วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

The Gate Control Theory of Chronic Pain in Action

ความพิสดารที่เราสามารถพบได้ในการทำงานของสมอง ซึ่งเราพบเห็นเป็นประจำ
เช่น สุภาพบุรุษใสรองเท้าฟิต หรือสุภาพสตรีใส่รองเท้าซ่นสูงปี๊ด สิ่งที่เรารู้สึกในตอนแรกมัน
คือปวดที่บริเวณปลายเท้า

แต่พอเวลาผ่านไป ภายหลังจากสัญญาณประสาทที่ส่งไปยังสมอง บอกให้สมองทราบว่า
หลังจากสมองได้ทำการตรวจสอบดูแล้วพบว่า ความเจ็บปวดนั้น ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายแต่ประการใด
สมองจะจัดการปิดเครื่องไม่รับรู้สัญญาณความเจ็บปวดชนิดที่ไม่เป็นอันตรายอีกต่อไป
ทำให้เรา ผู้ใส่รองท้าซ่นสูง หายจากความเจ็บปวดในเพียงไม่กี่อึดใจ
ประสบการณ์อยางนี้ ลองถามสภาพสตรีที่ใส่ซ่นสูง ๆ ดู

กระบวนการทำงานของสมองในลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นกับความเจ็บปวดพอประมาณ (moderqated pain)
ยกตัวอย่าง

นี้คือตัวอย่างของความเจ็บปวด ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อข้อมูลภายในสมอง
ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงด้วยสมองเอง

o ลองใช้ปลายโลหะ "กด" ที่ผิวหนังของหน้าแขน เมื่อผิวหนัง และกล้ามเนื้อของแขนถูกกดอย่างแรง
ปลายประสาททีนำคลื่นประสาทได้เร็ว (A delta fibers) จะนำความรู้สึกเจ็บปวดวิ่งไปตามเส้นประสาท
สู่ไขประสาท และส่งถึงสมอง

นั่นเป็นเรื่อง หรือเหตุการณ์ตรงไปตรงมาที่เราพบเห็นตามทฤษฎีจำเพาะ (specificity theory)

o ส่วนใยประสาทที่นำความรู้สึกได้ช้ากว่า (C fibers) ซึ่งนำคลื่นสัญญาณความเจ็บปวดเช่นกัน
จะทำให้รู้ปวดชั่วระยะเวลาอันสั้น แล้วอาการปวดทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็จะหายไปหมด

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

นั่นเป็นการทำงานของสมอง
ภายหลังสมองได้ตรวจสอบแล้วพบว่า
ความเจ็บปวดทีเกิดขึ้นนั้น ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย มันจึงทำหน้าปิดประตู
ที่บริเวณไขประสาทสันหลัง เป็นเหตุให้ไม่มีสัญญาประสาทของความเจ็บปวดประตูแห่งความเจ็บปวดไปได้

o สมองรู้ว่า ปลายเหล็กที่กดลงบนผิวหนังนั้น มันทำให้เจ็บจริง
แต่สมองรู้ว่า มันไม่ทำให้เกิดบาดเจ็บใด ๆ
ดังนั้น มันจึงทำการลดคลื่นของสัญญาณประสาทแห่งความเจ็บปวดลง
ทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป หรืออาจรู้สึกไม่สบายเล็กน้อยเท่านั้นเอง

นั่นคือผลงานของสมองเขาละ

ตัวอย่างที่สอง เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงปัจจัยอย่างอื่น เข้ามามีบทบาทร่วมทำให้เกิดความเจ็บปวดขึ้น
ซึ่งบางครั้ง สามารถทำให้คนไข้ทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวด:

o สตรีนางหนึ่ง รายงานว่า เธอปวดหลัวเนื่องมาจากมะเร็งของกระดูกสันหลัง
จากการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่พบอะไรผิดปกติเลย ยกเว้นเพียงอย่างเดียว
คือ เธอเป็นโรคปวดหลังจากความเครียดมาก่อน
ความเครียดที่ทำให้เธอปวดหลัง เกิดจากบิดาผู้ชราภาพ ได้รับการวินิจฉัยว่า
เป็นมะเร็งของกระดูกสันหลัง...

เธอรายงานว่า บิดาของเธอ มีอาการปวดหลังเหมือนเธอทุกประการ
จากการซักประวัติ และการตรวจร่างกายอย่างละเอียด พบว่า ร่างกายเธอเป็นปกติทุกอย่าง
แต่เธอตก อยู่ในความกลัวว่า เธอจะเป้นมะเร็งกระดูกสันหลังเหมือนพ่อของเธอ
ยิ่งมีความเชื่อว่า ตัวเองเป็นมะเร็ง ยิ่งทำให้ตัวเองทรมานมากขึ้น

ผลจากการตรวจคลื่นแม่หล็กไฟฟ้า MRI พบว่ากระดูกสันหลัง และประสาทของเธอปกติทุกประการ
เธอถูกวินิจฉัยว่า เป็นโรคปวดหลังจากความเครียด (stress-related back pain)
ซึ่งเธอได้รับการรักษาด้วยกรรมวิธีหลาย ๆ ร่วมกัน ในไม่ช้า อาการของเธอก็หายสนิท
สามารถกลับสู่การงานได้เหมือนเดิม

จากตัวอย่างทั้งสอง ทำให้เราได้เห็นความสลับซับซ้อนขอบสมอง โดยเฉพาะความเจ็บปวด
มันไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกับทฤษฎีความจำเพราะ (specificity theory)
ที่บอกว่า จะต้องมีสาเหตุทางร่างกาย (บาดเจ็บ) เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดก่อน
แล้วส่งคลื่นประสาท ที่เป็นสัญญาณของความเจ็บปวดสู่สมอง
นั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับเจ็บปวดแบบเฉียบพลัน ที่เราพบกันทั่วไป

แต่ความเจ็บปวดเรื้อรัง มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งไม่เกี่ยวกับร่างกาย
เป็นตัวทำให้เกิดความเจ็บปวดขึ้น
ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ความเจ็บปวดเรื้อรังนั้น ไม่ใช้อาการของบาด
แต่เป็นโรค หรือเป็นกระบวนการอันซับซ้อน
ที่มีปัจจัยมากมายเป็นตัวก่อให้เกิดความเจ็บปวดขึ้น

กล่าวโดยสรุป ความเจ็บปวดเรื้อรัง ไม่ใช่อาการแสดงของโรคตามที่เราเข้าใจกัน แต่เป็นภาวะหนึ่่ง
ที่มีปัจจัยหลายอย่างเข้ามเกี่ยวข้อง รวมทั้งสมองเอง
ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้มึความเจ็บปวดเรื้อรังขึ้น
หากเราไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้
เราจะไม่สามารถให้การรักษาคนไข้ทีมีอาการเจ็บปวดเรื้อรังให้หายได้เลย


www.spine-health.com/conditions/chronic-pain/opening-and-closing-pain-gates-chronic-pain

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

The Brain: สมองมีบทบาทเกี่ยวกับความเจ็บปวดเรื้อรังอย่างไร ?

เมื่อสัญญาณประสาทวิ่งถึงสมอง จะมีหลายอย่างปรากฏขึ้น
ภายในก้านสมอง (brain stem) ซึ่งเป็นส่วนที่ติดต่อระหว่างตัวสมอง (Brain)
กับไขประสาทสันหลัง (Spinal Cord) สามารถยับยั้ง
หรือปรับคลื่นสัญญาณประสาทความเจ็บปวด
ให้ลดลง โดยการสร้างสาร endorphins ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ morphine
ซึ่งเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ
นอกจากนั้น เรายังพบอีกว่า ความเครียด (stress) ความตื่นเต้น (excitement)
และการออกกำลงกายอย่างหนัก ต่างสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง endorphins ขึ้นได้

ผลกระทบที่เกิดจาก endorphine ซึ่งเราพบได้บ่อย ๆ คือ นักกิฬาที่ประสบอุบัติเหตุ
ขณะทำการแข่งขันในสนาม เขาจะไม่มีความเจ็บปวดจนกกว่าเกมจะยุติลงแล้ว

และจากการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise
เช่น ปั่นจักรยาน สามารถลดความเจ็บปวดเรื้อรังได้เช่นเดียวกัน

สัญญาณประสารทที่ปรากฏในสมอง ยังวิ่งไปในหลายทิศทาง ดังนี้

• คลื่นของสัญญาณประสาท ที่วิ่งไปตามเส้นประสาท A-delta fibers
มันจะส่งคลื่นความเจ็บปวดไปประสาทสันหลัง แล้วส่งต่อไปยังสมองสองส่วน
คือ thalamus และ cerebral cortex

สมองส่วน cortex ถือเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิดสูงสุด
ซึ่งสมองส่วนนี้เอง เมื่อคลื่นประสาทนำความเจ็บปวดโดย ใยประสาท A-delta
วิ่งถึงสมองส่วนนี้ (cortex) เมื่อใด มันจะออกคำสั่งทันที
ให้มีการลดระดับความเจ็บปวดลง พร้อมกับ เตือนให้รู้ถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น

• เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ ในกรณีของปวดเรื้อรัง
คลื่นของสัญญาณประสาทจะวิ่งไปตามใยประสาทที่นำความเร็วได้ช้า (C-fibers)
ซึ่งลักษณะของความเจ็บปวดจะแตกต่างจากพวก A-deta fibers
นั่นคือ ความเจ็บปวดมีลักษณะไม่ชัด (dull) มีอาการปวดแสบปวดร้อน
และมีอาการปวดกล้ามเนื้อปั้น

เมื่อคลื่นของสัญญาณประสาท ที่วิ่งไปตามใยประสาท C –fibers
เมื่อมันเคลื่อนถึงไขประสาทสันหลัง และส่งไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า hypothalamus
และส่วนที่เรียกว่า Lymbic system
ส่วนของสมอง Hpothalamus จะรับผิดชอบกับการปล่อยสารฮอร์โมน
ที่รับผิดชอบต่อความเครียดออกมา (stress hormone)
ส่วน Lymbic system จะรับผิดชอบกับกระบวนการทางด้านอารมณ์ต่างๆ

จากความจริงของกระบวนการดังกล่าวมา ทำให้เราทราบว่า
ทำไมคนที่ทรมานจากความเจ็บปวดเรื้อรัง จึงมีอาการทางด้านจิตประสาทขึ้นได้
(เครียด กังวล และอาการซึมเศร้า)


นอกเหนือไปจากนี้ ตัวสมองเอง ยังสามารถควบคุมสัญญาณประสาทความเจ็บปวดเรื้อรัง
ด้วยกระบวนการทำให้มีคุณลักษณะบางอย่างเกิดขึ้นในตัวบุคคล
รวมถึงการแสดงออกทางสังคมอีกด้วย

นับเป็นความมหัศจรรย์ยิ่ง ที่ทำให้เราเห็น ทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสงคราม
แสดงออกถึงความเจ็บปวดได้น้อยมาก ซึ่งต่างจากคนธรรมดาทั่วไป
ที่ได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน แล้วแสดงออกถึงความเจ็บปวดเสียมากมาย
ที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะสมองเป็นผู้บงการทั้งนั้น

>>cont:Opening and closing the pain Gates for chronic Pain

Pain Signals to the Brain form Spine




เมื่อคลื่นความเจ็บปวด (pain massage) จากปลายประสาทที่ถูกกระตุ้นด้วยบาดแผล
จะวิ่งไปตามเส้นประสาทสู่ไข้ประสาทสันหลัง (spinal cord)
ที่บริเวณด้านหลังของไขประสาทสันหลังนี้เอง ที่มีใยประสาทรวมกันเป็นมัด
เป็นตำแหน่งที่เราเรียกว่าประตู (gate)
เพื่อให้สัญญาณประสาทของความเจ็บปวดผ่าน

มันจะอยู่ระหว่างสมอง และเส้นประสาทส่วนปลาย
ทำหน้าที่เป็นประตู ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนผ่านของสัญญาณประสาท
ที่จะส่งผ่านไปยังสมอง

เราพบว่า มีปัจจัยหลายอย่าง เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำให้คลื่นประสาทเคลื่อนผ่านประตูดังกล่าว
ได้แก่ ความเข็มข้นของคลื่นความเจ็บปวดเอง และการแข่งขัน (competition)
ระหว่างคลื่นประสาท ต่าง ๆ ( pain signals vs touch and pressue signals)
ถ้าผลออกมาเป็นว่า คลื่นของความเจ็บปวดแพ้ (pain signals)
คนไข้ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือปวดน้อยลง

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะคลื่นสัญญาณความเจ็บปวดไม่สามารถผ่านประตูไปได้

การที่สัญญาณประสาทสามารถผ่านประตูที่ไขประสาทสันหลัง ได้หรือไม่
มันขึ้นกับประตู (gate) จะเป็นตัวจัดการกับคลื่นเหล่านั้นเอง โดย:

• ประตูปล่อยให้คลื่นประสาทผ่านไปสู่สมอง

• เปลี่ยนแปลงคลื่นประสาทก่อนที่มันจะผ่านประตู เช่น ความคาดหวังของคนไข้เอง

• ป้องกันไม่ให้คลื่นความเจ็บปวดเคลื่อนผ่านไป โดยการสะกดจิตให้หลับ

ความสลับซับซ้อนจะปรากฏให้เห็นในคนไข้ที่ถูกตัดขา แล้วเกิดมีความเจ็บปวดเรื้อรัง
ธโดยที่มีสัญญาณประสาทของความเจ็บปวด
จะมาจากขาที่ถูกตัดนั่นเอง

ทฤษฎีประตูแห่งความเจ็บปวด (Gate control theory) จะให้แนวความคิด
ซึ่งสามารถนำมาอธิบายกระบวนการอันสลับซับซ้อนที่ปรากฏภายระบบประสาท
ซึ่งเราเชื่อว่า เป็นศูนย์กลางของความซับซ้อนทั้งหลายของมนุษยชาติ


>> cont. The Brain: บทบาทในความเจ็บปวดเรื้อรัง

Modern Idea: Gate Control Threory


จากบทความที่แล้ว...
ได้กล่าวถึงความเจ็บปวดเรื้อรัง...ที่เกิดขึ้นกับคนไข้ โดยเริ่มต้นที่บาดแผล
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บปวด พอแผลหาย คนหนึ่งหายปวด อีกคนหนึ่งกลับตรงข้าม
เขายังมีความเจ็บปวดยืดเยื้อต่อไป
ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า....ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?

ปรากฏว่า มีทฤษฎีหนึ่ง มีชื่อว่า Gate Control Theory โดยนาย Donald Malzac
และนาย Patrick Wall เป็นคนตั้งขึ้น ในปี 1960
จากทฤษฎีของเขา ได้อธิบายถึงความสำคัญของจิต และสมอง
ซึ่งมีบทบาทต่อการรับรู้ของคนไข้ ที่มีต่อความรู้สึกความเจ็บปวดเรื้อรัง

แม้ว่า มันจะอธิบายถึงพื้นฐานทางจิตใจ (mental)ก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่า
ความเจ็บปวด และ ปัจจัยทางจิต ซึ่งมีอิทธิพลต่อความเจ็บปวดนั้น ต่างมี
พื้นฐานมาจากทางสรีระของระบบประสาท


เมื่อพูดถึงประตูให้สัญญานประสาทของความเจ็บปวดวิ่งผ่าน ( Gate control theory of pain)
ทำให้นึกถึงงานหมั้น และงานแต่งเอาลูกสะใภ้
ในพิธีการตอนหนึ่ง เขาจะมีการผ่านประตูเงิน ประตูทองเสียก่อน..
หากซองแดง (เงิน) ไม่เป็นที่พอใจของผู้รักษาประตู...เขาไม่ยอมเปิดประตูให้ผ่านไปได้
ซอที่บรรจุแบงค์ ต้องมากพอสมควร...

ใน Gate control theory of pain ประตูให้สัญญาณประสาทความเจ็บปวดผ่าน
ก็มีลักษณคล้ายๆ กัน
มันคล้ายอย่างไร ?

การที่คนเราจะรู้สึกเจ็บปวดได้ จำเป็นต้องอาศัย การทำงานร่วมกัน
ระหว่างประสาทส่วนกลาง และประสาทส่วนปลาย
ซึ่ง มีกระบวนการส่งคลื่นความรู้สึกเจ็บปวด (pain signal)
ตามวิธีของมันเอง

เมื่อได้รับบาดเจ็บขึ้น คลื่นของความรู้สึกเจ็บปวด หรือสัญญาณประสาทจากปลายประสาท
จะวิ่งไปยังประสาทไขสันหลัง แล้วส่งต่อไปยังสมอง
ซึ่งกล่าวมาแล้ว ในทฤษฎีความจำเพาะ (specificity theory)

อย่างไรก็ตามกระแสประสาทแห่งความรู้สึกเจ็บปวด (pain signal) ก่อนที่จะส่งถึงสมอง
มันจะต้องผ่านประตู (gate) ที่บริเวณไขประสาทสันหลังเสียก่อน
โดยประตูที่กล่าวถึงนั้น จะ “ปิด” หรือ “เปิด” เพื่อให้คลื่นประสาทผ่านได้หรือไม่ นั้น
ต้องขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงคำสั่ง ที่ส่งลงมาจากสมองโดยตรง

เมื่อประตู (gate) ที่ไขประสาทสันหลังเปิด คลื่นความรู้สึกเจ็บปวดก็สามารถผ่านไปได้
ทำให้คนไข้รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวด
หากประตูปิด คลื่นความเจ็บปวดไม่สามารถผ่านประตูไปได้..
คนไข้ก็ไม่สามารถมีความรู้สึกเจ็บปวด
มันก็เท่านั้นเอง....
ดูไปแล้ว เหมือนวิธีการแต่งของลูกชาย...ตอนผ่านประตูเงิน ประตูทอง

แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจรายละเอียดว่า การควบคุมการปิด -เปิดประตู
เพื่อให้ความรู้สึกเจ็บปวดผ่านไปยังสมองได้ก็ตาม
แต่ แนวคิดที่จะเสนอต่อไป สามารถอธิบายได้ว่า
การรักษาบางอย่าง สามารถรักษาคนไข้ที่ทรมานจากความเจ็บปวดได้


The Peripheral nervous system: มันเกี่ยวข้องกับการเจ็บปวดอย่างไร ?

ปลายประสาทรับข้อมูลเกี่ยวกับความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความเจ็บปวด (pain) ความร้อน (heat)
ความเย็น (cold) และความรู้สึกอื่น ๆ จากส่วนต่างๆ ของกาย
ที่ถูกส่งไปยังไขประสาทสันหลังนั้น
อย่างน้อย ๆ มีใยประสาทอยู่สองชนิด ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเจ็บปวด (pain)
นั้นคือ

• A delta fibers ซึงจะนำคลื่นกระแสไฟฟ้า
ที่เป็นคลื่นประสาทด้วยความเร็ว 40 mph
• C-fibers จะส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าด้วยความเร็วแค่ 3 mph

เมื่อมีการกระตุ้นปลายประสาททั้งสองเข้า ใยประสาท A-delta fibers
จะส่งคลื่นความรู้สึกเจ็บปวดได้ความเร็วสูง (40 mph)
และตามด้วยความคลื่นประสาท ที่นำสัญญาณประสาทได้ช้ากว่า
โดยเป็นประสาท (ใยประสาท) C-fibers (3 mph)

หากมีการกระตุ้นปลายประสาทชนิดอื่นเข้า ซึ่งสามารถนำคลื่นประสาทด้วยความเร็วสูงกว่า A –delta fibers
เช่น คลื่นประสาที่เกิดจากการกด (pressure) การสัมผัส (touch)
ผลของการกระตุ้นประสาทดังกล่าว สามารถปรับเปลี่ยนคลื่นประสาท ที่วิ่งไปตามเส้นประสาท
A-delta หรือแม้กระทั้งทำให้คลื่นประสาทหยุดชะงักลงที่ประตู (gate)
ซึ่งหมาความว่า คนจะมีความรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง หรือไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราถูกกระแทกที่บริเวณของศอกอย่างแรง
เราจะรู้สึกเจ็บปวด ตรงบริเวณถูกกระทแก นั่นเป็นเรื่องปรกติ ซึ่งเราได้ทราบจากทฤษฎีจำเพาะมาแล้ว
พอเรานวดคลึงบริเวณที่ถูกกระแทก จะทำให้อาการเจ็บปวดลดลง...
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะปลายประสาทที่ทำหน้าที่รับการนวดคลึง
สามารถส่งคลื่นประสาทด้วยความเร็งที่สูงกว่า A-delta fibers (ส่งสญญาณประสาทของความเจ็บปวด)
จึงทำให้ประตูที่อยู่ในบริวเณด้านหลังของประสาทสันหลังปิดลง ไม่อนุญาตให้คลื่นความเจ็บปวด
ผ่านไปยังสมองได้


จากปรากฏการณ์ดังกล่าว สามารถทำให้เราอธิบายได้ว่า การรักษาคนไข้ด้วยการนวด (massage)
ประคบด้วยความร้อน (heat) ประคบด้วยถุงน้ำแข็ง กระตุ้นด้วยไฟฟ้า (TNS) หรือการฝังเข็ม
ทำไมอาการปวดจึงบรรเทาลงได้

ปลายประสาท ที่บริเวณสันหลัง จะทำหน้าที่ส่งคลื่นความรู้สึกเจ็บปวด
ไปยังไขประสาทสันหลัง และส่งต่อไปยังสมอง
ความรู้สึกที่ส่งไปยังไขประสาทสันหลัง และยังสมอง จะถูกยับยั้งโดยกระบวนการดังที่กล่าวมา
ทำให้คลื่นประสาท ไม่สามารถส่งไปยังสมองได้

ในกรณีของการปวดหลัง ปลายประสาทที่ทำหน้าที่ตรวจรับความรู้สึกเจ็บปวดต่าง ๆ ในบริเวณกระดูกสันหลัง
เช่น กล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด หมอนกระดูก ข้อกระดูกสันหลัง (facet joints) และกระดูกสันหลัง

เมื่อส่วนต่างๆ เหล่านี้ เกิดอักเสบ ผิดรูป หรือ...
มันจะกระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด(nociceptors )
แล้วส่งคลื่นที่เป็นสัญญาณประสาทแห่งความเจ็บปวด ไปยังประสาทสันหลัง
แล้วส่งต่อไปยังสมองต่อไป

คลื่นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งคลื่นความเจ็บปวด (a delta fibers) สามารถควบคุม
โดยคลื่นประสาทเส้นอื่น ๆ ที่สามารถนำคลื่นประสาท หริอสัญญาณประสาทได้เร็วกว่า คลื่นความเจ็บปวด
เส้นประสาทเหล่านั้น แก่เส้นประสาทที่นำความรู้สึกเกี่ยวกับการสัมผัส (touch)
และแรงกด (pressure)

จากความรู้ดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นปุ่มประสาท
ที่มีความเร็วสูงกว่า ความเร็วของคลื่นที่วิงไปตามใยประสาทที่ำทหน้าที่ส่งคลื่นความเจ็บปวด


>> continue: Pain sigals from spine to the Brain

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Modern Theories of Chronic Pain



หนึ่งในวิชาการแพทย์สมัยใหม่ คือวิชาว่าด้วยความเจ็บปวดเรื้อรัง-
“Gate Control Theory”

หากเราทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ดี จะทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์หลายอย่าง
ที่เกิดขึ้นในตัวของคนเราได้...
โดยแฉพาะประโยคเหล่านี้:
“เอะ..ทำไม...มันจึงเป็นเช่นนั้น...”

สำหรับในวงการแพทย์ เราสามารถนำทฤษฎีดังกล่าว มาช่วยวินิจฉัยโรค “เจ็บปวดเรื้อรัง”
ตลอดรวมไปถึงการวางแนวทางในการรักษาโรคได้อีกด้วย
ก่อนอื่น เราลองพิจารณาทฤษฎี The Specificity Theory of Pain ก่อนเป็นไร ?

The Specificity theory of Pain:
เป็นทฤษฎีแห่งความจำเพาะ....

เป็นทฤษฎีที่เก่าแก่ที่สุด ที่เกี่ยวกับความเจ็บปวด
ในศตวรรษที่ 16 นาย Rene Descartes นักปรัชญา...
เป็นคนแรกที่ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับความเจ็บปวดขึ้น เขากล่าวว่า:
“ความรุนแรงของความเจ็บปวดที่มนุษย์เรารู้สึกนั้น จะมีความสัมพันธุ์กับปริมาณของบาดเจ็บที่เกิด”
บาดแผลเล็ก ก็รู้สึกเจ็บน้อยหน่อย แต่บาดแผลใหญ่ก็ปวดมากขึ้น
ยกตัวอย่าง ถูกเข็มที่มตำที่ปลายนิ้วมือ กับ มือถูกมีดบาด
นั่นเป็นเรื่องตรงไปตรงมา...
จากตัวอย่างนี้...ถ้าเราจะแปลคำว่า “ทฤษฎีแห่งความจำเพาะ” เป็นทฤษฎีแห่งความตรงไปตรงมา
ไม่มีความสลับซับซ้อนอะไร น่าจะทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้นนะ ?

ทฤษฎีแห่งความจำเพาะนี้ จะมีความเที่ยงตรงเฉพาะกับบาดเจ็บบางอบ่าง
ซึ่งทำให้เกิดมีความเจ็บปวดเฉียบพลันเท่านั้น

แต่ถ้าเป็นความเจ็บปวดเรื้อรัง มันไม่ตรงไปตรงมาอย่างนั้น
แม้ว่า ความเจ็บปวดเรื้อรังที่ปรากฏนั้น ถึงจะไม่รุนแรงก็ตาม เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน
จึงจะสามารถรักษาคนไข้ที่ทรมานด้วยความเจ็บปวดเรื้อรังได้
แต่ก็มีเรื่องที่ไม่ค่อยจะยินดีนัก เมื่อมีแพทย์จำนวนหนึ่ง พยายามเอาทฤษฎีแห่งความจำเพาะ
มาอธิบาย “ความเจ็บปวดเรื้อรัง”
ซึ่งมันเป้นความเข้าใจผิด...

ในการแก้ปัญหาให้คนไข้ที่ทรมานด้วยความเจ้บปวดเรื้อรัง ด้วยทฤษฎีดังกล่าว
เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น การรักษาด้วยยารักษา (medications) หรือด้วยการผ่าตัด
(surgery) ซึ่งสามารถกำจัดต้นเหตุให้เกิดความเจ็บปวดออกทิ้งไปได้
ความเจ็บปวดที่นั้น จะหายไป...
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว พบว่า มีคนไข้จำนวนไม่น้อยที่มีความเจ็บปวดเรื้อรัง
เมื่อได้รับการรักษาตามที่กล่าวมา (medication &surgery) ผลปรากฏว่า
ความเจ็บปวดยังคงมีอยู่ต่อไป

ถ้าแพทย์ยังขืนดันทุรัง ทำการรักษาคนไข้ที่เจ็บปวดเรื้อรัง โดยอาศัยความตรงไปตรงมา
ดังที่กล่าวมา ตามทฤษฎีว่าด้วยความจำเพาะ
อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง ?
แน่นอน... คนไข้จะได้รับความเสี่ยง (risks) ต่อการได้รับการตรวจ
ที่ไม่จำเป็นต่างๆ ซึ่งไม่สามารถให้คำวินิจฉัยที่ถูกต้องได้
ตลอดรวมไปถึง การหยิบยื่นการรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพแก่คนไข้...
ซึ่งนอกจากจะทำให้คนไข้เสียทรัพย์มากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มอันตรายให้แก่คนไข้ได้อีกด้วย

ปัญหาต่าง ๆ ที่พบเห็นในทฤษฎีแห่งความจำเพาะ กับความเจ็บปวดเรื้อรัง :

ผลการศึกษาที่ได้จากคนไข้ ได้พิสูจน์ว่า ทฤษฎีแห่งความจำเพาะ ไม่สามารถอธิบายเรื่อง
ความเจ็บปวดเรื้อรังได้
Dr. Henry Beecher แพทย์สนาม ที่ได้ทำการรักษาทหารบาดเจ็บในสมัยสงคราม
โลกครั้งที่สอง เป็นบุคคลแรกที่มีความสงสัยในทฤษฎีดังกล่าว
โดยเขาได้พบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ทหารที่ถูกหามส่งตัวเข้าสถานพยาบของทหาร พบว่า
มีทาหารบาดเจ็บ 1 ใน 5 มีความเจ็บปวดมากพอที่ต้องการ morphine แก้ปวด
ที่สำคัญ คนที่ต้องการ morphine นั้น ไม่อยู่ในภาวะช๊อค หรือไม่สามารถ
ที่จะทนต่อความเจ็บปวด
แต่เขาจะมีความเจ็บปวดเมื่อเขาต้องได้รับการต่อเมื่อเขา ถูกแทงเส้นเลือด
เพื่อต่อเส้นเลือด กับถุงน้ำเกลือเท่านั้น
ซึ่งเป็นเรื่งที่น่าแปลก

หลังจากสงครามสิ้นสุดลง เขากลับสหรัฐฯ ทำการรักษาคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บ
เขาสังเกตเห็นคนไข้ ที่ได้รับบาดเจ็บเหมือนกับทหารในสนามรบ
ในคนไข้เหล่านั้น น่าจะได้รับ morphine เพื่อรักษาความเจ็บปวด
แต่ความจริงมีว่า มีเพียง 1/3 เท่านั้น ที่ต้องการ morphine
จากความจริงดังกล่าว ทำให้เขาสรุปได้ว่า
บาดเจ็บที่เกิดขึ้น ไม่สัมพันธุ์กับความรุนแรงของความเจ็บปวดเลย

เขามีความเชื่อว่า การแสดงออกของแต่ละคนต่อบาดเจ็บ คนไข้จะมีคุณลักษณะบงอย่างเกิดขึ้น
(attaching meaning)
ซึ่ง สามารถนำมาอธิบายถึงระดับความรุนแรงของความเจ็บปวดในแต่ละคนได้
เช่น ทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บในสงคราม หมายถึง “รอดตาย”
และจะได้กลับบ้านกลายเป็นวีระบุรุษ
ในทางตรงกันข้าม ชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน หมายถึงว่า
เขาจะต้องเผชิญกับการผ่าตัดใหญ่ สูญเสียรายได้ ไม่สามารถออกกำลังกายได้เหมือนเดิม
และสูญเสียอย่างอื่น ๆ อีกหลายอย่าง
และการแสดงออกของคนทั้งสองกลุ่ม จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

นอกจากนั้น ยังมีอีกกรณีหนึ่ง ที่ทำให้ทฤษฎีจำเพาะ หมดความหมายไป
คือ คนไข้ที่ถูกตัดขาไป แล้วเกิดความเจ็บปวดที่ตรงบริเวณของขาที่หายไป (phantom pain)
ซึ่ง ตามความเป็นจริงแล้ว เขาไม่มีขาเหลืออยู่ ไม่มีบาดแผลเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวดได้
ดังนั้น specificity theory จึงไม่สามารถอธิบายเรื่องความเจ็บปวดเรื้อรังได้

นอกจากนี้ ทฤษฎีแห่งความจำเพาะ ไม่สามารถอธิบายได้ว่า
การสะกดจิตทำไมคนไข้จึงหายจากความเจ็บปวด
ทั้ง ๆ ที่ภายใต้การสะกดจิตนั้น ร่างกายได้มีบาดแผลจากการผ่าตัดเกิดขึ้น โดยคนไข้มีรู้สึกเลย
และจากการสังเกตการณ์ดังกล่าว พบว่าภาวะของจิตจะอยู่เหนือความเจ็บปวด
และจากกรณีดังกล่าว พบว่า คนไข้บางรายที่มีบาดเจ็บนิดเดียว แต่รู้สึกมีความเจ็บปวดเสียมากมาย...
ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บมาก กลับไม่ค่อยจะมีความเจ็บปวดมาก
นั่นเป็นผลมาจากจิตตัวเดียวนั้นเอง ที่เป็นตัวทำให้เกิดปราฏการณ์ดังกล่าว


>>Cont… Modern Idea :Gate Control Theory of Chronic Pain


วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554

When acute pain become chronic pain


 ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง  สำหรับแพทย์ และตัวผู้ป่วยเองว่า 
จะต้องเข้าใจในความแตกต่าง ระหว่างความเจ็บปวดอย่างเฉียบพลัน  และความเจ็บปวดเรื้อรัง

ในความเจ็บปวดชนิดเฉียบพลัน (acute pain)  มันเป็นอาการของบาดแผล  หรือโรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อ
เมื่อบาดแผลที่เกิดหายสนิท  อาการเจ็บปวดก็จะหายไปด้วย
นั่นเป็นเรื่องที่เราทุกคนเข้าใจกันดี
ยกตัวอย่าง  เช่น  หมอนกระดูกสันหลังแตกและกดเส้นประสาท  แล้วทำให้เกิดความเจ็บปวดร้าวไปขา
เมื่อเอาหมอนกระดูกที่แตกออกไป   อาการปวดก็จะหายไป

จากเหตุผลดังกล่าว  การรักษาอาการปวดเฉียบพลัน
 จึงมุ่งตรงไปที่  ทำให้ต้นเหตุของโรคหายไป  อาการปวดก็จะหายไปได้เอง

นอกเหนือไปจากนั้น  อาการปวดเฉียบพลันที่เกิดขึ้น  จะสัมพันธุ์โดยตรงกับระดับ
ของบาดเจ็บที่เกิดขึ้น  ซึ่งก่อให้เกิดแรงสะท้อน เพื่อการป้องกันตัวเองขึ้น (protective reflex)
เช่น  หยุดการเคลื่อนไหว 
ตรงข้ามกับความเจ็บปวดเรื้อรัง  จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น 
ไม่มีการกระตุ้นให้เกิดการป้องกันตนเอง
(no protective reflex)

การรักษาความเจ็บปวด  ทั้งสองชนิด  ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

มีความจริงอย่างหนึ่ง  ซึ่งเราไม่ค่อยจะเข้าใจ
เช่น  คนไข้สองคน  ต่างได้รับบาดเจ็บเหมือนกันทุกอย่าง  คนหนึ่งเมื่อบาดแผลหาย  ความเจ็บปวดก็หาย
ส่วนอีกคนหนึ่ง เมื่อบาดแผลหายไปแล้ว แทนที่อาการเจ็บปวดจะหายไป  แต่กลับยืดเยื้อต่อไป
กลายเป็นความเจ็บปวดเรื้อรังไป

อีกกรณีหนึ่ง  บาดเจ็บที่ได้รับเป็นบาดเจ็บเล็กน้อย  แต่เมื่อแผลหายแล้ว
เขากับมีอาการปวดรุนแรง  และยังยืดเยื้อต่อไป
ส่วนอีกคนได้รับบาดแผลรุนแรงกว่ามาก  เมื่อแผลหายแล้ว  ความเจ็บปวดก็หายไปด้วย
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  ไมมีใครสามารถอธิบายได้

วิชาการแพทย์ด้านความเจ็บปวด (pain medicine)  และการรักษาความเจ็บปวด
(pain management)  ได้กลายเป็นวิชาการแพทย์อีกสาขาหนึ่งขึ้นมา

นั่นคือ  ความเจ็บปวดเรื้อรัง  ได้กลายเป็นโรคอีกโรคหนึ่งขึ้น
มันไม่ใช้อาการของโรค  ตามทีเราเคยเข้าใจมาก่อนซะแล้ว
ขณะเดียวกัน  เราจะพบว่า  วิชาการรักษาความเจ็บปวด  ก็เริ่มจะเป็นสาขาพิเศษขึ้นมา
นั่นคือ เรื่องราวของชนิดต่าง ๆ ของความเจ็บปวดอย่างย่อที่สุด

http://www.spine-health.com/conditions/chronic-pain/when-acute-pain-becomes-chronic-pain

Types of Back Pain: Acute, Chronic and Neuropathic pain


เป็นที่ยอมรับกันว่า  หากเราสามารถทำความเข้าใจว่า  ความเจ็บปวดเกิดขึ้นได้อย่างถ่องแท้
ว่า  อาการปวดนั้น  มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
การควบคุมรักษาความเจ็บปวดนั้น  ก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด

เพื่อความใจในความเจ็บปวดดีขึ้น  ขอแบ่งความเจ็บปวดเป็นสามเกลุ่ม ดังนี้

·         Acute pain (ความเจ็บปวดเฉียบพลัน)
·         Chronic pain (ความเจ็บปวดเรื้อรัง)
·         Neuropathic pain (ความเจ็บปวดประสาท)

Acute pain
เป็นความเจ็บปวดที่พบได้บ่อยที่สุด  ซึ่งทุกคนต่างประสบมาด้วยกันทั้งนั้น
มันหมายถึงความเจ็บปวดเกิดขึ้นแล้ว  ไม่ยืดเยื้อ  เป็นความเจ็บปวดที่น้อยกว่า 3 เดือน
หรือเป็นความเจ็บปวดที่ยังคงมีอยู่  แม้ว่าบาดแผลที่ได้รับนั้น (ต้นเหตุ)  หายแล้ว

มันเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจาก  ถูกของแหลมทิ่มต่ำเอา  จนกระทั้งถึง:
·         สัมผัสถูกเตาร้อน ๆ  เช่นเตารีดผ้า..
.ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น  จะเกิดขึ้นทันทีทันใด 
 พร้อมๆ กับมีการขยับมือที่สัมผัสถูกความร้อนอย่างรวดเร็ว
 ภายหลังจากขยับนิ้วออกแล้ว  ไม่นานอาการปวดก็หายไป
·         ปลายนิ้วมือถูกค้อนทุบเอา 
เป็นความเจ็บปวดเหมือนกับการสัมผัสถูกเตาร้อน ๆ
พร้อมกับมีการขยับนิ้วหนีเช่นกัน  และอาการปวดที่เกิดขึ้นจะช้ากว่าชนิดแรก
·         อาการปวดจากการคลอดบุตร 
 เป็นความเจ็บปวดแบบเฉียบพลันเช่นกัน   และเป็นอาการเจ็บปวด  ที่บ่งบอกต้นเหตุได้

ในกรณีที่อาการเจ็บปวดยังคงยืดเยื้อต่อไป  โอกาสที่จะกลายเป็นความเจ็บปวดเรื้อรัง  พร้อมกับมีโอกาส
ตกอยู่ภายในอิทธิพลของปัจจัยต่าง ๆ ได้มากมาย
โดยปัจจัยเหล่านั้น   เป็นตัวก่อให้เกิดมีคลื่นประสาท (signal) ของความเจ็บปวดส่งไปยังสมอง 
ทั้งๆ ที่ไม่มีบาดเจ็บที่เนื้อเยื้อ

 แต่มีปัจจัยหลายอย่าง  ที่ทำให้เกิดมีคลื่นประสาทแห่งความเจ็บปวดขึ้น (pain signals)
 เช่น การไม่ออกกำลังกาย (lack of exercise)   หรือจากความนึกคิดเกี่ยวกับความเจ็บปวดเอง 
หรือภาวะทางจิต  ซึ่งได้แก่  ความเครียด  ความซึมเศร้า  เป็นต้น

Chronic pain:
ความเจ็บปวดเรื้อรัง  ได้แก่ความเจ็บปวดที่ยืดเยื้อนานเกิน สามเดือน  แบ่งได้เป็นสองชนิด  คือ
ความเจ็บปวดเรื้อรัง  ที่สามารถระบุต้นเหตุได้ เช่น บาดเจ็บของกาย
และความเจ็บปวดเรื้อรัง  ที่เราไม่สามารถระบุสาเหตุได้เลย  เช่น ในกรณีที่บาดเจ็บที่เกิดขึ้น
แผลได้หายแล้ว  แต่อาการปวดยังคงมีอยู่

·         Chronic pain due to an identifiable pain generators
ความเจ็บปวดเรื้อรังชนิดนี้  สามารถทราบสาเหตุได้ว่า  อะไรเป็นต้นเหตุ  เช่น
มีความผิดปกติบางอย่างของกระดูกสันหลัง  ได้แก่  ความเสื่อมของหมอนกระดูกสันหลัง
(degenerative disc disease,  ช่องกระดูกสันหลังตีบแคบ (spinal stenosis)
หรือข้อกระดูกสันหลังเคลื่อน (spondylolisthesis)
ความผิดปกติของกระดูกสันหลังดังกล่าว จะก่อให้เกิดอาการปวดหลังแบบเรื้อรัง  จนกว่า
มันจะถูกรักษาให้หาย

อาการปวดหลังจากความผิดปกติทางโครงสร้างดังกล่าว  หากให้รับการรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด
(conservative treatment)  แล้วปรากฏว่า  อาการไม่ดีขึ้น 
จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดต่อไป

·         Chronic pain with no identifiable pain generators
ความเจ็บปวดที่ยังคงยืดเยื้อต่อไป  เกินขอบเขตที่เนื้อเยื้อได้หายสนิทไปแล้ว 
และไม่มีต้นเหตุหลงเหลือ  ที่จะประตุ้นกระตุ้นให้เกิดคลื่นของความเจ็บปวด (pain signals)
ส่วนใหญ่  เราเรียกพวกนี้ว่า  “chronic benign pain”

ในกรณีดังกล่าว  ปรากฏว่า  ความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นเอง  โดยมีกระแสคลื่นของความเจ็บปวด 
เกิดบนเส้นทางของระบบประสาท 
โดยมันก่อเกิดความรู้สึกเจ็บปวด  ทั้งๆ ที่ไม่มีสิ่งเร้า ไม่มีรอยโรค  หรือ รอยบาดเจ็บ
เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมี คลื่นความเจ็บปวด (pain signals) เลย

ในกรณีดังกล่าว  ความเจ็บปวดที่เกิด  มันไม่ใช่อาการของโรคซะแล้ว
แต่มันเป็นตัวโรคเสียเอง

เมื่อเราพูดว่า  อาการปวดเรื้อรัง  เราหมายความถึงอาการปวดที่เกิดขึ้น 
แล้วมีความยืดเยื้อนานเกิน สามเดือนขึ้นไป
หรือมีความเจ็บปวดเกินขอบเขตการการหายดี (healing) ของบาดแผล
ความเจ็บปวดชนิดนี้  จะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่สามารถบอกสาเหตุได้
 เช่น  ในกรณีหลังการผ่าตัดกระดูกสันหลัง (failed low back surgery syndrome) 
ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดกระดูกสันหลัง   บาดแผลหาสนิทแล้ว
 แต่คนไข้ยังมีความเจ็บปวด

ความเจ็บปวดชนิดนี้  จะถูกอิทธิพลของปัจจัยต่างๆ ครอบคลุม  ทำให้คลื่นความเจ็บปวด (pain signal)
เกิดขึ้นได้เอง  ถูกส่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง  ทำให้คนไข้มีความเจ็บปวดยืดเยื้อต่อไป
โดยที่ไม่พบรอยบาดแผลใดๆ
ซึ่ง เราจะพบเห็นได้  ในหลายกรณี  เช่น ภาวะร่างกายถดถอยจากการไม่ออกกำลังกาย
 จากความคิดของคนเจ็บปวดเอง  ซึ่งรวมถึงความเครียดความกังวลใจ  และความเศร้าหมองที่เกิดขึ้น
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้คนไข้มีความเจ็บปวดได้ 
โดยที่เราไม่สามารถบอกได้ว่า  มันทำได้อย่างไรกันแน่
เป็นเรื่องยากต่อการเข้าใจของคนทั่วไป  รวมทั้งตัวแพทย์เอง

Neuropathic Pain:
เป็นความเจ็บปวดที่เราได้เรียนรู้กันมาไม่นานนัก
คนไข้ส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดชนิดชนิดนี้  พบว่า  บาดแผลที่เขาได้รับหายสนิทแล้ว
แต่เซลล์ประสาทบางตัว  ยังส่งคลื่นความรู้สึกของความเจ็บปวด (pain signal) ไป
ยังสมอง  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีรอยบาดแผล
เป็นเหตุให้เกิดความเจ็บปวดยืดเยื้อต่อไป

เราจะเรียกว่า  เป็นปวดประสาท  (nerve pain)  หรือ Neuropathic pain  ได้ตามอัธยาศัย
มันเป็นความเจ็บปวด  ที่แตกต่างไปจากความเจ็บปวดของระบบกล้ามเนื้อ- กระดุก
เราไม่รู้ชัดแจ้งหรอกว่า  มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่เชื่อว่า  มันเกิดจากการบาดเจ็บของแขนงประสาท  ที่รับความรู้สึก (sensory)
 หรือที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (motor)  ของเส้นประสาท (peripheral nerve)
ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการปวดประสาทขึ้นได้

เขาจัดเป็นอาการปวดประสาทชนิดนี้  เป็นอาการปวดประสาทชนิดเรื้อรัง  ที่แยกออกจากความเจ็บปวด
ซึ่งเกิดจากระบบกล้ามเนื้อ-กระดูก

พวกนี้  มีความรุนแรงกว่า  เหมือนมีของคมแทงภายในกาย  มีความรู้สึกเสียวส่านไปตามเส้นประสาท 
เสมือนสายฟ้า   หรือรู้สึกเสียวซ่าไปตามแขน หรือขา    และ/หรือมีอาการชา  หรือมีอาการอ่อนแรง

เราจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่า  อาการปวดที่เกิดนั้น  เป็นอาการของปวดประสาท
เพราะการรักษาที่เราใช้โดยทั่วไป  เช่น  สารลดความเจ็บปวดทั่วไป (acetaminophen)  พวก opiods
(morphine)  และพวก   NSAIDS   ต่าง ๆ จะใช้ไม่ได้ผลเลย
จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการอื่น  เช่น ฉีดยาบล็อกเส้นประสาท  หรือยาบางชนิดเท่านั้น

Ref. William W Dearoff  PhD,ABPP:  Types of  Backpain

>>continue:  When acute pain become chronic pain