วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เส้นประสาทของขาถูกกดทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปแนวของเส้นประสาท : Is Nonsurgical Treatment Right for You?


July 13, 2014

อาการปวดชา หรือปวดบริเวณก้นหย่อน (sciatica) อาจเกิดขึ้นได้
เมื่อหมอนกระดูกสันหลังระดับเอวแตก และเคลื่อนไปกดเส้นประสาท
ซึ่งบางคนอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด  เพื่อจัดการ
เอาสิ่งทีไปกดเส้นประสาทออก   แต่มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีอาการปวด
จากเส้นประสาทถูกกด (sciatica) สามารถหายได้เอง หรือหายได้
โดยวิธีการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด
         
ผลจากการศึกษา  ซึ่งลงตีพิมพ์ใน The Archives of Physical Medicine
And Rehabilitation (Vol. 93, page 690)  ได้ทำการประเมินคนที่มีอาการ
จากรากประสาทของขาถูกกด (sciatica) เมื่อได้รับการรักษาโดยไม่
ต้องผ่าตัด กลับสู่สภาพปกติได้อย่างไร

ผู้ที่เข้าร่วมโครงการณ์จำนวน 79 รายต่างได้รับการตรวจ MRI เพื่อยืนยันว่า
มีหมอนกระดูกสันหลังเลื่อนหลุดไปกดรากประสาท  คนไข้ทุกรายได้รับ
การรักษาโดยไม่ต้องทำการผ่าตัด   ซึ่งประกอบด้วยการใช้ยา (medications),
กายภาพบำบัด (physical therapy), และได้รับการฉีดสาร corticosteroids
คนไข้ทุกรายหายจากอาการปวดภายใน 1 เดือน
(คนไข้ทุกรายได้รับการติดตามผลการรักษาต่อนาน 1 ปี)

การเกิดซำ้ (Recurrence).
ผู้ที่เข้าร่วมโครการณ์ทีมีอาการปวดขาจากการกดของหมอนกระดูกแตก
พบว่า  ภายหลังจากอาการหายแล้ว มีโอกาสเกิดซ้ำอีกถึง 25 %

สำหรับท่านที่เป็นโรคปวดขาจากรากประสาทระดับสันหลังส่วนล่างถูกกด 
ท่านควรปรึกษาแพทย์ถึงผลดีผล  และเสีย  ระหว่างการผ่าตัด และการรักษา
โดยไม่จำเป็นต้องการผ่าตัด เพราะการรักษาคนไข้แต่ละรายจแตกต่างกัน

www.johnshopkinshealthalerts.com

เมื่อท่านมีอาการปวดหลัง...Should You Try Epidural Steroid Injections for Your Back Pain?

July 13, 2014

อาการปวดหลัง เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ที่ทำให้คนเราไปพบแพทย์เพื่อ
การรักษา   และการรักษาด้วยการฉีดสาร steroid เข้าสันหลัง (epidural) ได้กลาย
เป็นวิธีการสำคัญในการบรรเทาอาการปวดในระยะสั้น ๆ มาเป็นเวลานาน

ดูเหมือนว่า การฉีดสาร steroid เข้าช่อง epidural   เป็นวิธีรักษาอาการ
ปวดเส้นประสาทถูกกด  ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาท
(radicular pain)  โดยมีต้นเหตุมาจากหมอนกระดูกแตก (herniated disc)

ผลของการรักษาด้วยการฉีดสารสะเตียรอยด์ดังกล่าว  แม้ว่าผลที่ได้จเป็นระยะ
สั้นๆ  ก็ไม่ควรทำการฉีดสารดังกล่าวนานเกิน 2 - 3 คั้งต่อปี

ผู้เชี่ยวชาญหลายนายไม่ค่อยแน่ใจหรอกว่า...
การฉีดยาสะเตียรอยด์เข้า epidural มีประโยชน์อย่างไร เพราะ
ผลที่ได้ไม่คงที่เสมอไป ทั้งนี้เพราะผลจากการศึกษา steroids เข้าทาง
ช่อง epidural ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนต่อวิธีการการดังกล่าว

จาก The American Academy of Neurology (AAN) ได้ชี้แนะเอาไว้ว่า การใช้สาร
 steroids เข้าชองกระดูกสันหลัง  เพื่อบรรเทาอาการปวดอันเกิดจากรากประสาท
ถูกกด (radicular pain)  ซึ่งปวดร้าวไปยังขา ปรากฏว่า มีบทบาทอันจำกัด
โดยอาการปวดที่ลดลงนั้นเป็นเพียงระยะสั้น ไม่เกิน 2 – 6 อาทิตย์หลังฉีด

AAN ยังกล่าวต่ออีกว่า การฉีดยาดังกล่าวเข้าช่อง epidural  0tไม่สามารถทำให้
เราหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้

ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจาก Johns Hopskins...Lee Hunter Riley, M.D.
 เขากล่าวว่า

“มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่มีอาการปวดหลัง สามารถหายได้เอง  โดยใช้ หรือ
ไม่ใช้วิธีการผ่าตัด   และการฉีดสาร steroid  เข้า epidural ไม่ควรเป็นวิธีแรก
 เพื่อใช้บรรเทาอาการปวด

ที่สำคัญ  การฉีดสาร steroids เข้าช่อง epidural ไม่สามารถทำให้โรคหายได้
 เป็นแต่เพียงทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราวเท่านั้น...


www.johnshopkinshealthalerts.com

เอาชนะโรคปวดหลังเรื้อรัง...ต้องอาศัยกรรมวิธีหลายอย่าง : A Multidisciplinary Approach to Combating Low Back Pain

July 13, 2014

สำหรับท่านที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง...
มีรายงานชิ้นหนึ่ง (Rheumatology Volume 18, Page 76)...
กล่าวถึงการใช้โปรแกรมหลายอย่าง อาจช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง
ของท่านได้

จากการศึกษาชิ้นดังกล่าว  นักวิจัยได้ทำการศึกษาในคนป่วยจำนวน
395 ราย ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างมาเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
โดยทำให้พวกเขาต้องหยุดงานนาน 6 อาทิตย์เป็นอย่างน้อย และทุก
รายได้รับการรักษาตามแบบแผนเดิม...ปรากฏว่าได้ผลไม่เป็นที่พอใจ
และในคนจำนวนนี้ ได้เข้าร่วมโครการณารักษาผสมผสานหลายอย่าง
ร่วมกันเป็นเวลา 8 ชั่วโมงต่อครั้ง อาทิตย์ละ 5 วัน เป็นเวลา 3 อาทิตย์

ในการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง (Low back pain) ประกอบด้วยการออก
กำลังกาย (physical exercise) ,ทำการศึกษารูปแบบของที่ทำงาน  และอุปกรณ์
ในที่ทำงานให้เหมาะสม สดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
 (ergonomic education), 
จิตบำบัด (psychotherapy), ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม   หรือ พฤติกรรมบำบัด
 (behavioral therapy) ร่วมกับการให้ความารู้แก่คนไข้

ยกตัวอย่าง:
แพทย์จะช่วยให้คนไข้ลดความกลัวอันเกิดจากความเจ็บปวด  ซึ่งเกิดขึ้น
ในระหว่างการรักษา...และมีการอธิบายถึงความสัมพันธ์ที่เกิดระหว่าง 
ความเจ็บปวด กับวิถีชีวิที่เลื่อกได้ รวมถึงความเครียดที่เกิดขึ้น

ผลของการรักษา...
ปรากฏว่า คนไข้ที่เข้าร่วมโครงการณ์ส่วนใหญ่จะมีสุขภาพกายที่ดีขึ้น
สามารถจัดการกับปัญหาด้านสังคมได้ดี ทำให้ระยะการปวดหลังสั้นลง

โดยสรุป
โรคปวดหลังเรื้อรังมีต้นเหตุหล่ายอย่าง และมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้
อาการดังกล่าวเลวลง และเป็นนานขึ้น  ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษา
ด้วยวิธีการหลายอย่างผสมผสานกัน โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำให้แก่ท่าน
เองว่า ท่านควรได้รับการรักษาอย่างใดบ้าง

www.johnshopkinshealthalerts.com

อย่าปล่อยให้อาการปวดหลังของท่านกลายเป็นโรคเรื้อรังละ ! Advice to Keep Back Pain from Becoming Chronic

July 13,2014

โรคปวดเรื้อรัง...จัดเป็นปัญหาของสังคม
ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียทรัพย์ เพื่อเป็นการรักษาโรคที่ทำให้เกิดอาการ
ดังกล่าวได้มากกว่าโรคอื่น ๆ 

 มีคำถามว่า...”มีทางใดที่เราสามารถป้องกันไม่ให้อาการปวดหลัง  กลาย
เป็นโรคเรื้อรังได้บ้าง ?"

จากวารสารชื่อ Disability and Rehabilitation ได้เสนอบทความเรื่อง
Cognitive Behavioral Therapy (CBT) combined with Physical
Therapy สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าวได้

CBT หมายความถึงกระบวนการรักษา อันประกอบด้วยการฝึกความ
รู้สึกนึกคิด รวมถึงพฤติกรรมแสดงออก ซึ่งเปลี่ยนจากลบ (negiative)
ให้เป็นบวก (positive) แทน...หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนการสอนให้
ตัวเรา นึกคิดแต่เรื่องดีๆ กระทำ หรือพูดจาแต่สิ่งสร้างสรรค์เท่านั้น

ผลจากการศึกษาเกี่ยวกับคนที่เป็นโรคปวดหลัง ซึ่งลงตีพิมพ์ในระหว่าง
ปี 1992 – 2011 โดยมีคนที่เข้าร่วมโครงการณ์ มีอาการปวดหลังที่ไม่
ทราบสาเหตุ และมีอาการน้อยกว่า 12 อาทิตย์

ผลจากการศึกษาพบว่า...
การรักษาด้วยกรรมวิธี CBT ในคนเหล่านั้น ร่วมกับการออกกำลังกาย
เพื่อทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่ดีอย่างช้าๆ   โดยกระทำอย่างต่อเนื่อง 
 สามารถช่วยพวกเขาบรรเทาจากอาการปวดหลัง  และไม่เกิดเป็น
โรคปวดหลังเรื้อรังได้

ในระหว่างการออกกำลังกาย...
การบริหารร่างกายสามารถทำให้เขามีความเจ็บปวดได้ก็จริง  แต่ไม่ได้
ทำให้เกิดอันตรายต่อเขา  และเขายังได้รับการรฝึก-เรียนรู้ความคิดแง่
ลบที่เกิดขึ้นกับอาการปวดหลัง และให้เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดด้านลบ
ให้เป็นด้านบวกแทน

ความกลัว ความวิตกกังวล และความซึมเศร้า และความคิดในด้านลบทั้ง
หลาย สามารถทำให้อาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น และจากกรรมวิธีรักษา
CBT  (นึกคิด และกระทำในด้านบวก)  ร่วมกับการบริหารรางกาย 
สามารถทำให้เขาบรรเทาจากอาการปวดหลัง  และทำให้เขาไม่เป็นโรค
ปวดหลังเรื้อรังได้

www.johnshopkinshealthalerts.com

เมื่อท่านปวดหลังจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง P. 2: What to Do About a Back Spasm - continued

July 12, 2014

ในกรณีที่กล้ามเนื้อของหลังส่วนล่างเกิดการหดเกร็ง (muscle spasm)
ทานสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยการยุติกิจกรรมทุกอย่าง จากนั้นให้
ค่อยๆ เหยียดกล้ามเนื้อ (stretching) ที่กำลังหดเกร็งให้ยืดออกอย่างช้า ๆ 
ร่วมกับทำการคลึง หรือนวดกล้ามเนื้อที่กำลังหดเกร็ง  
เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลาย

การจัดการกับกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งเกิดปั้น หรือหดเกร็งอย่างเฉียบพลัน 
ซึ่งท่านสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดังต่อไปนี้ :

 ทำการยืด-เหยียดกล้ามเนื้อที่เกิดการปั้นอย่างช้า ๆ โดยเหยียดให้มาก
ที่สุดที่จะมากได้ พร้อมๆ กับทำการผ่อนคลาย ด้วยการหายลึกๆ เข้าออก
อย่างช้า และอยู่ในท่าเหยียดนานถึง 5 วินาที

 ประคบกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งเกิดการหดเกร็งด้วยความเย็น (ice) หรือ
ความร้อน (heat) หรือบางครั้งใช้ท้งสองอย่างสลับกัน  สามารถทำให้กล้าม
เนื้อคลายจากการหดเกร็งในระยะสั้นได้

 ในกรณีที่ท่านยู่ังคงมีอาการปวดที่กล้ามเนื้อของหลัง  ท่านสามารถใช้ยา
กลุ่ม NSAIDs  เช่น  ibuprofen, หรือ naproxen โดยมีข้อแม้ว่า  ท่านจะต้อง
ไม่เป็นโรคกระเพาะอาหาร,โรคหัวใจ, หัวใจล้มเหลว, โรคความดันโลหิตสูง, 
โรคหืด หรือโรคลำไส้อักเสบ (inflammatory bowel disease)

<< BACK

www.johnshopkinshealthalerts.com

เมื่อท่านปวดหลังจากกล้ามเนื้อหดเกร็ง P1: What to Do About a Back Spasm

July 12, 2014

เมื่อเกิดมีอาการปวดหลังอันมีสาเหตุจากกล้ามเนื้ดปั้น (หดเกร็ง)
สามารถเกิดขึ้นเมื่อท่านก้มลงหยิบของ เช่น ปากกาบนพื้น  ซึ่งจะก่อ
ให้เกิดอาการปวดหลังอย่างเฉียบพลัน เป็นเหตุให้ท่านไม่สามารถ
ยืดตัวได้ตรงจนกว่ากล้ามเนื้อจะคลายตัว (relax)

อะไรเป็นสาเหตุทำให้กล้ามเนื้อปั้น (back spasm):
กล้ามเนื้อหลังเกิดปั้น  เกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อของหลังเกิดการหดเกร็ง
โดยไม่สามารถควบคุมได้  เป็นเหตุให้เกิดมีอาการปวดขึ้น
เพราะกล้ามเนื้อไม่สามารถผ่อนคลายได้ตามปกติ  มีลักษณะเหมือน
กล้ามเนื้อของขาปั้นเป็นตระคิว

ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น จะทำให้คนไข้มีความรู้สึกเหมือนมีก้อนที่
กล้ามเนื้อของหลัง  และตำแหน่งที่เกิดได้บ่อย คือ กล้ามเนื้อของ
หลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่พยุงน้ำหนักตัวเอาไว้  ทำให้
คนไข้ไม่สามารถขยับเขยื่้อนหลังของเขาได้

คำถามมีว่า...
อะไรทำให้คนเราต้องเกิดอาการปวดหลังจากการหดเกร็งของ
กล้ามเนื้อเล่า ?

มีปัจจัยเหลายอย่าง ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการหดเกร็ง
ของกล้ามเนื้อ ได้แก่:

 Age. เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ความสึกหรอของกระดุกสันหลัง
จะเป็นเหตุให้เกิดอาการปวดหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อหลังหด
เกร็ง หรือกล้ามเนื้อปั้น

 Poor physical shape. จากการที่กล้ามเนื้อท้อง และหลังอ่อนแรง 
อันมีสาเหตุมาจากการไม่ออกกำลังกาย  เป็นเหตุให้กระดูกสันหลังผิดรูป 
และทำให้กล้ามเนื้อการเกิดหดเกร็งได้

 Weight. คนที่มีน้ำหนักตัวเกิน หรืออ้วน   เป็นต้นเหตุให้มีความเค้น (stress) 
หรือแรงต่อหน่วยพื้นที่ของกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้น

 Occupation. คนที่มีอาชีพใช้กล้ามเนื้อหลังบ่อย ๆ เช่น ทำหน้าที่เกี่ยว
กับการยกของหนัก, ทำหน้าที่ดึงหรือดันใขณะบิดลำตัว...
สามารถเป็นเหตุให้กล้ามเนื้อเกิดปั้นหดเกร็งได้   นอกจากนั้น การมีอาชีพ
ทำงานนั่งโต๊ะไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย  ก็มีโอกาสเกิดกล้ามเนื้อของ
หลังส่วนล่างเกิดการปั้น และหดเกร็งได้

 Smoking. เมื่อท่านสูบบุหรี่ จะทำให้อาหารที่ไปหล่อเลี้ยงหมอนกระดุูก
สันหลังถูกบล๊อกเอาไว้  นอกจากนั้น  การไอที่เกิดจากสูบบุหรี่ สามารถทำ
ให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็ง หรือปั้นได้

 Medical conditions. โรคของกระดูสันหลัง เช่น osteoarthritis,
Spondylosis, และ spondylolithesis จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการ
เกิดกล้ามเนือหลังเกิดการปั้นได้

NEXT >> P 2 : Finding relief from a back spasm

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เมื่อฉันมีอาการปวดหลัง...P.2: จะใช้ความเย็น หรือความร้อนประคบดี ? continued

July12,2014

เมื่อท่านมีอาการปวดหลังแบบเฉียบพลัน  มีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้:
ถ้าบริเวณที่ก่อให้เกิดอาการปวด มีบวม (swelling) หรือเกิดจากการก้มยก
ของหนักจากพื้น  ทำให้กล้ามเนื้อของบริเวณหลังเกิดการฉีกขาด  
ในกรณีช่นนี้ ให้ใช้น้ำแข็งประคบด้วยน้ำเข็ง (ห่อผ้า) 

เหตุผลของการใช้ความเย็น...
ความเย็นสามารถทำให้เส้นเลือดในบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บเกิดการหดตัว 
ทำให้เลือดหยุดไหลได้   และยังสามารถบล๊อคคลื่นประสาทจากบริเวณ
ที่ได้รับบาดเจ็บ  ทำให้รู้สึกชา..ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด

เมื่อท่านจะใช้ความเย็น (ice) ประคบบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ  ท่านต้องจำ
เอาไว้ว่า  อย่าวางก้อนน้ำแข็งไว้บนผิวหนัง  ท่านต้องคลุ่มผิวหนังไว้ด้วย
ผ้าก่อนที่จะวางก้อนน้ำแข็งลงบนบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บเสมอ

เหตุผลของการประคบด้วยความร้อน...
เมื่อต้นเหตุของอาการปวดถูกทำให้ลดลงจากการใช้ความเย็น (ice) แล้ว   
ให้ใช้ความร้อนประคบตรงบริเวณดังกล่าว  โดยความร้อนจะทำให้เส้นเลือด
ขยายตัว  และทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

นอกจากนั้น  ความร้อนยังช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ ด้วยการกระตุ้นเส้น
ประสาท   และช่วยทำให้บาดเจ็บที่เกิดขึ้นหายดีขึ้น

<< BACK

www.webmd.com