วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Many people know nothing about kidney disease


“ไม่บอกก็ไม่รู้...”
เป็นประโยคที่เรา-ท่านต่างเคยได้ยินมาแล้ว

โรคไตเป็นโรคหนึ่ง ที่ไม่เหมือนโรคอื่น ๆ เพราะส่วนใหญ่แล้ว
มันไม่ค่อยจะมีอาการปรากฏให้เจ้าตัวได้รู้เลย  
จนกว่ามันกลายสภาพเป็นโรคที่อยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว  รวมถึงเหตุผลอื่น ๆ...
ถ้าจะกล่าวว่า  เป็นเรื่องสำคัญก็คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า
เราจำเป็นต้องรู้ว่า  อะไรคือความเสี่ยง (risks) ต่อการทำให้เกิดโรคไตได้บ้าง ?  
ไม่แต่เท่านั้น  เราจะต้องทำให้ไตของเรามีสุขภาพที่ดีให้ยาวนานที่สุดอีกด้วย   
โดยมีขั้นตอนสำคัญที่จำเป็นต้องได้รับตรวจเช็ค

และการตรวจที่ว่า ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นสำหรบกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง
สูง  เช่นคนเชื้อชาตินิโกร...

โดยแพทย์จtทำการตรวจเช็ควิธีการง่าย ๆ เพื่อตรวจดูว่า เป็นโรคไต
หรือไม่  ดังนี้:


§  ตรวจวัดดูระดับของ serum creatinine เพื่อนำไปตรวจสอบดู
การทำงานของไตทำการกรองเอาของเสียออกจากร่างกาย
เรียกว่า estimated glomerular fitration rate (GFR)
§  ตรวจวัดดูระดับของ protein ที่อยู่ในปัสสาวะ  การมีระดับของ
Protein ในปัสสาวะสูงย่อมแสดงให้ทราบว่า ไตทำงานได้ไม่
เป็นปกติ
§  ตรวจวัดดูระดับความดันโลหิต (blood pressure)

§  ตรวจตรวจสอบประวัติว่า:

o   ท่านมีโรคเบาหวานหรือไม่ ?
o   มีความดันโลหิตสูงหรือเปล่า ?
o   มีโรคหัวใจไหม ?
o   ตลอดรวมถึงประวีติของครอบครัว เช่น  พ่อ-แม่  พี่น้อง
    มีโรคไตหรือไม่ (โรคไตอาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม)

ถ้าท่านตอบว่า “มี” ต่อคำถามข้อใดข้อหนึ่ง...
ท่านตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแล้วละ!
และเป็นเรื่องของท่านที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจดู
สภาพการทำงานของไต

เป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ทำการรักษาท่าน จะทำการสั่งให้มีการตรวจการ
ทำงานของไต (ของท่าน) ด้วยวิธีการง่าย ๆ สองอย่าง
หนึ่ง: เป็นการตรวจดูสมรรถภาพการกรองเอาของเสีย (glomerular
Filtration rate) และ สอง: เป็นการตรวจดูระดับ protein ที่ถูกขับออก
ทางปัสสาวะ (urine protein)

§  GFR (Glomerular filtration rate):
เป็นการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการณ์  ดูการทำงานของไตที่ทำ
การกรองเลือดที่ไหลผ่านไตทุกหนึ่งนาที  
เราตั้งชื่อว่า glomerular filtration rate  
การตรวจชนิดนี้จะบอกให้เราได้ทราบว่า ไตของเราทำงานได้ดีแค่ใด ?

ถ้าค่าที่วัดได้พบว่า  GFR มีค่า 60 หรือมากกว่า
ถือว่าไตทำงานเป็นปกติ  แต่ถ้าเมื่อใดค่าของ GFR มีค่าตำกว่า
60 อาจหมายความว่า ท่านเป็นโรคไตก็ได้
ท่านไม่สามารถทำให้ค่าของ GFR ขึ้นสูงได้ 
แต่ท่านสามารถทำให้ค่าของ GFR ไม่ลดต่ำลงได้

§  Urine Protein
การตรวจดู protein ที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ 
ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบว่า  เป็นอาการแสดงของโรคไตได้
โดยที่มี protein รั่วออกทางปัสสาวะเมื่อไตถูกทำลายไป

การตรวจดู protein ที่รั่วออกทางปัสสาวะมีหลายชื่อด้วยกัน
เช่น check fo proteinuria, albumiuria
หรือ microalbuminuria  และอาจเรียกว่า
urine albumin-to-creatinine ratio ก็ได้ 
(วัดค่าของ creatinine  และ albumin ในปัสสาวะ)


การรักษาโรคไต (Treating Kidney Disease)


โรคไตมักเป็นโรคทีมีการดำเนินFi8อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งหมายความว่า  ไตมีการถูกทำลาย  และมีแนวโน้มที่จะเป็น

การทำลายอย่างถาวร ... ไม่มีทางหวนกลับเป็นปกติได้

 

ยังถือว่าเป็นเรื่องดี  ที่เราสามารถรักษาโรคไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่มีข้อแม้ว่า  เราจะต้องตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรกเท่านั้น

ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมาก

เพราะโรคไตยังเป็นตัวอันตรายต่อการเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจ

(heart attack)  และโรคสมอง (stroke) ได้สูงอีกด้วย

 

สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน...
การตรวจดูระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมาก
ซึ่งท่านสามารถทำการตรวจได้เอง (ที่บ้าน)

การควบคุมระดับความดันหิตของท่าน  ก็ไม่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับ
คนที่เป็นโรคคามดันโลหิตสูง  โดยมียาลดความดันโลหิตหลายตัว
ที่สามารถควบคุมระดับความดันหิตได้ดี 

มียาลดความดันโลหิตสองตัว  ที่ถูกนำมาใช้รักษาความดันโหลิต
ในคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน  เพราะยาทั้งสองตัวนอกจากจะลดความ
ดันได้ดีแล้ว  ยังช่วยป้องกันไม่ให้ไตถูกทำลายด้วย
ยาทั้งสองได้แก่ angiotensin converting enzyme (ACEi) และ
Angiotensin receptor blocker (ARBs)

บังเอิญ...เกิดเป็นโรคไตวายขึ้น 

แล้วต่อไปจะทำอย่างไร ?

 

ถ้าไตหนึ่งข้าง หรือทั้งสองถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

และไม่สามารถทำให้ฟื้นกลับได้เหมือนเดิม  เราเรียกว่า

kidney failure หรือ end-stage renal disease (ESRD)

ภายใตภาวะเช่นนี้ ไตไม่สามารถกรองเอาของเสียออกจากร่างกาย

ได้อีกต่อไป  เป็นเหตุให้กิดมีอาการอ่อนเพลีย (ftigue),

อ่อนแรง (weakness), คลื่นไส้ (nausea), อาเจียน (vomiting)

และคัน (itching)

 

ในการรักษาคนไข้ที่ไตวาย (kidney failure)…
ประกอบด้วยการฟอกเลือด (dialysia) และการผ่าตัดปลูกไต
(transplantation)  การฟอกเลือด (dialysis) มีสองชนิดดังนี้
:
§  Hemodialysis
   เป็นการองเอาของเสียออกจากเลือดของคนไข้ โดยอาศัยเครื่องมือ
   ที่อยูนอกกาย  ซึ่งมักจะกระทำอาทิตยืละสามครั้ง

§  Peritoneal dialysis
   เป็นการใช้เซลล์หรือเยื่อที่บุด้านในของช่องท้อง  ทำการกำจัดเอา
   จากร่างกาย  ซึ่งสามารถกระทำได้เองที่บ้านของคนไข้ 
    กระทำในขณะนอนหลับ

การปลูกถ่ายไต (Kidney transplantation)
คือการผ่าตัดเอาไตทีดีให้แก่คนไข้แทน  หลังการผ่าตัดจะพบว่า
ไตที่เปลี่ยนให้แก่คนไข้จะทำงานแทนไตที่เสียไป
โดยไม่จำเป็นต้องทำการฟอกเลือดอีกต่อไป

 

http://www.nlm.nih.gov/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น