HIV/AIDS
Cont.
How is HIV transmitted ?
คงไม่ต้องสงสัยแล้วละว่า เมื่อใดเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายของท่านเมื่อใด
โรค (viral infection) ก้จะเกิดขึ้นกับท่านเมื่อนั้น
ซึ่งมันสามารถเข้าสุ่ท่านทาง เลือด หรือจากน้ำเชื้อของเพสชาย ( Semen)
หรือน้ำจากช่องคลอด (vaginal discharge)
หลายท่านกังวล และกลัวที่จะติดเชื้อโรคจากการไกล้ชิดกับคนไข้ที่เป็นโรค HIV
นั่นเป็นเรื่องของคนปกติธรรมดา
ส่วนอีกประเภท (บางคน) ยังไม่กลัว เที่ยวสัมผัสคนที่เป็นโรค...ทั้งๆ ที่มีคำเตือน
คงต้องปล่อยเขาไป
จาการศึกษาพบว่า ท่านไม่สามารถติดเชื้อ HIV จากการสัมผัสคนที่เป็นโรค ได้ง่ายนัก
เช่น จากการกอดรัด (hugging) การสัมมือ-ถือแขน (shaking hand)
ไม่สามารถติดต่อเข้าสุ่ร่ากายท่าได้หรอก
มีคนตั้งคำถามว่า
ยุงเป็นพาหะนำโรคไปสู่คนอื่นได้ใหม ?
คำตอบของผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า ไม่สามารถผ่านไปได้
ก็ต้องเชื่อเขาไปก่อน จนกว่าจะพิสูจนืได้ว่า เขาตอบผิด
แต่ที่แน่ ๆ เชื้อ HIV สามารถติดต่อเข้าสู่ตัวท่านได้ ดังนี้:
o ทางเพสสัมพันธ์ (During Sex) เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายของท่านได้
ไม่ว่าจะเป็นทางไหน (Vaginal, anal or oral) มันจะแพร่กระจายผ่านแผลเล็ก ๆ
ซึ่งเกิดขึ้นในขณะมีเพศสัมพันธ์ ...
o ทางเส้นเลือด (Blood transfusions)
ในบางราย เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายทางการให้เลือดแก่คนไข้ ซึ่งป็นเลือดที่มีเชื้อ HIV
โชคดี ที่ในขณะนี้ ทุกลังเลือดของไทยเรา ได้มีการตรวจ (screen)เลือดทุกยูนิตว่า
ปลอดเชื้อไวรัสทุกชนิด ก่อนมีการให้เลือดแก่ให้แก่คนไข้
การใช้เข็มร่วมกับคนอื่น (Sharing needles) ก็เช่นกัน โดยเฉพาะพวกขี้ยาทั้งหลาย
ซึงเราพบเห็นในภาพยนต์ มีการฉีดยาเข้าสเส้นกันในกลุ่มพวขี้ยา...
นั่นก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่แพร่กระจายเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี
o จากแม่ สู่ลูก (From mother to child)
แม่ที่ติดเชื้อ HIV สามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ลูกได้
ทั้งในขณะตั้งครรภ์ หรือขณะคลอด และในขณะให้น้ำนมแก่บุตร ก็สามารถแพร่กระจายได้เช่นกัน
สำหรับสตรีที่เป็นโรค HIV ขณะตั้งครรภ์ ภายใต้การรักษาด้วยยานั้น
โอกาสที่จะแพร่เชื้อไปยังลูกที่อยู่ในครรภ์ มีได้น้อยมาก ๆ
Tests and tailor treatments:
การวินิจฉัยคนเป็นโรค AIDS นั้นกระทำได้ไม่ยาก
สามารถกระทำได้ด้วยการตรวจเลือด ตรวจน้ำลายของผู้ที่สงสัย
เพื่อตรวจหา “ภูมิต้านทาน (antibody) ที่เป็นของเชื้อไวรัส HIV
หลังการเกิด HIV infection จะไม่สามารถตรวจพบ antibody ได้ทันที
ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12 อาทิตย์ หรือ 3 เดือนขึ้นไป จึงจะสามารถตรวจพบได้
บางราย ต้องกินเวลานานถึง 6 เดือน (เป้นส่วนน้อย)
ได้มีวิธีการใหม่ ๆ สำหรับตรวจ HIV antigen ซึ่งเป็นสารโปรตีน
ที่ถูกสร้างโดยเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ แล้วทำให้เกิดการอักเสบจากเชื้อดังกล่าวขึ้น
การตรวจดังกล่าวพบ antigen ดังกล่าว เป็นการยืนยันว่า คน ๆ นั้น มีเชื้อ HIV
ซึ่งสามารถตรวจพบได้ หลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างกายในไม่กี่วัน
การตรวจพบ HIV antigen ถือว่าเป็นวิธีการตรวจที่มีประดยชนืในแง่ ป้องกัน
เตือนให้มีการระมัดระวัง ไม่ให้การแพร่กระจายเชื้อสู่คนอื่น
เมื่อท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค HIV/AIDS แล้ว
ยังมีการตรวจอีกหลายอย่าง เป็นการตรวจดูระยะ (Stage) ของโรค ซึ่งมีการตรวจดังต่อไปนี้:
o CD 4 . CD 4 Cells เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งมัันสามารถทำลายเชื้อ HIV
เป็นการเฉพาะ ในคนปกติค่าของ CD4 จะมีค่าระหว่าง 500 ถึง 1,000
สำหรับคน ที่เป็น HIV /AIDS แม้ว่าจะไม่มีอาการแสดงของโรคเลย
แต่ค่าของ CD4 จะลดลง ต่ำกว่า 200
o Viral load. เป็นการวัดปริมาณของเชื้อไวรัสในร่างกาย
ในรายที่มี viral load สูงย่อมแย่กว่าคนที่มี viral load เป็นเรื่องแน่อยู่แล้ว
o Drug resistance. เป็นการตรวจดูชนิดของเชื้อไวรัส (strain of vius)
ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (resistance to any anti-HIV medications)
Tests for Complications:
แพทย์อาจทำการตรวจบางอย่าง เพื่อยืนยันว่า คนไข้ที่ติดโรค HIV ไม่มีภาวะแทรกซ้อนขึ้น
ซึ่งได้แก่การตรวจต่อไปนี้:
o Tuberculosis
o Hepatitis
o Toxoplasmosis
o Sexually transmitted diseases
o Liver or kidney damage
o Urinary tract infections
Treatments and Medications.
โรค HIV/AIDS เป็นโรคที่ไม่ทางรักษาให้หายขาดได้ แต่มียาหลายขนาน ซึ่งสามารถ
นำมาใช้ในการรักษาโรค เมื่อใช้ร่วมกันแล้ว สามารถควบคุมเชื้อไวรัสได้
ยาต้าน virus ในแต่ละกลุ่ม (Anti-HIV) สามารถยับยั้งเชื้อ virus ได้แตกต่างกันไป
วิธีการใช้ยาที่ดีที่สุด คือ ใช้ยา 3 ตัวร่วมกัน โดยเลือกจากยาสองกลุ่ม
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เชื้อไวรัส เกิดการต่อต้านต่อการใช้ยาเพียงตัวเดียว (Single drugs)
ยาที่ใช้ในการรักษา (Anti-HIV) มีหลายกลุ่มดังนี้:
o Non-nucleoside Reverse transcriptase (NNRTIs)
เป็นยาที่ทำลาย (disable)โปรตีน ซึ่งเชื้อ HIV จำเป็นต้องใช้ในการเพิ่มปริมาณของเชื้อให้มากขึ้น
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ efavirenz (Sustiva), etravirine(Intelence)
และ nevirapine (Viramune)
o Protease Inhibitors.(PIs) เป็นยาที่ทำให้ Protease ไร้ประโยชน์
เชื้อไวรัสนำ ไม่สามารถนำไปใช้ในการกอปปี้ตัวเองได้
ยาในกลุ่มนี้ได้แก่: atazanavir(Reyataz), darunavir(Prezista),
fosamprenavir(Lexiva) และ ritonavir (Norvir)
o Nucleoside reverse transcriptase (NRTIs)
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Abacavir(Ziagen) และยาผสม emtricitabine + tenofovir
(Truvada) และ lamivudine + zidovudine (Combivir)
o Entry or Fusion Inhibitors. เป็นสารที่ใช้ปิดกั้น
ไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ CD 4 cells
ยามในกลุ่มนี้ได้แก่ enfuvirtide(Fuzeon) และ maraviroc (Selzentry)
o Integrase Inhibitors. เป็นสารที่สามารถทำลาย protease
ซึ่งเป็นโปรตีน ที่เชื้อไวรัส จะเป็นต้องใช้เพื่อจัดการกับ CD4 cells
When to start treatment:
ข้อแนะนำในว่า ควรเริ่มการรักษาเมื่อ:
• เมื่อท่านมีอาการรุนแรง
• เมื่อ CD4 ต่ำกว่า 500
• เมื่อท่านท้อง(ตั้งครรภ์)
• เมื่ท่านมีโรคไต ซึ่งสัมพันธ์กับ HIV
• คุณกำลังได้รับการรักษา Hepatitis B
การรักษาอาจประสบความยุ่งยาก
Treatment can be difficult
ในการรักษาโรค HIV นั้น อาจจำเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดรักษา ในระยะเวลาที่เฉพาะเจาะจง
โดยให้ทุกวัน ตลอดชั่วอายุไขัยของท่าน
ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังต่อไปนี
o Nausea, vomiting or diarrhea
o Abnormal heart beat
o Shortness of breath
o Skin rash
o Weakened bones เช่น มีการเน่าตยของกระดุูก เช่น บริเวณข้อสะโพก
Treatment Response:
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า โรคของท่านตอบสนองต่อยารักษา ?
เมื่อท่านมาพบแพทย์ สิ่งที่ท่านจะได้รับการตรวจ คือ ตรวจหา viral load และ CD4 count
ปกติจะมีการตรวจหา viral load เมื่อท่านได้เริ่มรับการรักษาด้วยยา
จากนั้น จะมีการตรวจวัดทุก 3- 4 เดือน
สำหรับ CD 4 count ตรวจเป็นระยะ ทุก 3 – 6 เดือน
เมื่อท่านได้รับการรักษา
เป้าหมายของการรักษา จะต้องทำให้ viral load ลดลงถุงจุดที่ไม่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสได้
ซึ่งไม่ได้หมายความว่า โรค HIV ถุกทำลายหมด หรือโรคหายไปจากท่าน
มันเป็นแต่เพียงว่า ความไวของการตรวจมีไม่พอ ที่จะตรวจพบเชื้อเท่านั้นเอง
เชื้อโรคยังคงมีอยู่ และพร้อมที่จะแพร่กระจายไปสู่คนอื่นได้
www.mayoclinic.com/health/hiv-aids/DS00005?DSECTION=treatments-and-drugs
วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554
HIV/AIDs
AIDs ใครได้ยินแล้วจะรู้สึกไม่สบายใจเท่าใดนัก...
เป็นโรคเรื้อรัง มีอันตรายของชีวิตมนุษยชาติ โดยมันจะคุกคาม ระบบภุมิคุ้มกัน
โดยเชื้อ Human immunodeficiency virus
หรือที่เรารู้ในชื่อย่อว่า HIV นันแหละ
มันจะทำลายระบบคุ้มกัน ด้วยการขัดขวางร่างกาย ไม่ให้สามารถต่อสู่กับเชื้อโรคต่างๆ
เป็นเหตุให้คนเราเกิดเป็นโรคขึ้นมาในที่สุด
โรค HIV ตัวนี้ สามารถผ่านเข้าสู่คนทางเพศสัมพันธ์
นอกนั้น ยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น เช่น ทางเลือด ด้วยการรับเลือดของคนเป็นโรค HIV
หรือจากแม่ไปสู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ หรือระหว่างคลอด หรือระหว่างให้นมลูก
ซึ่งมันจะต้องใช้เวลานานเป็นปี ๆ
จึงจะทำภูมิต้านทานอ่อนแอลง ถึงระดับที่จะเป็นโรค AIDS ได้
มันเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหายขาดเลย
แต่เราก็มียาหลายตัว ที่สามารถชะลอการพัฒนาโรคดังกล่าวได้
เป็นยาที่ลดความตายของคนที่เป็นโรค AIDS
ส่วนในโลกที่กำลังพัฒนา เช่น Africa, Haiti และบางส่วนของอาเชีย
ยังเป็นโรคที่น่าเป็นห่วง
อาการแสดง(Symptoms)
คนที่เป็นโรค AIDS จะมีอาการแตกต่างกันไป ขึ้นกับระยะของโรคอยู่ในระยะไหน
First few weeks of infection:
สมมติว่า ท่านเกิดโรคขึ้น ภายในระยะแรกท่านจะไม่มีอาการ
แต่ว่า ท่านก็สามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปยังคนอื่นได้
มีคนเป็นโรคจะมีอาการเหมือนกับเป็นไข้หวัด (Flu-like) ประมาณ 2 – 4 อาทิตย์
หลังจากที่เกิดมีการอักเสบจากเชื้อดังกล่าว
อาการของคนไข้ที่เป็นโรค AIDS อาจมีอาการต่อไปนี้:
o มีไข้ (Fever)
o ปวดศีรษะ ( Headache)
o เจ็บคอ (Sore throat)
o ต่อมน้ำเหลืองโต (Swollen of Lymph node)
o ผื่นตามผิวหนัง (Skin rash)
Years latter:
เมื่อหลายปีผ่านไป
ตัวท่านอาจไม่แสดงอาการใด ๆ ให้ปรากฏ แต่เชื้อไวรัสก็ยังแบ่งตัวต่อไป
และทำลายเซลล์ของระบบภูมิต้านทานอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งท่านอาจแสดงอาการของการอักเสบจากโรคไวรัส HIV ได้เล็กน้อย
หรือท่านอาจมีอาการอย่างเรื้อรัง ดังนี้:
o ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นอาการแสดงอันแรกของโรค HIV
o ท้องล่วง (Diarrhea)
o น้ำหนักตัวลด (Weight loss)
o มีไข้ (Fever)
o ไอ และหายใจติดขัด (Cough and shortness of breath)
การพัฒนาดำเนินของโรค AIDS
(Progression of AIDS)
ถ้าท่านมีเชื้อโรคในร่างกาย และไม่ได้รับการรักษาแต่อย่างใด
ภายในระยะเวลาประมาณ 10 ปี โรคก็จะพัฒนาต่อไปกลายเป็นโรค AIDS
เมื่อท่านเป็นโรค AIDS เกิดขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายลงสิ้นเชิง
ทำให้ท่านมีแนวโน้มที่จะเกิดการอักเสบ opportunistic
จากเชื้อ pneumocystis pneumonia
อาการ และอาการแสดงของโรค AIDS ประกอบด้วย
o กลางคืนเหงื่อโชกตัว
o มีอาการหนาวสั่น ไข้สูงกว่า 100 F เป็นเวลาหลายอาทิตย์
o ไอ หายใจถี่
o ท้องล่วงเรื้อรัง
o มีรอบแผลเป็นจุดสีขาว หรือมีรอยแผลที่ประลาดในบริเวณของลิ้น เป็นเวลายาวนาน
o ปวดศีรษะ
o ปวดเมื่อยเป็นเวลายาวนาน อย่างไม่ทราบสาเหตุ
o สายตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว
o น้ำหนักลด
o มีผื่นบนผิวหนัง
สาเหตุ (Causes)
มีรายงานว่า มีเชื้อไวรัส มีลักษณะคล้ายกับเชื้อ HIV ซึ่งเกิดขึ้นในลิง
(chimps and Monkey in African)
ในระหว่างที่มีการชำแหละเนื้อลิงดงกล่าว เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายมาสู่คน
และอาจทำให้เขาคนนั้นเกิดเป็นโรค HIV ขึ้นได้
เมื่อเชื้อไวรัส HIV เข้าสูคนแล้ว มันเกิดเป็นโรค AIDS ได้อย่างไร ?
เชื้อ HIV เมื่อมันเข้าสู่คนแล้ว เชื้อโรคมันจะทำลายเซลล์ที่มีชื่อว่า CD 4 cells
ซึ่งเป็นเซลล์เฉพาะของเม็ดเลือดขาว มีบทบาทสำคัญในการช่วยร่างกายให้ต่อสู้กับโรค
ระบบภูมิต้านทานของร่างกาย จะอ่อนแอลง เมื่อ CD4 Cells ถูกทำลายมากพอ
ท่านอาจมีเชื่อโรค และเป็น HIV infection นานเป็นปี ๆ ก่อนที่จะเป็นโรค AIDS
และเราจะวินิจฉัยว่าท่านเป็นโรค AIDS ได้ก็ต่อเมื่อใด?
ท่านจะเป็นโรค AIDS เมื่อเขาตรวจเลือดของท่าน พบว่า CD4 มีค่าต่ำกว่า 200
เมื่อนั้นแหละเขาจะบอกว่า ท่านเป็นโรค AIDS แล้ว
หรือ ท่านเป็นโรค AIDS เมื่อท่านอาจมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เกิดขึ้น ดังนี้:
o Pneumocystis jiroveci pneumonia
o Cytomegalovirus
o Tuberculosis
o Toxoplasmosis
o Cryptosporidiosis
Cont. > (2)
เป็นโรคเรื้อรัง มีอันตรายของชีวิตมนุษยชาติ โดยมันจะคุกคาม ระบบภุมิคุ้มกัน
โดยเชื้อ Human immunodeficiency virus
หรือที่เรารู้ในชื่อย่อว่า HIV นันแหละ
มันจะทำลายระบบคุ้มกัน ด้วยการขัดขวางร่างกาย ไม่ให้สามารถต่อสู่กับเชื้อโรคต่างๆ
เป็นเหตุให้คนเราเกิดเป็นโรคขึ้นมาในที่สุด
โรค HIV ตัวนี้ สามารถผ่านเข้าสู่คนทางเพศสัมพันธ์
นอกนั้น ยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น เช่น ทางเลือด ด้วยการรับเลือดของคนเป็นโรค HIV
หรือจากแม่ไปสู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ หรือระหว่างคลอด หรือระหว่างให้นมลูก
ซึ่งมันจะต้องใช้เวลานานเป็นปี ๆ
จึงจะทำภูมิต้านทานอ่อนแอลง ถึงระดับที่จะเป็นโรค AIDS ได้
มันเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหายขาดเลย
แต่เราก็มียาหลายตัว ที่สามารถชะลอการพัฒนาโรคดังกล่าวได้
เป็นยาที่ลดความตายของคนที่เป็นโรค AIDS
ส่วนในโลกที่กำลังพัฒนา เช่น Africa, Haiti และบางส่วนของอาเชีย
ยังเป็นโรคที่น่าเป็นห่วง
อาการแสดง(Symptoms)
คนที่เป็นโรค AIDS จะมีอาการแตกต่างกันไป ขึ้นกับระยะของโรคอยู่ในระยะไหน
First few weeks of infection:
สมมติว่า ท่านเกิดโรคขึ้น ภายในระยะแรกท่านจะไม่มีอาการ
แต่ว่า ท่านก็สามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสไปยังคนอื่นได้
มีคนเป็นโรคจะมีอาการเหมือนกับเป็นไข้หวัด (Flu-like) ประมาณ 2 – 4 อาทิตย์
หลังจากที่เกิดมีการอักเสบจากเชื้อดังกล่าว
อาการของคนไข้ที่เป็นโรค AIDS อาจมีอาการต่อไปนี้:
o มีไข้ (Fever)
o ปวดศีรษะ ( Headache)
o เจ็บคอ (Sore throat)
o ต่อมน้ำเหลืองโต (Swollen of Lymph node)
o ผื่นตามผิวหนัง (Skin rash)
Years latter:
เมื่อหลายปีผ่านไป
ตัวท่านอาจไม่แสดงอาการใด ๆ ให้ปรากฏ แต่เชื้อไวรัสก็ยังแบ่งตัวต่อไป
และทำลายเซลล์ของระบบภูมิต้านทานอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งท่านอาจแสดงอาการของการอักเสบจากโรคไวรัส HIV ได้เล็กน้อย
หรือท่านอาจมีอาการอย่างเรื้อรัง ดังนี้:
o ต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นอาการแสดงอันแรกของโรค HIV
o ท้องล่วง (Diarrhea)
o น้ำหนักตัวลด (Weight loss)
o มีไข้ (Fever)
o ไอ และหายใจติดขัด (Cough and shortness of breath)
การพัฒนาดำเนินของโรค AIDS
(Progression of AIDS)
ถ้าท่านมีเชื้อโรคในร่างกาย และไม่ได้รับการรักษาแต่อย่างใด
ภายในระยะเวลาประมาณ 10 ปี โรคก็จะพัฒนาต่อไปกลายเป็นโรค AIDS
เมื่อท่านเป็นโรค AIDS เกิดขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะถูกทำลายลงสิ้นเชิง
ทำให้ท่านมีแนวโน้มที่จะเกิดการอักเสบ opportunistic
จากเชื้อ pneumocystis pneumonia
อาการ และอาการแสดงของโรค AIDS ประกอบด้วย
o กลางคืนเหงื่อโชกตัว
o มีอาการหนาวสั่น ไข้สูงกว่า 100 F เป็นเวลาหลายอาทิตย์
o ไอ หายใจถี่
o ท้องล่วงเรื้อรัง
o มีรอบแผลเป็นจุดสีขาว หรือมีรอยแผลที่ประลาดในบริเวณของลิ้น เป็นเวลายาวนาน
o ปวดศีรษะ
o ปวดเมื่อยเป็นเวลายาวนาน อย่างไม่ทราบสาเหตุ
o สายตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว
o น้ำหนักลด
o มีผื่นบนผิวหนัง
สาเหตุ (Causes)
มีรายงานว่า มีเชื้อไวรัส มีลักษณะคล้ายกับเชื้อ HIV ซึ่งเกิดขึ้นในลิง
(chimps and Monkey in African)
ในระหว่างที่มีการชำแหละเนื้อลิงดงกล่าว เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายมาสู่คน
และอาจทำให้เขาคนนั้นเกิดเป็นโรค HIV ขึ้นได้
เมื่อเชื้อไวรัส HIV เข้าสูคนแล้ว มันเกิดเป็นโรค AIDS ได้อย่างไร ?
เชื้อ HIV เมื่อมันเข้าสู่คนแล้ว เชื้อโรคมันจะทำลายเซลล์ที่มีชื่อว่า CD 4 cells
ซึ่งเป็นเซลล์เฉพาะของเม็ดเลือดขาว มีบทบาทสำคัญในการช่วยร่างกายให้ต่อสู้กับโรค
ระบบภูมิต้านทานของร่างกาย จะอ่อนแอลง เมื่อ CD4 Cells ถูกทำลายมากพอ
ท่านอาจมีเชื่อโรค และเป็น HIV infection นานเป็นปี ๆ ก่อนที่จะเป็นโรค AIDS
และเราจะวินิจฉัยว่าท่านเป็นโรค AIDS ได้ก็ต่อเมื่อใด?
ท่านจะเป็นโรค AIDS เมื่อเขาตรวจเลือดของท่าน พบว่า CD4 มีค่าต่ำกว่า 200
เมื่อนั้นแหละเขาจะบอกว่า ท่านเป็นโรค AIDS แล้ว
หรือ ท่านเป็นโรค AIDS เมื่อท่านอาจมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เกิดขึ้น ดังนี้:
o Pneumocystis jiroveci pneumonia
o Cytomegalovirus
o Tuberculosis
o Toxoplasmosis
o Cryptosporidiosis
Cont. > (2)
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554
New Type 2 Diabetes Treatment Options
เมื่อทศวรรษที่ผ่านมา นายแพทย์ Cypess จาก Harvard Medical school
ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาโรคเบาหวาน
พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ในการเข้าใจในบทบาทของยากลุ่มใหม่ที่ผลิตขึ้น
ซึ่งเขากล่าวว่า เมื่อใช้ร่วมกันกับการออกกำลังก่าย และ การควบคุมอาหารแล้ว
จะทำผลของการรุักษาดีขึ้น
ในเมื่อแพทย์ได้ให้ความใสใจ ต่อการรักษาโรคเบาหวานอย่งจริงจัง
ด้วยการวินิจฉัยโรคไวขึ้น พร้อมกับได้รับการรักษาได้อย่างฉับไว
ผู้ป่วยย่อมได้รับผลจากการรักษาอย่างแน่นอน
Type 2 Diabetes Treatment:
New Medications
มียารักษาเบาหวานหลายกลุ่ม ที่ถูกสร้างขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา
เป็นยาใหม่ รวมถึง Insulin ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน
ซึ่งไม่เพียงแต่ ทำให้ผลที่ได้รับเป็นที่ประทับใจแล้ว ยังใช้ได้ง่ายอีกด้วย
เช่น :
DPP-4 inhibitors ซึ่งรวมถึงยาต่อไปนี้ Januvia, Ongyza และ Tradjenta
ซึ่งมันจะทำหน้าที่ปกป้องสารธรรมชาติที่มีในร่างกาย ซึ่งมีชื่อว่า GLP-1 ไม่ให้เสื่อมสลายลง
และสาร GLP-1 ตัวนี้แหละ จะทำหน้าที่ช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดลง
Incretin mimetics or GLP analogs ได้แก่ยาที่ใช้ฉีด
เช่น Byetta และ Victoza มันช่วยทำให้ร่างกายปล่อย insulin หลังรับประทานอาหาร
Other drugs ยาตัวอื่น ๆ ได้แก่ Symlin เป็น synthetic Hormone
ใช้ฉีด เพื่อ ช่วยลดระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร ในคนไข้ที่เป็นเบาหวาน ซึ่งกำลังได้รับ insulin
Combination drugs ได้มีการผลิตยาผสมให้ง่ายต่อการใช้
ส่วนใหญ่เป็น Metformin และ Sulfonylurea และยาตัวอื่น ๆ ที่ใช้ผสมกันภายในเม็ดเดียว
ซึ่งจะไม่ขอยกมากล่าวในที่นี้ เพราะเราไม่นิยมใช้กัน
ทั้งนี้ เพราะ นอกจากจะทำให้เกิดผลข้างเคียงแล้ว ยังเป็นยาที่มีราคาแพงขึ้นด้วย
และที่สำคัญ นอกจากจะทำให้การปรับขนาดของยายากแล้ว
ยังสูญเสียความถูกต้อง และแม่นยำลงไปด้วย
New type of insulin ทำให้คนไข้บางราย ได้รับยาฉีดเพียงวันละครั้ง
ซึ่งง่ายกว่าการฉีดยาบ่อยครั้งแน่นอน
Future medications มียากลุ่มอื่น ๆ ที่ถูกผลิตขึ้นมา
มียาตัวหนึ่ง ไม่กระทบต่อ insulin (ไม่เหมือนยาตัวอื่น ๆ) ทำหน้าที่ปิดกั้นร่างกาย
ไม่ให้ดูดซับเอาน้ำตาลจากปัสสาวะกลับสู่กระแสเลือด แม้ว่ายังไม่ได้รับการยอมรับจาก
FDA แต่คงไม่นานเกินรอที่เราจะได้พบเห็น
แม้ว่า ความก้าวหน้าในด้านการรักษาพยาบาลโรคเบาหวาน จะมีมานานเป็นทศวรรษแล้วก็ตาม
ยังปรากฏว่า มีคนไข้จำนวนไม่น้อย ยังได้รับการรักษาด้วยยาเดิม ๆ อยู่ดี
ยกตัวอย่าง Metformin และ sulfonylureas
ในขณะที่มียารักษาเบาหวานตัวใหม่ถูกผลิตขึ้น ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ใช้ยาตัวเก่า
แต่เป็นการเพิ่มรายการยาที่เคยมี ให้แพทย์ได้มีโอกาสเลือกเลือกใช้ในกรณีที่คนไข้
ไม่สนองตอบต่อยาที่ใช้เป็นประจำเท่านั้นเอง
ในขณะที่ยาเก่าเริ่มเกิดมีปัญหา เช่น Avandia
โดยมี FDA เข้ามามีบทบาทควบคุม (2010)ยาดังกล่าวแล้ว
ปรากฏว่า FDA ยังได้เพิ่มคำเตือนใหม่ออกมาว่า ยา Actos
ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเดียวกับยา Avandia ตัวที่มีปัญหานั่นแหละว่า ...
สาร หรือยา Actos อาจเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการทำให้เกิดมะเร็งของกระเพาะปัสสาวะได้
ในขณะนี้ ได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจระดับน้ำตาลในกระแสเลือดของคนไข้เบาหวาน
และ การรักษาด้วยวิธี insulin pump ไว้อย่างน่าสนใจ
โดยในขณะนี้ เขาสามารถทำการตรวจดูระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่องได้แล้ว
ด้วยการติด "เครื่องมือ" ตรวจวัดชิ้นเล็ก ๆ (tiny sensors) ฝังไว้ใต้ผิวหนัง
เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำตาล (wireless)
ไปยังเครื่องมือ เหมือนวิทยุที่ติดตัว (pager) เมื่อมันได้รับข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำตาลแล้ว
มันจะทำการปรับขนาดของยา (insulin) ที่เหมาะสมกับระดับน้ำตาลในเลือด
แล้วทำการปล่อยสาร insulin ปล่อยยาเข้าสู่คนไข้ได้เอง
โดยที่คนไข้ไม่ต้องทำอะไรเลย
แต่ข้อเสียของ เครื่องมือดังกล่าว ต้องมีการเปลี่ยนทุก 3 ถึง 7 วัน
เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน เขาตรวจน้ำตาลจากปัสสาวะด้วยแผ่น strip
ซึ่งสามารถบอกระดับน้ำตาลได้อย่างคร่าว ๆ ได้
แต่มาปัจจุบันนี้ เขาสามารถรู้ผลทุกสองสามนาที
เป็นการตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างต่อเนื่อง
ในคนไข้ที่รักษาด้วยการฉีด insulin pump นั้น
ปรากกว่า ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาไปมากแล้ว
ซึ่งมีหลายบริษัทได้ผลิตเครื่องมือล้ำยุคขึ้นมา
ให้ทำหน้าที่โดยอัตโนมัติระหว่างผลของการตรวจเลือด กับ insulin pump
โดยที่เราไม่ต้องกดปุ่มเพื่อยาฉีดเลย มันจัดการของมันเอง
ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเรียกเครื่องมือชิ้นใหม่นี้ว่า
“artificial pancreas”
Type 2 Diabetes Treatment : Lifestyle Changes
แม้ว่าโลกจะพัฒนาถึงขั้นสร้าง Artificial pancreas แล้วก็ตาม
แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้องนี่ซิ ใคร ๆ ก็ทำได้
แต่จะทำหรือไม่นั้น ป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เราทุกคนต่างรู้กันเป็นเวลานานแล้วว่า วิถีชีวิตที่เหมาะสม
เช่น เรื่องอาการการกิน และการออกกำลังกาย
เป็นกุญแจสำคัญต่อการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2
ผลจากการศึกษาพบว่า การควบคุมระดับน้ำตาลด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ถูกต้อง
ซึ่งหากเราสามารถกระทำอย่างจริงจัง สามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจในคนเบาหวานได้
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้ออกกำลังกาย 150 นาที ต่อหนึ่งอาทิตย์ ชนิด aerobic
Exercise(เช่น เดิน ถีบจักรยาน วายน้ำ...) ร่วมกับ weight training (ออกแรงต้านน้ำหนัก)
สำหรับด้านอาหาร ไม่ปรากฏว่ามีสูตรตายตัวใหปฏิบัติ
แต่ละคนจะต้องปรับให้เหมาะสมกับตัวเอง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาในเรื่องนี้ กล่าวว่า การรับประทานอาหารประเภท low carbs
และ Mediternean diet
ปรากฎว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่สามารถปฏิบัติได้ และเป็นผลดีสำหรับคนไข้เบาหวาน ที่ปฏิบัติได้
เกิดมีคำถามว่า Mediteranean diet ที่กล่าวถึงนั้นนะ...มันอะไรกัน ?
คำว่า Mediteranean Diet หมายถึงอาหารที่แพทย์แนะนำให้คนไขhรับประทาน
โดยเน้นไปที่อาหารประเภท ผัก ผลไม้ ข้าวที่ไม่ได้ขัดสี ธัญพืช ไขมันที่ได้จากพืช
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีมัน ให้ใช้น้ำมันพืช เช่นมะกอกแทน.....และดื่มไวน์เล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการง่ายต่อการปฏิบัติ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของนักโพชนาการ
น่าจะเป็นการง่ายดีที่สุด เพราะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
จะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลไป
ดังนั้น เราจะพบว่า แพทย์ส่วนใหญ่ที่ทำการรักษาคนไข้ที่เป็นเบาหวาน
จะไม่รอให้ได้ผลจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทีกล่าว เพราะผลที่ได้ไม่แน่นอน
แพทย์เขาจะมุ่งตรงไปที่ “ยารักษา” เพื่อจัดการควบคุมระดับน้ำตาล
ซึ่งได้ผลตามเป้าเร็วกว่าสมัยก่อนมาก
Type 2 Diabetes Treatment: Getting control
ได้การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของการรักษาโรคเบาหวาน
ไม่ใช้มาจากยารักษาโรค หรือเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาเลย
แต่เป็นกลยุทธในรูปแบบที่แตกต่างออกไป คือการเอาใจใส่ต่อคนไข้มากขึ้น
โดยเน้นไปที่ไปการวินิจฉัยโรคให้ได้เร็ว พร้อมกับการรักษาได้ทันที
เพราะมีหลักฐานยืนยันว่า ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้นั้น หรือถูกปล่อยทิ้งไว้...
มันมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงในภายหลัง
www.diabetes.webmd.com/feature/new-treatmen
ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการรักษาโรคเบาหวาน
พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ในการเข้าใจในบทบาทของยากลุ่มใหม่ที่ผลิตขึ้น
ซึ่งเขากล่าวว่า เมื่อใช้ร่วมกันกับการออกกำลังก่าย และ การควบคุมอาหารแล้ว
จะทำผลของการรุักษาดีขึ้น
ในเมื่อแพทย์ได้ให้ความใสใจ ต่อการรักษาโรคเบาหวานอย่งจริงจัง
ด้วยการวินิจฉัยโรคไวขึ้น พร้อมกับได้รับการรักษาได้อย่างฉับไว
ผู้ป่วยย่อมได้รับผลจากการรักษาอย่างแน่นอน
Type 2 Diabetes Treatment:
New Medications
มียารักษาเบาหวานหลายกลุ่ม ที่ถูกสร้างขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา
เป็นยาใหม่ รวมถึง Insulin ที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน
ซึ่งไม่เพียงแต่ ทำให้ผลที่ได้รับเป็นที่ประทับใจแล้ว ยังใช้ได้ง่ายอีกด้วย
เช่น :
DPP-4 inhibitors ซึ่งรวมถึงยาต่อไปนี้ Januvia, Ongyza และ Tradjenta
ซึ่งมันจะทำหน้าที่ปกป้องสารธรรมชาติที่มีในร่างกาย ซึ่งมีชื่อว่า GLP-1 ไม่ให้เสื่อมสลายลง
และสาร GLP-1 ตัวนี้แหละ จะทำหน้าที่ช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดลง
Incretin mimetics or GLP analogs ได้แก่ยาที่ใช้ฉีด
เช่น Byetta และ Victoza มันช่วยทำให้ร่างกายปล่อย insulin หลังรับประทานอาหาร
Other drugs ยาตัวอื่น ๆ ได้แก่ Symlin เป็น synthetic Hormone
ใช้ฉีด เพื่อ ช่วยลดระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร ในคนไข้ที่เป็นเบาหวาน ซึ่งกำลังได้รับ insulin
Combination drugs ได้มีการผลิตยาผสมให้ง่ายต่อการใช้
ส่วนใหญ่เป็น Metformin และ Sulfonylurea และยาตัวอื่น ๆ ที่ใช้ผสมกันภายในเม็ดเดียว
ซึ่งจะไม่ขอยกมากล่าวในที่นี้ เพราะเราไม่นิยมใช้กัน
ทั้งนี้ เพราะ นอกจากจะทำให้เกิดผลข้างเคียงแล้ว ยังเป็นยาที่มีราคาแพงขึ้นด้วย
และที่สำคัญ นอกจากจะทำให้การปรับขนาดของยายากแล้ว
ยังสูญเสียความถูกต้อง และแม่นยำลงไปด้วย
New type of insulin ทำให้คนไข้บางราย ได้รับยาฉีดเพียงวันละครั้ง
ซึ่งง่ายกว่าการฉีดยาบ่อยครั้งแน่นอน
Future medications มียากลุ่มอื่น ๆ ที่ถูกผลิตขึ้นมา
มียาตัวหนึ่ง ไม่กระทบต่อ insulin (ไม่เหมือนยาตัวอื่น ๆ) ทำหน้าที่ปิดกั้นร่างกาย
ไม่ให้ดูดซับเอาน้ำตาลจากปัสสาวะกลับสู่กระแสเลือด แม้ว่ายังไม่ได้รับการยอมรับจาก
FDA แต่คงไม่นานเกินรอที่เราจะได้พบเห็น
แม้ว่า ความก้าวหน้าในด้านการรักษาพยาบาลโรคเบาหวาน จะมีมานานเป็นทศวรรษแล้วก็ตาม
ยังปรากฏว่า มีคนไข้จำนวนไม่น้อย ยังได้รับการรักษาด้วยยาเดิม ๆ อยู่ดี
ยกตัวอย่าง Metformin และ sulfonylureas
ในขณะที่มียารักษาเบาหวานตัวใหม่ถูกผลิตขึ้น ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ใช้ยาตัวเก่า
แต่เป็นการเพิ่มรายการยาที่เคยมี ให้แพทย์ได้มีโอกาสเลือกเลือกใช้ในกรณีที่คนไข้
ไม่สนองตอบต่อยาที่ใช้เป็นประจำเท่านั้นเอง
ในขณะที่ยาเก่าเริ่มเกิดมีปัญหา เช่น Avandia
โดยมี FDA เข้ามามีบทบาทควบคุม (2010)ยาดังกล่าวแล้ว
ปรากฏว่า FDA ยังได้เพิ่มคำเตือนใหม่ออกมาว่า ยา Actos
ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเดียวกับยา Avandia ตัวที่มีปัญหานั่นแหละว่า ...
สาร หรือยา Actos อาจเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการทำให้เกิดมะเร็งของกระเพาะปัสสาวะได้
ในขณะนี้ ได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจระดับน้ำตาลในกระแสเลือดของคนไข้เบาหวาน
และ การรักษาด้วยวิธี insulin pump ไว้อย่างน่าสนใจ
โดยในขณะนี้ เขาสามารถทำการตรวจดูระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่องได้แล้ว
ด้วยการติด "เครื่องมือ" ตรวจวัดชิ้นเล็ก ๆ (tiny sensors) ฝังไว้ใต้ผิวหนัง
เครื่องมือดังกล่าว นอกจากจะส่งข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำตาล (wireless)
ไปยังเครื่องมือ เหมือนวิทยุที่ติดตัว (pager) เมื่อมันได้รับข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำตาลแล้ว
มันจะทำการปรับขนาดของยา (insulin) ที่เหมาะสมกับระดับน้ำตาลในเลือด
แล้วทำการปล่อยสาร insulin ปล่อยยาเข้าสู่คนไข้ได้เอง
โดยที่คนไข้ไม่ต้องทำอะไรเลย
แต่ข้อเสียของ เครื่องมือดังกล่าว ต้องมีการเปลี่ยนทุก 3 ถึง 7 วัน
เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน เขาตรวจน้ำตาลจากปัสสาวะด้วยแผ่น strip
ซึ่งสามารถบอกระดับน้ำตาลได้อย่างคร่าว ๆ ได้
แต่มาปัจจุบันนี้ เขาสามารถรู้ผลทุกสองสามนาที
เป็นการตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างต่อเนื่อง
ในคนไข้ที่รักษาด้วยการฉีด insulin pump นั้น
ปรากกว่า ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาไปมากแล้ว
ซึ่งมีหลายบริษัทได้ผลิตเครื่องมือล้ำยุคขึ้นมา
ให้ทำหน้าที่โดยอัตโนมัติระหว่างผลของการตรวจเลือด กับ insulin pump
โดยที่เราไม่ต้องกดปุ่มเพื่อยาฉีดเลย มันจัดการของมันเอง
ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเรียกเครื่องมือชิ้นใหม่นี้ว่า
“artificial pancreas”
Type 2 Diabetes Treatment : Lifestyle Changes
แม้ว่าโลกจะพัฒนาถึงขั้นสร้าง Artificial pancreas แล้วก็ตาม
แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้องนี่ซิ ใคร ๆ ก็ทำได้
แต่จะทำหรือไม่นั้น ป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เราทุกคนต่างรู้กันเป็นเวลานานแล้วว่า วิถีชีวิตที่เหมาะสม
เช่น เรื่องอาการการกิน และการออกกำลังกาย
เป็นกุญแจสำคัญต่อการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2
ผลจากการศึกษาพบว่า การควบคุมระดับน้ำตาลด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ถูกต้อง
ซึ่งหากเราสามารถกระทำอย่างจริงจัง สามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจในคนเบาหวานได้
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ให้ออกกำลังกาย 150 นาที ต่อหนึ่งอาทิตย์ ชนิด aerobic
Exercise(เช่น เดิน ถีบจักรยาน วายน้ำ...) ร่วมกับ weight training (ออกแรงต้านน้ำหนัก)
สำหรับด้านอาหาร ไม่ปรากฏว่ามีสูตรตายตัวใหปฏิบัติ
แต่ละคนจะต้องปรับให้เหมาะสมกับตัวเอง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาในเรื่องนี้ กล่าวว่า การรับประทานอาหารประเภท low carbs
และ Mediternean diet
ปรากฎว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่สามารถปฏิบัติได้ และเป็นผลดีสำหรับคนไข้เบาหวาน ที่ปฏิบัติได้
เกิดมีคำถามว่า Mediteranean diet ที่กล่าวถึงนั้นนะ...มันอะไรกัน ?
คำว่า Mediteranean Diet หมายถึงอาหารที่แพทย์แนะนำให้คนไขhรับประทาน
โดยเน้นไปที่อาหารประเภท ผัก ผลไม้ ข้าวที่ไม่ได้ขัดสี ธัญพืช ไขมันที่ได้จากพืช
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีมัน ให้ใช้น้ำมันพืช เช่นมะกอกแทน.....และดื่มไวน์เล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการง่ายต่อการปฏิบัติ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของนักโพชนาการ
น่าจะเป็นการง่ายดีที่สุด เพราะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล
จะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลไป
ดังนั้น เราจะพบว่า แพทย์ส่วนใหญ่ที่ทำการรักษาคนไข้ที่เป็นเบาหวาน
จะไม่รอให้ได้ผลจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทีกล่าว เพราะผลที่ได้ไม่แน่นอน
แพทย์เขาจะมุ่งตรงไปที่ “ยารักษา” เพื่อจัดการควบคุมระดับน้ำตาล
ซึ่งได้ผลตามเป้าเร็วกว่าสมัยก่อนมาก
Type 2 Diabetes Treatment: Getting control
ได้การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของการรักษาโรคเบาหวาน
ไม่ใช้มาจากยารักษาโรค หรือเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาเลย
แต่เป็นกลยุทธในรูปแบบที่แตกต่างออกไป คือการเอาใจใส่ต่อคนไข้มากขึ้น
โดยเน้นไปที่ไปการวินิจฉัยโรคให้ได้เร็ว พร้อมกับการรักษาได้ทันที
เพราะมีหลักฐานยืนยันว่า ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้นั้น หรือถูกปล่อยทิ้งไว้...
มันมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงในภายหลัง
www.diabetes.webmd.com/feature/new-treatmen
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554
Hypertension: เราจะเอาชนะฆาตกรเงียบได้อย่างไร ?
หัวใจของคนเรามีขนาดเท่ากำปั้นของเราเอง
เป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด ในจำนวนอวัยวะทั้งหลาย ที่มีในร่างกาย
ตามสถิติของสหรัฐฯ (AMA) รายงานไว้ว่า โรคที่ทำลายชีวิตของคนชาวอเมริกันอันดับหนึ่ง
คือ โรคที่เกิดขึ้น กับระบบของหัวใจ แลเส้นเลือดนั่นเอง
ประมาณว่า มีคนตายจากโรคระบบหัวใจและเส้นเลือดประมาณ 2600 คน ต่อวัน
หรือประมาณ 33 คน ทุกวินาที
ไม่ว่าโรคหัวใจจะมีความรุนแรงแค่ใด ปัญหาจากระบบหัวใจสามารถป้องกันได้
โดยมีขั้นตอน ที่เราสามารถกระทำได้ เช่น
รับประทานอาหารสุขภาพ (healthy food)
รับประทานอาหารที่ไม่มีไขมัน
และ ออกกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้
ในทางตรงกันข้าม เช่น สูบบุหรี่ และดื่มสุราเมลัยเป็นอาจิณ
จะทำให้การทำงานของหัวใจ ซึ่งทำงานมากผิดปกติแล้ว ต้องทำงานมากขึ้นกว่าเดิม
ในสหรัฐฯ เขารายงานว่า โรคหัวใจและเส้นเลือด เป็นปัญหาใหญ่ของคนของเขา
นาย Elijah Saunders
Head of Hypertension of University of Maryland….
ได้รายงานต่อไปอีกว่า:
“คนอเมริกัน โดยเฉลี่ยแล้ว รับประทานอาหารที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพแม้แต่น้อย
เช่นเป็นอาหาร มีมันสูง ชอบดื่มแอลกอฮอล์-ไวน์ วิสสกี้
และมีพฤติกรรมชอบนั่งโต๊ะ (ทำงาน) ไม่ค่อยจะมีเวลาได้ออกกำลังกาย
ความดันโลหิตสูง ที่เราตั้งชื่อให้ว่า เป็นฆาตกรเงียบ เป็นเพราะ
ไม่แสดงอาการปรากฏ เป็นแนวหน้า (precursor) ของการเป็นโรคหัวใจ
หากความดันสูง ไม่ได้รับการรักษา หรือควบคุมได้ มันจะนำไปสู่การเกิดโรคต่าง เช่น:
หัวใจขาดเลือด (heart attack)
หัวใจล้มเหลว (heart failure)
ไตวาย (kidney failure)
เลือดในสมองไม่พอเพียง (stroke)
และกระทั้งตายก่อนเวลาอันควร
ประเด็นสำคัญ คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จะไม่ค่อยมีอาการแสดงปรากฏให้เห็น
ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะระแวดระวังเท่าที่ควร...
จะรู้ตัว ก็ต่อเมื่อ...
เหมือนกับน้ำป่าทะลักท่วมบ้านเรือนไปหมดแล้ว
จากสถิตของสหรัฐ (นาย Saunders):
“มีคนเป็นจำนวนไม่น้อย ทีไม่รับประทานยา เพื่อควบคุมระดับความดันตามที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะความกลัว หรือกังวลเกี่ยวกับเรื่องปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์
ซึ่งเกิดขึ้นเกิดจากยารักษาที่ตนเองได้รับการรักษา
การรักษาในปัจจุบันนี้ ได้พัฒนาดีขึ้นมากกว่าสมัยก่อนเยอะ
จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะไปกลัว หรือกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงแต่อย่างใด...
ยาที่นำมาใช้ในการรักษาโรคความดันสูง ได้พัฒนาไปมากแล้ว
โดยมียาหลายกลุ่มให้แพทย์เรา ได้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม
เช่น ACE inhibitors, Calcium channel blockers,
Beta blockers, Angiotensin II Receptors blockers,
Alpha-blockers
และ Diuretics เป็นสารที่นำมาใช้ในขนาดไม่มาก
ไม่เป็นอันปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ และผลข้างเคียงต่อคนสูงอายุมากนัก
ยาต่าง ๆ ที่เสนอมานั้น ใช้วันละครั้ง
สะดวกแก่การนำมาใช้ในการรักษา
Control Your Blood Pressure:
การควบคุมความดันโลหิตสูงของท่าน
ภายในร่างกายของคนเรา ในคนที่เป็นผู้ใหญ่ มีปริมาณเลือดจำนวน 5 ลิตร
ไหลเวียนตามเส้นเลือด แดง และดำ ตลอดทั่วทั้งร่างกาย
โดยเลือดทำหน้าที่ส่งออกซิเจนจากปอด ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
นำเอาของเสีย ที่ไม่มีเป็นประโยชน์ต่อกาย ส่งต่อไปยังไต เพื่อขับออกจากร่างกายไป
นอกจากนั้น เลือดยังทำหน้าที่ส่งสารฮอร์โมนจากต่อมในร่างกายไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ
ตลอดรวมไปถึงนำเอาไวตามิน และอาหารจากกระเพาะ และลำไส้
เข้าสู่กระแสโลหิตอีกด้วย
เมื่อเส้นเลือดเกิดตีบแคบ หรืออุดตันจากก้อนไขมัน LDL cholesterol
จะเพิามแรงต้านภายในเส้นเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว
นั่น คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตของคนเราสูงขึ้น
เมื่อความดันถูกปล่อยให้สูงขึ้นโดยไม่ได้รับการรักษา
เหมือนน้ำท้วมบ้านท้วมเมืองในขณะนี้...ถ้าระบายไม่ทัน ผลจะเป็นอย่างไร ?
ความต้าทาน และแรงที่อยู่ภายในเส้นเลือด ทั้งแดง และดำ ต่างทำให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น
และเมื่อเวลาผ่านไป กล้ามเนื้อหัวใจขยายโตขึ้น
สุดท้าย กล้ามเนื้อหัวใจจะอ่อนแรงลง
เมื่อร่วมกับปัจจัยอย่างอื่น ๆ เช่น ท่านปล่อยให้ตัวท่านเองมีน้ำหนักตัวเพิ่ม มีความอ้วน (obesity)
มีการสูบบุหรี่ รวมถึงการเป็นโรคเบาหวานด้วย
ยิ่งเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ-
หัวใจ และสมองขาดเลือด (Heart attacK & stroke) และเป็นโรคไต
เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
จึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่ท่านจะต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวของท่านเองว่า
ความดันโลหิตของท่าน มันปกติหรือไม่ ?
ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำเอาไว้ว่า ในขณะพักผ่อน
-ท่านจะต้องควบคุมให้ระดับความดันต่ำกว่า 140/90 mm Hg
ตัวเลขบน (systolic) มันสะท้อนให้ทราบถึงความตึง (stiffness )
ของเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ใกล้หัวใจ และจำนวนเลือด ที่ปั้มไปยังเส้นเลือดใหญ่เหล่านั้น
ตัวเลขล่าง (diastolic) เป็นตัวบ่งบอกให้ทราบถึงความดัน
ที่เกิดขึ้นในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจเริ่มคลายตัว และก่อนที่จะมีการบีบตัวในครั้งใหม่
ซึ่งเป็นการวัดปริมาณของการหดตัวของเส้นเลือดเส้นเล็ก ๆ
และเส้นเล็กสุด (arterioles)
Good Reasons of Exercise:
เหตุผลของการออกกำลังกาย
วิธีที่ดีที่สุดในการลดความดันของท่าน และเอาชนะก้อนเลือด (plaque)
ไม่ให้เกาะตามผิวด้านในของเส้นเลือดได้ คือ การออกกำลังกาย (exercise)
ผลจากการศึกษา ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตนั่งโต๊ะ (Sedentary lifestyle)
มีแนวโน้มทำให้ความดันโลหิตของท่านสูง
ส่วนการออกกำลังกาย มีแนวโน้มทำให้ความดันของท่านลดลง
ตามความเห็นของนายแพทย์ Saunders กล่าวว่า
การออกกำลังกาย มีผลดีต่อการความคุมความดันโลหิตได้จริง
โดยมันกระตุ้นเซลล์บุผิวด้านในของเส้นเลือด สร้างสาร nitric oxide ออกมา
สารตัวนี้ จะทำหน้าที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว เปิดทางให้การไหลเวียนของเลือดผ่นได้ง่าย
ในระยะแรก ๆ ของการเกิดมีก้อนไขมันเกาะตามผิวเส้นเลือดนั้น
พบว่าระดับของ nitric oxide จะลดลง
แตเมื่อมีการออกกำลังกาย เซลล์บุผิวได้ปล่อยให้ nitric oxide ออกมา
เป็นเหตุให้ก้อนไขมัน (ถ้ามี) ถูกดันไม่ให้เกิดการเกาะตัวตามผนังเส้นเลือดได้
ในการออกกำลังกายนั้น เราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายทั้งวัน อาจแค่เดินจูงสุนัขเดิน
หรือ เดินขึ้นบันได แทนที่จะขึ้นลิฟท์ ก็ได้ประโยชน์แล้ว
นอกเหนือไปจากนั้น อาหารการกิน ควรรับประทานอาหารประเภทต้ม แทนการทอดด้วยน้ำมัน
กำจัดหนัง และไขมันออกจากเนื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำมันในกระแสเลือด
ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่สามารถลดปริมาณของไขมันในกระแสเลือดได้
Limit Salty food:
นอกจากหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นพวกไขมัน พวก คลอเลสเตอรอล และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว
อาหารที่มีรสเค็ม (sodium salt) ก้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เราจำเป็นต้องจำกัดอีกด้วย
สารโซเดียม เป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับของน้ำในร่างกาย
จากการศึกษาในประชากรจำนวนไม่น้อย บ่งชี้ให้เห็นว่า ระดับของสารโซเดียมในกระแสเลือดที่สูงขึ้นนั้น
เป็นสาเหตุอย่างหนึ่ง ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการทำให้เกิดมีความดันโลหิตสูงขึ้น
ตามความเป็นจริงแล้ว คนเราต้องการเกลือ (sodium salt) เพียง 500 mg ต่อวัน
แต่คนส่วนใหญ่ เช่นคนในสหรัฐฯ รับประทานเกลือมากเกิน ( 6,900- 9,000 mg)
นั้น คือสาเหตุที่ทำให้มีระดับความดันสูงขึ้น
No Smoking , Excessive Drinking:
ในการทำให้เส้นเลือด และหัวใจมีสุขภาพดีนั้น การเลิกสูบบุหรี่ และเลิกดื่มแอลกอฮอล
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแอลกอฮอล ทำให้ความดันโลหิตสูง
มีผลต่อการไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจทั้งเข้า และออกจากหัวใจ
ซึ่งทำให้เลือดนำพาเอาอาหารออกจากหัวใจไป
จากการศึกษาพบว่า ยิ่งมีการดื่มกอลกอฮอลมากขึ้นนั้น ย่อมทำให้การควบคุมความดันยากขึ้น
หากเลิกดื่มแอลกอฮอลเสีย การควบคุมระดับความดันสูง ก็กระทำได้ง่ายขึ้น
สาร nicotine จากบุหรี่ เป็นเหตุทำให้เส้นเลือดหดตัว (constrict)
ทำให้เส้นเลือดหดแคบลง เป็นเหตุให้ความดันสูงขึ้น
Make Heart- Healthy Changes:
ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ทำให้สุขภาพสมบูรณ์ขึ้น
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนของเราได้
เช่นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้รับประทานอาหาร เช่น รับประทานพวก ผัก ผลไม้ และธัญพืช
ลดปริมาณของเกลือในอาหาร จำกัดอาการประเภทไขมันลง
ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
และปฏิธรรมกรรมฐาน...ทำจิตให้สอาดบริสุทธิ์ทุกวัน
สุขภาพสุขภาพโดยรวม (ทั้งกาย และจิต) จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
www.umm.edu/feature/blood.pressure.htm
เป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุด ในจำนวนอวัยวะทั้งหลาย ที่มีในร่างกาย
ตามสถิติของสหรัฐฯ (AMA) รายงานไว้ว่า โรคที่ทำลายชีวิตของคนชาวอเมริกันอันดับหนึ่ง
คือ โรคที่เกิดขึ้น กับระบบของหัวใจ แลเส้นเลือดนั่นเอง
ประมาณว่า มีคนตายจากโรคระบบหัวใจและเส้นเลือดประมาณ 2600 คน ต่อวัน
หรือประมาณ 33 คน ทุกวินาที
ไม่ว่าโรคหัวใจจะมีความรุนแรงแค่ใด ปัญหาจากระบบหัวใจสามารถป้องกันได้
โดยมีขั้นตอน ที่เราสามารถกระทำได้ เช่น
รับประทานอาหารสุขภาพ (healthy food)
รับประทานอาหารที่ไม่มีไขมัน
และ ออกกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้
ในทางตรงกันข้าม เช่น สูบบุหรี่ และดื่มสุราเมลัยเป็นอาจิณ
จะทำให้การทำงานของหัวใจ ซึ่งทำงานมากผิดปกติแล้ว ต้องทำงานมากขึ้นกว่าเดิม
ในสหรัฐฯ เขารายงานว่า โรคหัวใจและเส้นเลือด เป็นปัญหาใหญ่ของคนของเขา
นาย Elijah Saunders
Head of Hypertension of University of Maryland….
ได้รายงานต่อไปอีกว่า:
“คนอเมริกัน โดยเฉลี่ยแล้ว รับประทานอาหารที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพแม้แต่น้อย
เช่นเป็นอาหาร มีมันสูง ชอบดื่มแอลกอฮอล์-ไวน์ วิสสกี้
และมีพฤติกรรมชอบนั่งโต๊ะ (ทำงาน) ไม่ค่อยจะมีเวลาได้ออกกำลังกาย
ความดันโลหิตสูง ที่เราตั้งชื่อให้ว่า เป็นฆาตกรเงียบ เป็นเพราะ
ไม่แสดงอาการปรากฏ เป็นแนวหน้า (precursor) ของการเป็นโรคหัวใจ
หากความดันสูง ไม่ได้รับการรักษา หรือควบคุมได้ มันจะนำไปสู่การเกิดโรคต่าง เช่น:
หัวใจขาดเลือด (heart attack)
หัวใจล้มเหลว (heart failure)
ไตวาย (kidney failure)
เลือดในสมองไม่พอเพียง (stroke)
และกระทั้งตายก่อนเวลาอันควร
ประเด็นสำคัญ คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จะไม่ค่อยมีอาการแสดงปรากฏให้เห็น
ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะระแวดระวังเท่าที่ควร...
จะรู้ตัว ก็ต่อเมื่อ...
เหมือนกับน้ำป่าทะลักท่วมบ้านเรือนไปหมดแล้ว
จากสถิตของสหรัฐ (นาย Saunders):
“มีคนเป็นจำนวนไม่น้อย ทีไม่รับประทานยา เพื่อควบคุมระดับความดันตามที่ควรจะเป็น
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะความกลัว หรือกังวลเกี่ยวกับเรื่องปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์
ซึ่งเกิดขึ้นเกิดจากยารักษาที่ตนเองได้รับการรักษา
การรักษาในปัจจุบันนี้ ได้พัฒนาดีขึ้นมากกว่าสมัยก่อนเยอะ
จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะไปกลัว หรือกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงแต่อย่างใด...
ยาที่นำมาใช้ในการรักษาโรคความดันสูง ได้พัฒนาไปมากแล้ว
โดยมียาหลายกลุ่มให้แพทย์เรา ได้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสม
เช่น ACE inhibitors, Calcium channel blockers,
Beta blockers, Angiotensin II Receptors blockers,
Alpha-blockers
และ Diuretics เป็นสารที่นำมาใช้ในขนาดไม่มาก
ไม่เป็นอันปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ และผลข้างเคียงต่อคนสูงอายุมากนัก
ยาต่าง ๆ ที่เสนอมานั้น ใช้วันละครั้ง
สะดวกแก่การนำมาใช้ในการรักษา
Control Your Blood Pressure:
การควบคุมความดันโลหิตสูงของท่าน
ภายในร่างกายของคนเรา ในคนที่เป็นผู้ใหญ่ มีปริมาณเลือดจำนวน 5 ลิตร
ไหลเวียนตามเส้นเลือด แดง และดำ ตลอดทั่วทั้งร่างกาย
โดยเลือดทำหน้าที่ส่งออกซิเจนจากปอด ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
นำเอาของเสีย ที่ไม่มีเป็นประโยชน์ต่อกาย ส่งต่อไปยังไต เพื่อขับออกจากร่างกายไป
นอกจากนั้น เลือดยังทำหน้าที่ส่งสารฮอร์โมนจากต่อมในร่างกายไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ
ตลอดรวมไปถึงนำเอาไวตามิน และอาหารจากกระเพาะ และลำไส้
เข้าสู่กระแสโลหิตอีกด้วย
เมื่อเส้นเลือดเกิดตีบแคบ หรืออุดตันจากก้อนไขมัน LDL cholesterol
จะเพิามแรงต้านภายในเส้นเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว
นั่น คือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตของคนเราสูงขึ้น
เมื่อความดันถูกปล่อยให้สูงขึ้นโดยไม่ได้รับการรักษา
เหมือนน้ำท้วมบ้านท้วมเมืองในขณะนี้...ถ้าระบายไม่ทัน ผลจะเป็นอย่างไร ?
ความต้าทาน และแรงที่อยู่ภายในเส้นเลือด ทั้งแดง และดำ ต่างทำให้หัวใจทำงานหนักเพิ่มขึ้น
และเมื่อเวลาผ่านไป กล้ามเนื้อหัวใจขยายโตขึ้น
สุดท้าย กล้ามเนื้อหัวใจจะอ่อนแรงลง
เมื่อร่วมกับปัจจัยอย่างอื่น ๆ เช่น ท่านปล่อยให้ตัวท่านเองมีน้ำหนักตัวเพิ่ม มีความอ้วน (obesity)
มีการสูบบุหรี่ รวมถึงการเป็นโรคเบาหวานด้วย
ยิ่งเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ-
หัวใจ และสมองขาดเลือด (Heart attacK & stroke) และเป็นโรคไต
เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
จึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่ท่านจะต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวของท่านเองว่า
ความดันโลหิตของท่าน มันปกติหรือไม่ ?
ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำเอาไว้ว่า ในขณะพักผ่อน
-ท่านจะต้องควบคุมให้ระดับความดันต่ำกว่า 140/90 mm Hg
ตัวเลขบน (systolic) มันสะท้อนให้ทราบถึงความตึง (stiffness )
ของเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ใกล้หัวใจ และจำนวนเลือด ที่ปั้มไปยังเส้นเลือดใหญ่เหล่านั้น
ตัวเลขล่าง (diastolic) เป็นตัวบ่งบอกให้ทราบถึงความดัน
ที่เกิดขึ้นในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจเริ่มคลายตัว และก่อนที่จะมีการบีบตัวในครั้งใหม่
ซึ่งเป็นการวัดปริมาณของการหดตัวของเส้นเลือดเส้นเล็ก ๆ
และเส้นเล็กสุด (arterioles)
Good Reasons of Exercise:
เหตุผลของการออกกำลังกาย
วิธีที่ดีที่สุดในการลดความดันของท่าน และเอาชนะก้อนเลือด (plaque)
ไม่ให้เกาะตามผิวด้านในของเส้นเลือดได้ คือ การออกกำลังกาย (exercise)
ผลจากการศึกษา ชี้ให้เห็นว่า ชีวิตนั่งโต๊ะ (Sedentary lifestyle)
มีแนวโน้มทำให้ความดันโลหิตของท่านสูง
ส่วนการออกกำลังกาย มีแนวโน้มทำให้ความดันของท่านลดลง
ตามความเห็นของนายแพทย์ Saunders กล่าวว่า
การออกกำลังกาย มีผลดีต่อการความคุมความดันโลหิตได้จริง
โดยมันกระตุ้นเซลล์บุผิวด้านในของเส้นเลือด สร้างสาร nitric oxide ออกมา
สารตัวนี้ จะทำหน้าที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว เปิดทางให้การไหลเวียนของเลือดผ่นได้ง่าย
ในระยะแรก ๆ ของการเกิดมีก้อนไขมันเกาะตามผิวเส้นเลือดนั้น
พบว่าระดับของ nitric oxide จะลดลง
แตเมื่อมีการออกกำลังกาย เซลล์บุผิวได้ปล่อยให้ nitric oxide ออกมา
เป็นเหตุให้ก้อนไขมัน (ถ้ามี) ถูกดันไม่ให้เกิดการเกาะตัวตามผนังเส้นเลือดได้
ในการออกกำลังกายนั้น เราไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายทั้งวัน อาจแค่เดินจูงสุนัขเดิน
หรือ เดินขึ้นบันได แทนที่จะขึ้นลิฟท์ ก็ได้ประโยชน์แล้ว
นอกเหนือไปจากนั้น อาหารการกิน ควรรับประทานอาหารประเภทต้ม แทนการทอดด้วยน้ำมัน
กำจัดหนัง และไขมันออกจากเนื้อ เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำมันในกระแสเลือด
ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่สามารถลดปริมาณของไขมันในกระแสเลือดได้
Limit Salty food:
นอกจากหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นพวกไขมัน พวก คลอเลสเตอรอล และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว
อาหารที่มีรสเค็ม (sodium salt) ก้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เราจำเป็นต้องจำกัดอีกด้วย
สารโซเดียม เป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับของน้ำในร่างกาย
จากการศึกษาในประชากรจำนวนไม่น้อย บ่งชี้ให้เห็นว่า ระดับของสารโซเดียมในกระแสเลือดที่สูงขึ้นนั้น
เป็นสาเหตุอย่างหนึ่ง ที่มีส่วนสัมพันธ์กับการทำให้เกิดมีความดันโลหิตสูงขึ้น
ตามความเป็นจริงแล้ว คนเราต้องการเกลือ (sodium salt) เพียง 500 mg ต่อวัน
แต่คนส่วนใหญ่ เช่นคนในสหรัฐฯ รับประทานเกลือมากเกิน ( 6,900- 9,000 mg)
นั้น คือสาเหตุที่ทำให้มีระดับความดันสูงขึ้น
No Smoking , Excessive Drinking:
ในการทำให้เส้นเลือด และหัวใจมีสุขภาพดีนั้น การเลิกสูบบุหรี่ และเลิกดื่มแอลกอฮอล
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแอลกอฮอล ทำให้ความดันโลหิตสูง
มีผลต่อการไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจทั้งเข้า และออกจากหัวใจ
ซึ่งทำให้เลือดนำพาเอาอาหารออกจากหัวใจไป
จากการศึกษาพบว่า ยิ่งมีการดื่มกอลกอฮอลมากขึ้นนั้น ย่อมทำให้การควบคุมความดันยากขึ้น
หากเลิกดื่มแอลกอฮอลเสีย การควบคุมระดับความดันสูง ก็กระทำได้ง่ายขึ้น
สาร nicotine จากบุหรี่ เป็นเหตุทำให้เส้นเลือดหดตัว (constrict)
ทำให้เส้นเลือดหดแคบลง เป็นเหตุให้ความดันสูงขึ้น
Make Heart- Healthy Changes:
ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ทำให้สุขภาพสมบูรณ์ขึ้น
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนของเราได้
เช่นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้รับประทานอาหาร เช่น รับประทานพวก ผัก ผลไม้ และธัญพืช
ลดปริมาณของเกลือในอาหาร จำกัดอาการประเภทไขมันลง
ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
และปฏิธรรมกรรมฐาน...ทำจิตให้สอาดบริสุทธิ์ทุกวัน
สุขภาพสุขภาพโดยรวม (ทั้งกาย และจิต) จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
www.umm.edu/feature/blood.pressure.htm
Sundowning: เราจะรู้ได้อย่างไร ?
ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงบ่าย ๆ ย่างสู่ช่วงกลางคืน
ในตอนกลางวัน คนที่มีอาการดังกล่าว จะปรากฏเหมือนคนปกติธรรมดาสามัญ
พอตกบ่ายคล้อย ย่างเข้าสู่ช่วงกลางคืนเท่านั้นแหละ...
อาการหลง ๆ ลืม ๆ สับสน หงุดหงิด และโกรธง่าย ก็จะปรากฏขึ้น
สาเหตุที่แท้จริงของภาวะดังกล่าว ยังไม่เป็นที่ทราบชัด
มีบ้างที่เราสามารถพบเห็นในคนที่เป็นโรค Alzheimer’s
หรือในภาวะอื่น ๆ ของโรคสมองเสื่อม (dementia)
เนื่องจากไม่มีการตรวจพิเศษ ที่จะนำมาใช้ช่วยวินิจฉัยโรคดังกล่าวได้
ดังนั้น การวินิจโรคของคนไข้ จึงขึ้นกับการสังเกตดูอาการแสดงของคนไข้เป็นหลัก
ซึ่ง มีข้อแนะนำดังต่อไปนี้:
o มองหาอาการของคนที่มีภาวะ sundowning เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลง สับสน
หงุดหงิด และ รู้สึกโกรธง่าย
o เก็บบันทึกเวลา ที่แสดงอาการแสดงในแต่ละวันของคนที่สงสัย
o ให้สังเกตปัจจัยบางอย่าง ซึงอาจทำให้เกิดมีอาการดังกล่าว เช่น แสงสว่าง (lighting)
ร่มเงา (shadow) และมีความเหนื่อยหล้าเกิดขึ้น
o ปรึกษาแพทย์ เมื่อท่านเริ่มมีอาการดังกล่าว
คุณหมอจะทำการตรวจร่างกายของท่าน เขาอาจแนะนำให้ทำการตรวจอะไรบางอย่าง
ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการก็อาจเป็นได้
Sundown treatment
ยาที่ถูกนำมาใช้ในการรักษาคนไข้เป็น sundowning
ปกติจะใช้ Neuroleptic medications
เช่น Thioridazine และ haloperidol
เป็นยาที่มีผลกระทบกับการสารสาร Dopamine
ซึ่งผลของมันจะกระทบต่ออารมณ์ และพฤติกรรมของคนไข้เป็นสำคัญ
ไม่เพียงแต่ใช้รักษาโรคความจำเสื่อมเท่านั้น แต่ยังใช้ในคนทั่วไปได้ด้วย
นอกจากประโยชน์ในการรักษาด้าน พฤติกรรมทางความรุ้สึก และความเข้าใจ ในคนไข้แล้ว
ยังปรากฏว่า ยังมีผลอันไม่พึงประสงค์จากยาดังกล่าวด้วย เช่น มีการเคลื่อนไหวผิดปกติของลิ้น
(abnormal motion of the tongue) ทำใหเกิดอาการหน้ามืดเมือลุกขึ้นยืน
(orthostatic hypotension) ซึ่งเกิดจากความดันโลหิตลดต่ำลงนั่นเอง
นอกเหนือจากยาเม็ดรักษาแล้ว ยังมีคนนำเอาเสียงเพลงมาช่วยรักษา (กล่อม)คนไข้ดังกล่าว
บางคนได้ผลดี
บางท่านนำเอา Ginkgo Biloba และ St. John Wort มาใช้ในการรักษาคนไข้
บางรายได้ผลดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผลของการรักษาในคนไข้ดังกล่าว ขึ้นกับแต่ละบุคคคล
บางคนได้รับการรักษาด้วยแสง (Light therapy)
ตัวอย่าง เช่น การใช้กล่องแสงไฟ (light box) จัดไว้ใกล้คนไข้
ให้เปิดเป็นไฟเป็นระยะๆ เป็นการเลียนแบบของแสงอาทิตย์
ซึ่งอาจเปิดไฟในระหว่างดูโทรทัศน์ ระหว่างอาหาร หรือระหว่างช่วงอ่านหนังสือ
นั่นคือเรืองราวเกี่ยวกับ sundowning อย่างย่อ ๆ
www.wisegeek.com/what-are-the-best-reatment-options-for-sundowning.htm
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554
The benefits of Nitric Oxide
เรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องใกล้ตัว ทีเราทุกคนควรให้ความใส่ใจ
บางท่านอาจปล่อยปละละเลย...
มาตื่นเต้นตกใจ ก็ต่อเมื่อโรคภัย ไข้เจ็บ มันควบคุมเอาร่างกายของเรา
เป็นที่อยู่อาศัยของมันเป็นที่เรียบร้อยไปซะแล้ว
ตัวเราเท่านั้น (ไม่ใช่ใครอื่น) ที่เป็นผู้สร้างปราการ ป้องกัน ไม่ให้โรคภัยรุกรานเราได้
ซึ่งมีวิธีการมากมาย ที่เราสามารถพึงปฏิบัติ...
เช่น อาหารเสริม ซึ่งมีส่วนประกอบของ nitric oxide
ซึ่ง มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายได้หลายอย่าง เช่น ส่งเสริมให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น
ทำให้การไหลเวียนของออกซิเจน ตลอดรวมถึงการทำให้สุขภาพของหัวใจ และเส้นเลือดดีขึ้น
Nitric Oxide เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติ พบภายในร่างกายของมนุษย์
แต่จากการศึกษา ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถมีสารดังกล่าวได้มากพอ
และยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์สูงสุด ที่สารดังกล่าวให้แก่ร่างกายของเราได้
ซึ่งเราสามารถหาได้จากอาหารเสริมนั่นเอง
เมื่อเรารับประทานด้วยขนาดที่เหมาะสม จะมีผลข้างเคียงน้อยมาก
ประโยชน์ของ nitic oxide ที่มีต่อระบบภูมิต้านทานของคนเรา
ถือว่า เป็นหนึ่งในหลายอย่างที่ร่างกายได้รับจากสารดังกล่าว
ยิ่งในยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่ผู้คนไม่ได้รับอาหารที่มีสุขภาพ ไม่ได้ออกกำลังกายเท่าที่ควร
ตกอยู่ภายใต้ความเครียดเป็นประจำ ยิ่งทำให้ระบบภูมิต้านทานของคนเราย่ำแย่ลงไป
มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคภัยมากมาย
จากการศึกษาพบว่า เมื่อคนเราได้รับ nitric oxide ในปริมาณที่พอเพียง
สามารถทำให้คนเรา มีความสุขขึ้น ด้วยการทำให้ระบบภูมิต้านทานทำงานดี
ทำให้รอดพ้นจากการโจมตีของเชื้อโรค เช่น เชื้อ แบกทีเรีย และไวรัส
Nitric oxide ช่วยระบบภูมิคุ้มกันด้วยการสร้าง T-cells ในไขกระดูกของคนเรา
นอกจากนั้น มันยังถูกเม็ดเลือดขาว นำไปใช้ในการทำลายสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย
เช่น เชื้อไวรัส และ พาราไซท์ อีกด้วย
ในนักกิฬา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสร้างพลัง และสร้างมวลกล้ามเนื้อให้แก่ตนเองนั้น
พบว่า สาร nitric oxide จะมีประโยชน์อย่างมาก
จากการที่ร่างกายได้รับสาร nitric oxide จากอาหารเสริมนั้น ปรากฏว่า
มันช่วยทำให้การไหลเวียนของออกซิเจนสู่ ระบบต่าง ๆ ของร่างกายดีขึ้น
เช่น ต่อกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อมีการเจริญเติบโตมากขึ้น และมีการสร้างเร็วขึ้น
นอกนั้น มันยังทำให้นักกิฬาสามารถยกน้ำหนักได้เพิ่มขึ้น ออกแรงน้อยลง เหนื่อยน้อย
และมีการฟื้นตัวหลังจากการออกแรงได้เร็วขึ้น
Nitric oxide ยังมีประโยชน์ในการปกป้องระบบของหัวใจ และเส้นเลือด
โดยสารตัวนี้ มีส่วนรับผิดชอบต่อการทำให้เส้นเลือดขยายตัว
ซึ่งช่วยทำให้ระดับความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติ
ป้องกันไมให้เม็ดเลือดจับตัวเป็นก้อน อุดเส้นเลือดดำของเนื้อเยื่อต่าง ๆ
สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ยังกล่าวว่า ระดับ nitric oxide
ที่มีในร่างกายในปริมาณเพียงพอ สามารถป้องกันไม่ให้มีก้อนไขมัน สะสมภายในเลือด
ป้องกันไมให้เกิดเส้นเลือดแข็ง (artherosclerosis)
นั่นคือ ประโยชน์ต่าง ๆ ที่เราสามารถได้รับการการมีสาร
nitric oxide ในปริมาณที่เพียงพอ
www.wiegeek.com/ what-is-the-benefits-of-nitric-oxide
บางท่านอาจปล่อยปละละเลย...
มาตื่นเต้นตกใจ ก็ต่อเมื่อโรคภัย ไข้เจ็บ มันควบคุมเอาร่างกายของเรา
เป็นที่อยู่อาศัยของมันเป็นที่เรียบร้อยไปซะแล้ว
ตัวเราเท่านั้น (ไม่ใช่ใครอื่น) ที่เป็นผู้สร้างปราการ ป้องกัน ไม่ให้โรคภัยรุกรานเราได้
ซึ่งมีวิธีการมากมาย ที่เราสามารถพึงปฏิบัติ...
เช่น อาหารเสริม ซึ่งมีส่วนประกอบของ nitric oxide
ซึ่ง มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายได้หลายอย่าง เช่น ส่งเสริมให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น
ทำให้การไหลเวียนของออกซิเจน ตลอดรวมถึงการทำให้สุขภาพของหัวใจ และเส้นเลือดดีขึ้น
Nitric Oxide เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติ พบภายในร่างกายของมนุษย์
แต่จากการศึกษา ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถมีสารดังกล่าวได้มากพอ
และยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์สูงสุด ที่สารดังกล่าวให้แก่ร่างกายของเราได้
ซึ่งเราสามารถหาได้จากอาหารเสริมนั่นเอง
เมื่อเรารับประทานด้วยขนาดที่เหมาะสม จะมีผลข้างเคียงน้อยมาก
ประโยชน์ของ nitic oxide ที่มีต่อระบบภูมิต้านทานของคนเรา
ถือว่า เป็นหนึ่งในหลายอย่างที่ร่างกายได้รับจากสารดังกล่าว
ยิ่งในยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่ผู้คนไม่ได้รับอาหารที่มีสุขภาพ ไม่ได้ออกกำลังกายเท่าที่ควร
ตกอยู่ภายใต้ความเครียดเป็นประจำ ยิ่งทำให้ระบบภูมิต้านทานของคนเราย่ำแย่ลงไป
มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคภัยมากมาย
จากการศึกษาพบว่า เมื่อคนเราได้รับ nitric oxide ในปริมาณที่พอเพียง
สามารถทำให้คนเรา มีความสุขขึ้น ด้วยการทำให้ระบบภูมิต้านทานทำงานดี
ทำให้รอดพ้นจากการโจมตีของเชื้อโรค เช่น เชื้อ แบกทีเรีย และไวรัส
Nitric oxide ช่วยระบบภูมิคุ้มกันด้วยการสร้าง T-cells ในไขกระดูกของคนเรา
นอกจากนั้น มันยังถูกเม็ดเลือดขาว นำไปใช้ในการทำลายสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย
เช่น เชื้อไวรัส และ พาราไซท์ อีกด้วย
ในนักกิฬา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการสร้างพลัง และสร้างมวลกล้ามเนื้อให้แก่ตนเองนั้น
พบว่า สาร nitric oxide จะมีประโยชน์อย่างมาก
จากการที่ร่างกายได้รับสาร nitric oxide จากอาหารเสริมนั้น ปรากฏว่า
มันช่วยทำให้การไหลเวียนของออกซิเจนสู่ ระบบต่าง ๆ ของร่างกายดีขึ้น
เช่น ต่อกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อมีการเจริญเติบโตมากขึ้น และมีการสร้างเร็วขึ้น
นอกนั้น มันยังทำให้นักกิฬาสามารถยกน้ำหนักได้เพิ่มขึ้น ออกแรงน้อยลง เหนื่อยน้อย
และมีการฟื้นตัวหลังจากการออกแรงได้เร็วขึ้น
Nitric oxide ยังมีประโยชน์ในการปกป้องระบบของหัวใจ และเส้นเลือด
โดยสารตัวนี้ มีส่วนรับผิดชอบต่อการทำให้เส้นเลือดขยายตัว
ซึ่งช่วยทำให้ระดับความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติ
ป้องกันไมให้เม็ดเลือดจับตัวเป็นก้อน อุดเส้นเลือดดำของเนื้อเยื่อต่าง ๆ
สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ยังกล่าวว่า ระดับ nitric oxide
ที่มีในร่างกายในปริมาณเพียงพอ สามารถป้องกันไม่ให้มีก้อนไขมัน สะสมภายในเลือด
ป้องกันไมให้เกิดเส้นเลือดแข็ง (artherosclerosis)
นั่นคือ ประโยชน์ต่าง ๆ ที่เราสามารถได้รับการการมีสาร
nitric oxide ในปริมาณที่เพียงพอ
www.wiegeek.com/ what-is-the-benefits-of-nitric-oxide
Connection between nitric oxide and blood pressure
เป็นที่รู้กันว่า เมื่อท่านไปพบแพทย์ หนึ่งในการตรวจร่างกาย
คือการวัดความดันโลหิตของท่าน
ระดับความดันโลหิต เป็นตัวชี้วัด ที่สำคัญของสุขภาพมนุษย์
เมื่อใดก็ตาม ที่ความดันโลหิตสูงขึ้น แพทย์จะพยายามทุกวิธีทาง
เพื่อทำให้ระดับความดันกลับสู่สภาพปกติ
ผู้เชียวชาญหลายคน มีความเชื่อว่า สาร nitric oxide
มีส่วนสัมพันธ์ที่ดี (poitive effects)ต่อระดับความดันโลหิต
โดยนักวิจัยหลายนาย พบว่า สารดังกล่าว สามารถลดระดับความดันลง
โดยป้องกัน ไม่ให้มีการอุดตันในเส้นเลือดต่าง ๆ ได้
ผลของความดันโลหิตสูง ก่อให้เกิดการทำลายตามมา
เช่น การทำลายเส้นเลือดในอวัยวะต่าง ๆ
ในการวัดความดันโลหิต เป็นการวัดว่า ความดันที่เกิดขึ้นนั้นจะทำหน้าที่
ให้มีเลือดไหลเวียนไปตามเส้นเลือดแดง และเส้นเลือดดำ
และเมื่อใดก็ตาม มีก้อนของไขมัน (plaque)เกาะตัวภายในเส้นเลือดเกิดขึ้นเมื่อใด
เมื่อนั้น ความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นจนผิดปกติ
Nitric oxide ยังทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทตัวหนึ่ง
หน้าที่พื้นฐานของมัน คือ ทำหน้าที่สื่อข้อมูลระหว่างเซลล์ตัวหนึ่ง กับเซลล์อีกตัว
ซึ่ง เป็นการติดต่อสื่อสารของร่างกายมนุษย์
ความรับผิดชอบ หรือประโยชน์ของสารตัวนี้ มีต่อร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ
ตั้งแต่ต่อสู่กับโรค จนกระทั้งถึงมีส่วนช่วยในการทำงานของสมอง
เช่น เกี่ยวกับด้านความคิด เป็นต้น
เมื่อพูดถึง nitric oxide กับผลที่เกิดกับระดับความดันโลหิต
นักวิทยาศาสตร์ จะพิจารณา ประเมินผลของสาร nitric oxide
ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูล ให้แก่เซลล์ของเส้นเลือด
จากผลของการวิจัยพบว่า ผลของสารดังกล่าวที่มีต่อความดันโลหิตนั้น
พบว่า nitric oxide สามารถลดระดับความดันลงได้ถึง 60 จุด
ลดระดับไขมัน cholesterol ได้ประมาณ 20 %
และลดการสร้าง ก้อนไขมัน ไม่ให้เกาะตัวบนผิวภายในของเส้นเลือดลง
นักวิจัยศึกษาถึงผลของ nitric oxide ที่กระทบต่อเส้นเลือด
พบว่า มันทำให้เส้นเลือดผ่อนคลาย ขยายตัว ทำให้รู้เส้นเลือดกว้างขึ้น ทำให้ความดันภายในลดลง
ทำให้มีการลดการเกิดก้อนไขมัน และการอุดตันภายในเส้นเลือดลง
ซึ่งทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสาร nitric oxide
กับ ความดันโลหิตขึ้นเป็นครั้งแรก
ถามว่า เราจะได้สาร nitric oxide จากใหนกัน ?
การเพิ่มระดับของ nitric oxide ในกระแสเลือด สามารถกระทำได้หลายทางด้วยกัน
ยกตัวอย่าง สารอาหารที่สารที่มี vitamin C หรือ สารอาหารที่เป็น amino acid
ชื่อ L –arginine ซึ่งสามารถสร้าง nitric oxide ได้
เช่น เนยแข็ง (Cheese) นม (milk) nut เนื้อบางชนิด และ ผลไม้
นอกจากนั้น การหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ เช่น การฝึกโยคะ หรือการปฏิบัติกรรมฐาน
ยังสามารถช่วยทำให้สาร nitric oxide ในร่างกาย มีคุณภาพดีขึ้นอีกด้วย
การที่ระดับ sodium salt ในร่างกายต่ำลง
จะมีผลดีกับระดับของ nitric oxide และระดับความดันโลหิต
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อย 30 นาที อาทิตย์ละ 5 วัน
สามารถทำให้ระดับของ nitric oxide เพิ่มขึ้น
www. Wisegeek.com/what-is-the-connection-between Nitric –Oxide and blood pressure
คือการวัดความดันโลหิตของท่าน
ระดับความดันโลหิต เป็นตัวชี้วัด ที่สำคัญของสุขภาพมนุษย์
เมื่อใดก็ตาม ที่ความดันโลหิตสูงขึ้น แพทย์จะพยายามทุกวิธีทาง
เพื่อทำให้ระดับความดันกลับสู่สภาพปกติ
ผู้เชียวชาญหลายคน มีความเชื่อว่า สาร nitric oxide
มีส่วนสัมพันธ์ที่ดี (poitive effects)ต่อระดับความดันโลหิต
โดยนักวิจัยหลายนาย พบว่า สารดังกล่าว สามารถลดระดับความดันลง
โดยป้องกัน ไม่ให้มีการอุดตันในเส้นเลือดต่าง ๆ ได้
ผลของความดันโลหิตสูง ก่อให้เกิดการทำลายตามมา
เช่น การทำลายเส้นเลือดในอวัยวะต่าง ๆ
ในการวัดความดันโลหิต เป็นการวัดว่า ความดันที่เกิดขึ้นนั้นจะทำหน้าที่
ให้มีเลือดไหลเวียนไปตามเส้นเลือดแดง และเส้นเลือดดำ
และเมื่อใดก็ตาม มีก้อนของไขมัน (plaque)เกาะตัวภายในเส้นเลือดเกิดขึ้นเมื่อใด
เมื่อนั้น ความดันโลหิตจะเพิ่มขึ้นจนผิดปกติ
Nitric oxide ยังทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทตัวหนึ่ง
หน้าที่พื้นฐานของมัน คือ ทำหน้าที่สื่อข้อมูลระหว่างเซลล์ตัวหนึ่ง กับเซลล์อีกตัว
ซึ่ง เป็นการติดต่อสื่อสารของร่างกายมนุษย์
ความรับผิดชอบ หรือประโยชน์ของสารตัวนี้ มีต่อร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ
ตั้งแต่ต่อสู่กับโรค จนกระทั้งถึงมีส่วนช่วยในการทำงานของสมอง
เช่น เกี่ยวกับด้านความคิด เป็นต้น
เมื่อพูดถึง nitric oxide กับผลที่เกิดกับระดับความดันโลหิต
นักวิทยาศาสตร์ จะพิจารณา ประเมินผลของสาร nitric oxide
ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูล ให้แก่เซลล์ของเส้นเลือด
จากผลของการวิจัยพบว่า ผลของสารดังกล่าวที่มีต่อความดันโลหิตนั้น
พบว่า nitric oxide สามารถลดระดับความดันลงได้ถึง 60 จุด
ลดระดับไขมัน cholesterol ได้ประมาณ 20 %
และลดการสร้าง ก้อนไขมัน ไม่ให้เกาะตัวบนผิวภายในของเส้นเลือดลง
นักวิจัยศึกษาถึงผลของ nitric oxide ที่กระทบต่อเส้นเลือด
พบว่า มันทำให้เส้นเลือดผ่อนคลาย ขยายตัว ทำให้รู้เส้นเลือดกว้างขึ้น ทำให้ความดันภายในลดลง
ทำให้มีการลดการเกิดก้อนไขมัน และการอุดตันภายในเส้นเลือดลง
ซึ่งทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสาร nitric oxide
กับ ความดันโลหิตขึ้นเป็นครั้งแรก
ถามว่า เราจะได้สาร nitric oxide จากใหนกัน ?
การเพิ่มระดับของ nitric oxide ในกระแสเลือด สามารถกระทำได้หลายทางด้วยกัน
ยกตัวอย่าง สารอาหารที่สารที่มี vitamin C หรือ สารอาหารที่เป็น amino acid
ชื่อ L –arginine ซึ่งสามารถสร้าง nitric oxide ได้
เช่น เนยแข็ง (Cheese) นม (milk) nut เนื้อบางชนิด และ ผลไม้
นอกจากนั้น การหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ เช่น การฝึกโยคะ หรือการปฏิบัติกรรมฐาน
ยังสามารถช่วยทำให้สาร nitric oxide ในร่างกาย มีคุณภาพดีขึ้นอีกด้วย
การที่ระดับ sodium salt ในร่างกายต่ำลง
จะมีผลดีกับระดับของ nitric oxide และระดับความดันโลหิต
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อย 30 นาที อาทิตย์ละ 5 วัน
สามารถทำให้ระดับของ nitric oxide เพิ่มขึ้น
www. Wisegeek.com/what-is-the-connection-between Nitric –Oxide and blood pressure
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
