วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อท่านใช้อินซูลินรักษาโรคเบาหวาน: P.2: Replacement insulin therapy

Aug. 23, 2014



ถ้าท่านเป็นโรคเบาหวานประเภท 1...
เราจพบว่า “เบต้า เซลล์” ซึี่งเป็นสว่นหนึ่งของตับอ่อน  จะทำหน้าที่
สร้างฮอร์โมน  ขือ "อินซูลิน"  ถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง
เป็นเหตุให้เซลล์ดังกล่าว ไม่สามารถสร้างอินซูนขึ้นได้
ยังผลให้ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลกลูโกสในกระแสเล่ือดให้เป็น
พลังงานได้

เมื่อไม่มีอินซูลิน  เซลลืไม่สามารถทำให้น้ำตาลเข้าสู่เซลล์ได้  เป็นเหตุ
ให้มีนำ้ตาลตกค้างอยู่ในกระแสโลหิต  ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบว่า
เป็นโรคเบาหวาน

เพื่อให้ร่างกายสามารถมีชิวิตอยู่ได้  หรือขับเคลื่อนไปได้เหมือนเครือง
จักรที่ต้องอาศับน้ำมันเชือเพลง  เราจำเป็นต้องใช้ "อินซูลิน"
เพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้ตามปกติ  และวิธีการใช้
อินซูลินในลกัษณะนี้  เราเรียกว่า Replacement insulin therapy



<< BACK   NEXT >> Augmentation insulin Therapy\

เมื่อท่านต้องใช้อินซูลินรักษาโรคเบาหวาน: P.1 How Does Insulin Control Diabetes?

Aug. 23,2014

การที่คนเรายังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้....
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฮอร์โมน ชือ “อินซูลิน” นั้นเอง  
หากเราไม่มีสารดังกล่าว (อินซูลิน) ร่างกายเราก้ไม่สามารถใช้นำ้ตาลกลูโกส
ที่อยู่ในกระแสเลือดให้เป็นพลังงาน  เพื่อให้กายของเราสามารถขับเคลื่อนได้
หากจะเปรียบ  ก็คงเหมือนเครื่องยนต์กลไกลทั้งหลาย  ทีีไม่สามารถใช้พลัง
เชื้อเพลิงได้


ทุกครั้งที่เรารับประทานอาหาร...
ร่างกายของเราจะปล่อยฮอร์โมน “อินซูลิน” สู่กระแสเลือด โดยมันจะทำหน้า
ที่เสมือนยาม หรือนายประตู ซึ่งมันจะทำหน้าที่บอกเซลล์ภายในการยองเรา 
ให้เปิดประตูให้น้ำตาลกลูโกสเข้าสู่เซลล์   เพื่อใช้เป็นพลังงานกันต่อไป

นอกจากนั้น อินซูลิน ยังทำหน้าที่รักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับ ปกติ 
โดยการเอาเอาน้ำตาลส่วนเกินออกจากกระแสเลือด  และเมื่อใดก็ตามที่ท่าน
เป็นโรคเบาหวาน  นั้นหมายความว่า  ร่างกายของท่านไม่สามารถสร้างอินซูลิน
ได้มากพอที่จะทำงานได้ตามปกติ  หรือเซลล์ในร่างกายของท่านไม่ตอบสนอง
ต่ออินซูลิน  อย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือทั้งสงอย่างร่วมกัน

>> NEXT : Replacement therapy

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เมื่อต้องเริ่มให้อินซูลิน... (Initiation of Insulin) P.4 : Premixed insulin Added to oral antihyperglycemic agents

Aug.22, 2014


เรามีอินซูลินที่มีส่วนผสมของสองชนิด (premixed insulin) ได้แก่
Human® 30/70, Novolin®30/70, Humalog® Mix 25
or Humalog® Mix 50, NovoMix® 30,) ซึ่งใช้ร่วมกับยาเม็ดลดระดับ
น้ำตาลในเลือด โดยมีการใช้ยาดังต่อไปนี้:

 มีการแนะนำให้เริ่ม (premixed insulin) ด้วยขนาด 5 – 10 units
โดยให้วันละหนึ่ง หรือวันละสองครั้ง (ก่อนอาหารเช้า และ/หรือให้ก่อน
อาหารมื้อเย็น)

 แนะนำให้ปรับเพี่มขนาดยา premixed insulin ทีละ 1 – 2 units
โดยทำการเพิ่มในตอนก่อนอาหารเช้า  และ/หรือก่อนอาหารเย็น

BG reading.

 การให้ premixed insulin ก่อนอาหารเช้า มีเป้าหมายเพื่อให้ระดับ
น้ำตาลในเลือดตอนก่อนอาหารเย็น (presupper BG) อยู่ที่ 4.0 – 7.0 mmol/L 
หรือ 72 – 126 mg/dL

 การให้ Presupper premixed insulin มีเป้าหมายเพื่อให้ได้ระดับน้ำตาล
ตามเป้าหมาย -  4.0 -7.0 mmol/L หรือ  72 – 126 mg/dL

 ในการให้ Humalog®Mix25 หรือ NovoMix®30 premixed Insulin ควร
ให้ทันทีหลังรั[ประทานอาหาร

 ในการรักษาด้วย  premixed insulin... เมื่อสามารถทำให้ระดับน้ำตาล
ลดสู่ระดับเป้าหมายแล้ว  ควรยุติการปรับเพิ่มขนาดของยา แต่หากปรากฏว่า 
ยังไม่สามารถทำให้ระดับน้ำตาลลดลงสู่เป้า...ให้ปรับเพิ่มขนาดของ premixed 
insulin ตามความเหมาะสม  เพื่อให้ได้ระดับน้ำตาลตามเป้า

 เพื่อความปลอดภัย การปรับเพิ่มขนาดอินซูลิน ควรทำการตรวจดูระดับ
น้ำตาลในเลือดด้วยตัวของท่านเอง อย่างน้อยสองครั้ง / วัน

 ไม่ควรปรับเพิ่มอินซูลิน เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลตก (hypoglycemia)
สองครั้ง หรือมากกว่า (BG <4 mmol/ศ หรือ 4x18 mg/dL) หรือ
เกิดภาวะน้ำตาลลดต่ำในตอนกลางคือน nocturnal hypoglycemia)

 ยาเม็ดลดน้ำตาล antihyperglcemic agents โดยเฉพาะพวกที่ใช้
กระตุ้นให้มีอินซูลินเพิ่ม เช่น glipiside, gibenclamide ควรลด หรือ
เลิกใช้เสียเลยเมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำ (hypoglycemia)



<< BACK


http://guidelines.diabetes.ca/Browse/Appendices/Appendix3

เมื่อต้องเริ่มให้ "อินซูลิน" แก่คนไข้... P. 3 (Initiation of Insulin) : Basal –Bolus Insulin therapy

Aug.22, 2014

ตัวอย่างการให้อินซูลินแบบที่ 3:
Basal-Bolus Insulin - Intensive insulin therapy

Basal-Bolus insulin- Intensive insulin therapy เป็นการรักษาเบาหวานกัน
อย่างใกล้ชิด  ซึ่งนอกจากจะให้อินซูลิน cover ระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว  ยังต่องให้อินซูลินเพื่อจัดการกับอาหาร ที่รับประทาน
ในแต่ละมือด้วย   ซึ่งกระทำได้ดังนี้:

 คำนวณปริมาณของอินซูลินที่ร่างกายจำเป็นต้องการใช้ต่อวัน โดยใช้สูตร
0.3 – 0.5 units/kg จากนั้นแบ่งเป็น

- 40% ของยาที่คำนวณได้ (total insulin dose) ให้เป็นอินซูลินที่ต้อง
ทำหน้าที่เป็น basal insulin ซึ่งได้แก่อินซูลินต่อไปนี้ – Humulin® -N
เป็น intermediate-acting insulin หรือให้ Lantus®, Levemir® ซึ่งเป็น
Long-acting insulin

-20% ของอินซูลินส่วนที่เหลือ เป็นอินซูลินที่ทำหน้าที่เป็น bolus insulin
ซึ่งให้ทำหน้าที่ cover อาหารที่รับประทาน 3 ครั้งต่อวัน โดยใช้ rapid-
Acting insulin (Apidra®,Humalog®,NovoRapid®) หรืออาจให้
Short-acting insulin เช่น Humalin®, Novolin®



<<BACK    NEXT>> P.4:  continued

เมื่อต้องการเริ่มให้ "อินซูลิน" แก่คนไข้ (Initiation of Insulin) P. 2: Basal plus strategy

Aug.22, 2014

การเริ่มใช้อินซูลินแบบที่ 2 : Basal plus Strategy:
เป็นการเพิ่ม bolus insulin ระหว่างอาหาร โดยให้วันละครั้ง เช่นให้
Apidra®, Humalog®, NovoRapid®) โดยมีหลักการดังนี้:

o เมื่อจำเป็นต้องได้รับผลจากการรักษาเร็วขึ้น... ให้เริ่มฉีดอินซูลินในมื้อ
อาหารหลัก (main meal) หรือให้ตอนรับอาหารเช้า (breakfast)

o โดยเริ่มให้อินซูลินในขนาด 2 – 4 units พร้อมกับสอนคนไข้ให้สามารถ
ปรับปริมาณ (dose) ของยาด้วยตนเองได้  หรือปรับโดยผู้ดูแลรักษา (HCP)

o และเพื่อความปลอดภัยในการเพิ่มปริมาณ (dose) ของอินซูลิน ควรทำ
การตรวจดูระดับของระดับน้ำตาลในเลือดก่อนให้ยาฉีด  ต่อจากนั้น ให้เพิ่ม
ปริมาณยา  1 unit ต่อวัน   หรือให้เพิ่มตามเป้าหมายโดยให้มีระดับน้ำตาล
อยู่ที่....

- 2 ชั่วโมงหลังอาหาร...ระดับน้ำตาล 10.0 mmol/L (180mg/dl)
-  ระดับน้ำตาลก่อนอาหาร (premeal glucose)มีค่า 4.0 – 7.0 mmol/l

o ในระหว่างการรักษา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับประทานอาหารปหระเภท
คาร์โบฮัยเดรต ในระดับคงที่   และในกรณีมีภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำ
(hypoglycemia) เกิดในตอนกลางวัน   อาจต้องลด หรือหยุดการให้ยากลุ่ม
Secretogogue (ยาที่ทำหน้าที่กระตุ้นตับอ่อนให้เพิ่มปริมาณอินซูลิน)



<<BACK     NEXT>> P.3: continued

เมื่อต้องเริ่มใช้ "อินซูลิน" แ่กคนไข้ (Initiation of Insulin) P.1

Aug.22, 2014

ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน...
สิ่งหนึ่งที่เราพบเป็นประจำ  คือ เมื่อแพทญืบอกว่า  ถึงเวลาที่ต้องรักษา
ด้วยการฉีดยาเมื่อใด....ส่วนหนึ่งไม่ยอมที่จะฉีด

ก่อนที่จะได้รับการรักษาด้วยการฉีด “อินซูลิน” คนไข้ทุกราย
จะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์  หรือพยาบาลจนสามารถรู้ได้ว่า  ทำไม
จึงต้องฉีด   และได้รับการเรียนรู้ ภาวะน้ำตาลลดต่ำ  พร้อมกับรู้วิธีป้องกัน
อันตรายอันเกิดจากภาวะดังกล่าวได้

นอกจากนั้น  เขายังได้รับการเรียนรู้อีกว่า  เหตุใดจึงต้องมีการเปลี่ยนชนิด
ของอินซูลิน หรือรู้เวลาของการฉีดยา  และรู้ด้วยว่า ผลของการรักษาไม่
บรรลุเป้าหมายตามที่คาดเอาไว้  และรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรต่อไป

ตัวอย่างของการรักษาด้วยการใช้ “อินซูลินฉีด”
ตัวอย่างที่ 1:

ารสั่งให้ใช้ Basal insulin (Humanin –N, Lantus®, Levemir®)
เพื่อเสริมกับยาเม็ดลดน้ำตาล (oral antihypeglycemic agents)

ในการให้อินซูลิน มีเป้าหมายดังต่อไปนี้:

 อินซูลิน (basal) ที่ใช้ควรต้องค่อยๆ เพิ่มปริมาณที่ละน้อย (titrate) เพื่อให้
ได้ระดับของน้ำตาลขณะอดอาหาร (fasting BG) มีค่าอยู่ระหว่าง 4.0 – 7.0 mmol/L 
( 72 – 108 mg/dL)

(เราสามารถคำนวณค่า mg/dL จากค่า mmol/L = 18xmmol/L)

 เราสามารถสอนให้คนไข้โรคเบาหวาน สามารถปรับเพิ่มขนาดของ
ยาได้ด้วยตนเอง หรือทำการปรับร่วมกับพยาบาลผู้ดูแลการรักษา

 เริ่มต้น เราแนะนำให้เริ่มฉีดเบซอลอินซูลิน  10 units /วัน ก่อนนอน
โดยแนะนำให้เพิ่มขนาดของอินซูลิน ครั้งละ 1 unit /วัน จนกว่าระดับของน้ำตาล
จะลดลงสู่ระดับที่ตั้งเอาไว้

o สำหรับคนสูงอายุ ควรปรับขนาดยา (titration) อย่างช้า ๆ ด้วยอินซูลินขนาด
(dose) ต่ำ ๆ โดยมีเป้า (targets) ที่ "สูง" กว่าคนหนุ่ม

o ในการปรับขนาดของยาฉีดด้วยตนเองตามที่กล่าว   คนไข้ควรทำการตรวจ
ระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองอย่างน้อยวันละครั้ง

o ในระหว่างการรักษาด้วยยาฉีด (อินซูลิน) หากเกิดภาวะระดับน้ำตาลลดต่ำ
(BG< 4.0 mmol/L)  โดยเกิดขึ้นสองครั้งภายในหนึ่งอาทิตย์   หรือเกิดภาวะน้ำ
าลในเลือดตกในตอนกลางคืน (nocturanal hypoglycemia) ไม่ควรปรับเพิ่ม
ปริมาณของอินซูลินเป็นอันขาด...

o ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดขณะท้องว่างมีค่า < 5.5 mmol/L หรือ 5.5x18 mg/dL 
ให้พิจารณาปรับ "ลด" ขนาดอินซูลิน 1 – 2 units เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภาวะ
น้ำตาลตกในตอนกลางคืน (nocturnal hypoglyemia)

o ในกรณีที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดลดต่ำ (hypoglycemia) ควรหยุดยาเม็ด
ลดระดับน้ำตาล (oral medications) ในตอนกลางวัน โดยเฉพาะกลุ่มยาที่เพิ่ม
การหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน เช่น glipizide, glibenclamide เป็นต้น


<< NEXT : P.2 : continued

ในระหว่างการรักษาโรคเบาหวาน P.2: Why Is My Blood Glucose High?

Aug. 20, 2014

ในการรักษาโรคเบาหวาน...
เราจะพบว่า ระดับของ HbA1c โดยเฉลี่ย จะเป็นข้อขี้บ่งให้เราได้ทราบว่า 
เราได้รับการรักษาโรคเบาหวานได้ดีแค่ใหน โดยเราไม่ต้องทำการ
ตรวจค่ำ HbA1c ดังกล่าวในแต่ละวันเลย

การเจาะเลือดปลายน้ำตรวจหาระดับน้ำตาล (Finger-stick tests) สามารถ
ตรวจดูว่า น้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้เร็วกว่าที่ควรจะเป็น

ส่วน HbA1c test เป็นการตรวจวัดดูปริมาณของน้ำตาลที่เกาะตัวบน ฮีโมโกลบิน
ของเม็ดเลือดแดง ซึ่งทำให้เลือดมีสีแดง เป็นโปรตีนทำหน้าที่นำพาเอา
ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย

เมื่อระดับของน้ำตาลในเลือดขึ้นสูง จะทำให้ระดับของ HbA1c สูงขึ้นด้วย
เช่นกัน และเนื่องจาก “ฮีโมโกลบิน” ไหลเวียนในกระแสเลือดจนกว่ามัน
เม็ดเลือดแดงจะตายไป...   ครึ่งหนึ่งของเม็ดเลือดแดงจะถูกแทนที่ในทุกๆ
120 วัน ดังนั้น การตรวจ HbA1c จึงเป็นการตรวจหาระดับน้ำตาลที่ปรากฏ
ในกระแสเลือดในช่วงเวลา 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา

The American Diabetes Association (ADA) ได้แนะนำให้รักษาเบาหวาน
โดยตั้งเป้าระดับ  HbA1c ให้ต่ำกว่า 7 % ซึ่งจะค่าเทียบเท่ากับ ระดับน้ำตาล
170 mg/dL โดยเฉลี่ย หรือต่ำกว่า

ในการรักษาโรคเบาหวาน...
แพทย์แต่ละนายอาจมีเป้าหมายของ HbA1c ที่แตกต่างกัน โดยขึ้นกับอายุ,
น้ำหนักตัว, และปัจจัยอื่น ๆ ของคนไข้

โดยทั้วไป เรามักจะสั่งให้มีการตรวจดูระดับ HbA1c ทุก 3 เดือน เพื่อตรวจ
ดูว่า เราสามารถรักษาระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายหรือไม่?

โดยสรุป...
โดยธรรมชาติ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดของคนเราจะขึ้นๆ ลงๆ 
บางครั้งเราไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมมันเป็นเช่นนั้น

ในการรักษาโรคเบาหวาน ไม่ว่าท่านจะพยายามมากแค่ใหน ระดับของ
น้ำตาลที่ตรวจได้ไม่จำเป็นต้องปกติทุกครั้งไป ตราบใดที่ระดับน้ำตาลไม่
สูงเกินไป ก็ถือได้ว่า ท่านอยู่ในสภาพที่ใช้ได้แล้ว...

<<BACK


www.johnshopkinshealthalerts.com