What types of abnormal heart rhythms are more common in children?
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติในเด็ก เป็นการเต้นแบบใดมากที่สุด?
โดยทั่วไป การเต้นของหัวใจที่เต้นผิดปกติจะไม่มีความรุนแรง หรือ
ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตเลย ซึ่ง บางครั้งเราจะพบเห็นการเต้นหวใจที่ผิดปกติเกิดในเด็กได้
มีคำ “ sinus arrhythmia” หมายถึงการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ
ซึ่ง จะสัมพันธ์กับการหายใจเข้า และหายใจออก โดยพบเห็นในเด็ก และผู้ใหญ่
เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีความผิดปกติอต่อย่างใด
นอกเหนือจากนั้น เรายังมีการเต้นของหัวใจที่เต้นเพิ่มขึ้น (extrabeats)
โดยเป็นการเต้นของหัวใจ ห้องบน (atrium) และหัวใจห้องล่าง (ventricle)
ซึ่งมีชื่อเรียกวย่อ ๆ ว่า PACs (Premature atrial contractions )
และ PVCs( Premature ventricular contractions)
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่เกิดก่อนเวลา (premature)จากหัวใจห้องบน และหัวใจห้องล่าง
โดยเด็กที่มีการเต้นผิดปกติดังกล่าวแทบไมรู้ตัวด้วยซ้ำว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น
และมักจะตรวจพบในขณะทำการตรวจร่างกายตามปกติ
เมื่อแพทย์ตรวจการเต้นของหัวใจผิดของเด็ก เพื่อความแน่ใจว่า
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกตินั้น ไม่ใช้การเต้นผิดปกติที่มีอันตรายรุนแรง
แพทย์อาจจำเป็นต้องตรวจ EKG (electrocardiogram), Holster monitor,
หรือการตรวจ exercise testing
ในเด็กปรากฏว่า มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ที่มีความรุนแรง และควรระมัดระวัง
เช่น supraventricula tachycardia (SVT)
ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากคลื่นกระแสไฟฟ้าที่เพิ่ม (extra) ใกล้ามเนื้อหัวใจ
และนำไปสู่การเกิดอาการใจสั่น หายใจลำบาก และรู้สึกวิงเวียน
ถ้าเมื่อใดที่เด็ก ๆ ของท่านมีอากากรเหล่านี้
เด็กควรได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางหัวใจ
ถ้าเด็กมีการเต้นของหัวใจผิดปกติ เช่น supraventricular tachycardia เกิดขึ้น
เด็กอาจได้รับการรักษาด้วยยา anti-Arrhythmic medications
ซึ่งสามารถช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ และจังหวะการเต้นของหัวใจได้ หรือ
เด็กอาจได้รับการรักษาด้วยการทำ catheter ablation
เพื่อแก้ไขเยียวยาความผิดปกติหัวใจเต้นผิดปกติได้
มีส่วนน้อย ที่เด็กอาจเกิดภาวการณ์เต้นของหัวใจ ที่รุนแรงถึงระดับอันตรายต่อชีวิตได้
เช่น เด็กอาจมีอาการ “เป็นลม” หรือ มีอาการ “ชักกระตุก” หรือมีอาการเฉียดความตาย
คนไข้พวกนี้ ควรได้รับการตรวจทั้งครอบครัว
เพื่อตรวจให้ทราบว่า ไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม
What causes an abnormal heart rhythm?
สาเหตุของการเต้นผิดปกติของหัวใจ...คนที่เกิดมามีการเต้นของหัวใจผิดปกติ
มีสาเหตุมากมาย บางคนเกิดมาพร้อมกับความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด (genetics)
หรือ มีความผิดปกติทางกายภาพของหัวใจเอง ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ
Wolf-Parkinson-White syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติที่ตัวกำเนิดคลื่นไฟฟ้าของหัวใจ
โดยที่มันมีระบบการสร้างคลื่นของหัวใจเพิ่มขึ้น (extra conducting system)
เป็นตัวทำให้กำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจเพิ่มขึ้น ทำให้ตัวใจเต้นเร็วขึ้น
และภายใต้กรณีเช่นนี้ สามารถทำการรักษาด้วยการขจัดเส้นทางของคลื่นกระแสไฟฟ้า
ที่มีมากเกินออกทิ้งไป ด้วยวีที่เรียกว่า ablation
ความผิดปกติอีกชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากความบกพร่องที่มีมาแต่กำเนิด
ได้แก่ความผิดปกติในสาร K หรือ calcium หรือ sodium ที่อยู่ในกระแสเลือด
ซึ่ง เป็นมีส่วนรับผิดชอบต่อการเกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจ
นอกเหนือจากนั้น ยังมีความผิดปกติอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง (acquired abnormalities)
ยกตัวอย่าง กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย สามารถก่อให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้
หรือ อาจเป็นเพราะกล้ามเนื้อหัวใจเมื่อขาดเลือดแล้ว เซลล์เกิดกล้ามเนื้อใจเกิดตายขึ้น
เมื่อเกิดแผลขึ้น ที่กล้ามเนื้อหัวใจ จะมีผลกระทบต่อทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าของหัวใจ
เป็นเหตุให้หัวใจเกิดการเต้นที่ผิดปกติไป
What is the difference between a heart attack
and heart rhythm problems? Can one cause the other?
ข่าวจากต่างประเทศ นักข่าวเขารายง่ายว่า- มีชายคนหนึ่งกำลังตักสะโนวออกจากถนนหน้าบ้าน
เสียชีวิตอย่างระทัน โดยมีสาเหตุจากด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย- massive heart attack...
ความจริงมีว่า... สิ่งที่นักข่าวรายงานให้ประชาชนทราบนั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริง
เพราเมื่อใครบางคนเกิดตายอย่างกระทันหัน เหมือนกับที่นักข่าวเขาเสนอนั้น
ส่วนใหญ่ เป็นผลมาจาก มีการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
ซึ่งมีต้นตอมาจากห้องล่างของหัวใจ (ventricle) มีการบีบตัวอย่างเร็วมาก 400-600 ครั้ง ต่อนาที
ซึ่งเราเรียกว่า ventricular fibrillation(VF).
นั้นคือกลไกที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการทำให้กล้ามเนื้อของหัวใจถูกทำลายอย่างมโหฬาร
จนกระทั้งทำให้คนที่เกิดภาวะดังกล่าว เสียชีวิตอย่างเฉียบพลันได้
คำถามมีว่า อะไรทำให้เกิดภาวการณ์เต้นของหัวใจห้องล่าง (VF) ละ?
ที่จริง แล้ว...มันอาจเกิดจากภาวะ heart attack ก็อาจเป็นได้
แต่ก็ยังมีสาเหตุอย่างอื่นอีกมากมาย ที่ทำให้เกิดเชนนั้นได้
Heart attack หมายถึงภาวะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเส้นหนึ่ง (หนึ่งในสองเส้น)
เกิดตีบแคบ และ อุดตัน เป็นเหตุให้กส่วนของล้ามเนื้อของหัวใจ ที่ขาดเลือดเกิดตายไป
สาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการขาดเลือด ส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากเส้น
เป็นโรคตีบแข็ง(atherosclerosis)- ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่พอกับความต้องการ
จึงเป็นเหตุให้เซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดตายไป ทำให้เกิดภาวะ heart attack ตามมา
เมื่อเกิดมีภาวะ heart attack ขึ้นเมื่อใด มันสามารถเป็นทำให้เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจ
ซึ่งอาจเป็น ventricular fibrillation หรือ ventricular tachycardia
อย่างใดอย่างหนึ่ง
นอกจากที่กล่าวมา ยังมีสาเหตุทีทำให้เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจ
เช่น หัวใจล้มเหลว และ โรคอื่น ๆ อีกมากมาย
ดังนั้น เราจึงพอสรุปได้ว่า heart attack เป็นคนละเรื่องกับ
การเต้นผิดปกติของหัวใจ (arrhythmia) และการตายอย่างเฉียบพลัน (sudden death)
http://abcnews.go.com/Health/HeartRhythmOverview/story?id=5212538
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
ARRHYTHMIAS
เมื่อเช้าได้พบสตรีนางหนึ่ง มาพบแพทย์ด้วยปัญหาของการเต้นหัวใจผิดปกติ
เธอกล่าวว่า บางครั้งเธอจะมีความรู้สึกว่า
ที่บริเวณหน้าอกของเธอ (หัวใจ) จะรู้สึกว่ามันเต้นตุบ ๆ และก็หายไป
บางครั้ง...เธอจะมีความรู้สึกเหมือนอะไรก็ไม่รู้ “สั้นระริก” ที่บริเวณหน้าอก
มันคืออะไร ? ทำไมเป็นจึงเป็นเช่นนั้น...? และคำถามอื่น ๆ อีกมากมาย...
เพื่อเป็นการเรียนรู้ด้วยกัน...ลองติดตามคำถาม และคำอธิบายความของผู้เชี่ยวชาญ
ทางหัวใจต่อไปนี้ดู อาจทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เราสงสัยนั้นได้บ้าง...?
What are the different types of abnormal heart rhythms?
การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ มีกี่ชนิด ?
หัวใจของคนเรามีสี่ห้อง สองห้องบน (atrium) และสองห้องล่าง(ventricle)
และ ชนิดของความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ จะเริ่มขึ้นที่หัวใจห้องใดห้องหนึ่งตามที่กล่าว
ถ้าการเต้นของหัวใจผิดปกติเกิดจากหัวใจห้องบน เขาเรียกว่า
Supraventricuar arrhythmias
ซึ่งมันหมายความถึงว่า การเต้นที่ผิดปกตินั้น เกิดเหนือหัวใจสองห้อง
ล่างนั้นเอง โดยมันสามารถเต้นได้เร็วถึง 200 – 300 ครั้งต่อนาที
หรือมันสามารถเต้นด้วยจังวะที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้การเต้นของหัวใจนั้น
เป็นการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น (extrabeats)
ถ้าการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ (arrhythmias) เริ่มเกิดจากหัวใจห้องล่าง
เราจะเรียกมันว่า ventricular arrhythmias
ซึ่งมันอาจเต้นด้วยอัตราความเร็วสูง เขาจึงเรียกว่า
ventricular tachycardia
สุดท้าย การเต้นของหัวใจสามารถเต้นอย่างช้า ๆ นั้น
สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากจุดกำเนิดของคลื่นประแสไฟฟ้าภายในหัวใจ
ซึ่งเราเรียกว่า sinus node โดยที่คลื่นกระแสะไฟฟ้าที่ปล่อยออกมานั้น
ไมได้ทีให้หัวใจเต้นเร็วจนเกินไป หรือบางครั้ง การเต้นของหัวใจนั้น เต้นในระดับปกติ
แต่คลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจหัองบน ถูกสกัดกั้น (block)
ไม่ให้คลื่นผ่านไปยังหัวใจสองห้องล่างได้ตามปกติ ถูกเรียกว่า Heart block
ซึ่งสามารถทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเต้นช้าลงถึงระดับ 20, 30 ครั้ง ต่อนาที
What is an arrhythmia (abnormal heart rhythm)?
ในคนปกติ หัวใจจะเต้นประมาณ 70 ครั้ง ต่อนาที ซึ่งวัดขณะพักผ่อน
แต่หัวใจไมใช้นาฬิกา ซึ่งจะต้องเต้นด้วยความสม่ำเสมอ ไม่ผิดพลาด
บางครั้ง การเต้นของหัวใจ เกิดการเต้นผิดปกติ โดยมีการเต้นที่เพิ่มขึ้น
ทำให้เราสัมผัสการเต้นเป็นคู่ ๆ (extrabeats) หรือบางครั้งมันหายไปเฉย ๆ
เป็นเหตุให้การเต้นของหัวใจเต้นช้าลง หรืออาจเต้นเร็วขึ้น
และบางครั้ง การเต้นของหัวใจอาจเต้นด้วยจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอได้
ผลกระทบจากการเต้นผิดปกติของหัวใจ-arrhythmia
อาจมีผลกระทบน้อยมาก หรือ อาจมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดความตายได้
ดังนั้น การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
จึงเป็นคำที่ใช้เรียกภาวะการเต้นของหัวใจด้วยจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ
continued 2
เธอกล่าวว่า บางครั้งเธอจะมีความรู้สึกว่า
ที่บริเวณหน้าอกของเธอ (หัวใจ) จะรู้สึกว่ามันเต้นตุบ ๆ และก็หายไป
บางครั้ง...เธอจะมีความรู้สึกเหมือนอะไรก็ไม่รู้ “สั้นระริก” ที่บริเวณหน้าอก
มันคืออะไร ? ทำไมเป็นจึงเป็นเช่นนั้น...? และคำถามอื่น ๆ อีกมากมาย...
เพื่อเป็นการเรียนรู้ด้วยกัน...ลองติดตามคำถาม และคำอธิบายความของผู้เชี่ยวชาญ
ทางหัวใจต่อไปนี้ดู อาจทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เราสงสัยนั้นได้บ้าง...?
What are the different types of abnormal heart rhythms?
การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ มีกี่ชนิด ?
หัวใจของคนเรามีสี่ห้อง สองห้องบน (atrium) และสองห้องล่าง(ventricle)
และ ชนิดของความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ จะเริ่มขึ้นที่หัวใจห้องใดห้องหนึ่งตามที่กล่าว
ถ้าการเต้นของหัวใจผิดปกติเกิดจากหัวใจห้องบน เขาเรียกว่า
Supraventricuar arrhythmias
ซึ่งมันหมายความถึงว่า การเต้นที่ผิดปกตินั้น เกิดเหนือหัวใจสองห้อง
ล่างนั้นเอง โดยมันสามารถเต้นได้เร็วถึง 200 – 300 ครั้งต่อนาที
หรือมันสามารถเต้นด้วยจังวะที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้การเต้นของหัวใจนั้น
เป็นการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น (extrabeats)
ถ้าการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ (arrhythmias) เริ่มเกิดจากหัวใจห้องล่าง
เราจะเรียกมันว่า ventricular arrhythmias
ซึ่งมันอาจเต้นด้วยอัตราความเร็วสูง เขาจึงเรียกว่า
ventricular tachycardia
สุดท้าย การเต้นของหัวใจสามารถเต้นอย่างช้า ๆ นั้น
สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากจุดกำเนิดของคลื่นประแสไฟฟ้าภายในหัวใจ
ซึ่งเราเรียกว่า sinus node โดยที่คลื่นกระแสะไฟฟ้าที่ปล่อยออกมานั้น
ไมได้ทีให้หัวใจเต้นเร็วจนเกินไป หรือบางครั้ง การเต้นของหัวใจนั้น เต้นในระดับปกติ
แต่คลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจหัองบน ถูกสกัดกั้น (block)
ไม่ให้คลื่นผ่านไปยังหัวใจสองห้องล่างได้ตามปกติ ถูกเรียกว่า Heart block
ซึ่งสามารถทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเต้นช้าลงถึงระดับ 20, 30 ครั้ง ต่อนาที
What is an arrhythmia (abnormal heart rhythm)?
ในคนปกติ หัวใจจะเต้นประมาณ 70 ครั้ง ต่อนาที ซึ่งวัดขณะพักผ่อน
แต่หัวใจไมใช้นาฬิกา ซึ่งจะต้องเต้นด้วยความสม่ำเสมอ ไม่ผิดพลาด
บางครั้ง การเต้นของหัวใจ เกิดการเต้นผิดปกติ โดยมีการเต้นที่เพิ่มขึ้น
ทำให้เราสัมผัสการเต้นเป็นคู่ ๆ (extrabeats) หรือบางครั้งมันหายไปเฉย ๆ
เป็นเหตุให้การเต้นของหัวใจเต้นช้าลง หรืออาจเต้นเร็วขึ้น
และบางครั้ง การเต้นของหัวใจอาจเต้นด้วยจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอได้
ผลกระทบจากการเต้นผิดปกติของหัวใจ-arrhythmia
อาจมีผลกระทบน้อยมาก หรือ อาจมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดความตายได้
ดังนั้น การเต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
จึงเป็นคำที่ใช้เรียกภาวะการเต้นของหัวใจด้วยจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ
continued 2
วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555
The Truth About Heart Rate and Exercise (continued)
การออกกำลังการพอประมาณ (moderate exercise) จะทำให้มีการ
ลดน้ำหนักได้ดีกว่าการออกกำลังกายอย่างหนัก (vigorous exercise)
น้ำหนักตัว เป็นเพียงเรื่องของตัวเลข ที่ปรากฏบนตาชั่งวัดน้ำหนัก...
ถ้าท่านต้องการกำจัดหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ให้ลดลดสักหลายกิโลนั้น สิ่งที่ท่านต้องกระทำ คือ
ท่านจำเป็นต้องเผาผลาญอาหารที่อยู่ในร่างกาย ที่อยู่ในสภาพเปลี่ยนเป็นพลังงานได้
ให้ได้มากกว่าอาหาร ที่ท่านจะต้องรับประทานเข้าไป
ซึ่งท่านสามารถกระทำได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งพายาแต่อย่างใด
โดยการออกกำลังการให้ได้ประมาณ 60 % ถึง 75 % ของ maximal heart rate ของท่าน
จะทำการเผาผลาญปริมาณของอาหารได้น้อยกว่าการออกแรงให้ได้ 75 % ถึง 85 %
ของ maximal heart rate ซึ่งถูกเรียกว่า aerobic หรือ cardio zone
ในการเผาผลาญอาหารในรูปของพลังงาน จากการออกกำลังกาย จะขึ้นกับระยะเวลาของการออกกำลังกาย
และความหนัก-เบา หรือความเข็มข้น(intensity) ของการออกกำลังกาย
การคำนวณค่า Maximal Heart Rate: สูตรทางคณิตศาสตร์
มันเป็นค่าของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจของท่าน
บางท่าน อาจไม่คุ้นเคยกับสูตรในการหาค่าของ MHR มันเป็นสูตรเลขง่าย ๆ ดังนี้
Maximal Heart Rate = 220 – age in years
เป็นสูตรที่ปรากฏออกมา เมื่อประมาณ ปี 1960s และใช้ได้ผลดีกับคน
ที่มีอายุน้อยกว่า 40 แต่ปรากฏว่า มันใช้ได้กับคนสูงอายุเช่นกัน
ในปี 2001 Tanaka ได้เสนอสูตรที่มีความแม่นยำสำหรับคนสูงอายุเอาไว้
ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน the Journal of the American College of Cardiololgy
สูตร ที่เขาเสนอไว้ คือ:
Maximal Heart Rate = 208 - (Age x 0.7)
ยกตัวอย่าง ท่านมีอายุ 40 ท่านมี maximal Heart rate = (208-40x0.7)
เราสามารถวัดระดับ maximal heart rate ของเราได้ โดยการวิ่ง หรือปั่นจักรยาน
ให้ถึงจุดเหนื่อยหล้า (exhaustion) แล้ววัดการเต้นของหัวใจ
แต่การกระทำดังกล่าว ไม่ควรกระทำ เพราะมันอันตราย โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 45 (สำหรับหญิง 55 ปี)
หรือ คนที่มีโรคหัวใจ หรือ ในคนที่ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
ยกเว้นเฉพาะในรายที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
หรือ ได้ผ่านปรึกษาแพทย์เป็นที่เรียบร้อยมาแล้ว
การใช้ระดับการเต้นของหัวใจ สามารถช่วยทำให้สุขภาพของท่านดีขึ้น...
จริงหรือ ?
การใช้เครื่องตรวจวัดการเต้นของหัวใจด้วย electronic monitors
ซึ่งติดไว้ที่หน้าอกของนักวิ่งมาราธอน, นักกีฬาปั่นจักรยาน ที่ใช้ตรวจวัดในขณะแข่งขัน
สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจได้อย่างแม่นยำ ช่วยนักกีฬาให้วัดชีพจรของตนเอง
ผลที่ได้จะ ถูกต้อง และแม่นยำ
แต่สำหรับท่าน ที่ไม่เป็นนักวิ่งมาราธอน การใช้เครื่องตรวจวัดชีพจร หรือการเต้นของหัวใจ
สามารถกระตุ้นให้ท่านอยากออกกำลังกายได้
แม้ว่า ท่านไม่ได้เตรียมตัวเป็นนักกีฬาเพื่อเตรียมแข่งในสนามแข่งก็ตามที
การตรวจวัดการเต้นของหัวใจ สามารถช่วยกระตุ้นให้ท่านออกำลังกายได้
ตามความเป็นจริง ไม่มีใครจำเป็นต้องใช้เครื่องมือดังกล่าวในการตรวจวัดหรอก
แต่มีบางคน ชอบที่จะเล่นกับเครื่องตรวจวัดการเต้นของหัวใจดังกล่าว
เพราะมันกระตุ้น และจูงใจให้เขาอยากออกกำลังกาย...
มันก็เท่านั้นเอง!
http://www.webmd.com/fitness-exercise/features/the-truth-about-heart-rate-and-exercise?page=3
ลดน้ำหนักได้ดีกว่าการออกกำลังกายอย่างหนัก (vigorous exercise)
น้ำหนักตัว เป็นเพียงเรื่องของตัวเลข ที่ปรากฏบนตาชั่งวัดน้ำหนัก...
ถ้าท่านต้องการกำจัดหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ให้ลดลดสักหลายกิโลนั้น สิ่งที่ท่านต้องกระทำ คือ
ท่านจำเป็นต้องเผาผลาญอาหารที่อยู่ในร่างกาย ที่อยู่ในสภาพเปลี่ยนเป็นพลังงานได้
ให้ได้มากกว่าอาหาร ที่ท่านจะต้องรับประทานเข้าไป
ซึ่งท่านสามารถกระทำได้ตามธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งพายาแต่อย่างใด
โดยการออกกำลังการให้ได้ประมาณ 60 % ถึง 75 % ของ maximal heart rate ของท่าน
จะทำการเผาผลาญปริมาณของอาหารได้น้อยกว่าการออกแรงให้ได้ 75 % ถึง 85 %
ของ maximal heart rate ซึ่งถูกเรียกว่า aerobic หรือ cardio zone
ในการเผาผลาญอาหารในรูปของพลังงาน จากการออกกำลังกาย จะขึ้นกับระยะเวลาของการออกกำลังกาย
และความหนัก-เบา หรือความเข็มข้น(intensity) ของการออกกำลังกาย
การคำนวณค่า Maximal Heart Rate: สูตรทางคณิตศาสตร์
มันเป็นค่าของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจของท่าน
บางท่าน อาจไม่คุ้นเคยกับสูตรในการหาค่าของ MHR มันเป็นสูตรเลขง่าย ๆ ดังนี้
Maximal Heart Rate = 220 – age in years
เป็นสูตรที่ปรากฏออกมา เมื่อประมาณ ปี 1960s และใช้ได้ผลดีกับคน
ที่มีอายุน้อยกว่า 40 แต่ปรากฏว่า มันใช้ได้กับคนสูงอายุเช่นกัน
ในปี 2001 Tanaka ได้เสนอสูตรที่มีความแม่นยำสำหรับคนสูงอายุเอาไว้
ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน the Journal of the American College of Cardiololgy
สูตร ที่เขาเสนอไว้ คือ:
Maximal Heart Rate = 208 - (Age x 0.7)
ยกตัวอย่าง ท่านมีอายุ 40 ท่านมี maximal Heart rate = (208-40x0.7)
เราสามารถวัดระดับ maximal heart rate ของเราได้ โดยการวิ่ง หรือปั่นจักรยาน
ให้ถึงจุดเหนื่อยหล้า (exhaustion) แล้ววัดการเต้นของหัวใจ
แต่การกระทำดังกล่าว ไม่ควรกระทำ เพราะมันอันตราย โดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 45 (สำหรับหญิง 55 ปี)
หรือ คนที่มีโรคหัวใจ หรือ ในคนที่ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
ยกเว้นเฉพาะในรายที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
หรือ ได้ผ่านปรึกษาแพทย์เป็นที่เรียบร้อยมาแล้ว
การใช้ระดับการเต้นของหัวใจ สามารถช่วยทำให้สุขภาพของท่านดีขึ้น...
จริงหรือ ?
การใช้เครื่องตรวจวัดการเต้นของหัวใจด้วย electronic monitors
ซึ่งติดไว้ที่หน้าอกของนักวิ่งมาราธอน, นักกีฬาปั่นจักรยาน ที่ใช้ตรวจวัดในขณะแข่งขัน
สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจได้อย่างแม่นยำ ช่วยนักกีฬาให้วัดชีพจรของตนเอง
ผลที่ได้จะ ถูกต้อง และแม่นยำ
แต่สำหรับท่าน ที่ไม่เป็นนักวิ่งมาราธอน การใช้เครื่องตรวจวัดชีพจร หรือการเต้นของหัวใจ
สามารถกระตุ้นให้ท่านอยากออกกำลังกายได้
แม้ว่า ท่านไม่ได้เตรียมตัวเป็นนักกีฬาเพื่อเตรียมแข่งในสนามแข่งก็ตามที
การตรวจวัดการเต้นของหัวใจ สามารถช่วยกระตุ้นให้ท่านออกำลังกายได้
ตามความเป็นจริง ไม่มีใครจำเป็นต้องใช้เครื่องมือดังกล่าวในการตรวจวัดหรอก
แต่มีบางคน ชอบที่จะเล่นกับเครื่องตรวจวัดการเต้นของหัวใจดังกล่าว
เพราะมันกระตุ้น และจูงใจให้เขาอยากออกกำลังกาย...
มันก็เท่านั้นเอง!
http://www.webmd.com/fitness-exercise/features/the-truth-about-heart-rate-and-exercise?page=3
The Truth About Heart Rate and Exercise
การที่เราสามารถเรียนรู้ได้ว่า หัวใจของเราเต้นได้เร็วแค่ใด
ทั้งในขณะที่เราพักผ่อน , ออกกำลังกาย และ ภายหลังการออกกำลังกาย
อาจเป็นประโยชน์สำรับคนบางคน ตลอดรวมไปถึง คนที่เป็นโรคหัวใจ
และ คนที่นักกีฬาทีมชาติได้...
แต่ก็อีกนั้นแหละ สิ่งที่คนทั่วไปมีความเชื้อในเรื่องเกี่ยวกับ อัตราการเต้นของหัวใจ
และ การออกกำลังกายนั้น อาจไม่จริงเสมอไป
ลองดูคำถาม และความคิดเห็น ต่อไปนี้ดู อาจทำให้เราเข้าใจอะรไรบางอย่างได้
จำเป็นด้วยหรือ...ที่เราจะต้องตรวจวัดดูการเต้นของหัวใจในระหว่างการ
ออกกำลังกาย ?
ไม่จำเป็น:
การที่เราจะตรวจเช็คดูการเต้นของหัวใจของเราหรือไม่ มันขึ้นกับตัวของเราเอง
และ เหตุผลของการออกกำลังกายของท่าน
ถ้าท่านเป็นโรคหัวใจ แพทย์จะสั่งห้ามไม่ให้ท่านออกกำลังที่มีความเข็มข้นสูง
การวัดการเต้นของหัวใจของท่านในขณะออกกำลังกาย จะเป็นวิธีการที่ดี ที่จะช่วยให้ท่าน
สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวใจของท่าน ทำงานในระดับ หรือ ช่วงที่เป็นอันตราย (danger zone)
การวัดการเต้นของหัวใจ มีประโยชน์สำหรับนักวิ่งเร็ว นักปั่นจัรยาน และการออกกำลังกายชนิดอื่นได้จริง
ซึ่ง เขาเหล่านั้น ต้องการให้ร่างกายของเขาสมบูรณ์ที่สุด
พร้อมที่จะลงสนามแข่งขันได้ทุกเมื่อ
นอกเหนือจากนั้น การวัดการเต้นของหัวใจ จะไม่ประโยชน์ใด ๆ เลย
ถ้าการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพของท่านดีขึ้น สิ่งที่ท่านต้องทำ คือ ปิดโทศน์ แล้วลุกจากหน้าจอทีวี
แล้วหาความสนุกจากการออกกำลังกายแทน
และ ทำให้การออกกำลังกายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน
จริงหรือที่ว่า เมื่อท่านออกกำลังกายแบบแอโรบิค แล้ว
อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักผ่อน เป็นข้อบ่งบอกว่า ท่านมีสุขภาพอสมบูรณ์ (fitness)
ไม่จริงเสมอไป:
การออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ สามารถทำให้หัวใจ
ของเราแข็งแรงขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ซึ่งหมายความว่า หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
เป็นการการบีบตัวที่น้อยครั้ง และแต่ละครั้งมีการบีบตัวแรงขึ้น
คนส่วนใหญ่ ระดับการเต้นของหัวใจในขณะพักผ่อน ระดับการเต้นของหัวใจ 60 – 90 ครั้งต่อนาที
สำหรับนักกีฬา หรือคนทีออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดระดับการ
เต้นของหัวใจขณะพักได้ถึง 10 -20 ครั้ง ต่อนาที
ถ้าระดับการเต้นของหัวใจของท่านต่ำกว่าคนอื่นเขา ท่านอย่าได้โมเมเอา ว่า
ตัวท่านมีสุขภาพดีกว่า หรือเลวกว่าคนอื่นเป็นอันขาด
เพราะมีคนอยู่สองคนต่างมีสุขภาพดีเท่ากัน แต่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เคยมีคนที่นั่งโต๊ะ ทำงานทั้งวัน ไม่เคยออกกำลังกายเลย กับอีกคนที่ออกกำลังกายอย่างสำม่เสมอ
พบว่า อัตราการเต้นของหัวใจมีค่า ระหว่าง 50- 60 ครั้ง ต่อนาที
Maximal Heart Rate (อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) จะลดลงตามอายุ
จริงหรือ ?
จริง:
เท่าที่เราทราบ การออกแรงจะทำใหหัวใจเต้นเร็วขึ้น ยิ่งออกแรงมากการเต้นของหัวใจย่อมมีมากขึ้น
แต่ ระดับสูงสุดของการเต้นของหัวใจ ที่สามารถเต้นได้เร็วที่สุด จะจำกัดโดยอายุของคนเป็นสำคัญ
“การเต้นของหัวใจได้เร็วสูงสุด (maximal heart rate) จะไม่สัมพันธ์กับ
การออกกำลังกาย”
นั้นเป็นความเห็นของ Hirofumi Tanaka, PhD. Professor of Kinesiology
And Health education at the University of Texas...
เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า ไม่ว่า บุคคลนั้นจะเป็นคนนั่ง-นอนอยู่กับที่ หรือ คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
พบว่า ทุก ๆ 10 ปี ที่ผ่านไป จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง 7 ครั้งต่อนาที”
ซึ่งหมายความว่า ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจลดลง...
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก (resting heart rate)
และ จะไม่สัมพันธ์กับระดับการเต้นของหัวใจสูงสุด และ อายุที่แก่ขึ้น
Continued >
ทั้งในขณะที่เราพักผ่อน , ออกกำลังกาย และ ภายหลังการออกกำลังกาย
อาจเป็นประโยชน์สำรับคนบางคน ตลอดรวมไปถึง คนที่เป็นโรคหัวใจ
และ คนที่นักกีฬาทีมชาติได้...
แต่ก็อีกนั้นแหละ สิ่งที่คนทั่วไปมีความเชื้อในเรื่องเกี่ยวกับ อัตราการเต้นของหัวใจ
และ การออกกำลังกายนั้น อาจไม่จริงเสมอไป
ลองดูคำถาม และความคิดเห็น ต่อไปนี้ดู อาจทำให้เราเข้าใจอะรไรบางอย่างได้
จำเป็นด้วยหรือ...ที่เราจะต้องตรวจวัดดูการเต้นของหัวใจในระหว่างการ
ออกกำลังกาย ?
ไม่จำเป็น:
การที่เราจะตรวจเช็คดูการเต้นของหัวใจของเราหรือไม่ มันขึ้นกับตัวของเราเอง
และ เหตุผลของการออกกำลังกายของท่าน
ถ้าท่านเป็นโรคหัวใจ แพทย์จะสั่งห้ามไม่ให้ท่านออกกำลังที่มีความเข็มข้นสูง
การวัดการเต้นของหัวใจของท่านในขณะออกกำลังกาย จะเป็นวิธีการที่ดี ที่จะช่วยให้ท่าน
สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้หัวใจของท่าน ทำงานในระดับ หรือ ช่วงที่เป็นอันตราย (danger zone)
การวัดการเต้นของหัวใจ มีประโยชน์สำหรับนักวิ่งเร็ว นักปั่นจัรยาน และการออกกำลังกายชนิดอื่นได้จริง
ซึ่ง เขาเหล่านั้น ต้องการให้ร่างกายของเขาสมบูรณ์ที่สุด
พร้อมที่จะลงสนามแข่งขันได้ทุกเมื่อ
นอกเหนือจากนั้น การวัดการเต้นของหัวใจ จะไม่ประโยชน์ใด ๆ เลย
ถ้าการออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพของท่านดีขึ้น สิ่งที่ท่านต้องทำ คือ ปิดโทศน์ แล้วลุกจากหน้าจอทีวี
แล้วหาความสนุกจากการออกกำลังกายแทน
และ ทำให้การออกกำลังกายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน
จริงหรือที่ว่า เมื่อท่านออกกำลังกายแบบแอโรบิค แล้ว
อัตราการเต้นของหัวใจขณะพักผ่อน เป็นข้อบ่งบอกว่า ท่านมีสุขภาพอสมบูรณ์ (fitness)
ไม่จริงเสมอไป:
การออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ สามารถทำให้หัวใจ
ของเราแข็งแรงขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ซึ่งหมายความว่า หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
เป็นการการบีบตัวที่น้อยครั้ง และแต่ละครั้งมีการบีบตัวแรงขึ้น
คนส่วนใหญ่ ระดับการเต้นของหัวใจในขณะพักผ่อน ระดับการเต้นของหัวใจ 60 – 90 ครั้งต่อนาที
สำหรับนักกีฬา หรือคนทีออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดระดับการ
เต้นของหัวใจขณะพักได้ถึง 10 -20 ครั้ง ต่อนาที
ถ้าระดับการเต้นของหัวใจของท่านต่ำกว่าคนอื่นเขา ท่านอย่าได้โมเมเอา ว่า
ตัวท่านมีสุขภาพดีกว่า หรือเลวกว่าคนอื่นเป็นอันขาด
เพราะมีคนอยู่สองคนต่างมีสุขภาพดีเท่ากัน แต่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
เคยมีคนที่นั่งโต๊ะ ทำงานทั้งวัน ไม่เคยออกกำลังกายเลย กับอีกคนที่ออกกำลังกายอย่างสำม่เสมอ
พบว่า อัตราการเต้นของหัวใจมีค่า ระหว่าง 50- 60 ครั้ง ต่อนาที
Maximal Heart Rate (อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด) จะลดลงตามอายุ
จริงหรือ ?
จริง:
เท่าที่เราทราบ การออกแรงจะทำใหหัวใจเต้นเร็วขึ้น ยิ่งออกแรงมากการเต้นของหัวใจย่อมมีมากขึ้น
แต่ ระดับสูงสุดของการเต้นของหัวใจ ที่สามารถเต้นได้เร็วที่สุด จะจำกัดโดยอายุของคนเป็นสำคัญ
“การเต้นของหัวใจได้เร็วสูงสุด (maximal heart rate) จะไม่สัมพันธ์กับ
การออกกำลังกาย”
นั้นเป็นความเห็นของ Hirofumi Tanaka, PhD. Professor of Kinesiology
And Health education at the University of Texas...
เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า ไม่ว่า บุคคลนั้นจะเป็นคนนั่ง-นอนอยู่กับที่ หรือ คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
พบว่า ทุก ๆ 10 ปี ที่ผ่านไป จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง 7 ครั้งต่อนาที”
ซึ่งหมายความว่า ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจลดลง...
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก (resting heart rate)
และ จะไม่สัมพันธ์กับระดับการเต้นของหัวใจสูงสุด และ อายุที่แก่ขึ้น
Continued >
Heart Disease & Abnormal Heart Rhythm (continued).
เราจะวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดปกติได้อย่างไร?
มีวิธีการตรวจมากมาย ที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยภาวะการณ์เต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
หรือ วินิจฉัยหาสาเหตุของโรค เช่น:
• Electrocardiogram
• Holter monitor
• Event monitor
• Stress test
• Echocardiogram
• Cardiac catheterization
• Electrophysiology study (EPS)
• Head-up tilt table test
How Are Arrhythmias Treated?
การรักษาหัวใจเต้นผิดปกติ ขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ และความรุนแรงที่เกิดขึ้น
บางรายที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องรับรักษาแต่อย่างใด
ส่วนรายอื่น ๆ อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ยา, ปรับเปลี่ยนพฤติก, หรือ ทำการผ่าตัด
ยาที่ใช้ในการรักษา:
มียาหลายกลุ่ม ที่แพทย์นำมาใช้ในการรักษาภาวะการณ์เต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
เช่น:
• Anti-arrhythmic drugs. ยาเหล่านี้ ใช้ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
รวมถึงพวก beta-blockers
• Anti-coagulant or anti-platelet therapy.
ยาพวกนี้ถูกนำมาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้มีก้อนเลือดเกิดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดสมองขาดเลือด
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ warfarin (blood thinner) หรือ aspirin
นอกจากนั้น ยังมี blood thinner ตัวอื่น ๆ อีก เช่น Pradaxa (dabigatran) และ Xeralta (rivaroxaban)
เป็นยาที่ได้รับรองว่า สามารถใช้ป้องกันภาวะ ไม่ให้เส้นเลือดในสมองอุดตัน จากโรค atrial fibrillation
เนื่องจากคนแต่ละคน มีความแตกต่างกัน จึงอาจด้องใช้ยาหาย ๆ ขนาน หลายขนาด
เพื่อหายา และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ละรายได้
คำถาม:
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถช่วยการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้จริงหรือ ?
o ถ้าพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือเกิดบ่อย ท่านควรหลีกเลี่ยงเสีย
o ถ้าท่านสูบหรี่...เลิกเสีย
o จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
o จำกัด การดื่มกาแฟง บางคนพอดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มบางอย่าง จะทำให้เกิดอาการขึ้น
o ให้หลีกเลี่ยงจากการใช้สารกระตุ้นบางอย่าง ที่ใช้รัก โรคหวัด หรือยาแก้ไอ
การปรับเปลี่ยนการเต้นขอหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า (electrical cardiversion)
ในรายที่ท่านไม่สามารถควบคุมการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้ด้วยยา
เช่น ในคนไข้ที่เป็น Atrial fibrillation จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย วิธี cardioversion
ซึ่งกระทำด้วยการกระตุกคนไข้ที่บริเวณหน้าอกด้วยกระแสไฟฟ้า (ทำในขณะดมยาสบ)
สามารถทำให้การเต้นของหัวใจกับสู่ปกติได้
Pacemaker เป็นเครื่องมืออะไร ?
Pacemaker เป็นเครื่องมือ ที่ทำหน้าที่ส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เพื่อทำให้หัวใจคงสภาพการเต้นในอัตราที่เหมาะสม
Pacemaker คือ เครื่องกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีแบตเตอรี่ และ คอมพิวเตอรขนาดเล็ก
มีเส้นลวดส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าจากเครื่องดังกล่าวไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
มีเครื่องมือที่ผลิตออกมาใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้
Implantable Cardioverter Defibrillator (ICD)?
ICD เป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจห้องล่าง
ซึงเป็นทั้ง ventricular tachycardia และ ventricular fibrillation
เป็นสภาวะหรือโรคที่สามารถทำลายชีวิตของคนไข้ได้
ICD เป็นเครื่องมือ ที่สามารถตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจตลอดเวลา เมื่อมีการเต้นที่ผิดปกติ
เช่น เต้นเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ มันจะส่งคลื่น (energy)
ไปจัดการแก้ไขการทำงานของหัวใจให้ทำงานได้เป็นปกติทันที
ซึ่ง สามารถทำหน้าที่หลายอย่างด้วยกัน เช่น
• Anti-tachycardia pacing (ATP).
เมื่อหัวใจมีการเต้นที่เร็วไป เครื่องมือจะสงคลื่นเป็นขบวน (series of electrical impulse) ไป
ยังกล้ามเนื้อหัวใจ...จัดการให้กลับมาเต้นเหมือนเดิม
• Cardioversion.
เป็นการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (energy shock)ในขณะมีการทำให้การเต้นของหัวใจ
ทำให้การเต้นกลับสู่การเต้นที่เป็นปกติได้
• Defibrillation.
ในกรณีที่มีการเต้นที่ผิดปกติ ที่เต้นด้วยความเร็วสูง และสม่ำเสมอ การใช้พลังงานที่สูงขึ้น
ซึ่งเมื่อปล่อยไปยังกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว สามารถทำให้การเต้นกลับเป็นปกติได้
• Anti-bradycardia pacing.
ปรากฏว่า มีเครื่อง ICDs จำนวนมาก ทีสามารถสำรองข้อมูล ( back-up pacing)
การเต้นตามปกติของหัวใจเอาไว้ เมื่อมีการเต้นผิดปกติ มันสามารถจัดการแก้ไขได้
Catheter Ablation?
เป็นวิธีการรักษาภาวะการณ์เต้นผิดปกติของหัวใจ ชนิด PSVTs, atrial flutter ,
atrial fibrillation และในบางรายที่เป็นทั้ง atrial & ventricular tachycardis.
การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว เขาใช้พลังงานจากกระแสไฟฟ้าที่มีความถี่สูง ส่งผ่านไปตามสาย
Catheter ไปยังเนื้อเยื่อภายในหัวใจ ซึ่งเป็นตัวทำหน้าที่ก่อให้เกิดคลื่นที่ไม่ปกติ
เป็นการทำลายการติดต่อของคลื่นที่ผิดปกติลง
Heart Surgery?
บางครั้งศัลยกรรมทรวงอก หรือการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจ ก็อาจมีบทบาทต่อการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้
โดยวิธีการหนึ่ง เรียกว่า Maze procedure
เป็นกระบวนการใช้มีดผ่าตัด “กรีด”เนื้อเยื่อของหัวใจ ตรงส่วนที่ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจสองสองห้องบน
การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว พบว่าคนไข้บางรายอาจจำเป็นต้องใช้ Pacemaker ต่อไปก็ได
http://www.webmd.com/heart-disease/guide/heart-disease-abnormal-heart-rhythm?page=3
มีวิธีการตรวจมากมาย ที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยภาวะการณ์เต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
หรือ วินิจฉัยหาสาเหตุของโรค เช่น:
• Electrocardiogram
• Holter monitor
• Event monitor
• Stress test
• Echocardiogram
• Cardiac catheterization
• Electrophysiology study (EPS)
• Head-up tilt table test
How Are Arrhythmias Treated?
การรักษาหัวใจเต้นผิดปกติ ขึ้นกับชนิดของความผิดปกติ และความรุนแรงที่เกิดขึ้น
บางรายที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องรับรักษาแต่อย่างใด
ส่วนรายอื่น ๆ อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ยา, ปรับเปลี่ยนพฤติก, หรือ ทำการผ่าตัด
ยาที่ใช้ในการรักษา:
มียาหลายกลุ่ม ที่แพทย์นำมาใช้ในการรักษาภาวะการณ์เต้นที่ผิดปกติของหัวใจ
เช่น:
• Anti-arrhythmic drugs. ยาเหล่านี้ ใช้ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
รวมถึงพวก beta-blockers
• Anti-coagulant or anti-platelet therapy.
ยาพวกนี้ถูกนำมาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้มีก้อนเลือดเกิดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดสมองขาดเลือด
ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ warfarin (blood thinner) หรือ aspirin
นอกจากนั้น ยังมี blood thinner ตัวอื่น ๆ อีก เช่น Pradaxa (dabigatran) และ Xeralta (rivaroxaban)
เป็นยาที่ได้รับรองว่า สามารถใช้ป้องกันภาวะ ไม่ให้เส้นเลือดในสมองอุดตัน จากโรค atrial fibrillation
เนื่องจากคนแต่ละคน มีความแตกต่างกัน จึงอาจด้องใช้ยาหาย ๆ ขนาน หลายขนาด
เพื่อหายา และขนาดที่เหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ละรายได้
คำถาม:
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถช่วยการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้จริงหรือ ?
o ถ้าพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ หรือเกิดบ่อย ท่านควรหลีกเลี่ยงเสีย
o ถ้าท่านสูบหรี่...เลิกเสีย
o จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
o จำกัด การดื่มกาแฟง บางคนพอดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มบางอย่าง จะทำให้เกิดอาการขึ้น
o ให้หลีกเลี่ยงจากการใช้สารกระตุ้นบางอย่าง ที่ใช้รัก โรคหวัด หรือยาแก้ไอ
การปรับเปลี่ยนการเต้นขอหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า (electrical cardiversion)
ในรายที่ท่านไม่สามารถควบคุมการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้ด้วยยา
เช่น ในคนไข้ที่เป็น Atrial fibrillation จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วย วิธี cardioversion
ซึ่งกระทำด้วยการกระตุกคนไข้ที่บริเวณหน้าอกด้วยกระแสไฟฟ้า (ทำในขณะดมยาสบ)
สามารถทำให้การเต้นของหัวใจกับสู่ปกติได้
Pacemaker เป็นเครื่องมืออะไร ?
Pacemaker เป็นเครื่องมือ ที่ทำหน้าที่ส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
เพื่อทำให้หัวใจคงสภาพการเต้นในอัตราที่เหมาะสม
Pacemaker คือ เครื่องกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีแบตเตอรี่ และ คอมพิวเตอรขนาดเล็ก
มีเส้นลวดส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าจากเครื่องดังกล่าวไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ
มีเครื่องมือที่ผลิตออกมาใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้
Implantable Cardioverter Defibrillator (ICD)?
ICD เป็นเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจห้องล่าง
ซึงเป็นทั้ง ventricular tachycardia และ ventricular fibrillation
เป็นสภาวะหรือโรคที่สามารถทำลายชีวิตของคนไข้ได้
ICD เป็นเครื่องมือ ที่สามารถตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจตลอดเวลา เมื่อมีการเต้นที่ผิดปกติ
เช่น เต้นเร็วไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ มันจะส่งคลื่น (energy)
ไปจัดการแก้ไขการทำงานของหัวใจให้ทำงานได้เป็นปกติทันที
ซึ่ง สามารถทำหน้าที่หลายอย่างด้วยกัน เช่น
• Anti-tachycardia pacing (ATP).
เมื่อหัวใจมีการเต้นที่เร็วไป เครื่องมือจะสงคลื่นเป็นขบวน (series of electrical impulse) ไป
ยังกล้ามเนื้อหัวใจ...จัดการให้กลับมาเต้นเหมือนเดิม
• Cardioversion.
เป็นการกระตุกด้วยคลื่นไฟฟ้า (energy shock)ในขณะมีการทำให้การเต้นของหัวใจ
ทำให้การเต้นกลับสู่การเต้นที่เป็นปกติได้
• Defibrillation.
ในกรณีที่มีการเต้นที่ผิดปกติ ที่เต้นด้วยความเร็วสูง และสม่ำเสมอ การใช้พลังงานที่สูงขึ้น
ซึ่งเมื่อปล่อยไปยังกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว สามารถทำให้การเต้นกลับเป็นปกติได้
• Anti-bradycardia pacing.
ปรากฏว่า มีเครื่อง ICDs จำนวนมาก ทีสามารถสำรองข้อมูล ( back-up pacing)
การเต้นตามปกติของหัวใจเอาไว้ เมื่อมีการเต้นผิดปกติ มันสามารถจัดการแก้ไขได้
Catheter Ablation?
เป็นวิธีการรักษาภาวะการณ์เต้นผิดปกติของหัวใจ ชนิด PSVTs, atrial flutter ,
atrial fibrillation และในบางรายที่เป็นทั้ง atrial & ventricular tachycardis.
การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว เขาใช้พลังงานจากกระแสไฟฟ้าที่มีความถี่สูง ส่งผ่านไปตามสาย
Catheter ไปยังเนื้อเยื่อภายในหัวใจ ซึ่งเป็นตัวทำหน้าที่ก่อให้เกิดคลื่นที่ไม่ปกติ
เป็นการทำลายการติดต่อของคลื่นที่ผิดปกติลง
Heart Surgery?
บางครั้งศัลยกรรมทรวงอก หรือการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจ ก็อาจมีบทบาทต่อการรักษาการเต้นที่ผิดปกติของหัวใจได้
โดยวิธีการหนึ่ง เรียกว่า Maze procedure
เป็นกระบวนการใช้มีดผ่าตัด “กรีด”เนื้อเยื่อของหัวใจ ตรงส่วนที่ทำหน้าที่นำคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจสองสองห้องบน
การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว พบว่าคนไข้บางรายอาจจำเป็นต้องใช้ Pacemaker ต่อไปก็ได
http://www.webmd.com/heart-disease/guide/heart-disease-abnormal-heart-rhythm?page=3
Heart Disease and Abnormal Heart Rhythm
หัวใจเต้นผิดปกติ! หรือ ปกติ!
การที่หัวใจของคนเราเต้นผิดปกติไป เขาเรียกว่า arrhythmia
มันจะแตกต่างจากอัตราการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอ (irregular heart rate)
ซึ่ง ตามจริงทั้งสองภาวะ ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอไป
ปกติอัตราการเต้นของหัวใจ จะเต้นอยู่ที่ 50 – 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะที่หัวใจเต้นด้วยอัตราการเต้นที่ปกติได้
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว หัวหัวใจเต้นช้าก็ได้
ในสหรัฐฯ เคยมีคนไข้ทีหัวใจเต้นผิดปกติ
ถูกรับไว้ในโรงพยาบาลปีหนึ่งมากกว่า 850,000 คน
อะไรคือสาเหตุของหัวใจเต้นที่ผิดปกติไป:
หัวใจเต้นผิดปกติ อาจมีสาเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น:
o โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ (coronary artery disease)
o การเปลี่ยนแปลงในกล้ามเนื้อของหัวใจ
o มีความไม่สมดุลในสารที่มีไอออน (อีเล็กโตรไลท์) เช่น sodium หรือ potassium
o กล้ามเนื้อ หัวใจถูกทำลาย (injury) จากการขาดเลือด & ออกซิเจน (heart attack)
o ภายหลังการผ่าตัดหัวใจ
ชนิดของความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ: (Types of arrhythmia)
o Premature atrial contractions.
เป็นการเต้นของหัวใจห้องบนก่อนเวลาอันควร ยกตัวอย่าง
เช่น การเต้นของหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นหลายครั้งก่อนเวลาอันควร
ซึ่งเป็นผลจากคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (atria) ทำให้เราจับชีพจรได้เป็นคู่ ๆ
การเต้นของหัวใจผิดปกติดังกล่าว ไม่น่าตกใจอะไร
ไม่มีอันตรายอะไรเลยมันเป็นการตอบสนองของระบบหัวใจ และเส้นเลือด
ที่มีต่อความสมบูรณ์ของร่างกาย
o Premature ventricular contractions(PVCs).
เป็นการเต้นของหัวใจที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่คน ๆ นั้น มี หรือไม่มีโรคหัวใจเลย
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติชนิดนี้ เป็นความรู้สึกที่คนเราสามารถสัมผัสได้
ในบางคน การเต้นแบบนี้ (PVCs) จะสัมพันธ์กับความเครียด
หรือ เกิดจากการดื่มกาแฟ หรือ สูบหรี่มากเกินไป
หรือแม้กระทั้งออกกำลังกายมากเกิน ก็สามารถทำให้เกิดการเต้นของหัวใจแบบนี้ได้
PVCs สามารถเกิดจากคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือ เกิดจาการเสียความสมดุลในสารอีออน(อีเลกโตรไลท์)
ในกรณีที่มี PVCs หรือ มีอาการร่วมกันการเต้นผิดปกติดังกล่าวมากเกินปกติ
ท่านควรได้รับการตรวจ และประเมินจากแพทย์...
อย่างไรก็ตาม ภาวะ PVCs ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายใด ๆ
ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา หรือถ้าจะมี...ก้น้อยมาก!
o Atrial fibrillation. AF
เป็นการเต้นของหัวใจที่มีจังหวะผิดปกติ (irregularRhythm) พบได้บ่อย
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดปกติไป
o Atrial Flutter. เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
ซึ่งเกิดจากวงจรของคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจสองห้องบน ปล่อยคลื่นออกมาเร็วกว่าปกติ
โดยอาจเกิดได้ครั้ง หรือหลายครั้ง
ในรายที่เป็น atrial flutter โรคหัวใจ มักจะเกิดกับคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ
ซึ่งมักจะเกิดภายในอาทิตย์แรกหลังการผ่าตัด และมันสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็น AF ได้
o Paroxysmal supraventricular tachycardia. (PSVT)
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่มีอัตราการเต้นที่เร็ว และมักจะมีอัตราการเต้นที่สม่ำเสมอ
โดย เกิดจากคลื่นกระแสไฟฟ้าจากตำแหน่งที่อยู่เหนือหัวใจสองห้องล่าง
ซึ่งมักจะเกิด และดับลงอย่างรวดเร็ว
PSVT มีสองชนิดใหญ่ ๆ Accessory path tachycardia และ AV node
Reentrant tachycardia
Accessory pathway tachycardias. หัวใจมีการเต้นเร็ว เนื่องมาจาก
มีทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น (extra abnormal pathway)
หรือมีทางติดต่อของคลื่นระหว่างหัวใจสองห้องบน และสองห้องล่าง
ทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสองเส้นทาง (ทางเดิม และทางที่มีเพิ่ม)
เป็นเหตุให้มีคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งรอบหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินปกติไป
AV nodal reentrant tachycardia.
การเต้นของหัวใจที่เร็วผิดปกติชนิดนี้ เกิดจากการที่มีทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจมากว่าหนึ่งแห่ง
ที่วิ่งผ่าน AV node ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการใจสั่น (palpitation), เป็นลม (fainting)
หรือ หัวใจล้มเหลว (heart failure)
ในบางราย เราสามารถทำให้มันหายไปด้วยวีการง่าย ๆ
เช่น หายใจลึก ๆ แล้วเบ่งเหมือนผู้หญิงคลอดบุตร (breathing in and bearing sown)
หรือ ใช้ยาบางตัว สามารถยุติการเต้นที่ผิดปกติดังกล่าวได้
o Ventricular tachycardia (V-tach).
เป็นการของหัวใจสองหองล่าง ที่เต้นเร็ว โดยมีคลื่นไฟฟ้า
เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง (ventricles)
การที่หัวใจสองห้องล่างเต้นเร็วนั้น จะขัดขวางต่อการให้เลือดไหลไปสู่หัวใจได้
ทำให้มีเลือดมีปริมาณไม่เพียงพอ จัดเป็นชนิดของการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคหัวใจ และอาจทำให้คนไข้มีอาการมากขึ้น
o Ventricular fibrillation.
เป็นการเต้นของหัวใจที่เต้นเร็ว ซึ่งเกิดจากการปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจสองห้องล่างอย่างไร้เป้าหมาย
เป็นการปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้า ซึ่ง มีลักษณะเหมือนฝูงชนแตกตื่นจากภัยพิบัติ...
ทำให้การเต้นของหัวใจห้องล่าง มีลักษระสั่นระริก ไม่สามารถที่จะบีบเลือดออกจากหัวใจ
ได้เลย จัดเป็นภาวะฉุกเฉิน ซึ่งควรได้รบการรักษาอย่างรีบด่วน
(cardiopulmonary Resuscitation (CPR) และทำ defibrillation ให้เร็วที่สุด
o Long QT syndrome.
QT interval คือบริเวณที่พบใน electrocardiogram
ซึ่งบ่งบอกให้ทราบถึงภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจ มีการหดตัว และกลับสู่สะภาพเดิม (contract and recover)
หรือเป็นระยะเวลาที่มีการยิ่งคลื่นกระไฟฟ้า และมีการ recharge
ถ้าเมื่อใดที่พบว่า QT interval ยาวกว่าปกติ มันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต
จากการเกิด ventricular tachycardia
ในบางราย Long QT syndrome เป็นโรคทางพันธุกรรม
สามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตในคนหนุ่มได้
ซึ่งสามารถรักษาด้วยการใช้ยาต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ (antiarrhythmic drugs)
และใส่เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ (pacemaker), cardioversion,
defibrillator หรือ ablation therapy
o Bradyarrhythmias.
เป็นการเต้นของหัวใจที่เต้นช้ากว่าปกติ ซึ่งเกิดจากโรคหัวใจเอง
โดยที่ระบบกำเนิดคลื่นไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ
ยกตัวอย่างเช่น sinus node dysfunction และ พวก heart block
Sinus node dysfunction.
โรคที่จังหวะการเต้นของหัวใจเต้นช้าลง เพราะมีความผิดปกติที่ปุ่มกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า SA node
สำหรับรายที่ทำให้มีอาการ จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
Heart block.
เป็นการปิดกั้นคลื่นกระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบนไปยังหัวใจห้องล่าง
ซึ่งอาจปิดกั้นบางส่วน ทำให้การเดินทางของคลื่นกระแสไฟฟ้าช้าลง หรือถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง
เป็นเหตุให้หัวใจเต้นได้ไม่สำม่เสมอ (irregular) ช้าลง (slowly) หรือ เต้นเร็วขึ้น (often)
ถ้าหากอาการรุนแรง จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
การเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมาในรูปแบบที่ไม่มีใครรู้ ไม่แสดงอาการ
แพทย์ตรวจพบในขณะทำการตรวจร่างกาย โดยตรวจคำชีพจร การตรวจคลื่นของหัวใจ ECG
อาการแสดงของภาวะหัวใจเต้นไม่ปกติ อาจมีดังต่อไปนี้:
• มีอาการใจสั่น (palpitation
เป็นความรู้สึกผิดปกติว่า มีการกระเพื่อมของหน้าอ
• รู้สึกวิงเวียน (dizziness)
• รู้สึกเป็นลม (fainti8ng)
• Shortness of breath
• รู้สึกไม่สบายในทรวงอก (Chest discomfort)
• รู้สึกอ่อนแรง หรือ เมื่อยล้า (Weakness or fatigue)
Continued. >
การที่หัวใจของคนเราเต้นผิดปกติไป เขาเรียกว่า arrhythmia
มันจะแตกต่างจากอัตราการเต้นที่ไม่สม่ำเสมอ (irregular heart rate)
ซึ่ง ตามจริงทั้งสองภาวะ ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอไป
ปกติอัตราการเต้นของหัวใจ จะเต้นอยู่ที่ 50 – 100 ครั้ง ต่อหนึ่งนาที
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะที่หัวใจเต้นด้วยอัตราการเต้นที่ปกติได้
หรือ เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว หัวหัวใจเต้นช้าก็ได้
ในสหรัฐฯ เคยมีคนไข้ทีหัวใจเต้นผิดปกติ
ถูกรับไว้ในโรงพยาบาลปีหนึ่งมากกว่า 850,000 คน
อะไรคือสาเหตุของหัวใจเต้นที่ผิดปกติไป:
หัวใจเต้นผิดปกติ อาจมีสาเหตุจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น:
o โรคหลอดเลือดแดงของหัวใจ (coronary artery disease)
o การเปลี่ยนแปลงในกล้ามเนื้อของหัวใจ
o มีความไม่สมดุลในสารที่มีไอออน (อีเล็กโตรไลท์) เช่น sodium หรือ potassium
o กล้ามเนื้อ หัวใจถูกทำลาย (injury) จากการขาดเลือด & ออกซิเจน (heart attack)
o ภายหลังการผ่าตัดหัวใจ
ชนิดของความผิดปกติในการเต้นของหัวใจ: (Types of arrhythmia)
o Premature atrial contractions.
เป็นการเต้นของหัวใจห้องบนก่อนเวลาอันควร ยกตัวอย่าง
เช่น การเต้นของหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นหลายครั้งก่อนเวลาอันควร
ซึ่งเป็นผลจากคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจห้องบน (atria) ทำให้เราจับชีพจรได้เป็นคู่ ๆ
การเต้นของหัวใจผิดปกติดังกล่าว ไม่น่าตกใจอะไร
ไม่มีอันตรายอะไรเลยมันเป็นการตอบสนองของระบบหัวใจ และเส้นเลือด
ที่มีต่อความสมบูรณ์ของร่างกาย
o Premature ventricular contractions(PVCs).
เป็นการเต้นของหัวใจที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดขึ้นโดยที่คน ๆ นั้น มี หรือไม่มีโรคหัวใจเลย
การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติชนิดนี้ เป็นความรู้สึกที่คนเราสามารถสัมผัสได้
ในบางคน การเต้นแบบนี้ (PVCs) จะสัมพันธ์กับความเครียด
หรือ เกิดจากการดื่มกาแฟ หรือ สูบหรี่มากเกินไป
หรือแม้กระทั้งออกกำลังกายมากเกิน ก็สามารถทำให้เกิดการเต้นของหัวใจแบบนี้ได้
PVCs สามารถเกิดจากคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือ เกิดจาการเสียความสมดุลในสารอีออน(อีเลกโตรไลท์)
ในกรณีที่มี PVCs หรือ มีอาการร่วมกันการเต้นผิดปกติดังกล่าวมากเกินปกติ
ท่านควรได้รับการตรวจ และประเมินจากแพทย์...
อย่างไรก็ตาม ภาวะ PVCs ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายใด ๆ
ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา หรือถ้าจะมี...ก้น้อยมาก!
o Atrial fibrillation. AF
เป็นการเต้นของหัวใจที่มีจังหวะผิดปกติ (irregularRhythm) พบได้บ่อย
ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดปกติไป
o Atrial Flutter. เป็นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
ซึ่งเกิดจากวงจรของคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจสองห้องบน ปล่อยคลื่นออกมาเร็วกว่าปกติ
โดยอาจเกิดได้ครั้ง หรือหลายครั้ง
ในรายที่เป็น atrial flutter โรคหัวใจ มักจะเกิดกับคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ
ซึ่งมักจะเกิดภายในอาทิตย์แรกหลังการผ่าตัด และมันสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็น AF ได้
o Paroxysmal supraventricular tachycardia. (PSVT)
เป็นการเต้นของหัวใจ ที่มีอัตราการเต้นที่เร็ว และมักจะมีอัตราการเต้นที่สม่ำเสมอ
โดย เกิดจากคลื่นกระแสไฟฟ้าจากตำแหน่งที่อยู่เหนือหัวใจสองห้องล่าง
ซึ่งมักจะเกิด และดับลงอย่างรวดเร็ว
PSVT มีสองชนิดใหญ่ ๆ Accessory path tachycardia และ AV node
Reentrant tachycardia
Accessory pathway tachycardias. หัวใจมีการเต้นเร็ว เนื่องมาจาก
มีทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น (extra abnormal pathway)
หรือมีทางติดต่อของคลื่นระหว่างหัวใจสองห้องบน และสองห้องล่าง
ทำให้คลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสองเส้นทาง (ทางเดิม และทางที่มีเพิ่ม)
เป็นเหตุให้มีคลื่นกระแสไฟฟ้าวิ่งรอบหัวใจอย่างรวดเร็ว ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินปกติไป
AV nodal reentrant tachycardia.
การเต้นของหัวใจที่เร็วผิดปกติชนิดนี้ เกิดจากการที่มีทางเดินของคลื่นกระแสไฟฟ้าในหัวใจมากว่าหนึ่งแห่ง
ที่วิ่งผ่าน AV node ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการใจสั่น (palpitation), เป็นลม (fainting)
หรือ หัวใจล้มเหลว (heart failure)
ในบางราย เราสามารถทำให้มันหายไปด้วยวีการง่าย ๆ
เช่น หายใจลึก ๆ แล้วเบ่งเหมือนผู้หญิงคลอดบุตร (breathing in and bearing sown)
หรือ ใช้ยาบางตัว สามารถยุติการเต้นที่ผิดปกติดังกล่าวได้
o Ventricular tachycardia (V-tach).
เป็นการของหัวใจสองหองล่าง ที่เต้นเร็ว โดยมีคลื่นไฟฟ้า
เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจจากสองห้องล่าง (ventricles)
การที่หัวใจสองห้องล่างเต้นเร็วนั้น จะขัดขวางต่อการให้เลือดไหลไปสู่หัวใจได้
ทำให้มีเลือดมีปริมาณไม่เพียงพอ จัดเป็นชนิดของการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคหัวใจ และอาจทำให้คนไข้มีอาการมากขึ้น
o Ventricular fibrillation.
เป็นการเต้นของหัวใจที่เต้นเร็ว ซึ่งเกิดจากการปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้าจากหัวใจสองห้องล่างอย่างไร้เป้าหมาย
เป็นการปล่อยคลื่นกระแสไฟฟ้า ซึ่ง มีลักษณะเหมือนฝูงชนแตกตื่นจากภัยพิบัติ...
ทำให้การเต้นของหัวใจห้องล่าง มีลักษระสั่นระริก ไม่สามารถที่จะบีบเลือดออกจากหัวใจ
ได้เลย จัดเป็นภาวะฉุกเฉิน ซึ่งควรได้รบการรักษาอย่างรีบด่วน
(cardiopulmonary Resuscitation (CPR) และทำ defibrillation ให้เร็วที่สุด
o Long QT syndrome.
QT interval คือบริเวณที่พบใน electrocardiogram
ซึ่งบ่งบอกให้ทราบถึงภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจ มีการหดตัว และกลับสู่สะภาพเดิม (contract and recover)
หรือเป็นระยะเวลาที่มีการยิ่งคลื่นกระไฟฟ้า และมีการ recharge
ถ้าเมื่อใดที่พบว่า QT interval ยาวกว่าปกติ มันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต
จากการเกิด ventricular tachycardia
ในบางราย Long QT syndrome เป็นโรคทางพันธุกรรม
สามารถทำให้เกิดการเสียชีวิตในคนหนุ่มได้
ซึ่งสามารถรักษาด้วยการใช้ยาต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ (antiarrhythmic drugs)
และใส่เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ (pacemaker), cardioversion,
defibrillator หรือ ablation therapy
o Bradyarrhythmias.
เป็นการเต้นของหัวใจที่เต้นช้ากว่าปกติ ซึ่งเกิดจากโรคหัวใจเอง
โดยที่ระบบกำเนิดคลื่นไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ
ยกตัวอย่างเช่น sinus node dysfunction และ พวก heart block
Sinus node dysfunction.
โรคที่จังหวะการเต้นของหัวใจเต้นช้าลง เพราะมีความผิดปกติที่ปุ่มกำเนิดคลื่นกระแสไฟฟ้า SA node
สำหรับรายที่ทำให้มีอาการ จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
Heart block.
เป็นการปิดกั้นคลื่นกระแสไฟฟ้าที่วิ่งจากหัวใจห้องบนไปยังหัวใจห้องล่าง
ซึ่งอาจปิดกั้นบางส่วน ทำให้การเดินทางของคลื่นกระแสไฟฟ้าช้าลง หรือถูกปิดกั้นโดยสิ้นเชิง
เป็นเหตุให้หัวใจเต้นได้ไม่สำม่เสมอ (irregular) ช้าลง (slowly) หรือ เต้นเร็วขึ้น (often)
ถ้าหากอาการรุนแรง จำเป็นต้องรักษาด้วยการใส่ pacemaker
การเต้นของหัวใจผิดปกติ สามารถมาในรูปแบบที่ไม่มีใครรู้ ไม่แสดงอาการ
แพทย์ตรวจพบในขณะทำการตรวจร่างกาย โดยตรวจคำชีพจร การตรวจคลื่นของหัวใจ ECG
อาการแสดงของภาวะหัวใจเต้นไม่ปกติ อาจมีดังต่อไปนี้:
• มีอาการใจสั่น (palpitation
เป็นความรู้สึกผิดปกติว่า มีการกระเพื่อมของหน้าอ
• รู้สึกวิงเวียน (dizziness)
• รู้สึกเป็นลม (fainti8ng)
• Shortness of breath
• รู้สึกไม่สบายในทรวงอก (Chest discomfort)
• รู้สึกอ่อนแรง หรือ เมื่อยล้า (Weakness or fatigue)
Continued. >
วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555
Target Heart Rate: สำหรับคนเริ่มออกกำลังกาย
มีคนบอกว่า ถ้าต้องการให้การได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกาย
เราจะต้องออกกำลังกาย โดยให้หัวใจของเราเต้นได้ถึงเป้าหมาย
ตลอดระยะเวลาของการออกกำลังกายนั้น ๆ
Heart rate เป็นตัวเลขที่บอกอัตราการเต้นของหัวใจ
ซึ่งจะแปรเปลี่ยนกับปริมาณของออกซิเจน ที่ร่างกายต้องการ
เช่น ขณะออกกำลังกาย ร่างกายต้องการออกซิเจนจำนวนเพิ่มมาก หัวใจเต้นแรง และเร็วขึ้น
ถ้านอนพักผ่อน หัวใจก็เต้นช้า ร่างกายต้องการออกซิเจนน้อนลง
หัวใจจะเต้นในอัตราที่เพียงพอ ให้มีชีวิตดำเนินต่อไปได้เท่านั้น
การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคของคนเรา
และ ถูกนำไปใช้ เพื่อการติดตามการดำเนินของโรค
ว่ามีการพัฒนาไปอย่างไร ?
นอกจากนั้น เรายังนำมาใช้เป็นเป้าหมายเพื่อบอกให้รู้ว่า หัวใจของเราเต้นถึงระดับใด
เราจึงจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายชนิดนั้น ๆ
ซึ่งเราเรียกว่า target heart rate
Target heart rate หรืออาจเรียกว่า Training heart rate
เป็นอัตราการเต้นของหัวใจที่เราต้องการเพื่อให้หัวใจ และ ปอดของเราแข็งแรงขึ้น มีสุขภาพดี
ซึ่ง สามารถกระทำได้ ด้วยการออกกำลังกาย
ปัญหา...จะออกกำลังกายหนัก หรือเบา (intensity)ขนาดใด
จึงจะทำให้การเต้นของหัวใจเต้นถึงระดับที่ตั้งเอาไว้ได้
เราต่างทราบกันดีว่า เมื่อเราออกแรง หรือออกกำลังกาย หัวใจของเราจะเต้นเร็วขึ้น
นั่นเป็นเรื่องปกติที่เรารู้กัน ...
เพื่อความเข้าใจว่า ทำไม target heart rate
จึงมีความสำคัญสำหรับการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise
คำว่า aerobic มีความหมายว่า “มีการใช้ออกซิเจน”
ในขณะที่เรากำลังออกกำลังกายนานเกิน 2 - 3 นาทีนั้น
ร่างกายของเราจะต้องใช้ออกซิเจน เพื่อสร้าง adenosine triphosphate (ATP) ขึ้น
ATP เป็นโมเลกุล ที่จำเป็นต่อการสร้างพลังให้แก่ร่างของคนเรา
ซึ่ง ร่างกายของคนเรา จะมีการใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา
นั้นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมปอดจึงต้อทำหน้าที่หายใจตลอดเวลาที่คนเรามีชีวิตอยู่
เพื่อรักษาระดับออกซิเจนให้พอดี (healthy level)
ในระหว่างการออกกำลังกาย ความต้องการออกซิเจนย่อมมีมากขึ้นตามความหนัก-เบา
เช่น ออกกำลังกายปานกลาง หรือหนัก หัวใจ และ ปอดก็ทำงานมากขึ้นตามส่วน
เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายแบบ ”aerobic”
ท่านต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และในขณะออกกำลังกายจะต้องรู้สึกสบาย
อย่างน้อย ๆ 10 – 20 นาที
และการวัดการเต้นของหัวใจ กระทำได้ง่าย ๆ ด้วยการคลำชีพจรที่บริเวณข้อมือ
หรือ ที่บริเวณคอ ข้างกล่องเสียง (15 วินาที เต้นได้กี่ครั้ง x 4 จะได้อัตราการเต้นของหัวใจในหนึ่งนาที)
ท่านสามารถหาค่าของ target heart rate ของท่านได้ โดยการตรวจหาค่า
ของเต้นของหัวใจในอัตราสูงสุด (maximal heart rate) ให้ได้เสียก่อน
ซึ่งกระทำได้โดยการ หักค่าของอายุ (age) ของท่านออกจาก 220
(220-age)
ยกตัวอย่าง ผู้เขียนมีอายุ 74 ปี
Maximal heart rate ของผู้เขียน 220 – 74 = 146
ขั้นต่อไป เป็นการคำนวณหาค่า เป้าหมายของการเต้นของหัวใจ (target heart
Rate) ต่อ หนึ่งนาที ซึ่งเป็นค่าที่เราต้องการให้การเต้นของเราเพิ่มขึ้นในขณะออกกำลังกาย
ซึ่ง จะมีค่าระหว่าง 55 % ถึง 75 % ของ maximal heart rate
( ประมาณ 80 – 110 ครั้งต่อนา)
Target Heart rate ของผู้เขียนจะมีค่าระหว่าง 80 – 110 ครั้งต่อนาที
นั้นเป็นค่าที่เราจะต้องทำให้หัวใจของเรา เต้นให้ได้ในระดับดังกล่าวตลอดระยะ 30 นาที
ขณะออกกำลังกาย หลังจากการอุ่นเครื่อง (warm up) 5-10 นาที
ซึ่ง ถ้าเราสามารถทำได้เช่นนั้นทุกวัน หรือ อย่างน้อย 5 วัน ต่อหนึ่งอาทิตย์
ท่านผู้รู้ บอกว่า...จะทำให้ผู้ออกกำลังกายมีสุขภาพแข็งแรงดี
ในการออกกำลังกายแบบ “แอโรบิค”นั้น เราสามารถทำได้หลายรูปแบบ
ตามความชอบ ของแต่ละคน บางท่านชอบวิ่ง, ปั่นจักรยาน, เล่นกอล์ฟ หรือ อื่น ๆ
สามารถกระทำได้ตามอัธยาศัย
สำหรับผู้เขียนชอบ “สวิงกอล์ฟ” เล่นลูกสั้นระยะ 50 หลา ทุกวัน ๆ ละหนึ่งชั่วโมง โดยสวิงทีละ 20 ลูก
แล้วิ่ง (เยอะ ๆ) ตามเก็บลูกกอล์ฟที่เราตีไป นำไปเก็บกองไว้ที่จุดลูกตก แล้วก็วิ่งกลับมาสวิงต่ออีก 20 ลูก...
ทำจนกระทั้งลูกกอล์ฟหมดกอง (ประมาณ 200 ลูก)
จากการออกกำลังกายดังกล่าว จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ตรวจวัดการเต้นของหัวใจ
จะอยู่ในเกณฑ์ของเป้าหมาย (ประมาณ 90 ครั้ง ต่อนาที)
จากการออกกำลังดังกล่าว นอกจากจะได้ออกกำลังกายตามที่เราต้องการแล้ว
ยังเป็นการฝึกดูกาย และดูจิตของตนเองได้เป็นอย่างดี:
ทุกการเคลื่อนไหว(กาย) เรารู้ว่า ส่วนไหนเคลื่อนไหว (จากฝ่าเท้า...ขา...เอว..เหล็กสัมผัสลูกกอล์ฟ...)
และทุกความรู้สึกที่เกิดจากการตี (สวิง) ลูกกอล์ฟ พอใจก็รู้...ไม่พอใจก็รู้ รู้สกเฉย ๆ
ถ้าท่านผู้ใดสนใจ...ชอบเล่นกอล์ฟ แต่ เวลาไม่เอื้ออำนวย
ท่านสามารถนำเอาวิธีของผู้เขียนไปใช้ดู อาจทำให้ท่านได้รับประโยชน์จาก
การออกกำลังกายตามที่ผู้เขียนกำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้...
http://www.peertrainer.com/Fitness/Fitness_Topics/Target_Heart_Rate_Why_You_Need_To_Reach_Your_Targe.aspx
เราจะต้องออกกำลังกาย โดยให้หัวใจของเราเต้นได้ถึงเป้าหมาย
ตลอดระยะเวลาของการออกกำลังกายนั้น ๆ
Heart rate เป็นตัวเลขที่บอกอัตราการเต้นของหัวใจ
ซึ่งจะแปรเปลี่ยนกับปริมาณของออกซิเจน ที่ร่างกายต้องการ
เช่น ขณะออกกำลังกาย ร่างกายต้องการออกซิเจนจำนวนเพิ่มมาก หัวใจเต้นแรง และเร็วขึ้น
ถ้านอนพักผ่อน หัวใจก็เต้นช้า ร่างกายต้องการออกซิเจนน้อนลง
หัวใจจะเต้นในอัตราที่เพียงพอ ให้มีชีวิตดำเนินต่อไปได้เท่านั้น
การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อการวินิจฉัยโรคของคนเรา
และ ถูกนำไปใช้ เพื่อการติดตามการดำเนินของโรค
ว่ามีการพัฒนาไปอย่างไร ?
นอกจากนั้น เรายังนำมาใช้เป็นเป้าหมายเพื่อบอกให้รู้ว่า หัวใจของเราเต้นถึงระดับใด
เราจึงจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายชนิดนั้น ๆ
ซึ่งเราเรียกว่า target heart rate
Target heart rate หรืออาจเรียกว่า Training heart rate
เป็นอัตราการเต้นของหัวใจที่เราต้องการเพื่อให้หัวใจ และ ปอดของเราแข็งแรงขึ้น มีสุขภาพดี
ซึ่ง สามารถกระทำได้ ด้วยการออกกำลังกาย
ปัญหา...จะออกกำลังกายหนัก หรือเบา (intensity)ขนาดใด
จึงจะทำให้การเต้นของหัวใจเต้นถึงระดับที่ตั้งเอาไว้ได้
เราต่างทราบกันดีว่า เมื่อเราออกแรง หรือออกกำลังกาย หัวใจของเราจะเต้นเร็วขึ้น
นั่นเป็นเรื่องปกติที่เรารู้กัน ...
เพื่อความเข้าใจว่า ทำไม target heart rate
จึงมีความสำคัญสำหรับการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise
คำว่า aerobic มีความหมายว่า “มีการใช้ออกซิเจน”
ในขณะที่เรากำลังออกกำลังกายนานเกิน 2 - 3 นาทีนั้น
ร่างกายของเราจะต้องใช้ออกซิเจน เพื่อสร้าง adenosine triphosphate (ATP) ขึ้น
ATP เป็นโมเลกุล ที่จำเป็นต่อการสร้างพลังให้แก่ร่างของคนเรา
ซึ่ง ร่างกายของคนเรา จะมีการใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา
นั้นคือเหตุผลที่ว่า ทำไมปอดจึงต้อทำหน้าที่หายใจตลอดเวลาที่คนเรามีชีวิตอยู่
เพื่อรักษาระดับออกซิเจนให้พอดี (healthy level)
ในระหว่างการออกกำลังกาย ความต้องการออกซิเจนย่อมมีมากขึ้นตามความหนัก-เบา
เช่น ออกกำลังกายปานกลาง หรือหนัก หัวใจ และ ปอดก็ทำงานมากขึ้นตามส่วน
เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายแบบ ”aerobic”
ท่านต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และในขณะออกกำลังกายจะต้องรู้สึกสบาย
อย่างน้อย ๆ 10 – 20 นาที
และการวัดการเต้นของหัวใจ กระทำได้ง่าย ๆ ด้วยการคลำชีพจรที่บริเวณข้อมือ
หรือ ที่บริเวณคอ ข้างกล่องเสียง (15 วินาที เต้นได้กี่ครั้ง x 4 จะได้อัตราการเต้นของหัวใจในหนึ่งนาที)
ท่านสามารถหาค่าของ target heart rate ของท่านได้ โดยการตรวจหาค่า
ของเต้นของหัวใจในอัตราสูงสุด (maximal heart rate) ให้ได้เสียก่อน
ซึ่งกระทำได้โดยการ หักค่าของอายุ (age) ของท่านออกจาก 220
(220-age)
ยกตัวอย่าง ผู้เขียนมีอายุ 74 ปี
Maximal heart rate ของผู้เขียน 220 – 74 = 146
ขั้นต่อไป เป็นการคำนวณหาค่า เป้าหมายของการเต้นของหัวใจ (target heart
Rate) ต่อ หนึ่งนาที ซึ่งเป็นค่าที่เราต้องการให้การเต้นของเราเพิ่มขึ้นในขณะออกกำลังกาย
ซึ่ง จะมีค่าระหว่าง 55 % ถึง 75 % ของ maximal heart rate
( ประมาณ 80 – 110 ครั้งต่อนา)
Target Heart rate ของผู้เขียนจะมีค่าระหว่าง 80 – 110 ครั้งต่อนาที
นั้นเป็นค่าที่เราจะต้องทำให้หัวใจของเรา เต้นให้ได้ในระดับดังกล่าวตลอดระยะ 30 นาที
ขณะออกกำลังกาย หลังจากการอุ่นเครื่อง (warm up) 5-10 นาที
ซึ่ง ถ้าเราสามารถทำได้เช่นนั้นทุกวัน หรือ อย่างน้อย 5 วัน ต่อหนึ่งอาทิตย์
ท่านผู้รู้ บอกว่า...จะทำให้ผู้ออกกำลังกายมีสุขภาพแข็งแรงดี
ในการออกกำลังกายแบบ “แอโรบิค”นั้น เราสามารถทำได้หลายรูปแบบ
ตามความชอบ ของแต่ละคน บางท่านชอบวิ่ง, ปั่นจักรยาน, เล่นกอล์ฟ หรือ อื่น ๆ
สามารถกระทำได้ตามอัธยาศัย
สำหรับผู้เขียนชอบ “สวิงกอล์ฟ” เล่นลูกสั้นระยะ 50 หลา ทุกวัน ๆ ละหนึ่งชั่วโมง โดยสวิงทีละ 20 ลูก
แล้วิ่ง (เยอะ ๆ) ตามเก็บลูกกอล์ฟที่เราตีไป นำไปเก็บกองไว้ที่จุดลูกตก แล้วก็วิ่งกลับมาสวิงต่ออีก 20 ลูก...
ทำจนกระทั้งลูกกอล์ฟหมดกอง (ประมาณ 200 ลูก)
จากการออกกำลังกายดังกล่าว จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ตรวจวัดการเต้นของหัวใจ
จะอยู่ในเกณฑ์ของเป้าหมาย (ประมาณ 90 ครั้ง ต่อนาที)
จากการออกกำลังดังกล่าว นอกจากจะได้ออกกำลังกายตามที่เราต้องการแล้ว
ยังเป็นการฝึกดูกาย และดูจิตของตนเองได้เป็นอย่างดี:
ทุกการเคลื่อนไหว(กาย) เรารู้ว่า ส่วนไหนเคลื่อนไหว (จากฝ่าเท้า...ขา...เอว..เหล็กสัมผัสลูกกอล์ฟ...)
และทุกความรู้สึกที่เกิดจากการตี (สวิง) ลูกกอล์ฟ พอใจก็รู้...ไม่พอใจก็รู้ รู้สกเฉย ๆ
ถ้าท่านผู้ใดสนใจ...ชอบเล่นกอล์ฟ แต่ เวลาไม่เอื้ออำนวย
ท่านสามารถนำเอาวิธีของผู้เขียนไปใช้ดู อาจทำให้ท่านได้รับประโยชน์จาก
การออกกำลังกายตามที่ผู้เขียนกำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้...
http://www.peertrainer.com/Fitness/Fitness_Topics/Target_Heart_Rate_Why_You_Need_To_Reach_Your_Targe.aspx
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)