีการตรวจมากมาย ที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยภาวการณ์เต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
หรือ วินิจฉัยหาสาเหตุ ซึ่งได้แก่:
• Electrocardiogram
• Holter monitor
• Event monitor
• Stress test
• Echocardiogram
• Cardiac catheterization
• Electrophysiology study (EPS)
• Head-up tilt table test
จะรักษาภาวการณ์เต้นของัวใจผิดปกติได้อย่างไร ?
การรักษาหัวใจเต้นผิดปกติ ขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ และความรุนแรงที่เกิดขึ้น
บางรายที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ไม่จำเป้นต้องรักษาแต่อย่างใด
ส่วนรายอื่น ๆ ที่มีอาการรุนแรงกว่า จำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ยา (medication)
ปรับเปี่นพฤติกรรม (lifestyle changes) และ ทำการผ่าตัด
ยาที่ใช้ในการรักษา(medications):
มียาห]ายตัวที่นำมาใช้ในการรักษาภาวะการณ์เต้นที่ผิดปกติของหัวใจ ซึ่งประกอบด้วย:
• Antiarrhythmic drugs. ยาเหล่านี้ ถูกนำไปใช้ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
ซึ่งรวมถึงพวก beta-blockers
• Anticoaglant or antiplatelet therapy. ยาพวกนี้นำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยง
ไม่ให้มีการสร้างการก้อนเลือดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
เช่น สมองถูกทำลาย (stroke)จากการขาดเลือด และออกซิเจน
ยาในกุ่มนี้ ได้แก warfarin (blood thinner) หรือ aspirin
นอกจากนั้น ยังมี blood thinner ตัวอื่น ๆ อีก ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษา
เช่น Pradaxa (dabigatran) แ Xeralta (rivaroxaban) เป็นยาที่ถูกรับรองว่า
สามารถใช้ป้องกันภาวะ เส้นเลือดในสมองอุดตัน โดยเฉพาะในคนไข้ที่เป็นโรค atrial fibrillation
เนื่องจากคนแต่ะคน มีความแตกต่างกัน จึงอาจมีการทดลองใช้ยาหลาย ๆ ขนาน หลายขนาด
เพื่อที่จะหายา และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ะรายได้
คำถาม:
การปรับพฤติกรรม สามารถช่วยการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้จริงหรือ ?
o ถ้าพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือเกิดบ่อย ท่านควรงดพฤติกรรมนั้น ๆ
o ถ้าท่านสูบหรี่...เลิกเสีย
o จำกัดการดื่มแอกอฮอ ลง
o จำกัด การดื่มกาแฟ (มีบางคนพอดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มบางอย่าง จะทำให้เกิดอาการขึ้น)
o ให้หลีกเลี่ยงการใช้สารกระตุ้นบางอย่าง เช่น ยารักษาโรคหวัด (cold) ยาแก้ไอ
การปรับเปี่ยนการเต้นขอหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า:
(electrical cardiversion)
ในรายที่ไม่สามารถควบคุมการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้ด้วยยา เช่น ในราย AF
คนไข้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย วิธีทีเรียกว่า cardioversion (การ shock หัวใจ)
ซึ่งสามารถกระทำได้ด้วยการใช้กระแสไฟฟ้า กระตุกหัวใจทีบริเวรหน้าอก
ซึ่งกระทำในขณะดมยาสบ สามารถทำให้การเต้นของหัวใจกลับสู่การเต้นเป็นปกติได้
Pacemaker เป็นเครื่องมืออะไร ?:
Pacemaker เป็นเครื่องมือ ที่ทำหน้าที่ส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เพื่อทำให้ห้วใจคงสภาพการเต้นในอัตราที่เหมาะสม
Pacemaker เป็นเครื่องกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า (pule generator)
ซึ่งมีแบตเตอรี่ และ คอมพิวเตอรขนาดเล็ก เมีส้นเลวดส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าจากเครื่องดังกล่าว
ไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เครื่องมือที่ผลิตออกมาใหม่ ถูกออกแบบมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้
Implantable Cardioverter Defibrillator (ICD)?
ICD เป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจห้องล่าง
ซึงเป็นทั้ง ventricular tachycardia และ ventricular fibrillation
เป็นภาวะ หรือ โรคที่สามารถทำลายชีวิตของคนไข้ได้
ICD เป็นเครื่องมือที่สามารถตรวจเช๊คจังหวะการเต้นของหัวใจตอลดเวลา
เมื่อตรวจพบการเต้นที่ผิดปกติ เต้นเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ มันจะส่งคลื่น (energy)
ไปจัดการแก้ไขให้ทำงานได้เป็นปกติทันที ซึ่งมีหน้าที่หายอย่างด้วยกัน
เช่น:
• Anti-tachycardia pacing (ATP). เมื่อหัวใจมีการเต้นที่เร็วไป
เครื่องมือจะส่งคลื่นเป็นขบวน (series of electrical impulse) ไป
ยังกล้ามเนื้อหัวใจ...จัดการให้กลับมาเต้นเหมือนเดิม
• Cardioversion. เป็นการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (energy shock)
ในขณะมีการทำให้การเต้นของหัวใจ ... ทำให้การเต้นกลับสู่การเต้นที่เป็นปกติได้
• Defibrillation. ในกรณีที่มีการเต้นที่ผิดปกติ ที่เต้นด้วยความเร้วสูง และสม่ำเสมอ
การใช้พลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเมื่อปล่อยไปยังกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว สามารถทำให้การเต้นกลับเป็นปกติได้
• Anti-bradycardia pacing. ปรากฏว่า มีเครื่อง ICDs จำนวนมาก
ทีสามารถทำหน้าที่สำรองข้อมล ( back-up pacing) การเต้นตามปกติของหัวใจเอาไว้
เมื่อมีการเต้นผิดปกติ มันสามารถจัดการแก้ไขได้
Catheter Ablation?
เป็นวิธีการรักษาภาวะการณ์เต้นผิดปกติของหัวใจ ชนิด PSVTs, atrial flutter ,
atrial fibrillation และในบางรายที่เป็นทั้ง atrial &ventricular tachycardis.
การรักษาด้วยวิธี ablation กระทำได้โดยการใช้พลังงานจากกระแสไฟฟาที่มีความถี่สูง
ส่งผ่านไปตามสาย Catheter ไปยังเนื้อเยื่อภายในหัวใจ ซึ่งเป็นตัวทำหน้าที่ก่อให้เกิดคลื่นที่ไม่ปกติ
เป็นการใช้พลังจากกระแสไฟฟ้า ทำลายการติดต่อของคลื่นที่ผิดปกติลง
Heart Surgery?
บางครั้งศัลยกรรมทรางอก หรือการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจ ก็อาจมีบทบาทต่อการรักษา
การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้เช่นกัน โดยวิธีการหนึ่ง เรียกว่า Maze procedure
เป็นกระบวนการใช้มิดผ่าตัด “กรีด” เนื้อเยื่อของหัวใจส่วนที่ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้า
ซึ่งอยู่ในหัวใจสองห้องบน การรักษาด้วยวิธีการดัวกล่าว คนไข้บางรายอาจจำเป็นต้องใช้
Pacemaker ต่อไปก้ได
http://www.webmd.com/heart-disease/guide/heart-disease-abnormal-heart-rhythm?page=3
Heart Disease and Heart Rhythm (Arrhythmia)
หัวใจเต้นผิดปกติ! หรือ ปกติ!
การที่หัวใจของคนเราเต้นผิดปกติไป เขาเรียกว่า arrhythmia
ซึ่งจะแตกต่างจากอัตราการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอ (irregular heart rate)
ตามจริงทั้งสองภาวะ ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน
ปกติอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 50– 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
ภาวะ arrhythmia สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะที่หัวใจเต้นด้วยอัตราปกติได้
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว หัวหัวใจเต้นช้าก็ได้
ในสหรัฐฯ เคยมีคนไข้ทีหัวใจเต้นผิดปกติ ถูกรับไว้ในโรงพยาบาลปีหนึ่งมากกว่า 850,000 คน / ปี
อะไรคือสาเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติ (arrhythmia):
หัวใจเต้นผิดปกติ อาจมีสาเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น:
o โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ (coronary artery disease)
o การเปลี่ยนแปลงในกล้ามเนื้อของหัวใจ
o มีความไม่สมดุลในธาติ หรือ สารที่มีไอออน (อีเล็กโตรไลท์) เช่น sodium หรือ potassium
o กล้ามเนื้อ หัวใจถูกทำลาย (injury) จากการขาดเลือด & ออกซิเจน (heart attack)
o ภายหลังการผ่าตัดหัวใจ
ชนิดของความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ
(Types of arrhythmia)
o Premature atrial contractions. เป็นการเต้นของหัวใจห้องบนก่อนเวลาอันควร
ยกตัวอย่าง เช่น การเต้นของหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นหลายครั้งก่อนเวลาอันควร
ซึ่งเป็นผลจากคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (atria) ทำให้เราจับชีพจรได้เป็นคู่ ๆ
หากท่านใด มีการเต้นของหัวใจในลักษณะดังกล่าว ไม่ต้องกังวล เพราะมีอันตรายอะไรเลย
มันเป็นการตอบสนองของระบบเสนเลือด และหัวใจ ที่มีต่อความสมบูรณ์ของร่างกายก็ได้
o Premature ventricular contractions(PVCs). เป็นการเต้นของหัวใจที่พบบ่อย
ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่คน ๆ นั้น มี หรือไม่มีโรคหัวใจ เป็นความรู้สึกที่คนเราสามารถสัมผัสได้
การเต้นของหัวใจดังกล่าว จะสัมพันธ์กับความเครียด หรือ ดื่มกาแฟมากไป หรือสูบหรี่มากเกินไป
หรือแม้กระทั้งออกกำลังกายมากเกิน ก็ทำให้เกิดขึ้นได้
PVCs สามารถเกิดจากคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือ เกิดจาการเสียความสมดุลในอีเล็กโตรไลท์ได้
ถ้าท่านมีอาการร่วมกันภาวะดังกล่าวมากเกินปกติ ท่านควรพบแพทย์
อย่างไรก็ตาม ภาวะ PVCs ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายใด ๆ ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา
(หรือถ้าจะมี...ก้น้อยมาก!)
o Atrial fibrillation. AF เป็นการเต้นของหัวใจที่มีจังหวะผิดปกติ
(irregular Rhythm) ซึ่งพบได้บ่อย ทำให้กล้ามเน้วหัวใจห้องบนเต้นผิดปกติไป
o Atrial Flutter. เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
ซึ่งเกิดจากวงจรของคลื่นไฟฟ้าในหัวใจสองห้องบนปล่อยเร็วกว่าปกติ โดยอาจเกิดได้ครั้ง หรือมากกว่า
โดยเราจะพบได้ในคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ
ส่วนมากจะพบหลังการผ่าตัดหัวใจ พวกนี้สามารถเปลี่ยนเป้น AF ได้
o Paroxysmal supraventricular tachycardia (PVST).
o เป็นการเต้นขอหัวใจ ที่มีอัตราการเต้นที่ถี่-เร็ว และ มักจะเป็นการเต้นที่สม่ำเสมอ
โดยคลื่นนกระแสไฟฟ้า ที่ปล่อยออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใย ตรงตำแหน่งที่อยู่เหนือหัวใจสองห้องล่าง
ซึ่งมันจะเกิด และดับลงอย่างรวดเร็ว
PVST มีสองชนิด ที่เราควรรู้เอาไว้ Accessory path tachycardia และ AV node
Reentrant tachycardia
Accessory pathway tachycardias. ในชนิดนี้ จะพบหัวใจมีการเต้นเร็ว
เนื่องมาจากมีทางเดินของคลืนกระแสไฟฟ้า (extra abnormal pathway) เพิ่มขึ้นจากเดิม
ทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสองเส้นทาง (ทางเดิม และทางที่มีเพิ่ม)
เป็นเหตุให้มคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งรอบหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินปกติไป
AV nodal reentrant tachycardia. การเต้นของหัวใจที่เร็วผิดปกติชนิดนี้
เกิดจากการที่มีทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจมากว่าหนึ่ง ที่วิ่งผ่าน AV node
ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการใจสั่น, เป็นลม หรือ หัวใจล้มเหลว
ในบางราย เราสามารถทำให้มันหายไป ด้วยวิธีการง่าย ๆ เช่น หายใจลึก ๆแล้วเบ่ง
(breathing in and bearing sown)
มียาบางตัวสามารถยุติกการเต้นที่ผิดปกติดังกล่าวได้
o Ventricular tachycardia (V-tach). เป็นการของหัวใจสองหองล่าง ที่เต้นเร็ว
โดยมีคลื่นจากกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง (ventricles)
การที่หัวใจสองห้องล่าวเต้นเร็วนั้น จะขัดขวางไม่ให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้ไม่เพียงพอ
จัดเป็นชนิดของการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ที่มีอันตราย โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคหัวใจ
และอาจทำให้คนไข้มีอาการมากขึ้น
o Ventricular fibrillation. เป็นการเต้นของหัวใจที่เต้นเร็ว
ซึ่งเกิดจากการที่มีการปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจสองห้องล่าวอย่างไร้เป้าหมาย
เป็นการยิงคลื่นกระแสไฟฟ้า ที่มีลักษณะเหมือนฝูงชนแตกตื่นจากภัยพิบัติ...
ทำให้การเต้นบีบตัวของกล้ามหัวใจห้องล่างสั่นระริก ไม่สามารถที่จะบีบเลือดออกจากหัวใจได้เลย
จัดเป็นภาวะฉุกเฉิน ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน
เช่น (cardiopulmonary Resuscitation (CPR) และทำ defibrillation ให้เร็วที่สุด
o Long QT syndrome. QT interval คือบริเวณที่พบใน electrocardiogram
ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า เป็นระยะเวลาที่กล้ามเนื้อมีการหัดตัว และกลับสุ่สะภาพเดิม (contract and recover)
หรือเป็นระยะเวลาที่มีการยิ่งคลื่นกระไฟฟ้า และมีการ recharge
ถ้าเมื่อใดที่พบว่า QT interval ยาวกว่าปกติ มันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต
จากการเกิด ventricular taแhycardia
ในบางราย Long QT syndrome เป็นโรคทางกรรมพันธ์ สามารถทำให้เกิดการเสียชวิตในคนหนุ่มได้
ซึ่งสามารถรักษาด้วยการใช้ยาต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
o Bradyarrhythmias. เป้นการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ ซึ่งเกิดจากโรคหัวใจเอง
โดยที่ระบบกำเนิดคลื่นของหัวใจทำงานผิดปกติ
ยกตัวอย่างเช่น sinus node dysfunction และ พวก heart block
Sinus nod dysfunction. โรคที่มีจังหวะการเต้นของหัวใจเต้นช้าลง
เพราะมีความผิดปกติที่ปุ่มกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า SA node
สำหรับรายที่ทำให้มีอาการ จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
Heart block. เป็นปิดกั้นคลื่นกระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบนไปยังหัวใจห้องล่าง
ซึ่งปิดกั้นบางสั่วน ทำให้การเนทางของคลื่นช้าลง (partial) หรือถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง (complete block)
เป็นเหตุให้หัวใจเต้นได้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจเป็น ช้าลง หรือ อาจเต้นเร็วขึ้น
ถ้าหากอาการรุนแรง จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
การเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมาในรุแบบที่ไม่มีใครรู้ ไม่แสดงอาการ
แพทย์ตรวจพบในขะทำการตรวจร่างกาย โดยตรวจคำชีพจร การตรวจคลื่นของหัวใจ ECG
อาการแสดงของภาวะหัวใจเต้นไม่ปกติ อาจมีดังต่อไปนี้:
• มีอาการใจสั่น (palpitation เป็นความรู้สึกผิดปกติ ...
• Pounding in the chest
• รู้สึกวิงเวียน (dizziness)
• รู้สึกเป็นลม (fainti8ng)
• Shortness of breath
• Chest discomfort
• Weakness or fatigue
Continued. >
การที่หัวใจของคนเราเต้นผิดปกติไป เขาเรียกว่า arrhythmia
ซึ่งจะแตกต่างจากอัตราการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอ (irregular heart rate)
ตามจริงทั้งสองภาวะ ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน
ปกติอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 50– 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
ภาวะ arrhythmia สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะที่หัวใจเต้นด้วยอัตราปกติได้
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว หัวหัวใจเต้นช้าก็ได้
ในสหรัฐฯ เคยมีคนไข้ทีหัวใจเต้นผิดปกติ ถูกรับไว้ในโรงพยาบาลปีหนึ่งมากกว่า 850,000 คน / ปี
อะไรคือสาเหตุของหัวใจเต้นผิดปกติ (arrhythmia):
หัวใจเต้นผิดปกติ อาจมีสาเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น:
o โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ (coronary artery disease)
o การเปลี่ยนแปลงในกล้ามเนื้อของหัวใจ
o มีความไม่สมดุลในธาติ หรือ สารที่มีไอออน (อีเล็กโตรไลท์) เช่น sodium หรือ potassium
o กล้ามเนื้อ หัวใจถูกทำลาย (injury) จากการขาดเลือด & ออกซิเจน (heart attack)
o ภายหลังการผ่าตัดหัวใจ
ชนิดของความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ
(Types of arrhythmia)
o Premature atrial contractions. เป็นการเต้นของหัวใจห้องบนก่อนเวลาอันควร
ยกตัวอย่าง เช่น การเต้นของหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นหลายครั้งก่อนเวลาอันควร
ซึ่งเป็นผลจากคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (atria) ทำให้เราจับชีพจรได้เป็นคู่ ๆ
หากท่านใด มีการเต้นของหัวใจในลักษณะดังกล่าว ไม่ต้องกังวล เพราะมีอันตรายอะไรเลย
มันเป็นการตอบสนองของระบบเสนเลือด และหัวใจ ที่มีต่อความสมบูรณ์ของร่างกายก็ได้
o Premature ventricular contractions(PVCs). เป็นการเต้นของหัวใจที่พบบ่อย
ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่คน ๆ นั้น มี หรือไม่มีโรคหัวใจ เป็นความรู้สึกที่คนเราสามารถสัมผัสได้
การเต้นของหัวใจดังกล่าว จะสัมพันธ์กับความเครียด หรือ ดื่มกาแฟมากไป หรือสูบหรี่มากเกินไป
หรือแม้กระทั้งออกกำลังกายมากเกิน ก็ทำให้เกิดขึ้นได้
PVCs สามารถเกิดจากคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือ เกิดจาการเสียความสมดุลในอีเล็กโตรไลท์ได้
ถ้าท่านมีอาการร่วมกันภาวะดังกล่าวมากเกินปกติ ท่านควรพบแพทย์
อย่างไรก็ตาม ภาวะ PVCs ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายใด ๆ ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา
(หรือถ้าจะมี...ก้น้อยมาก!)
o Atrial fibrillation. AF เป็นการเต้นของหัวใจที่มีจังหวะผิดปกติ
(irregular Rhythm) ซึ่งพบได้บ่อย ทำให้กล้ามเน้วหัวใจห้องบนเต้นผิดปกติไป
o Atrial Flutter. เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
ซึ่งเกิดจากวงจรของคลื่นไฟฟ้าในหัวใจสองห้องบนปล่อยเร็วกว่าปกติ โดยอาจเกิดได้ครั้ง หรือมากกว่า
โดยเราจะพบได้ในคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ
ส่วนมากจะพบหลังการผ่าตัดหัวใจ พวกนี้สามารถเปลี่ยนเป้น AF ได้
o Paroxysmal supraventricular tachycardia (PVST).
o เป็นการเต้นขอหัวใจ ที่มีอัตราการเต้นที่ถี่-เร็ว และ มักจะเป็นการเต้นที่สม่ำเสมอ
โดยคลื่นนกระแสไฟฟ้า ที่ปล่อยออกมาจากกล้ามเนื้อหัวใย ตรงตำแหน่งที่อยู่เหนือหัวใจสองห้องล่าง
ซึ่งมันจะเกิด และดับลงอย่างรวดเร็ว
PVST มีสองชนิด ที่เราควรรู้เอาไว้ Accessory path tachycardia และ AV node
Reentrant tachycardia
Accessory pathway tachycardias. ในชนิดนี้ จะพบหัวใจมีการเต้นเร็ว
เนื่องมาจากมีทางเดินของคลืนกระแสไฟฟ้า (extra abnormal pathway) เพิ่มขึ้นจากเดิม
ทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสองเส้นทาง (ทางเดิม และทางที่มีเพิ่ม)
เป็นเหตุให้มคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งรอบหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินปกติไป
AV nodal reentrant tachycardia. การเต้นของหัวใจที่เร็วผิดปกติชนิดนี้
เกิดจากการที่มีทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจมากว่าหนึ่ง ที่วิ่งผ่าน AV node
ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการใจสั่น, เป็นลม หรือ หัวใจล้มเหลว
ในบางราย เราสามารถทำให้มันหายไป ด้วยวิธีการง่าย ๆ เช่น หายใจลึก ๆแล้วเบ่ง
(breathing in and bearing sown)
มียาบางตัวสามารถยุติกการเต้นที่ผิดปกติดังกล่าวได้
o Ventricular tachycardia (V-tach). เป็นการของหัวใจสองหองล่าง ที่เต้นเร็ว
โดยมีคลื่นจากกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง (ventricles)
การที่หัวใจสองห้องล่าวเต้นเร็วนั้น จะขัดขวางไม่ให้เลือดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้ไม่เพียงพอ
จัดเป็นชนิดของการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ที่มีอันตราย โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคหัวใจ
และอาจทำให้คนไข้มีอาการมากขึ้น
o Ventricular fibrillation. เป็นการเต้นของหัวใจที่เต้นเร็ว
ซึ่งเกิดจากการที่มีการปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจสองห้องล่าวอย่างไร้เป้าหมาย
เป็นการยิงคลื่นกระแสไฟฟ้า ที่มีลักษณะเหมือนฝูงชนแตกตื่นจากภัยพิบัติ...
ทำให้การเต้นบีบตัวของกล้ามหัวใจห้องล่างสั่นระริก ไม่สามารถที่จะบีบเลือดออกจากหัวใจได้เลย
จัดเป็นภาวะฉุกเฉิน ซึ่งควรได้รับการรักษาอย่างรีบด่วน
เช่น (cardiopulmonary Resuscitation (CPR) และทำ defibrillation ให้เร็วที่สุด
o Long QT syndrome. QT interval คือบริเวณที่พบใน electrocardiogram
ซึ่งบ่งบอกให้ทราบว่า เป็นระยะเวลาที่กล้ามเนื้อมีการหัดตัว และกลับสุ่สะภาพเดิม (contract and recover)
หรือเป็นระยะเวลาที่มีการยิ่งคลื่นกระไฟฟ้า และมีการ recharge
ถ้าเมื่อใดที่พบว่า QT interval ยาวกว่าปกติ มันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต
จากการเกิด ventricular taแhycardia
ในบางราย Long QT syndrome เป็นโรคทางกรรมพันธ์ สามารถทำให้เกิดการเสียชวิตในคนหนุ่มได้
ซึ่งสามารถรักษาด้วยการใช้ยาต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
o Bradyarrhythmias. เป้นการเต้นของหัวใจที่ช้ากว่าปกติ ซึ่งเกิดจากโรคหัวใจเอง
โดยที่ระบบกำเนิดคลื่นของหัวใจทำงานผิดปกติ
ยกตัวอย่างเช่น sinus node dysfunction และ พวก heart block
Sinus nod dysfunction. โรคที่มีจังหวะการเต้นของหัวใจเต้นช้าลง
เพราะมีความผิดปกติที่ปุ่มกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า SA node
สำหรับรายที่ทำให้มีอาการ จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
Heart block. เป็นปิดกั้นคลื่นกระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบนไปยังหัวใจห้องล่าง
ซึ่งปิดกั้นบางสั่วน ทำให้การเนทางของคลื่นช้าลง (partial) หรือถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง (complete block)
เป็นเหตุให้หัวใจเต้นได้ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจเป็น ช้าลง หรือ อาจเต้นเร็วขึ้น
ถ้าหากอาการรุนแรง จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
การเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมาในรุแบบที่ไม่มีใครรู้ ไม่แสดงอาการ
แพทย์ตรวจพบในขะทำการตรวจร่างกาย โดยตรวจคำชีพจร การตรวจคลื่นของหัวใจ ECG
อาการแสดงของภาวะหัวใจเต้นไม่ปกติ อาจมีดังต่อไปนี้:
• มีอาการใจสั่น (palpitation เป็นความรู้สึกผิดปกติ ...
• Pounding in the chest
• รู้สึกวิงเวียน (dizziness)
• รู้สึกเป็นลม (fainti8ng)
• Shortness of breath
• Chest discomfort
• Weakness or fatigue
Continued. >
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)